ครั้งแรกที่ได้ยินซิงเกิล 'Space Oddity' ทำให้ผมเริ่มสนใจการเดินทางของศิลปินคนนี้จริงจังขึ้นมากกว่าแค่แฟนเพลงทั่วไป ผมชอบว่าความเป็นนักทดลองทางเสียงของเขาไม่ได้เกิดขึ้นข้ามคืน: เขาเริ่มต้นในลอนดอนตั้งแต่วัยรุ่น เปลี่ยนชื่อจาก David Jones เป็นเดวิด โบวี่เพื่อไม่ให้สับสนกับศิลปินคนอื่น แล้วค่อยๆ ปีนขึ้นมาจนมีบทเพลงที่เปลี่ยนภาพลักษณ์วงการดนตรีอังกฤษในปลายยุค 60 ถึงต้น 70
ภาพลักษณ์ 'Ziggy' ที่โผล่ขึ้นมาจากอัลบั้ม 'The Rise and Fall of Ziggy Stardust and the Spiders from Mars' คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้คนทั่วโลกรู้จักเขาในฐานะคนสร้างโลกแฟนตาซีให้กับเพลงร็อก แต่ก่อนหน้านั้นเขาผ่านการทดลองแนวโฟล์ค ป๊อป และบลูส์ จนเป็นนักเล่าเรื่องที่ยืดหยุ่นได้ในหลายเวที
ในมุมของคนที่ฟังและวิเคราะห์ ผมชอบว่าเขาไม่จำกัดตัวเองแค่เพลง แต่ขยายไปยังแฟชั่น การแสดง และการนำเสนอตัวตน เช่น บทบาทในหนัง 'The Man Who Fell to Earth' ที่ทำให้เห็นอีกด้านหนึ่งของศิลปินคนนี้ นอกจากนี้เรื่องราวชีวิตและการปรับตัวระหว่างยุค 70 ถึง 80 ยังสะท้อนถึงสังคมและวัฒนธรรมของแต่ละยุค ผมเองเห็นว่าโบวี่คือกรณีศึกษาที่ดีของศิลปินผู้เปลี่ยนโลกทั้งในแง่เสียงและภาพลักษณ์
ภาพจำของชื่อ 'โบวี่' ในบริบทสากลมักจะพาไปหาเดวิด โบวี่ก่อนเสมอ แล้วผมก็ชอบเล่าเรื่องการร่วมงานของเขาเพราะมันหลากหลายและมีผลต่อดนตรีร่วมสมัยอย่างชัดเจน
ด้านดนตรี เขาทำงานอย่างใกล้ชิดกับโปรดิวเซอร์และนักประพันธ์หลายคนที่เปลี่ยนแนวทางเสียงของเขา เช่น Tony Visconti ที่ทำหน้าที่โปรดิวเซอร์คู่ใจหลายยุค และ Brian Eno ที่เข้ามาเปลี่ยนโทนเพลงในยุค 'Berlin' ให้เป็นงานทดลอง มีการร่วมงานกับนักดนตรีอย่าง Iggy Pop ในฐานะผู้ร่วมผลิตและเพื่อนร่วมงานศิลป์ ส่วนโปรดักชันป๊อปที่โด่งดังก็มาจากการร่วมมือกับ Nile Rodgers ในอัลบั้ม 'Let's Dance'
นอกจากนี้ การข้ามมาเล่นภาพยนตร์ก็ทำให้ชื่อของเขาเกี่ยวข้องกับผู้กำกับฝั่งภาพยนตร์อย่าง Nicolas Roeg จาก 'The Man Who Fell to Earth' และ Jim Henson ที่พาเขามาเป็นพระราชาแห่งคริสตัลใน 'Labyrinth' งานวิดีโอเพลงเองก็มีผู้กำกับมิวสิกวิดีโออย่าง David Mallet ที่ทำให้ภาพลักษณ์ของเขาโดดเด่นบนหน้าจอ รวมถึงการร่วมมือกับศิลปินคนอื่น ๆ อย่าง Freddie Mercury ในเพลง 'Under Pressure' ก็เป็นอีกหนึ่งช็อตสำคัญที่แฟนเพลงยังพูดถึงกัน