2 Answers2026-04-27 15:26:25
นี่คือภาพรวมของตัวละครใหม่ที่ผมคิดว่าโดดเด่นใน 'อลิซในแดนนรกภาค 2' — รายละเอียดพวกนี้ช่วยให้โลกของเรื่องขมคมขึ้นและผลักดันความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครเดิมให้เปลี่ยนไปอย่างมีเหตุผล
นาระ โคฮารุ: ผู้หญิงที่มีอดีตลึกลับ ปรากฏตัวเหมือนคนไร้ที่มาแต่มีทักษะการอ่านสัญญาณและการจัดการกับกับดักในเกม เธอไม่ได้เปิดเผยตัวตนง่ายๆ แต่บทสนทนาเล็กๆ ระหว่างเธอกับตัวเอกทำให้เห็นว่ามีความผูกพันบางอย่างอยู่เบื้องหลัง นาระทำหน้าที่เป็นทั้งคู่หูและเงามืด — คอยช่วยแก้ปมปริศนาแต่ก็สร้างคำถามใหม่ๆ ขึ้นมาเรื่อยๆ
ด็อกเตอร์คาเวย: นักวิทยาศาสตร์ที่ดูเหมือนจะรู้จักโครงสร้างของโลกแห่งนี้ดี เขามาพร้อมกับสมุดบันทึกที่เต็มไปด้วยสูตรและแผนภาพซึ่งทำให้ทีมได้เห็นมุมใหม่ของเกม คาเวยไม่ได้ชั่วร้ายชัดเจน แต่การทดลองของเขาสร้างผลข้างเคียงที่ทำให้สถานการณ์ตึงเครียด บทบาทของเขาคล้ายเส้นบางๆ ระหว่างผู้ให้ความรู้และผู้ที่ผลักดันเหตุการณ์ไปในทางร้าย
มิยาบิ: เด็กสาวผู้ถือเหรียญแปลกประหลาด เป็นตัวแทนของความบริสุทธิ์ที่ถูกบีบคั้นจนต้องเลือก แม้เธอจะดูอ่อนแอแต่การตัดสินใจครั้งหนึ่งของมิยาบิเปลี่ยนทิศทางของเกมอย่างสิ้นเชิง ความสัมพันธ์ของมิยาบิกับตัวเอกเติมความเป็นมนุษย์ให้กับเนื้อเรื่องที่เต็มไปด้วยการทรยศ
ฉันชอบการออกแบบตัวละครที่ทำให้แต่ละคนมีมุมมองทางจริยธรรมต่างกัน — บางคนเลือกเดินหน้าผ่านความโหดร้ายเพื่อความอยู่รอด บางคนเลือกยึดหลักจนต้องเสียบางอย่างไป การเพิ่มตัวละครใหม่อย่างนาระและคาเวยช่วยขยายขอบเขตของโลกในเชิงไอเดีย: ไม่ใช่แค่เกม แต่มันคือการทดลองทางสังคมที่ใช้คนจริงเป็นหน่วยทดลอง นี่ทำให้เรื่องยิ่งเข้มข้นและน่าเฝ้าดูต่อไป
1 Answers2026-04-27 04:35:27
ข่าวอัปเดตสำหรับแฟน 'อลิซในแดนนรก': ตอนนี้ยังไม่มีประกาศวันเข้าฉายอย่างเป็นทางการสำหรับภาค 2 ในประเทศไทยจากผู้จัดจำหน่ายหรือเครือโรงภาพยนตร์หลัก ๆ หากมีข่าวลือหรือโพสต์ในโซเชียลมีเดีย บางครั้งข้อมูลเหล่านั้นก็ยังไม่ใช่ของจริงจนกว่าจะมีแถลงการณ์จากสตูดิโอหรือผู้จัดจำหน่ายที่รับผิดชอบการฉายในไทย การรอประกาศอย่างเป็นทางการอาจน่าใจจดใจจ่อ แต่ก็เป็นวิธีเดียวที่จะได้วันที่แน่นอนรวมถึงรายละเอียดว่าจะมีพากย์ไทยหรือซับไทยหรือไม่
แนวทางการออกฉายมักขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น กำหนดการฉายทั่วโลกของหนังต้นสังกัด ความพร้อมด้านการแปลพากย์หรือซับ การตัดสินใจของผู้จัดจำหน่ายในภูมิภาค และสภาพตลาดโรงภาพยนตร์ในช่วงเวลานั้น ถ้าหนังเป็นโปรดักชันฮอลลีวูดหรือสตูดิโอใหญ่ หนังค่อนข้างมีแนวโน้มจะฉายในไทยใกล้เคียงกับวันฉายสากล แต่มักจะมีการเลื่อนหรือปรับวันได้เสมอ ตัวอย่างเช่นบางหนังที่ออกฉายพร้อมกันทั่วโลกก็มีบางประเทศที่ได้ฉายช้ากว่าหรือเร็วกว่าอยู่ดี ขณะที่ผลงานที่เลือกฉายผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งบางเรื่องอาจจะไม่เข้าฉายในโรงเลยและเปิดตัวเป็นสตรีมมิ่งเฉพาะพื้นที่แทน
ช่องทางการติดตามข่าวที่ค่อนข้างเชื่อถือได้คือประกาศจากเพจหรือเว็บไซต์ของผู้จัดจำหน่ายในประเทศไทย รวมถึงหน้าเพจของเครือโรงภาพยนตร์ใหญ่ ๆ และแถลงของสตูดิโอเอง บทความข่าวบันเทิงของสื่อหลักมักจะนำข่าววันฉายมาเผยแพร่ทันทีเมื่อมีการยืนยัน สำหรับแฟน ๆ ที่อยากเตรียมตัว ถ้าหนังมีการประกาศรอบพิเศษหรือรอบสื่อ จะมีข่าวเกี่ยวกับการจองบัตรล่วงหน้าหรือกิจกรรมพิเศษตามมา ซึ่งมักจะประกาศล่วงหน้าหลายสัปดาห์จนถึงหนึ่งเดือนก่อนฉายจริง
สรุปว่า ณ ตอนนี้ยังไม่มีวันฉายที่ชัดเจนสำหรับ 'อลิซในแดนนรกภาค 2' ในไทย แต่ตามสัญชาตญาณของแฟนหนังและจากรูปแบบการปล่อยข่าวของวงการ บรรดาผู้จัดจำหน่ายมักจะแจ้งรายละเอียดเร็วเมื่อทุกอย่างพร้อม ใครที่รอหนังเรื่องนี้อยู่ก็เตรียมตัวเฝ้าดูประกาศอย่างใจจดใจจ่อได้เลย — รู้สึกตื่นเต้นมากถ้าวันที่แน่นอนได้ประกาศออกมา เพราะอยากเห็นบรรยากาศในโรงและปฏิกิริยาของคนดูในบ้านเรา
1 Answers2026-04-27 08:00:59
บอกตามตรง ฉันรู้สึกว่าภาคสองของ 'อลิซในแดนนรก' เริ่มต้นจากเส้นเลือดที่ต่อจากภาคแรกอย่างแนบเนียน — ไม่ใช่แค่การเอาฉากจบของภาคแรกมาต่อ แต่เป็นการขยายผลทั้งเหตุการณ์และผลกระทบทางจิตใจของตัวละครหลักให้หนักแน่นขึ้น ภาคแรกวางรากเรื่องไว้ด้วยปมใหญ่หลายอย่าง เช่น แหล่งกำเนิดของการทดสอบ ความสัมพันธ์ที่เปราะบางระหว่างคนรอด และการตัดสินใจที่บ่อนทำลายความเชื่อของตัวละคร ภาคสองเลยเริ่มจากการเก็บกู้เศษชิ้นส่วนพวกนั้น: ความลับบางอย่างถูกเฉลยทีละน้อย ขณะที่ปมที่คิดว่าจบแล้วกลับผุดขึ้นมาใหม่ให้ต้องเผชิญหน้าอีกครั้ง ฉากเปิดมักโยงกับฉากท้าย ๆ ของภาคแรกโดยตรง ทำให้รู้สึกต่อเนื่อง ไม่ต้องสับสนว่าจะเกิดอะไรขึ้นก่อนหลัง
เนื้อหาหลักเชื่อมโยงกับภาคแรกผ่านสามแกนสำคัญที่ฉันชอบมากคือ พล็อตเชื่อมโยง, พัฒนาการตัวละคร, และการขยายโลก เรื่องราวในภาคสองเดินหน้าด้วยผลลัพธ์จากการตัดสินใจของตัวละครในภาคแรก ทำให้ทุกการกระทำมีน้ำหนักมากขึ้น เช่น ตัวละครที่เคยเป็นพันธมิตรอาจแตกหักหรือกลายเป็นศัตรูใหม่ ขณะที่ปมเรื่องระบบเกมหรือกฎของสถานที่ก็คลี่คลายในระดับที่ลึกขึ้น บทยังสอดแทรกแฟลชแบ็กและการเปิดเผยอดีตเพื่อเชื่อมช่องว่างข้อมูลบางส่วน แต่ไม่ได้หมดลุ้นเพราะยังมีปริศนาที่คงไว้ให้สงสัยต่อไป ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าแต่ละฉากมีเหตุผลทางอารมณ์และเชื่อมโยงกับสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้
นอกจากพล็อตและตัวละครแล้ว ภาคสองยังเชื่อมถึงอารมณ์และธีมของภาคแรกอย่างต่อเนื่อง เรื่องราวยังคงหมุนรอบคำถามเรื่องความเป็นมนุษย์ การอยู่รอด และผลของการเลือก ซึ่งแสดงออกผ่านการเผชิญหน้าที่โหดขึ้นและการเสียสละที่มีความหมาย บางซีนทำให้เราต้องย้อนคิดถึงฉากสำคัญจากภาคแรก ทำให้รู้สึกถึงการเดินทางที่ต่อเนื่อง ส่วนสไตล์การเล่าเรื่องจะเข้มขึ้น ทั้งโทนภาพ เพลงประกอบ และการตัดต่อที่ทำให้ความตึงเครียดสูงขึ้น แต่ก็ยังมีช่วงพักสบาย ๆ ให้เห็นมิตรภาพและความเป็นคน เพื่อบาลานซ์ความมืด ความต่อเนื่องนี้ทำให้ภาคสองไม่ใช่แค่ส่วนขยาย แต่เป็นการสะท้อนและขยายความของสิ่งที่ภาคแรกตั้งคำถามเอาไว้
โดยรวมแล้ว ถ้ามองในมุมของแฟน ฉันคิดว่าภาคสองทำหน้าที่ได้ดีทั้งการตอบปมสำคัญ และการตั้งปมใหม่ที่น่าติดตาม มันให้ความรู้สึกเหมือนการอ่านบทต่อไปของหนังสือที่ชอบ:บางอย่างถูกเฉลยจนพอใจ บางอย่างยังทิ้งช่องว่างให้คาดเดา และหลายฉากทำให้คิดถึงฉากโปรดจากภาคแรกโดยไม่ทำให้ซ้ำซาก จบแล้วมีความอยากรู้ต่อในหัวใจมากกว่าจะรู้สึกว่าถูกทิ้งให้ผิดหวัง นี่แหละคือความสุขของการดูภาคต่อสำหรับฉัน
4 Answers2026-06-03 14:08:48
หลายคนคงสงสัยว่า 'อลิซในแดนนรก' ภาค 1 จะดูได้จากที่ไหนในไทย — ผมมองว่าตอบสั้น ๆ ได้เลยว่าเป็นงานที่อยู่บน Netflix แบบเป็นคอนเทนต์หลักของแพลตฟอร์ม ซึ่งหมายความว่าในไทยสามารถสตรีมแบบถูกลิขสิทธิ์ผ่านบัญชี Netflix ได้โดยตรง
ผมชอบดูซีรีส์แนวเอาชีวิตรอดบนหน้าจอทีวีใหญ่ เพราะฉากแอ็กชันและภาพคม ๆ ของ 'อลิซในแดนนรก' มันได้อรรถรสเต็มที่ และบน Netflix มักมีซับไทยให้เลือก ในหลายกรณียังมีเสียงพากย์ไทยสำหรับคนที่ไม่อยากอ่านซับด้วย การมีทั้งตัวเลือกซับและพากย์ช่วยให้เข้าถึงง่ายขึ้น และยังมีตัวเลือกดาวน์โหลดไว้ดูออฟไลน์ด้วย ซึ่งสะดวกตอนเดินทางไกล
ถ้าวัดกันกับงานแนวเดียวกันอย่าง 'Squid Game' ที่เคยฮิตบนแพลตฟอร์มเดียวกัน ความแตกต่างอยู่ที่โทนภาพและการเล่าเรื่องของ 'อลิซในแดนนรก' ซึ่งเน้นความลึกลับและเกมปริศนาในสภาพแวดล้อมเมืองร้างมากกว่า แต่โดยสรุป ถ้าต้องการดูภาค 1 แบบถูกลิขสิทธิ์และคุณภาพดีที่สุด ให้ไปที่ Netflix ทางเลือกอื่นอย่างช่องทีวีหรือบริการสตรีมมิ่งในไทยโดยทั่วไปไม่ได้มีซีรีส์นี้ให้แบบเต็มตอนเหมือนบน Netflix
2 Answers2026-04-27 05:43:43
นักวิจารณ์ส่วนใหญ่มักสรุปว่า 'อลิซในแดนนรกภาค 2' เป็นหนังที่กล้าทดลองเชิงภาพและบรรยากาศ แต่วิธีเล่าเรื่องทำให้ผลลัพธ์ออกมาไม่ลงตัวเท่าที่คาดไว้ ฉันรู้สึกว่าองค์ประกอบภาพและการออกแบบฉากของหนังโดดเด่นจริง ๆ — สีจัดจ้าน การใช้แสงเงา และการตัดต่อที่กระชับในฉากแอ็กชั่น เช่น ฉากไล่ล่ากลางตลาดกลางคืนที่กล้องพุ่งตามแบบไม่ให้พัก ทำให้ได้ความตื่นเต้นคล้ายงานแอ็กชันสมัยใหม่อย่าง 'John Wick' แต่ผู้กำกับยังพยายามใส่ไอเดียเชิงไซคอลจิตวิทยาเข้าไปซ้อน ทำให้บางช่วงรู้สึกว่าหนังพยายามเป็นหลายอย่างพร้อมกันจนนน้ำหนักไม่นิ่ง
นักวิจารณ์รายงานคล้ายกันเรื่องการแสดง — นักแสดงนำทำเต็มที่กับบทที่ถมด้วยบาดแผลและความแค้น แต่บทเองไม่ค่อยให้พื้นที่พอสำหรับการเติบโตของตัวละคร การประชันระหว่างฉากเงียบ ๆ ที่เน้นใบหน้าและฉากแอ็กชันสุดเพอร์ฟอร์ม ทำให้จังหวะอารมณ์แกว่งแรง นักวิจารณ์ภาพยนตร์บางคนชอบซาวด์แทร็กที่ผสมอิเล็กทรอนิกส์กับสกอร์ออเคสตราเพราะมันเติมพลังให้ฉากสำคัญ แต่ก็มีคนบอกว่ามันพยายามดึงอารมณ์ด้วยดนตรีมากเกินไปจนกลบความเป็นมนุษย์ของตัวละครไป ฉันมองว่าถ้าบทนำเสนอภายในจิตใจของตัวละครชัดกว่านี้ เสียงและภาพจะทำงานร่วมกันได้ทรงพลังขึ้นอีกมาก
สรุปจากมุมมองนักวิจารณ์โดยรวม คือหนังได้รับการชื่นชมในด้านเทคนิคและสไตล์ แต่ถูกวิจารณ์เรื่องความต่อเนื่องของโทนและโครงเรื่องที่บางครั้งย้วยออกไป คนดูบางกลุ่มชื่นชอบความกล้าและความดาร์กของหนัง ในขณะที่อีกกลุ่มรู้สึกว่ามันขาดหัวใจ ฉันเองจบมองว่า 'อลิซในแดนนรกภาค 2' เป็นงานที่คุ้มค่าต่อการชมหากคุณชอบภาพที่จัดจ้านและแอ็กชันไม่ปราณี แต่ถาคุณต้องการเรื่องเล่าที่เรียบแน่นและตัวละครที่โตเป็นชิ้นเป็นอัน อาจรู้สึกว่ามันยังไม่ถึงจุดนั้นทั้งหมด
2 Answers2026-04-27 01:44:39
กลิ่นควันและความเงียบที่ถูกถ่ายทอดออกมาจากฉากกลางเมืองทำให้ผมอยากไล่ดูรายละเอียดโลเคชันมากกว่าเนื้อเรื่องเสียอีก — โดยรวม 'อลิซในแดนนรกภาค 2' ถ่ายทำในญี่ปุ่นเป็นหลัก แต่สิ่งที่ทำให้ซีซั่นนี้โดดเด่นไม่ใช่แค่เมืองจริง ๆ ที่เห็นบนหน้าจอเท่านั้น แต่เป็นการผสมผสานระหว่างสตูดิโอขนาดใหญ่กับโลเคชันจริงเพื่อคุมบรรยากาศของโลกที่ถูกทิ้งร้างให้แนบเนียนจนลืมไปว่านี่คือการสร้างขึ้นใหม่
ฉากที่เด่นชัดที่สุดสำหรับฉันคือภาพของถนนกว้างและแยกที่โล่งเปล่า ซึ่งเกิดจากการสร้างฉากขนาดใหญ่ในสตูดิโอเพื่อเลียนแบบพื้นที่เมืองที่คุ้นเคยอย่างใกล้เคียง — การจัดไฟ เว้นระยะสิ่งของ และการใช้มุมกล้องทำให้รู้สึกว่านี่คือเมืองจริง ๆ ที่ถูกทิ้งไว้ แม้ว่าการถ่ายทำจริงบางส่วนจะเกิดขึ้นในย่านต่าง ๆ ของโตเกียว แต่ทีมงานเลือกจะใช้สตูดิโอเป็นหลักในฉากสำคัญ ๆ เพื่อควบคุมองค์ประกอบภาพและความปลอดภัยของนักแสดง
อีกโลเคชันที่ชอบคือฉากชายฝั่งและรีสอร์ตร้างที่ให้โทนสว่างขึ้นเล็กน้อย แต่ยังคงความแปลกประหลาด — ส่วนนี้ทำให้ความรู้สึกของการเดินทางข้ามพื้นที่จากเมืองสู่พื้นที่เปิดโล่งชัดเจนขึ้น และยังเปิดโอกาสให้ใช้ธรรมชาติจริงผสมกับสเกลของฉากที่สร้างขึ้น ผลลัพธ์คือบางครั้งเราจะเห็นภาพฟุตเทจที่ผสานกันระหว่างชายหาดจริงกับกองฉากที่ถูกจัดวางจนให้ความรู้สึกต่อเนื่อง
โดยรวมแล้วฉากของ 'อลิซในแดนนรกภาค 2' น่าประทับใจเพราะการตัดสินใจใช้ทั้งสตูดิโอและโลเคชันจริงร่วมกัน ทำให้โลกในเรื่องมีมิติและความน่าเชื่อถือ แม้ว่าจะเป็นโลกสมมติที่โดดเดี่ยว แต่การออกแบบโลเคชันช่วยพาเราเข้าไปอยู่ในบรรยากาศนั้นได้อย่างเต็มที่ — นี่คือสิ่งที่ทำให้ฉันยังคุยเรื่องโลเคชันได้ยาว ๆ แม้จะออกจากโรงภาพยนตร์ไปแล้ว
6 Answers2026-06-03 09:53:06
ฉันเปิดดู 'อลิซในแดนนรก' ภาคแรกแล้วสะดุดกับรายละเอียดเล็กๆ ที่ดูเหมือนตั้งใจซ่อนไว้มากกว่าจะเป็นข้อผิดพลาด
สัญลักษณ์กระต่ายไม่ได้ปรากฏแค่ในฉากเปิด แต่มันมักโผล่เป็นของตกแต่งอยู่ด้านหลังฉาก จัดวางในมุมที่ทำให้สะท้อนกับแสงไฟพอดี รอยขีดข่วนบนโต๊ะไม้กับรอยเย็บบนตุ๊กตาเด็กในฉากหนึ่งก็ซ้ำกันจนแทบจะบอกเป็นนัยว่าอดีตของตัวละครมีความเชื่อมโยงกัน นาฬิกาที่หยุดไว้ตรงเวลาเดิมอีกหลายฉากทำหน้าที่เหมือนตัวบอกเวลาเหตุการณ์สำคัญมากกว่าจะเป็นพร็อพแค่ประดับ
สีแดงที่คั่นด้วยสีขาวเป็นอีกหนึ่งอีสเตอร์เอ้กที่ผมชอบ: เสื้อผ้าของตัวละครหลักสลับไปมาระหว่างโทนอบอุ่นกับโทนเย็นก่อนจะมีฉากที่เปลี่ยนสภาพแวดล้อมอย่างทันที ฉากนั้นทำให้รู้สึกว่าเส้นแบ่งระหว่างโลกจริงกับโลกฝันค่อยๆ สั่นไหว พอดูซ้ำจะเห็นว่าเสียงเพลงพื้นหลังมีเมโลดี้ซ้ำที่ปรับจูนเล็กน้อยในแต่ละซีน ราวกับเป็นเบาะแสให้คาดเดาว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนหรือหลังกว่าที่เห็น ซึ่งการเล่นแบบนี้เตือนฉันถึงต้นตอของเรื่องคลาสสิกอย่าง 'Alice in Wonderland' แต่หนังเลือกสื่อโดยละเอียดจิ๊ดจ๊าดจนรู้สึกสนุกกับการจับจ้องมากกว่าแค่รอเฉลยตอนท้าย
4 Answers2026-06-03 07:10:57
ฉันชอบเล่าเรื่องแบบที่เน้นบรรยากาศก่อนรายละเอียดลงลึก เพราะ 'อลิซในแดนนรก' ภาค 1 มันเริ่มต้นด้วยความเงียบของเมืองโตเกียวที่ถูกทิ้งร้าง แล้วเหวี่ยงตัวละครสู่เกมตายยิ่งกว่าการตายปกติ การ์ดชุดต่าง ๆ จะเป็นตัวกำหนดชนิดและระดับความโหดของเกม — ใบหน้า, เลข และสัญลักษณ์คือกุญแจที่คนต้องเข้าใจเพื่ออยู่รอด
ฉันเห็นพาร์ทอีโมชันของเรื่องชัดมาก เมื่อตัวเอกซึ่งเป็นคนธรรมดา ๆ ต้องเผชิญกับการสูญเสียเพื่อนสนิทอย่าง 'ช็อตะ' และ 'คารุเบะ' การตายของเพื่อนทำให้เขาโตขึ้นอย่างปฏิเสธไม่ได้ ความสัมพันธ์กับ 'อูซากิ' เป็นเส้นเรื่องที่ช่วยบาลานซ์ระหว่างความโหดและความเป็นมนุษย์ได้ดี
ฉันมักนึกถึงความตึงเครียดของการเล่นเกมที่คล้ายกับ 'Death Note' ตรงที่ทั้งสองเรื่องทำให้คนธรรมดาต้องตัดสินใจกับชีวิตคนอื่น แต่ 'อลิซในแดนนรก' เน้นการเอาตัวรอดแบบกายภาพและจิตใจมากกว่า ผลลัพธ์คือความดาร์กที่ยังคงมีความหวังเล็ก ๆ แทรกอยู่ ซึ่งทำให้ภาค 1 อ่านหรือดูได้ไม่เบื่อและปล่อยอารมณ์ได้เต็มที่
4 Answers2026-03-26 14:28:57
รายชื่อนักแสดงหลักของ 'อลิซในแดนมหัศจรรย์ 2' ที่ฉันชื่นชอบมีหลายคนที่ทำให้ฉากต่าง ๆ สดขึ้นด้วยบุคลิกชัดเจน นักแสดงนำสำคัญคือ Mia Wasikowska ที่รับบทเป็น Alice Kingsleigh—เธอให้ความเป็นผู้ใหญ่และความกล้าหาญแบบเงียบ ๆ แก่ตัวละครนี้ ขณะเดียวกัน Johnny Depp กลับมาสวมบท Tarrant Hightopp หรือ Mad Hatter ในเวอร์ชันที่ยังคงความเพี้ยนแต่ลุ่มลึกกว่าที่เคยเห็น
Helena Bonham Carter และ Anne Hathaway เป็นคู่อริ-พี่น้องที่เด่นชัดโดย Helena เล่น Iracebeth หรือ Red Queen ด้วยคาแรกเตอร์ดุดัน ส่วน Anne ในบท Mirana หรือ White Queen มีความอบอุ่นเยือกเย็นที่เติมมิติให้โลกแห่งเทพนิยายนี้ อีกคนที่น่าสนใจคือ Sacha Baron Cohen ที่มารับบทเป็น Time ซึ่งเป็นตัวละครใหม่สำคัญที่ขยับโครงเรื่องและให้โทนของเรื่องแตกต่างไปจากภาคแรก
ยังมี Rhys Ifans ที่รับบท Zanik Hightopp ซึ่งเชื่อมโยงกับประวัติของ Mad Hatter และ Matt Lucas ที่กลับมาเป็น Tweedledee/Tweedledum ตลอดจน Timothy Spall ที่มีบทสนับสนุนเชื่อมต่อโลกของสัตว์และมนุษย์ ฉันคิดว่านี่คือกลุ่มนักแสดงหลักที่ผลักดันทั้งอารมณ์และธีมของ 'อลิซในแดนมหัศจรรย์ 2' ให้น่าสนใจขึ้นมากกว่าแค่ภาคต่อทั่วไป