หัวข้อเรื่องบาปทั้งเจ็ดชอบกระตุ้นบทสนทนาที่ยาวนานระหว่างคนรักศรัทธาและคนที่ชอบถกเถียงกันเกี่ยวกับศีลธรรม
สิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉันสนใจคือว่าบทบัญญัติต่าง ๆ ในพระคัมภีร์ถูกนำมารวมและตีความจนกลายเป็นรายการที่คมชัด — ความหยิ่ง (pride), ความโลภ (avarice/greed), ความ
ใคร่ (lust), ความริษยา (envy), ความตะกละ (gluttony), ความโกรธ (wrath), และความเกียจคร้าน (sloth) — แต่รายชื่อแบบนี้กลับไม่ได้ถูกเขียนเป็นรายการเดียวในพระคัมภีร์ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้เขียนและนักบวชยุคกลางอย่าง 'เกรกอรีที่หนึ่ง' ถึงรวบรวมแนวคิดนี้ไว้ จากนั้น 'โธมัส อไควนัส' ก็ทำให้ระบบมีน้ำหนักขึ้น
เมื่อดูหลักฐานในพระคัมภีร์โดยตรง เราจะเห็นร่องรอยของบาปแต่ละข้อกระจายอยู่ในหลายตอน เช่น ความหยิ่งได้รับการเตือนอย่างชัดเจนใน 'Proverbs' (เช่น 16:18 ว่า pride goes before destruction) และใน 'Isaiah' บทเล่าเกี่ยวกับการล่มสลายของผู้นำที่โอ้อวด ความโลภถูกชี้ว่าเป็นภัยในคำสอนของพระเยซูและนักเผยพระวจนะ เช่น 'Luke' 12:15 เตือนอย่าให้ความมั่งคั่งเป็นจุดศูนย์กลางของชีวิต ขณะที่ 'Colossians' และ '1 Timothy' พูดถึงความรักเงินเป็นรากของความชั่วร้าย
ด้านความใคร่ พระธรรม 'Matthew' 5:28 ตอกย้ำว่าความคิดในใจก็เป็นบาปได้ เหตุการณ์ใน 'Genesis' เกี่ยวกับความริษยาอย่างเรื่องคาอินกับอาเบลแสดงให้เห็นผลลัพธ์ของความอิจฉา ส่วนการตะกละมีคำเตือนใน 'Proverbs' (ตัวอย่างเช่น 23:20-21) และในจดหมายของเปาโลซึ่งเตือนถึงวิถีที่มุ่งไปสู่การเสื่อมทราม ความโกรธและการกระทำด้วยความโกรธถูกกล่าวถึงใน 'Ephesians' 4:31 และ 'James' 1:19-20 ส่วนความเกียจคร้านก็ถูกตำหนิในสุภาษิตหลายตอน เช่น 'Proverbs' 6:6-11 และเรื่องเล่าของพระเยซูเกี่ยวกับผู้รับผิดชอบในเรื่องทรัพย์สิน
ถ้าต้องสรุปด้วยความคิดส่วนตัว ฉันชอบมองว่าการเรียกบาปเป็นเจ็ดข้อช่วยให้คนทั่วไปจับภาพปัญหาจิตใจได้เร็ว แต่มันก็ไม่ใช่สูตรสำเร็จ แท้จริงแล้วพระคัมภีร์ชวนให้เรามองลึกถึงแรงจูงใจภายในและผลกระทบต่อเพื่อนมนุษย์มากกว่าแค่การเช็คลิสต์ และนั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้การอ่านพระคัมภีร์ยังมีชีวิตและกระตุ้นให้คิดต่อได้อยู่เสมอ