4 คำตอบ2026-01-01 02:41:49
เราอยากให้คนดู 'คิงคองปะทะก็อดซิลลา' หลังจากได้เห็นรากเหง้าของทั้งสองตัวละครบ้าง เพราะมุมมองแบบเปรียบเทียบจะทำให้ฉากปะทะมีความหมายมากขึ้นกว่าการเห็นแค่ซากตึกกับเอฟเฟกต์เสียงแล้วจบ
พอพูดถึงต้นกำเนิดแล้ว งานคลาสสิกมักสอนอะไรบางอย่างที่หนังยุคใหม่ไม่ค่อยเน้น ฉะนั้นการนั่งดู 'King Kong' รุ่นเก่าเพื่อซึมซับความเป็นโศกนาฏกรรมของคิงคอง แล้วต่อด้วย 'ก็อดซิลลา' เวอร์ชันปี 1954 ที่มีโทนอันหนักแน่นเกี่ยวกับผลกระทบจากนิวเคลียร์ จะช่วยให้มุมมองเราไม่ใช่แค่ชอบเพราะมันยิ่งใหญ่ แต่เข้าใจเบื้องหลังแรงจูงใจของมอนสเตอร์ทั้งสองด้วย
หลังจากนั้นค่อยเปิด 'คิงคองปะทะก็อดซิลลา' จะรู้สึกว่าฉากแอ็กชันมีน้ำหนักขึ้นเพราะเราเข้าใจทั้งสัญลักษณ์และการเล่าทางอารมณ์ ผมชอบความรู้สึกที่ได้เห็นการปะทะในเชิงวัฒนธรรม ไม่ใช่แค่ว่าใครชนะเท่านั้น — และถ้าความอยากดูแค่ความบันเทิงล้วน ๆ ก็ตาม จัดเป็นการดูแบบรอบสองก็ได้ จะสนุกกว่าเยอะ
3 คำตอบ2026-01-01 11:02:15
การปะทะในฉบับเก่าอย่าง 'King Kong vs. Godzilla' ของโทโฮให้ความรู้สึกเหมือนการชมงานโชว์บนเวทีมากกว่าจะเป็นบล็อกบัสเตอร์สมัยใหม่ — ฉากต่อสู้มีเสน่ห์แบบคลาสสิกที่ฉันชอบเพราะมันตรงไปตรงมาและเต็มไปด้วยความครีเอทีฟของยุคสเปเชียลเอฟเฟกต์แบบสวีตเมชัน
ความต่างชัดเจนที่สุดคือเทคนิครับมือกับมอนสเตอร์: ในฉบับปี 1962 ใช้ชุด สวมคน และมุมกล้องที่เน้นฉากคงที่ ทำให้รอยต่อระหว่างมนุษย์กับยักษ์กลายเป็นจังหวะของการแสดงจริงๆ ขณะที่พล็อตถูกจัดวางให้เป็นเรื่องสนุกผจญภัยผสมคอมเมดี้ ซึ่งฉันมองว่าเป็นเสน่ห์แท้จริงของหนังยุคนั้น การพัฒนาเนื้อเรื่องมนุษย์เน้นบทพูดและฉากประชันซึ่งบางทีก็ยืดเยื้อ แต่ก็ให้โอกาสเห็นความคิดสร้างสรรค์มากกว่าการพึ่ง CGI
ฉากจบและโทนโดยรวมต่างจากเวอร์ชันใหม่อย่างสิ้นเชิง: หนังเก่ามีความเบาสบายและยินดีที่จะปล่อยให้คนดูหัวเราะกับความโอเวอร์เดอะท็อป ในขณะที่ฉันเองมักจะนั่งยิ้มให้กับมุกฉากต่อสู้ที่ไม่จริงจังนัก เพราะมันคือวัฒนธรรมของการทำหนังในยุคนั้น ทำให้มีเสน่ห์เฉพาะตัวที่หายากในหนังสมัยใหม่
3 คำตอบ2026-01-01 07:28:12
ฉากพังทลายจนแผ่นดินดูสั่นสะเทือนเป็นสิ่งแรกที่ทีมงานมักหยิบมาเล่าเมื่อต้องอธิบายวิธีสร้างสเปเชียลเอฟเฟกต์ของ 'คิงคอง' กับ 'ก็อดซิลลา' ในภาพยนตร์ร่วมสมัย ผมจำความรู้สึกได้ไม่ตรงๆ แต่ยังชัดเจนว่าทีมตั้งใจทำให้ความยิ่งใหญ่ของตัวละครทั้งสองรู้สึกมีน้ำหนักและสัมผัสได้จริง — ไม่ใช่แค่เห็นเป็นภาพสวยบนจอเท่านั้น
การเล่าแบบที่ผมชอบคือแบ่งเป็นชั้นๆ: เริ่มจากการจับการเคลื่อนไหว (performance capture) เพื่อให้ท่าทางของ 'คิงคอง' มีความเป็นคน มีการแสดงออกทางหน้าและท่าทาง จากนั้นทีมศิลป์จะออกแบบกล้ามเนื้อ หนัง และขนให้ทำงานร่วมกับการเคลื่อนไหวจริง ขณะที่ฝั่งของ 'ก็อดซิลลา' ถูกเน้นที่พลังแบบไม่ต้องมีใบหน้า—การเคลื่อนไหวของหาง การหายใจที่สั่นสะเทือน และลำแสงที่เปล่งออกมา ถูกออกแบบด้วยการจำลองพลศาสตร์ของของเหลวและอณู เพื่อให้มีการปะทะกับสิ่งรอบตัวอย่างสมจริง
สิ่งที่ทำให้ผมสะดุดใจคือการผสมผสานของเทคนิค: มีการใช้ภาพถ่ายจริงของโลเคชันเพื่อเป็นพื้นหลัง, แบบจำลองขนาดใหญ่บางชิ้นสำหรับการปะทะระยะใกล้, การซ้อนภาพ (compositing) ระหว่างอนิเมชั่นกับองค์ประกอบที่ถ่ายจริง และซิมูเลชั่นฝุ่น เศษอิฐ และควันที่ทำให้การทำลายดูมีผลต่อสิ่งแวดล้อมจริงๆ ในฉากหนึ่งที่ตึกพัง ทีมบอกว่าสเกลถูกสร้างจากการอ้างอิงวัตถุขนาดเล็กจริงๆ แล้วขยายขึ้นด้วยซอฟต์แวร์เพื่อรักษามุมกล้องและความรู้สึกของมวล แนวทางนี้ทำให้ฉากต่อสู้กลายเป็นทั้งโชว์เทคนิคและการเล่าเรื่องที่จับต้องได้ — แล้วผมก็ยิ้มทุกครั้งที่เห็นแสงบนขนของ 'คิงคอง' มันทำให้ตัวละครมีชีวิจฉะจริงๆ
1 คำตอบ2026-01-14 18:07:55
มองกันตรงๆ ว่านักวิจารณ์มักจะแยกประเด็นของ 'ก็อดซิลล่า ปะทะ คอง' ออกเป็นสองแกนหลัก: หนึ่งคือโทนและธีม กับสองคือโครงเรื่องและการเล่าเรื่องที่เน้นการเป็นบล็อกบัสเตอร์มากกว่าบทสรุปเชิงปรัชญา อย่างที่ผมชอบพูดถึงกับเพื่อน ๆ ในฟอรั่ม หนังเรื่องนี้ไปไกลจากรากเหง้าของสัตว์ประหลาดในภาพยนตร์ญี่ปุ่นคลาสสิกอย่าง 'Godzilla' (1954) ที่มีน้ำหนักเรื่องนิวเคลียร์และความผิดบาปของมนุษย์ ในขณะที่หนังสมัยใหม่ของ MonsterVerse เลือกเล่นกับความเป็นมหากาพย์ การเมืองบริษัท และการผจญภัยแบบไซไฟมากขึ้น นักวิจารณ์ชี้ว่าภาพรวมของเรื่องนั้นเน้นความบันเทิงและการปะทะของภาพยักษ์ ๆ เป็นหลัก เหมือนต้องการให้คนดูได้ตื่นตากับฉากต่อสู้ จังหวะดนตรี และซาวนด์ดีไซน์ มากกว่าจะถกเถียงเชิงสัญลักษณ์ลึกเหมือนต้นฉบับ Toho
สายตาของคนวิจารณ์ยังชอบจับจุดแตกต่างในโครงเรื่องด้วย พวกเขามักบอกว่าโครงเรื่องแบ่งเป็นสองเส้นเรื่องที่บางครั้งรู้สึกแยกกัน — ฝ่ายของมนุษย์ที่ไปค้นหาฮอลโล่ว์เอิร์ธและปมองค์กรอย่าง Apex กับฝั่งของสัตว์ประหลาดที่ต่อสู้เพื่ออำนาจและพื้นที่ของพวกมัน บางคนชมว่าการแบ่งนี้สร้างจังหวะเพื่อให้มีฉากแอ็กชันยาว ๆ และให้พื้นที่แก่ความสัมพันธ์เชิงอารมณ์ระหว่างคองกับเด็กสาวอย่าง Jia ซึ่งเป็นแกนที่ทำให้คนดูรู้สึกผูกพัน ในขณะเดียวกันก็มีเสียงวิจารณ์ว่ามนุษย์ในเรื่องถูกเขียนให้บาง เหตุผลและแรงจูงใจของตัวละครมนุษย์มักกลายเป็นแค่เครื่องมือพาไปสู่เซตพีซของการต่อสู้มากกว่าเนื้อหาเชิงลึก นอกจากนี้การจัดจังหวะของหนังที่เร่งรีบในบางช่วงและทิ้งช่วงช้าเพื่อซีนยักษ์ ๆ ทำให้คนที่คาดหวังการขยายความทางประเด็นสังคมหรือปรัชญารู้สึกว่ายังขาดอะไรบางอย่าง
มุมมองจากนักวิจารณ์อีกด้านหนึ่งยกย่องเทคนิคและการเล่าเรื่องในเชิงภาพว่าเป็นจุดแข็ง เสียงเบสที่หนัก การใช้แสงและมุมกล้องเมื่อยักษ์ชนกันสร้างความรู้สึกท่วมท้นและตื่นเต้น จนหลายคนมองว่าเรื่องนี้สำเร็จในฐานะหนังเอ็นเตอร์เทนเมนต์ชนิดเต็มรูปแบบ แต่ก็ยังมีคำถามเรื่องน้ำเสียง — หนังเลือกบาลานซ์ระหว่างความจริงจังกับความขำเบา ๆ ได้ไม่เสมอกัน ซึ่งทำให้โทนภาพรวมบางครั้งสับสนสำหรับคนอยากได้ความหมายลึก ๆ จากสัตว์ประหลาดมากกว่าการชกต่อยกันบนจอ แนวคิดเรื่องวิทยาศาสตร์เทียบกับตำนานที่ถูกหยิบยกขึ้นมาก็ถูกวิจารณ์ว่ามีน้ำหนักไม่เท่ากัน: คองได้หัวใจและเรื่องราวสื่อสารความเป็นปกป้อง ส่วนก็อดซิลล่ายังคงมีลักษณะเป็นพลังธรรมชาติที่ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลส่วนตัวชัดเจน
พูดตรง ๆ ในฐานะแฟน ผมชอบทั้งสองแบบ — ความหนักแน่นของหนังคลาสสิกและความตื่นเต้นของหนังสมัยใหม่ แต่กับ 'ก็อดซิลล่า ปะทะ คอง' ผมรู้สึกว่ามันเป็นงานที่เลือกให้ผู้ชมสนุกกับการชนของยักษ์และความผูกพันเล็ก ๆ ระหว่างคองกับตัวละครมนุษย์มากกว่าจะพยายามตั้งคำถามเชิงปรัชญาอย่างจริงจัง นั่นทำให้หนังดูสดและเข้าถึงผู้ชมวงกว้าง แต่สำหรับคนที่อยากได้สัญลักษณ์ลึก ๆ แบบยุคเก่าอาจรู้สึกว่าขาดอะไรไปสักหน่อย นี่แหละคือความชอบส่วนตัวของผม — บางทีการได้เห็นยักษ์สองตัวชนกันแล้วหัวใจยังเต้นตามก็เพียงพอแล้ว
3 คำตอบ2026-06-04 12:51:40
ฉากไคลแม็กซ์ใน 'Godzilla vs. Kong' เป็นการชนกันของบทบู๊กับอารมณ์ส่วนตัวในแบบที่ทำให้ผมลุกขึ้นจากที่นั่งได้เลย: การต่อสู้เริ่มจากการปะทะตัวต่อตัวกลางเมืองก่อนจะเป็นการรวมพลังกันสู้ศัตรูที่ยิ่งใหญ่กว่า ความตึงเครียดไม่ได้อยู่แค่การชกต่อย แต่ยังอยู่ที่การหักมุมเมื่อ Mechagodzilla ถูกเปิดใช้งานและกลายเป็นภัยคุกคามที่ไม่อาจปล่อยให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแก้แค้นได้เพียงลำพัง
ฉากต่อสู้สุดท้ายกระโดดจากตึกสู่ถนน กลายเป็นการเผชิญหน้าสามทางที่มีทั้งเกราะเหล็ก แกนนิวเคลียร์ และอารมณ์ของตัวละครมนุษย์ที่เกี่ยวพันกับคอง — โดยเฉพาะฉากที่โคน้อง (Jia) และแกนความทรงจำของคองถูกผูกโยง ทำให้การกระทำของคองมีความหมายยิ่งขึ้น ปลายเรื่องทั้งคองกับก็อดซิลล่าต่อสู้กับ Mechagodzilla ร่วมกัน จนในที่สุดคองใช้ขวานพลังจาก Hollow Earth ตัดหัวของเครื่องจักร ท่าที่จบลงคือทั้งสองไม่ใช่ผู้ชนะฝ่ายเดียว แต่เป็นชัยชนะร่วมของพวกเขาต่อภัยคุกคามใหม่
มุมมองส่วนตัวคือฉากไคลแม็กซ์ไม่ใช่แค่การตัดสินผู้แพ้ชนะ แต่เป็นการวางตัวละครทั้งสองให้อยู่ในตำแหน่งที่มีความเคารพต่อกันตอนจบ: ก็อดซิลล่าแลกจ้องคองสั้น ๆ ก่อนกลับลงทะเล ส่วนคองกลับสู่ Hollow Earth — ไม่มีผู้ชนะขาดลอย แต่มีการปิดฉากที่ให้อารมณ์ทั้งความยิ่งใหญ่และความโหยหาในเวลาเดียวกัน
3 คำตอบ2026-01-01 14:47:02
เพลงประกอบที่ติดหูที่สุดสำหรับฉันจาก 'King Kong vs. Godzilla' คือท่อนธีมของก็อดซิลลาที่ดังกระแทกใจตั้งแต่โน้ตแรกเลย เพลงท่อนนั้นเต็มไปด้วยทองเหลืองหนาๆ และจังหวะสั้นๆ ที่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนไม่ว่าจะตัดเข้าซีนไหนก็รู้ทันทีว่าสัตว์ประหลาดกำลังมา ย้อนกลับไปตอนดูฉากที่ทั้งสองโผล่ขึ้นมาจากทะเลและดังกระทบกัน ท่อนเบสกับเพอร์คัสชันทำหน้าที่เป็นหัวใจของความตึงเครียด ส่วนเมโลดี้แหลมๆ บนเครื่องทองเหลืองก็เป็นสัญลักษณ์ของพลังดิบของก็อดซิลลา
พอได้ฟังซ้ำหลายรอบความประทับใจไม่ได้มาจากความซับซ้อนของฮาร์โมน แต่มาจากการออกแบบโมทีฟที่สั้นและชัดเจน — มันติดอยู่ในหัวแบบไม่ต้องพยายาม ทำให้ฉันยังร้องตามท่อนสั้นๆ นั้นได้แม้ไม่ได้ตั้งใจ ฟังแล้วนึกถึงการต่อสู้ใต้แสงไฟนีออน ลานเมืองที่พังทลาย และคนดูที่ตะลึงกับเสียงบรรเลงเดียวกันนี้
ท้ายสุดแล้วเพลงที่ติดหูสำหรับฉันไม่ได้ต้องเป็นบทร้องหวาน แต่ต้องมีเอกลักษณ์มากพอจะเรียกความทรงจำกลับมา และท่อนของก็อดซิลลาในเรื่องนี้ทำตรงนั้นได้อย่างเจ็บปวดและงดงาม ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมยังคงจดจำได้ทุกครั้งที่ได้ยิน
3 คำตอบ2026-01-01 20:46:49
การปะทะกันบนจอของสัตว์ยักษ์ใน 'Godzilla vs. Kong' ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนได้กลับไปนั่งในโรงหนังด้วยความตื่นเต้นแบบบริสุทธิ์ — นักวิจารณ์โดยรวมมองว่าหนังเป็นความบันเทิงเชิงสเปกทาคูลาร์ที่ทำหน้าที่ของมันได้ดีในแง่ของงานภาพและการออกแบบฉากต่อสู้
สายวิจารณ์ภาพยนตร์ชื่นชมการตัดต่อจังหวะการต่อสู้ เอฟเฟกต์ภาพ และการออกแบบมอนสเตอร์ที่ทำให้ฉากกลางคืนในเมืองกับการประจัญบานดูหนักแน่นและน่าติดตาม ฝั่งนักวิจารณ์ที่เน้นประเด็นเชิงโครงเรื่องมักจะติว่าบทบางครั้งเรียบง่ายเกินไป ตัวละครมนุษย์ไม่ได้มีมิติที่ลึกพอ และการเล่าเรื่องถูกนำไปให้ความสำคัญกับฉากบู๊มากกว่าการพัฒนาเชิงอารมณ์
ในฐานะแฟนที่ชอบทั้งความดิบของหนังแนวสัตว์ประหลาดและการให้เกียรติรากเหง้าของคอนเซ็ปต์ การที่หลายสำนักให้คะแนนโดยรวมในระดับบวกถึงกลาง (ค่อนข้างชื่นชมด้านงานสร้างแต่มีความเห็นแบ่งแยกเรื่องบท) ทำให้ฉันรู้สึกพอใจ เพราะหนังทำสิ่งที่ตั้งใจจะทำได้ชัดเจน — มอบการปะทะที่ตระการและสนุก แม้จะไม่ใช่หนังที่ลึกที่สุดก็เถอะ
3 คำตอบ2026-06-04 18:44:04
เพลงประกอบที่โดดเด่นที่สุดสำหรับผมใน 'King Kong vs. Godzilla' (1962) คือท่อนธีมของก็อดซิลลาที่หนักแน่นและจำง่าย มันไม่ใช่แค่เสียงประกอบฉากธรรมดา แต่เป็นการวางจังหวะและโทนเสียงที่บอกเลยว่าเจ้าตัวใหญ่มาแล้ว เสียงทองเหลืองต่ำที่ซ้ำ ๆ กับจังหวะกลองหนัก ๆ สร้างความรู้สึกของแรงชนและมวลชน ขณะเดียวกันก็มีจังหวะที่ถูกใช้ตอนที่คิงคองปรากฏตัวซึ่งเบากว่า มีความคล่องและมีสีสัน ทำให้ทั้งสองตัวละครมีบุคลิกทางดนตรีที่แตกต่างกันชัดเจน
เวลาได้ดูฉากการเผชิญหน้าครั้งแรก เพลงจะดึงความสนใจ ทำให้การเคลื่อนไหวของโมเดลหรือเอฟเฟกต์ดูมีน้ำหนักมากขึ้น ผมชอบรายละเอียดเล็ก ๆ อย่างการใช้ฉาบหรือเพอร์คัชชันเบา ๆ ในช่วงที่วัดขนาดความสูงของคิงคอง เพราะมันทำให้ฉากนั้นดูทั้งตลกและตึงเครียดไปพร้อมกัน สำหรับคนที่ชอบดนตรีประกอบแบบคลาสสิกที่ผสมกับสไตล์ภาพยนตร์สมัยก่อน เสียงธีมพวกนี้ยังคงตราตรึงและฟังแล้วรู้สึกถึงความเป็นไทม์แมชชีนกลับไปสู่ยุคหนังตะลุยมอนสเตอร์สมัยก่อน — เป็นความทรงจำที่ยังหลงเหลือในใจผมจนทุกวันนี้
3 คำตอบ2026-06-04 11:33:38
สิ่งหนึ่งที่ฉันสังเกตคือในจักรวาลสมัยใหม่ มาตรวัดขนาดและพลังของ 'King Kong' กับ 'Godzilla' มักถูกออกแบบมาให้สะท้อนบทบาทที่ต่างกันชัดเจน — Kong ถูกวาดเป็นนักสู้ใกล้ชิดที่อาศัยความคล่องตัวและปัญญา ขณะที่ Godzilla เป็นพลังทำลายล้างระดับมวลดินแดนที่พุ่งออกมาในรูปแบบพลังงาน
ในมุมมองเชิงตัวเลขของจักรวาล MonsterVerse, 'Godzilla' เวอร์ชันปี 2014 และภาคต่อถูกกำหนดให้สูงเป็นร้อยเมตร (ประมาณ 100–120 เมตร ขึ้นกับภาค) แถมมีมวลมหาศาลที่ทำให้ร่างกายทนทานต่อแรงปะทะระดับเมือง ส่วน 'Kong' ใน 'Kong: Skull Island' ถูกวางให้ตัวเล็กกว่า (ราวสามสิบเมตรในภาคนั้น) แต่ใน 'Godzilla vs. Kong' ทีมผู้สร้างปรับขนาด Kong ขึ้นมาอีกมากเพื่อให้การต่อสู้สมดุลกัน — นั่นแปลว่า Kong ได้รับการออกแบบให้แข็งแรงขึ้น แต่มิติเชิงพลังยังต่างกับ Godzilla อยู่ดี
ความแตกต่างเชิงพลังชัดเจน: Godzilla ใช้พลังระเบิดนิวเคลียร์/พลังปรมาณูเป็นอาวุธระยะไกล มีความสามารถฟื้นตัวและเปล่งลำแสงที่สามารถทำลายตึกได้ ส่วน Kong เน้นการต่อสู้ใกล้ชิด ใช้กำลังล้วนๆ ความฉลาดในการใช้เครื่องมือ (เช่นขว้างและใช้อุปกรณ์ในฉากหนึ่ง ๆ) และความคล่องตัวที่ทำให้เขาปรับเทคนิคได้หลากหลาย ฉันเลยมองว่าถ้าพิจารณาจากบทบาทในการเล่าเรื่อง Godzilla ถูกตั้งให้เป็นภัยพิบัติแบบไม่หยุดยั้ง ส่วน Kong ถูกออกแบบให้เป็นคู่ปรับที่มีหัวใจและไหวพริบมากกว่า — และนั่นทำให้การดวลกันมีมิติทั้งทางดราม่าและแอ็กชันไปพร้อมกัน
3 คำตอบ2026-01-01 11:12:19
มองภาพรวมแบบคนที่หลงใหลงานปั้นละเอียดๆ ก่อนเลย ผมแนะนำให้ไปหาชิ้นจาก Prime 1 Studio ที่ทำเป็นไดโอรามาหรือสแตทจ์รุ่นใหญ่จาก 'Godzilla vs. Kong' เพราะรายละเอียดของผิว ฟอร์มกล้ามเนื้อ และการจัดแสงเงาบนชิ้นงานแบบพอลีสโตนมันให้ความรู้สึกเหมือนฉากในหนังจริงๆ
ผมชอบชิ้นที่จับโมเมนต์สำคัญ เช่น คองที่ถือขวานยกขึ้นสู้กับก็อดซิลลา เพราะท่าทางการเคลื่อนไหวและชิ้นส่วนย่อยอย่างเศษหินหรือควันจากการระเบิดช่วยเล่าเรื่องได้ครบกว่า นอกจากนี้ Prime 1 มักมาพร้อมใบรับรองลิขสิทธิ์และฐานที่ออกแบบมาให้วางแสดงได้อย่างปลอดภัย ซึ่งถ้าคุณชอบการจัดโชว์บนชั้นหรือตั้งเป็นเซ็นเตอร์พีซ ชิ้นพวกนี้ทำหน้าที่ได้ดีมาก
ข้อควรระวังคือราคาจะสูงและน้ำหนักมาก จัดที่วางดีๆ และคิดเรื่องประกันการขนส่งไว้ก่อน แต่ในมุมของคนสะสมที่อยากได้ชิ้นเดียวที่ดึงสายตาคนเข้ามา ผมมองว่ารุ่นพรีเมียมจาก Prime 1 ที่อ้างอิงฉากจาก 'Godzilla vs. Kong' ให้คุณค่าในการเก็บและความรู้สึกเวลาเดินผ่านแล้วเห็นมันอยู่ในบ้านอย่างมาก