ตามด้วยการข้ามไปดูหนังแอนิเมชันร่วมสมัยอย่าง 'Smurfs: The Lost Village (2017)' จะช่วยให้ผมเห็นการตีความใหม่ของโลกสเมิร์ฟ — งานออกแบบ ฉาก และโทนเรื่องปรับให้ทันสมัย มีการเน้นความเป็นทีมน้ำหนักกว่าเดิม นี่เป็นช่วงที่รู้สึกว่าเรื่องราวถูกทำให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่โดยยังรักษากลิ่นต้นฉบับไว้ได้บ้าง
หลังจากนั้นลองต่อด้วย 'The Smurfs 2 (2013)' ซึ่งขยายคอนเซ็ปต์เรื่องตัวตนและมิตรภาพ เพิ่มฉากผจญภัยในเมืองและสถานการณ์ที่ต้องแก้ปริศนาแบบเบาสมอง หนังชุดนี้เหมาะกับการดูเป็นเซ็ตถ้าต้องการม้วนเสียงหัวเราะแบบต่อเนื่อง
แทรกด้วยเวอร์ชันคลาสสิกภาพยนตร์แอนิเมชันเก่าอย่าง 'The Smurfs and the Magic Flute (1976)' หน่อยก็ได้ บทภาพยนตร์เก่าจะให้รสชาติแฟนตาซีแบบดั้งเดิมที่ต่างจากหนังฮอลลีวูดสมัยใหม่ การดูตามลำดับนี้ทำให้ฉันสนุกไปกับความเปลี่ยนแปลงของโทนและการนำเสนอ โดยที่ยังคงยิ้มได้ตลอดการชม
การเดินทางของโฟรโดและคณะพันธมิตรแห่งแหวนถูกถ่ายทอดผ่านภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ทั้งสิ้น 3 ภาคหลัก ได้แก่ 'The Fellowship of the Ring' (2001), 'The Two Towers' (2002) และ 'The Return of the King' (2003) โดยแต่ละภาคถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนในฉบับ Extended Edition ที่แฟนๆชื่นชอบ
ความพิเศษอยู่ที่การขยายความจากหนังสือให้สมจริงด้วยโลกกลางดินที่เต็มไปด้วยรายละเอียด ทั้งโลโก้ลิธ อาณาจักรโรฮัน หรือแม้แต่การต่อสู้ที่เฮล์มสดีพ ซึ่งกินเวลารวมเกือบ 12 ชั่วโมงสำหรับฉบับเต็ม แน่นอนว่านี่ไม่นับรวมภาพยนตร์ spin-off อย่าง 'The Hobbit' ที่มีอีก 3 ภาคแยกต่างหาก
ใครที่ชื่นชอบ 'The Lord of the Rings' อย่างเรา คงรู้ดีว่าภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากนวนิยายของ J.R.R. Tolkien นี้ถูกแบ่งออกเป็น 3 ภาคหลักด้วยกัน แต่ละภาคมีความยาวและรายละเอียดที่ทำให้เราจมดิ่งเข้าไปในโลกของมิดเดิลเอิร์ธได้อย่างสนุกสนาน
เริ่มจาก 'The Fellowship of the Ring' ที่พาเราไปรู้จักกับวงแหวนแห่งอำนาจและกลุ่มพันธมิตรที่ต้องเดินทางไปทำลายมัน ตามด้วย 'The Two Towers' ที่เต็มไปด้วยการต่อสู้และแผนการร้ายของศัตรู จบลงที่ 'Return of the King' ที่เป็นจุด Climax ทั้งการต่อสู้ครั้งใหญ่และชัยชนะอันยิ่งใหญ่ แค่คิดก็อยากหยิบมาดูอีกครั้งแล้วล่ะ