FAZER LOGIN
Prologue
แค่ของตาย จำเป็นต้องหวงด้วยเหรอ…
20:40 น.
“พี่จะเลิกกับสตางค์จริงๆ เหรอ…”
เสียงแผ่วสั่นของเธอทำลายความเงียบในห้องเงามืด ร่างเปลือยเปล่าขยับเล็กน้อยบนผ้าปูเตียงยับย่น ขณะที่ชายหนุ่มกำลังติดกระดุมเสื้อเเชิ้ตอยู่ปลายเตียงอย่างไม่ใส่ใจ
“จะอยู่ก็ได้” ไต้ฝุ่น พูดเรียบๆ เหมือนประกาศเงื่อนไขบางอย่าง “แต่พี่ให้ได้แค่สถานะของตายเท่านั้น”
เขาไม่แม้แต่จะหันมามอง เธอเห็นเพียงแผ่นหลังกว้างกับน้ำเสียงที่เย็นกว่าอากาศในห้องเสียอีก สตางค์ เม้มปากแน่น ไม่รู้ว่าเจ็บจากคำพูดหรือความจริงที่ได้ยินกันแน่
“…งั้น สตางค์มีแฟนได้ใช่ไหมคะ”
ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงแผ่วเหมือนเยาะมากกว่าเห็นใจ
“หึ… แต่ถ้าคิดจะอยู่กับพี่ ถึงพี่ไม่เอา เราก็ไม่มีสิทธิ์ควงผู้ชายคนอื่น” เขาโน้มตัวเข้ามาใกล้ ลมหายใจอุ่นแตะผิวแก้มเธอปลายๆ ก่อนจะยกมือขึ้นลูบผมเธอเหมือนใช้ปลายนิ้วขีดเส้นอาณาเขต “พี่แค่หวงของที่ใช้แล้วน่ะ” เขากระซิบแผ่ว แต่คมจนบาดใจ “ไม่อยากให้ใครเอาไปใช้ซ้ำ”
คำพูดนั้นทำให้ช่องอกของสตางค์เหมือนถูกบีบแน่น เธอไม่รู้ว่าอะไรน่ากลัวกว่ากัน น้ำเสียงเย็นเฉียบของเขา หรือความจริงที่เธอยังเลือกจะอยู่ต่อทั้งที่รู้ดีว่าตัวเองไม่มีที่ยืนในใจเขาเลย
“ก็เท่ากับพี่กำลังทำตัวหวงก้าง” สตางค์พูดเสียงเบา ราวกับรู้ว่าตัวเองไม่ควรทักท้วง แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยออกมาอยู่ดี
“หวงก้าง? หึ!” ไต้ฝุ่นหัวเราะสั้นๆ ในลำคอ คล้ายทั้งขบขัน ทั้งไม่เห็นค่าในคำที่เธอพูด เขาไถนิ้วปัดฝุ่นบนเสื้อเชิ้ตตัวเองมากกว่าจะสนใจสีหน้าของผู้หญิงบนเตียงด้วยซ้ำ
สตางค์ชะงักไปนิดเดียว ก่อนจะปรับสีหน้าให้เรียบนิ่ง เธอคุ้นกับคำพูดของเขาจนแทบไม่รู้สึกแล้ว หรืออาจจะแค่พยายามไม่รู้สึก เธอหลบตา ลากปลายนิ้วลูบผ้าปูเตียงไปมาอย่างไร้จุดหมาย เป็นการดื้อเงียบแบบที่ไต้ฝุ่นเกลียดที่สุด แต่เธอก็ทำ เพราะมันคือการต่อต้านเพียงอย่างเดียวที่เธอเหลือ
ไต้ฝุ่นเหลือบตามองเธอเพียงเสี้ยววินาที สายตาเย็นสนิทเหมือนมองสิ่งของที่ไม่ยอมอยู่นิ่งตามใจสั่ง
“อย่าทำหน้าแบบนั้นตังค์” เขาพูดเสียงต่ำ ไร้อารมณ์ทั้งสิ้น “พี่ไม่ได้บังคับ เราจะไปก็ไป จะอยู่ก็อยู่ แต่ถ้าอยู่…ก็ต้องยอมรับเงื่อนไขของพี่”
สตางค์กัดริมฝีปากเบาๆ ความเจ็บแล่นขึ้นมาแต่เธอก็ไม่ปล่อยเสียงใดๆ ออกมา เธอนิ่งจนเหมือนชินชาไปทั้งตัว มีเพียงดวงตาที่บอกว่าลึกๆ เธอกำลังดื้อ ดื้อที่จะไม่ร้องไห้ ดื้อที่จะไม่ยอมให้เขาเห็นว่าเธอเจ็บแค่ไหน
เธอเงยหน้ามองเขาชั่วครู่
“สตางค์ฟังรู้เรื่องค่ะ ไม่ต้องย้ำ”
ไต้ฝุ่นเม้มปากเป็นเส้นตรง มองท่าทีแข็งเงียบของเธอด้วยสายตาเหมือนรำคาญ
“ดี” คำสั้นๆ แต่เย็นชาจนห้องทั้งห้องเหมือนเงียบลงอีกระดับ และสตางค์ก็ได้แต่นั่งนิ่ง เหมือนกำลังชั่งใจว่าความสัมพันธ์แบบนี้ เธอควรอยู่ต่อจริงๆ หรือเปล่า
“แล้วถ้าตังค์ทำแบบพี่ฝุ่นบ้างล่ะ…” เธอถามเสียงแผ่ว แต่แววตาไม่ได้หวาดกลัวอย่างเมื่อก่อนนัก มีประกายบางอย่าง ทั้งท้าทาย ทั้งปวดร้าว ทั้งเหมือนอยากรู้ว่าขอบเขตความอดทนของเขาจะไปได้ไกลแค่ไหน
ไต้ฝุ่นหยุดนิ่ง เขาหันมามองเธอเต็มตาครั้งแรกในรอบหลายสิบนาที แววตาเรียบนิ่ง แต่ลึกๆ เหมือนมีประกายไม่พอใจวูบขึ้นมา
“เรากล้า?” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยช้าๆ “ถ้ากล้าก็ลองดู” มันเหมือนคำท้าทาย เหมือนคำอนุญาต แต่จริงๆ แล้วกลับฟังคล้ายกับการขู่กลายๆ มากกว่า
สตางค์หัวเราะในลำคอเบาๆ ทั้งที่หัวใจสั่น เธอเงยหน้า มองเขาตาแป๋วเหมือนเด็กซื่อๆ แต่คำพูดกลับบาดลึก
“แล้วสถานะของตายอย่างตังค์…พี่จำเป็นต้องหวงด้วยเหรอคะ”
ประโยคนั้นทำให้ไต้ฝุ่นชะงักเหมือนถูกแทงเข้าจุดที่ไม่เคยมีใครกล้าแตะ สีหน้าเขาเปลี่ยนทันที คิ้วขมวด สันกรามขึ้นรูป เขาหงุดหงิดจนเห็นได้ชัด ไม่ใช่เพราะคำว่า ของตาย แต่เพราะผู้หญิงตรงหน้ากำลังหลุดจากมือเขาในแบบที่เขาไม่เคยเจอมาก่อน
เขาก้าวเข้ามาใกล้ช้าๆ เงาทาบลงบนร่างเธอที่นั่งอยู่บนเตียงจนมิด
“เรากำลังดื้อกับพี่?” เสียงไต้ฝุ่นเรียบ แต่หนักแน่น เหมือนก้อนหินที่กดลงบนอกเธอทีละนิด
สตางค์เม้มปากเบาๆ ไม่ตอบ ไม่หลบตา เพราะนี่คือการดื้อแบบเงียบๆ ของเธอ แต่ดื้อกับเขาเพียงคนเดียวและไต้ฝุ่นก็ไม่ชอบเลยสักนิดที่เธอกำลังกล้าพูดในสิ่งที่เขาควบคุมไม่ได้
ไต้ฝุ่นก้มลงเล็กน้อย ใบหน้าของเขาเข้าใกล้เธอจนสตางค์รู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นที่พ่นรดผิวแก้ม แต่สายตาของเขากลับเย็นเฉียบเหมือนมีดบางๆ ที่วางแนบลงบนต้นคอเธอ
“ตอบพี่สิ” เสียงต่ำกด ไม่ดังแต่หนักพอจะทำให้หัวใจเธอเต้นแรงจนเจ็บ “เราดื้อกับพี่ใช่ไหม”
สตางค์เม้มริมฝีปากแน่น เธอไม่ละสายตา แม้ในใจจะโหวกเหวกไปหมดก็ตาม เธอรู้ว่าเขากำลังโกรธ รู้ว่าเขาไม่ชอบให้เธอเถียง แต่ครั้งนี้เธอไม่อยากเงียบเหมือนที่ผ่านมา
“แล้วถ้าตังค์ดื้อจริงๆ ล่ะคะ” เธอพูดออกไปเบาๆ เหมือนท้าทาย ทั้งที่มือกำผ้าปูเตียงแน่นจนข้อนิ้วซีด
แววตาของไต้ฝุ่นวูบขึ้นชัดเจน ขุ่นมัวด้วยความหงุดหงิด แล้วก็เหมือนกำลังข่มอารมณ์บางอย่างไว้ไม่ให้ระเบิด
เขายื่นมือมาจับคางเธออย่างไม่แรง แต่มั่นคงพอให้สตางค์รู้ว่าเขาต้องการคุมทิศทางของเธอ
“สตางค์…” ชื่อเธอหลุดออกมาจากปากเขาแบบกดต่ำ “เรารู้ตัวไหมว่าพูดอะไรออกมา”
ริมฝีปากเธอสั่นนิดๆ แต่ยังคงเงยหน้ามองเขา
“รู้ค่ะ”
เขาหรี่ตามองลึกเข้าไปในดวงตาเธอราวกับคิดจะค้นว่าความกล้านี้มาจากไหน นิ้วโป้งเขาลูบปลายคางเธอแผ่วๆ แต่เต็มไปด้วยแรงกดที่ทำให้เธอรู้ว่าเขากำลังกัดฟันอยู่
“พี่บอกให้เราอยู่ในที่ของเรา” เขาพูดช้าๆ ชัดเจน “ไม่ใช่มาท้าพี่แบบนี้”
“ตังค์ก็แค่อยากรู้ค่ะ…ว่าในสายตาพี่ ตังค์ยังมีค่าอยู่อีกไหม”
คำถามนั้นทำให้ไต้ฝุ่นนิ่งไปหนึ่งจังหวะ ใบหน้าเขาเข้มขึ้น ท่าทีเหมือนคนที่โดนบีบให้คิดบางอย่างที่พยายามหลีกเลี่ยงมาตลอด
ความเงียบระหว่างทั้งสองขยายตัวจนบรรยากาศในห้องน่าอึดอัด อึดอัดจนสตางค์แทบหายใจไม่ออก
แต่เธอก็ยังไม่หันหนี
และไต้ฝุ่น… กำลังมองเธอเหมือนพยายามตัดสินใจว่าจะกดเธอให้อยู่ที่เดิม หรือทำอะไรสักอย่างที่เขาเองก็ยังไม่แน่ใจว่าจะควบคุมได้ไหม…
THE ENDสองสัปดาห์หลังจากงานหมั้น ชีวิตของทั้งคู่ค่อยๆ กลับเข้าสู่จังหวะเดิมที่เรียบง่าย ไม่มีแขก ไม่มีพิธี ไม่มีดอกไม้ประดับเต็มบ้าน มีเพียงวันธรรมดาที่เริ่มต้นและจบลงด้วยชื่อของกันและกันคอนโดใหม่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัย ห้องขนาดพอดี ไม่ใหญ่โต แต่โปร่งสบาย แสงแดดตอนเช้าส่องผ่านกระจกบานใหญ่เข้ามาทุกวัน ที่นี่ไม่ใช่แค่ที่พักแต่เป็นที่ที่ทั้งสองตั้งใจจะเรียกมันว่าบ้านอย่างจริงจังวันแรกที่สตางค์ย้ายเข้ามา เธอลากกระเป๋าเดินทางใบไม่ใหญ่นักเข้ามาในห้อง ไต้ฝุ่นยืนพิงผนัง มองภาพนั้นด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ หัวใจเต้นแรงกว่าตอนยืนในงานหมั้นเสียอีก“เอากระเป๋าไว้ตรงนี้ก่อนก็ได้ เดี๋ยวพี่จัดตู้ให้” เขาพูดพลางรับกระเป๋าจากมือเธอ สตางค์เดินสำรวจห้องช้าๆ นิ้วแตะขอบโต๊ะ ขอบโซฟา เหมือนกำลังทำความคุ้นเคย“มันรู้สึกแปลกนะคะ เหมือนมาอยู่บ้านตัวเองจริงๆ”ไต้ฝุ่นเงยหน้ามอง ก่อนจะเผลอยิ้มตาม“ก็บ้านเราแล้วนี่” คำว่า เรา หลุดออกมาง่ายดายจนทั้งสองชะงักไปพร้อมกัน ก่อนจะยิ้มให้กันอย่างเขินๆ ชีวิตร่วมกันเริ่มต้นจากเรื่องเล็กน้อย ตอนเช้าไต้ฝุ่นตื่นก่อน อาสาทำกาแฟให้ ส่วนสตางค์เตรียมอาหารเช้าง่ายๆ บางวันเขาออก
บทที่ 44 หมั้นหมายสองเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ราวกับทุกอย่างถูกจัดวางไว้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ต้นหลังจากวันที่ไต้ฝุ่นตัดสินใจเข้าไปคุยกับทางบ้านของสตางค์ เรื่องที่เคยหนักอึ้งในใจกลับค่อยๆ คลี่คลายลงอย่างน่าประหลาด ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพูดคุยกันด้วยเหตุผล ความจริงใจของเขา และท่าทีสุขุมที่ไม่ค่อยได้เห็นจากไต้ฝุ่น ทำให้บรรยากาศวันนั้นผ่านไปด้วยดีและวันนี้ก็มาถึงเช้าวันหมั้น บ้านของสตางค์ถูกตกแต่งอย่างเรียบหรู โทนสีครีมและขาวถูกขับด้วยดอกไม้สดสีอ่อนที่จัดวางอยู่ทั่วบริเวณ กลิ่นดอกมะลิและกุหลาบลอยคลุ้งไปทั่วบ้าน เสียงพูดคุยเบาๆ ของญาติผู้ใหญ่ผสมกับเสียงหัวเราะของคนในครอบครัว ทำให้บรรยากาศอบอุ่นตั้งแต่ยังไม่เริ่มพิธีสตางค์ในชุดไทยสีอ่อนนั่งอยู่ในห้องรับรอง ใบหน้าแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มเขินอาย มือเล็กประสานกันแน่นบนตัก แม้จะดูนิ่ง แต่หัวใจกลับเต้นแรงทุกครั้งที่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวด้านนอกขณะเดียวกัน ไต้ฝุ่นยืนอยู่หน้าบ้านในชุดสูทสุภาพเรียบร้อย ผิดจากภาพลักษณ์ดิบๆ ที่ใครหลายคนคุ้นเคย เขาสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามตั้งสติ แม้สีหน้าจะนิ่ง แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและกังวลไม่แพ้กัน“ใจเย็น
บทที่ 43 คนขี้อายผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ ซานเดินถือแก้วกาแฟมานั่งลงบนม้านั่งข้างๆ กับไต้ฝุ่นและไทเกอร์นั่งลงฝั่งตรงข้าม“กาแฟมาแล้วครับคุณผู้ชาย” ซานแกล้งแซว แล้วเลื่อนแก้วกาแฟไปตรงหน้าเพื่อน“ตังค์ทอนล่ะ?” ไต้ฝุ่นแบมือขอเงินทอนคืนจากซาน แต่ซายกลับไหวไหล่เบาๆ“ไม่คืน ค่าเสียเวลาเดินไปซื้อ”“ไอ้ห่า ทำอย่างกับบ้านมึงจน”“มึงบอกกูเองนี่นา ว่าเงินทอนเหลือเอาอะไรมาก็ได้”“แล้วมึงซื้ออะไรมา”“ก็ซื้อเหล้ามาขวดหนึ่ง เอาไปไว้ที่รถแล้ว”“ไอ้นี่ มึงก็เห็นด้วยกับมันเหรอไอ้เสือ”“เปล่า กูไม่ได้สนใจมัน กูคุยโทรศัพท์กับชาอยู่”ไต้ฝุ่นลอบถอนหายใจเบาๆ แล้วก้มหน้ามองรายงานตรงหน้า“พวกมึง”“ว่า/ว่า” ทั้งซานและไทเกอร์ขานรับพร้อมกัน“กูว่า…กูจะขอสตางค์หมั้นไว้ ดีไหมวะ”ซานกับไทเกอร์ชะงักไปพร้อมกัน บรรยากาศบนม้านั่งเงียบลงชั่วอึดใจ เหลือเพียงเสียงนักศึกษาคนอื่นเดินผ่านไปมา ซานเป็นคนแรกที่เลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะหัวเราะแห้งๆ“เดี๋ยวนะ กูได้ยินถูกไหมว่า มึงจะขอน้องตัง์หมั้น?”ไทเกอร์ละสายตาจากโทรศัพท์ ค่อยๆ เงยหน้ามองเพื่อนสนิท สีหน้าจริงจังกว่าซานเล็กน้อย“มึงแน่ใจแล้วเหรอฝุ่น ไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบใช่ไหม”ไต้ฝุ่นไม่เ
บทที่ 42 สัมผัสที่คุ้นเคยแสงเช้าอ่อนๆ ลอดผ่านผ้าม่านบาง ทาบลงบนเตียงที่ยังอุ่นจากร่องรอยของเมื่อคืน สตางค์ขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะรู้สึกถึงอ้อมแขนที่โอบอยู่รอบเอว เธอลืมตาขึ้นช้าๆ ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของไต้ฝุ่นในระยะใกล้ ลมหายใจของเขาสม่ำเสมอ ดวงตาหลับพริ้ม ต่างจากตอนตื่นที่มักเจ้าเล่ห์เสมอเธอเผลอมองเขานานกว่าที่คิด ก่อนจะยิ้มบางๆ แล้วขยับตัวจะลุก แต่ยังไม่ทันได้ขยับมากนัก แขนที่กอดอยู่ก็รั้งเธอกลับไป“จะหนีไปไหนตั้งแต่เช้า” เสียงงัวเงียกระซิบใกล้หู“ตังค์ไม่ได้หนีค่ะ แค่จะลุก” เธอตอบเบาๆ แต่ท่าทางที่ยังซบอยู่บนอกเขากลับสวนคำพูด ไต้ฝุ่นลืมตาขึ้น มองเธอจากมุมต่ำ รอยยิ้มขี้เกียจแต่แฝงความพอใจปรากฏชัด“เช้าแบบนี้พี่ว่าตรงนี้น่าอยู่กว่าเยอะ”สตางค์หัวเราะในลำคอ ผมยาวยุ่งเล็กน้อยไหลลงมาข้างแก้ม เสื้อบางๆ ที่เธอสวมอยู่เผยให้เห็นช่วงไหล่ขาวเนียนโดยไม่ตั้งใจ เธอรู้ตัวดีว่าเขามองอะไรอยู่“พี่ฝุ่นอย่ามองแบบนั้นสิคะ”“แบบไหน” เขาถามกลับ พลางขยับตัวเข้ามาใกล้อีกนิด “พี่แค่มองแฟนตอนเช้าเอง”คำว่า แฟน ทำให้หัวใจเธอสะดุดเล็กน้อย สตางค์เม้มริมฝีปาก แต่สายตาที่หลบกลับเต็มไปด้วยความเขินปนพอใจ“พูดเพรา
บทที่ 41 โหยหา NC+++ (100%)เสียงลมหายใจสอดประสานกันดังกลบความเงียบในห้องนั่งเล่น แสงไฟอุ่นส่องเงาคู่ของทั้งสองทาบทับบนผนังราวกับภาพที่คุ้นตา สตางค์หลับตาลง ปล่อยให้จังหวะที่เธอรู้จักดีพาอารมณ์ไหลไปข้างหน้า ทุกการเคลื่อนไหวไม่จำเป็นต้องเอ่ยคำใด ร่างกายสื่อสารแทนความคิดได้ชัดเจนกว่าไต้ฝุ่นก้มกระซิบใกล้ใบหู เสียงต่ำพร่าทำให้หัวใจเธอสะดุด เขาไม่ได้เร่งรัด แต่ก็ไม่ผ่อนคลาย เหมือนรู้ดีว่าควรหยุดตรงไหนและควรไปต่อเมื่อไร ความคุ้นเคยทำให้ทุกสัมผัสมีความหมาย เป็นทั้งแรงดึงดูดและความไว้ใจที่ก่อตัวมานานสตางค์ขยับรับอย่างเป็นธรรมชาติ นิ้วมือเธอเกาะยึดเสื้อเขาไว้ราวกับสมอ ความร้อนระอุไม่ได้ปะทุเป็นไฟโหม แต่ค่อยๆ ซึมลึก เข้าถึงอารมณ์ในส่วนที่คำพูดแตะไม่ถึง เสียงหัวใจเต้นสอดรับกันเป็นจังหวะเดียว เร่าร้อน อ่อนหวาน และคุ้นเคยจนไม่ต้องตั้งคำถามในห้องที่เต็มไปด้วยเงาและแสง ทั้งสองปล่อยให้เวลาหยุดนิ่งชั่วคราว เหลือเพียงความรู้สึกที่แนบแน่นและจังหวะที่รู้จักดี วินาทีนั้นไม่ต้องการสิ่งใดมากไปกว่าการอยู่ตรงนี้ด้วยกัน“อื้อ~ พี่ฝุ่นอย่ากระแทกถี่ๆ แบบนี้สิ ตังค์จะเสร็จ” เธอกัดปากแน่น มือกำเข้าหากันจนข้อซีด
บทที่ 40 โหยหา NC ++รถเคลื่อนตัวออกจากสนามแข่งได้ไม่นาน สตางค์ก็หันหน้าไปมองเขาด้วยรอยยิ้มบางๆ“เจ้าอ้วนเป็นยังไงบ้างคะ โตเท่าไรแล้วอะ”“หึ ก็สูงกว่าเดิม ผอมลงนิดหน่อยแต่ไม่ต้องห่วง กินดีอยู่ดีกว่าตอนอยู่กับพี่แน่”“แหงสิคะ พี่ฝุ่นดุมันนี่นา”“หึหึ” ไต้ฝุ่นหัวเราะเบาๆ ก่อนจะตีไฟเลี้ยวไปอีกทาฃหนึ่ง ซึ่งสตางค์จำได้แม่นว่านั่นทางกลับคอนโดเขา“ไม่ได้จะพาตังค์กลับห้องเหรอ”“กลับสิทแต่เป็นห้องพี่”“ร้ายกาจนะคะ ตังค์จะเชื่อใจพี่ได้ไหมเนี่ย”ไต้ฝุ่นยิ้มมุมปาก ไม่ตอบในทันที รถแล่นเรียบไปตามถนนยามเย็น แสงไฟสองข้างทางทอดยาวเป็นเส้น สตางค์เผลอมองเงาสะท้อนบนกระจก เห็นสีหน้าเขานิ่งแต่แววตากลับอ่อนลงอย่างประหลาด“เชื่อใจพี่สิ” เสียงเขาต่ำลงนิดเดียว เหมือนตั้งใจให้ได้ยินแค่เธอ “ถ้าไม่เชื่อ พี่คงไม่กล้าพาตังค์มาทางนี้”คำพูดนั้นทำให้หัวใจเธอสะดุด สตางค์เม้มปาก กลั้นยิ้มไว้ไม่อยู่ รถชะลอเข้าจอดริมทางเงียบๆ ใต้ต้นไม้ใหญ่ ไต้ฝุ่นดับเครื่อง ก่อนจะหันมามองเธอเต็มตา ระยะใกล้เกินกว่าจะหลบสายตาได้“ทำไมมองแบบนั้นคะ” เธอถามเสียงเบา ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าคำตอบจะเป็นยังไงเขาเอื้อมมือมาจัดปอยผมที่หลุดลุ่ยให้ เงี







