นิทานโบราณมักเล่าเรื่องสิ่งที่คล้ายซักคิวบัสให้ฟังในรูปแบบของกิเลสและเงามืดในจิตใจมนุษย์ ก่อนที่นักเขียนมังงะจะหยิบมาใช้เป็นตัวละครจริงจัง พื้นฐานของต้นกำเนิดในงานมังงะมักสะท้อนจากตำนานยุโรปอย่างเรื่องของ '
ลิลิธ' หรือนิทาน
เรื่องผีร้ายที่ลอบล้ำเข้าหาคนหลับ แต่การนำเข้ามาในบริบทญี่ปุ่นทำให้มุมมองเปลี่ยนไป: บางเรื่องถือว่าซักคิวบัสเป็นเผ่าพันธุ์ปีศาจชนิดหนึ่ง มีสังคม มีกฎของตัวเอง ในขณะที่บางเรื่องบอกว่าเธอเกิดจากความต้องการของมนุษย์เอง หรือเป็นวิญญาณที่เกิดขึ้นจากความฝันและความใคร่ที่สะสมจนมีรูปร่าง สารพัดแนวคิดเหล่านี้แสดงให้เห็นว่านักเขียนไม่ได้ยึดติดกับแหล่งกำเนิดเดียว แต่เลือกเอาองค์ประกอบทางตำนาน ศาสนา จิตวิทยา มาขยี้จนได้แบ็กกราวด์ที่ใช้งานได้ในเรื่องของตน
ในมังงะหลายชิ้น ต้นกำเนิดมักถูกอธิบายผ่านการ worldbuilding แบบค่อยเป็นค่อยไป บางฉากอาจเป็นนิยายปากต่อปากถึงกฎของเผ่าซักคิวบัส บางเรื่องให้ภาพว่าเธอเป็นผลผลิตจากเวทมนตร์หรือคำสาป เช่นตัวละครที่เคยเป็นมนุษย์ถูกสาปจนกลายเป็นซักคิวบัส เพื่อสะท้อนธีมเรื่องการสูญเสียความเป็นตัวตนและการดิ้นรนหาอิสระ ในขณะที่งานที่เน้นความฮาและแฟนเซอร์วิส บ่อยครั้งต้นกำเนิดถูกย่อเป็นมุกว่าพวกเธอมาจากโรงเรียนปีศาจหรือสถาบันฝึกพิเศษ เหมือนที่เห็นใน 'Rosario + Vampire' ซึ่งหยิบธีมโรงเรียนของเผ่าอื่น ๆ มาเล่นจนกลายเป็นตัวละครที่ทั้งเย้ายวนและมีมิติทางอารมณ์ด้วย
ทิศทางอีกแบบที่ผมชอบคือการตีความให้ทันสมัยขึ้นด้วยวิทยาศาสตร์หรือ
ไซไฟ บางมังงะอธิบายซักคิวบัสเป็นสิ่งมีชีวิตจากมิติอื่น โปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ที่เรียนรู้จากความต้องการมนุษย์ หรือเชื้อไวรัสที่เปลี่ยนพฤติกรรมทางเพศและความทรงจำของโฮสต์ วิธีการนี้ช่วยให้เรื่องราวตั้งคำถามเชิงปรัชญาว่าอำนาจแห่งความใคร่คืออะไร และเมื่อความ
เสน่หาเป็นสิ่งที่สามารถสร้าง/ลบ/โคลนได้ ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของตัวละครก็ยิ่งลึกซึ้งขึ้น นอกจากนั้น นักเขียนมักใช้ภาพลักษณ์ เช่น เขา
แก้วตา สีผิว ปีกหรืองูหาง เป็นสัญลักษณ์ทำให้ผู้อ่านเข้าใจสถานะของตัวละครทันที แต่หลายครั้งก็เลือกหักมุมโดยให้ซักคิวบัสมีนิสัยใจดีหรือทุกข์ทรมานจากหน้าที่ของตนเอง
ท้ายที่สุด วิธีการอธิบายต้นกำเนิดซักคิวบัสขึ้นกับจุดประสงค์ของผู้สร้าง บางคนเน้นแฟนตาซีบริสุทธิ์เพื่อความบันเทิง บางคนเอาไปใช้ตั้งคำถามทางจริยธรรมและสังคม ความหลากหลายนี้คือสิ่งที่ทำให้ผมยังคงติดตามผลงานต่าง ๆ เพราะการตีความที่ต่างกันทำให้ตัวละครซักคิวบัสมีทั้งบทบาทเป็นตัวแสบ ตัวรักโรแมนติก หรือกระทั่งกระจกสะท้อนความต้องการของสังคม ซึ่งในสายตาผมแล้วนั่นเป็นเสน่ห์ที่หาไม่ได้จากการยึดติดต้นกำเนิดแบบเดียว