มองแบบเร็วๆ: ตอนนี้มีหนัง 'Venom' ออกฉายสองภาคคือ 'Venom' (2018) และ 'Venom: Let There Be Carnage' (2021) ส่วนภาคสามได้รับการประกาศจากโซนี่และยังรอการเปิดตัวจริง
ฉันชอบสังเกตว่าการเชื่อมต่อกับจักรวาลของมาร์เวลไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นแบบอัตโนมัติ เพราะสิทธิ์ตัวละครยังเป็นของโซนี่ แต่ 'Venom: Let There Be Carnage' มีฉากท้ายเครดิตที่โยนเอ็ดดี้ไปอยู่ในโลกที่ให้ความรู้สึกเหมือนจักรวาลของมาร์เวล ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าประตูข้ามจักรวาลอาจเปิดได้ แต่อยากให้เข้าใจว่ามันยังเป็นแค่การบอกเป็นนัย ไม่ใช่การประกาศว่าเรื่องราวทั้งหมดของเวน่อมผนวกรวมเข้าไปในจักรวาลมาร์เวลอย่างสมบูรณ์
ในเชิงสิทธิ์และการจัดจักรวาล หนังชุดนี้ถูกวางไว้ภายใต้ชายคาของโซนี่ ซึ่งหมายความว่าระบบการเล่าเรื่องหลักและการตัดสินใจเชิงครีเอทีฟอยู่กับโซนี่มากกว่าจะเป็นของมาร์เวลสตูดิโอ ฉันมองว่าตอนนี้มีภาพยนตร์ 'Venom' ที่ออกฉายจริงสองเรื่องคือ 'Venom' (2018) และ 'Venom: Let There Be Carnage' (2021) ส่วนภาคที่สามได้รับการประกาศชื่อและแผนการสร้างจากโซนี่ แต่ยังต้องรอดูการเปิดตัวจริง
สิ่งที่ทำให้สถานะของเวน่อมซับซ้อนขึ้นคือความร่วมมือระหว่างโซนี่กับมาร์เวลสตูดิโอในด้านการใช้ตัวละครบางตัวร่วมกัน ตัวอย่างเช่นการที่ตัวละครจากจักรวาลสไปเดอร์-แมนของมาร์เวลปรากฏในหนังของมาร์เวลอย่าง 'Spider-Man: No Way Home' แสดงให้เห็นว่าการข้ามจักรวาลเป็นไปได้ ในกรณีของเวน่อม ฉากท้ายเครดิตของ 'Let There Be Carnage' เสมือนเป็นการชิมลางที่โยนเอ็ดดี้เข้าไปในฉากที่มีความรู้สึกเหมือนจักรวาลของมาร์เวล แต่ในทางปฏิบัติภาพยนตร์เวน่อมยังคงถูกนับเป็นผลงานของโซนี่จนกว่าจะมีประกาศร่วมแบบชัดเจนจากสองสตูดิโอ
ฉันจึงคิดว่าถ้าถามว่า "ภาคไหนเชื่อมกับจักรวาลมาร์เวล" คำตอบที่แม่นยำที่สุดคือมีการบอกใบ้ผ่านฉากท้ายเครดิตของ 'Venom: Let There Be Carnage' แต่ยังไม่มีการผนวกรวมอย่างเป็นทางการในระดับที่เรื่องราวทั้งหมดกลายเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลมาร์เวล
ฉันติดตามมาตั้งแต่ภาคแรก 'Venom' (2018) ซึ่งเป็นการเปิดตัวของเอ็ดดี้ บร็อกในเวอร์ชันของโซนี่ ตามมาด้วย 'Venom: Let There Be Carnage' (2021) ที่ขยายความสัมพันธ์ระหว่างเอ็ดดี้กับซิมไบโอตและตัวร้ายอย่างแครเนจ บทและโทนหนังยังคงอยู่ในพื้นที่ของโซนี่ที่เน้นความบันเทิงแบบแอ็กชัน-คอมเมดี้ มากกว่าจะผูกเข้ากับจักรวาลของมาร์เวลโดยตรง
ฉากท้ายเครดิตของ 'Venom: Let There Be Carnage' เป็นจุดที่แฟนๆ พูดถึงกันมาก เพราะมีการวางเอ็ดดี้ลงในโลกที่ดูเหมือนจักรวาลสไปเดอร์-แมนของมาร์เวล ซึ่งทำให้เกิดการเก็งว่าจะมีการเชื่อมต่อแบบมัลติเวิร์สหรือการแลกตัวละครในอนาคต แต่อยากเน้นว่าในภาพรวมภาพยนตร์ชุดนี้ถูกผลิตโดยโซนี่เป็นหลัก และยังถือเป็นจักรวาลของโซนี่แม้จะมีการส่งสัญญาณว่ารอยต่อระหว่างจักรวาลสองฝั่งอาจเปิดได้ในบางโอกาส
ฉันตื่นเต้นกับความเป็นไปได้ว่าจะได้เห็นการปะทะหรือการร่วมทีมกันระหว่างเวอร์ชันของโซนี่กับตัวละครจากจักรวาลของมาร์เวล ถึงตอนนี้ข้อมูลส่วนใหญ่เป็นการบอกใบ้และการเจรจาทางสิทธิ์ แต่ถ้าภาคต่ออย่าง 'Venom: The Last Dance' จัดการดี มันอาจเป็นจุดเชื่อมที่แฟนหลายคนรอคอย
อยากชวนให้เริ่มจากจุดที่เรื่องราวค่อยๆ ปะติดปะต่อกันจนทำให้โลกของโทลคีนชัดขึ้น นั่นคือ 'The Fellowship of the Ring' ในเวอร์ชันภาพยนตร์ของปี 2001 ฉากเปิดที่ชาวฮอบบิทในชายนั้นอบอุ่นและเรียบง่าย แต่พอเข้าสู่การประชุมของเอลรอนด์และการก่อตั้งพรรค เพื่อนร่วมทางแต่ละคนก็เริ่มมีน้ำหนักทั้งทางอารมณ์และความหมาย ฉันชอบวิธีที่หนังเว้นจังหวะให้เราเชื่อมกับตัวละครก่อนจะปล่อยให้การผจญภัยขยายตัวออกไป
การดูภาคแรกก่อนทำให้ฉากสำคัญในภาคต่อๆ มาอย่าง Weathertop หรือ Helm's Deep มีแรงกระแทกมากขึ้น เพราะคุณได้เห็นรากเหง้าของความสัมพันธ์และการตัดสินใจของตัวละคร อีกอย่างคือดนตรีและภาพที่หนังตั้งไว้จะทำให้ความยิ่งใหญ่ของ 'The Return of the King' ในตอนท้ายรู้สึกคุ้มค่า ฉันมองว่าถ้าอยากอินจริงๆ เริ่มจากภาคแรกแล้วค่อยไล่ต่อเป็นวิธีที่ให้ผลทางอารมณ์ดีที่สุด