ดนตรีของ 'Avatar: The Way of Water' ให้ความรู้สึกแตกต่างไปจากของเดิม แต่ยังคงร่องรอยธีมเดิมไว้ได้อย่างกลมกล่อม ผมรู้สึกว่าเมื่อภาพยนตร์ภาคสองออกมา ผู้ที่รับหน้าที่ทำดนตรีคือ Simon Franglen ซึ่งเข้ามาต่อยอดงานของ James Horner โดยผสมองค์ประกอบออร์เคสตราและเสียงพื้นบ้านใหม่ๆ เข้าด้วยกัน
เพลงที่ถูกพูดถึงมากจากภาคสองคือ 'Nothing Is Lost (You Give Me Strength)' ซึ่งมีน้ำเสียงและการเรียบเรียงที่ตั้งใจให้เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ที่สามารถยืนโดดเด่นนอกฉากได้ ผมคิดว่าการมีศิลปินป็อปเข้ามาช่วยดันซิงเกิลแบบนี้ช่วยเปิดทางให้คนทั่วไปนอกแฟนหนังมาเจอโลกของหนังได้ง่ายขึ้น และยังเป็นช่องทางให้ธีมดนตรีของหนังกลายเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมด้วย
ความจริงคือองค์ประกอบหลักจากภาคแรกถูกแต่งโดย James Horner ซึ่งสร้างเมโลดี้และบรรยากาศที่เป็นเอกลักษณ์สุดๆ ส่วนเพลงที่คนพูดถึงมากและข้ามออกมานอกโรงคือ 'I See You' ซึ่งร้องโดย Leona Lewis — เพลงนี้ช่วยทำให้โทนอารมณ์ของหนังติดหูคนทั่วโลก และกลายเป็นเพลงที่ผู้ชมเชื่อมโยงกับฉากความเป็นมนุษย์และความมหัศจรรย์ของแพนโดราได้อย่างชัดเจน
ไม่มีใครเถียงได้ว่าการสืบทอดธีมจากผู้แต่งคนก่อนคือภารกิจยาก แต่ผมกลับชอบความท้าทายนั้น เพราะมันเป็นการนำมรดกทางดนตรีมาปัดฝุ่นและแต่งเติมให้เข้ากับโลกใหม่ของเรื่อง ในเชิงเทคนิค Simon Franglen ไม่ได้ลบล้างงานของ James Horner แต่เลือกต่อยอดทั้งเมโลดี้และโทนเสียง
เพลงประกอบภาพยนตร์ภาคสองของชุด 'Harry Potter and the Chamber of Secrets' แต่งโดย John Williams ซึ่งเป็นคนเดิมที่แต่งให้กับภาคแรกและภาคที่สามด้วยน้ำเสียงที่คุ้นเคยของสำนักเพลงเวทมนตร์
ผมยังรู้สึกว่าเพลงชิ้นที่โดดเด่นที่สุดของภาคนี้คือ 'Double Trouble' — ท่อนคอรัสเด็กที่เอาท่อนบทร้อยแก้วจากเช็กสเปียร์มาปรับใช้ ทำให้ฉากโรงเรียนและบรรยากาศลึกลับมีความขลังขึ้นทันที เสียงโคโรร่วมกับฮาร์โมนีที่แปลกตาทำให้เพลงนี้ติดหูจนกลายเป็นซาวด์สเคปเฉพาะของภาคสองไปเลย
ในมุมมองของคนที่ฟังซาวด์แทร็กเป็นจริงเป็นจัง รายละเอียดการเรียงเครื่องสายและการใช้โคอรัสในชิ้นนี้เป็นตัวอย่างคลาสสิกของวิธีที่ John Williams สร้างความลึกลับโดยไม่ต้องใช้เอฟเฟกต์มากนัก — แค่โน้ตกับเสียงมนุษย์ก็พอจะทำให้หนังทั้งฉากมีมิติขึ้นมาก ผมมักจะย้อนกลับมาฟังชิ้นนี้เวลาต้องการความรู้สึกย้อนวัยผสมกับความหลอนแบบนุ่ม ๆ