LOGIN“สวัสดีครับ ผมเหมราช สิริวัฒนเกียรติกุล ตามที่คุณเกรียงไกรได้แจ้งพวกคุณไป ตั้งแต่วันนี้ผมจะเข้ามาเป็นประธานกรรมการและเป็นผู้บริหารของบริษัทนี้ครับ” เสียงเข้มของเหมราชได้กล่าวแนะนำตัวกับพนักงานทุกคนที่เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ ฉันเลิกสนใจเพื่อนของตัวเองและหันมาให้ความสนใจกับการกล่าวแนะนำตัวของเขาอีกครั้งเพราะท่าทีของเขาเหมือนอยากจะพูดบางอย่างเพิ่มเติม
“อย่างที่ทุกคนทราบดีว่าพนักงานที่มีส่วนรู้เห็นกับการฉ้อโกงก่อนที่ผมจะเข้ามาบริหารจะถูกไล่ออกและดำเนินคดีตามกฎหมาย ดังนั้นก่อนที่จะมีการเปิดรับสมัครพนักงานใหม่เข้ามาจำนวนมาก ผมจึงอยากจะจัดระเบียบองค์กรใหม่ทั้งหมดครับ ขอแนะนำคุณมิรินทร์รดา เลขาของผมจาก SRK Group ครับ หากใครต้องการเข้าพบผมให้แจ้งผ่านคุณมิรินทร์รดาเท่านั้น” เขาแนะนำสาวสวยหน้าตาออกไปทางฝรั่งที่ดูทรงแล้วเหมือนจะเป็นลูกครึ่งที่ยืนอยู่ข้างกายเขาตั้งแต่เดินเข้ามา
“สวัสดีค่ะ มิรินทร์รดา ราเซตต้า เรียกว่ามิลานก็ได้ค่ะ เป็นเลขาของคุณเหมราช จากนี้ไปขอฝากเนื้อฝากตัวกับทุกคนด้วยนะคะ” คุณ ‘มิลาน’ เลขาของเขาแนะนำตัวให้กับพนักงานทุกคนด้วยท่าทางเป็นมิตรแต่แฝงไปด้วยความมั่นใจและแรงกดดันที่แผ่ไปถึงทุกคน จะว่าไปแล้วฉันก็รู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาเธอเหลือเกิน ไม่แน่ใจว่าเคยเจอเธอที่ไหนมาก่อนหรือเปล่า
“ผมจะขออนุญาตแต่งตั้งพนักงานจากแผนกการตลาดหนึ่งคนเข้ามาเป็นผู้ช่วยคอยให้คำแนะนำรวมไปถึงอธิบายแนวโน้มและทิศทางการตลาดของบริษัทเพื่อปรับแผนการตลาดให้เข้ากับสไตล์การบริหารของผมครับ ซึ่งคุณเกรียงไกรได้ส่งแฟ้มประวัติและผลงานต่างๆ ของแผนกการตลาดมาให้กับผมแล้ว ผมขอแต่งตั้งคุณร่มเกล้า วัชระไพบูลย์เข้ามาทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยฝ่ายการตลาดครับ”
“...” ฉันยืนตัวชามึนงงกับเหตุการณ์ตรงหน้าเพราะไม่ได้เตรียมรับมือกับเหตุการณ์นี้มาก่อน ไม่เคยรู้มาก่อนด้วยซ้ำว่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับตัวเอง ชีวิตการทำงานสัปดาห์ที่แล้วยังเป็นพนักงานฝ่ายการตลาดง่อยๆ ที่ไม่มีใครเห็นหัวอยู่เลย จู่ๆ ก็ได้เลื่อนตำแหน่งมาเป็นผู้ช่วยการตลาดคอยให้คำปรึกษาผู้บริหารเนี่ยนะ ฉันที่เพิ่งจะเรียนจบมาได้ปีเดียวเองจะเอาประสบการณ์ที่ไหนไปให้คำแนะนำซีอีโอของ SRK Group ที่ทรงอิทธิพลต่อเศรษฐกิจของประเทศแถมยังประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อยอีก
“ไปไม่เป็นเลยสิมึง” เสียงของวิเวียนพูดกระซิบเบาๆ ให้เราได้ยินกันแค่สามคน
“เรียกสติเพื่อนมึงกลับมาสิวิ” อารินกระซิบหยอกเล่นขำๆ พร้อมกับหัวเราะคิกคัก
“คิดจะทำอะไรของเขากันนะ” ฉันพูดขึ้นมาเสียงเบา
“โอ๊ย! มึงไม่รู้จริงดิ” วิเวียนแหวใส่ฉัน
“เออ โง่แบบกูยังรู้เลย” อารินเสริม
“กูไม่รู้จริงๆ” ฉันตอบตามตรงง
“เดี๋ยวแม่จะเล่าให้ฟัง!” วิเวียน
“...” ฉันและอารินเงียบรอฟังการวิเคราะห์ระดับเทพจากมันสมองของกลุ่มอย่างวิเวียนอีกครั้ง
“การที่ท่านประทานคนใหม่ของเราแต่งตั้งยัยเกล้าเข้าไปเป็นผู้ช่วยมันก็แค่ข้ออ้าง คิดดูสิ ระดับนักธุรกิจแนวหน้าแบบคุณเหมราชเขาจะเอาพนักงานธรรมดาๆ จากบริษัทที่กำลังจะเจ๊งไปเป็นผู้ช่วยทำไมทั้งที่คนของเขาจาก SRK มีแต่ระดับหัวกะทิทั้งนั้น ความสามารถชนิดที่ว่าเทียบกับฝ่ายการตลาดของเราทั้งแผนกก็เทียบกับฝั่งนั้นคนเดียวไม่ได้ แฟนเก่ามึงเขาก็แค่อยากให้มึงไปอยู่ใกล้ๆ อยู่ในสายตาเขา แค่นั้นเองจ๊ะ!” วิวเวียนพูดจบก็สูดหายใจเข้าปอดดลึกๆ เพราะนางร่ายยาวมาเป็นเพลงแร็ปกันเลยทีเดียว
“ลงทุนเวอร์อ่ะ!” อารินตาโต
“เห้อ!” ฉันคิดตามที่เพื่อนพูดก็พอจะเข้าใจเหตุผลและความเป็นไปได้ที่เหมราชจะทำแบบนั้นเพราะอยากให้ตัวฉันไปอยู่ใกล้ๆ เขาแบบที่วิเวียนว่าจริงๆ แต่ก็ช่างมันเถอะ ทำงานที่ได้รับมอบหมายจากเขาให้ดีก็พอแล้ว ตอนนี้เอาเวลามาใส่ใจกับการพัฒนาตัวเองในสายงานดีกว่า เมื่อได้รับการเลื่อนตำแหน่งก็เท่ากับว่าได้เงินเดือนเพิ่ม มานั่งคิดกันว่าฉันจะทำงานยังไงให้สมกับเงินเดือนที่กำลังเพิ่มขึ้น
“เอาล่ะครับ ถ้าทุกคนเข้าใจตรงกันแล้ว ขอให้ทุกคนแยกย้ายกันไปทำงานตามระบบใหม่ที่ผมได้แจ้งไปให้มีประสิทธิภาพด้วย สิ้นเดือนนี้จะมีการประเมินประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานทุกตำแหน่งโดยผู้ทดสอบจะเป็นคนของผมจาก SRK Group ที่ได้กลายเป็นบริษัทแม่ของที่นี่เรียบร้อยแล้ว ขอให้ตั้งใจด้วยครับ เพราะคนที่ประสิทธิภาพการทำงานไม่สมกับตำแหน่งและเงินเดือน จะมีการลดตำแหน่งหรือเลิกจ้างตามความเหมาะสม เชิญครับ” เมื่อเขาจัดระเบียบองค์กรแบ่งหน้าที่ให้กับทุกคนเสร็จ การประชุมเร่งด่วนของวันนี้ก็จบลงที่ทุกคนแยกย้ายกันไปเก็บของที่โต๊ะทำงานเก่าของตัวเองเพื่อย้ายไปยังห้องทำงานตำแหน่งใหม่
ฉันเดินกลับมาเก็บของที่แผนกการตลาดพร้อมกับเพื่อนสนิทของตัวเอง วิเวียนถูกย้ายไปทำงานในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขายด้วยเหตุผลที่ว่าสามารถพูดได้ถึง 6 ภาษา ซึ่งเหมาะสมกับตำแหน่งนี้มากเพราะบริษัทกำลังจะตีตลาดต่างประเทศเพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินของบริษัท ส่วนอารินนั้นได้ถูกย้ายไปเป็นผู้จัดการฝ่ายสื่อและโฆษณาเพราะมีคอนเนคชั่นเยอะ คนรู้จักมีแทบจะทุกวงการ ตั้งแต่วงการบันเทิง เพื่อนที่ทำงานกับบริษัทอื่นๆ ซึ่งในอนาคตสามารถเข้ามาเป็นหนึ่งในบริษัทคู่ค้าของเราได้ หรือแม้แต่พวกคนรวย ไฮโซ ที่มีโอกาสเป็นลูกค้าของเราด้วยเช่นกัน อารินเป็นคนอัธยาศัยดี มีเพื่อนเยอะ ใครๆ ก็รักและเอ็นดูเธอ ต่างกับฉันและวิเวียน
พวกฉันทั้งสามคนล้วนถูกเลื่อนตำแหน่งด้วยกันทั้งหมด แถมอารินและวิเวียนยังได้ย้ายเข้าไปทำงานในสายงานที่ตัวเองถนัดอีกด้วย ถึงจะต้องแยกย้ายกันไปทำงานคนละแผนกแต่ก็ยังเป็นบริษัทเดียวกัน เราสามารถเจอกันในเวลาพักหรือทานข้าวด้วยกันได้ตามปกติ
“ดีจังเลยนะเกล้า อยู่ดีๆ ก็ได้เลื่อนตำแหน่ง” ในขณะที่ฉันกำลังก้มหน้าก้มตาเก็บของเพื่อย้ายไปยังห้องทำงานใหม่อยู่นั้น เสียงแหลมที่เอ่ยขึ้นมาอย่างกระแนะกระแหนจากเพื่อนร่วมงานดังขึ้น
คงจะเป็นผู้หญิงที่เหมราชเคยมีอะไรด้วยนั่นแหละ
“ขอบใจนะ” ฉันเอ่ยตัดบทเพราะไม่อยากเสียเวลากับคนที่เข้ามาหาเรื่องก่อนจะหันกลับไปสนใจเก็บของใส่กล่องต่อ
“ไปทำ ‘ท่า’ ไหน เข้าล่ะ ถึงได้เลื่อนตำแหน่งเร็วนัก” หนึ่งในแก๊งสาวๆ ที่มาหาเรื่องฉันถามอย่างเอาเรื่อง
“จะท่าไหนแล้วมันไปหนักส่วนล่างของใคร?!” วิเวียนที่กำลังง่วนกับการเก็บของได้หยุดการกระทำของตัวเองแล้วสวนกลับทันที
“กะ..ก็พวกแผนกอื่นเค้าพูดกันว่ายัยเกล้าใช้เต้าไต่กับคุณเหมเพื่อเลื่อนตำแหน่ง แถมคนที่เคยเรียนมหา’ลัยเดียวกันก็บอกว่าเกล้าเคยคบกับคุณเหมราช” ผู้หญิงอีกคนพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเกรง อาจเป็นเพราะว่าพอจะรู้กิตติศัพท์ความดุของวิเวียนดีนั่นแหละ
“แล้วเพื่อนฉันมันไปยืมเต้าปลอมๆ ของพวกหล่อนมาไต่เหรอ?! คิดว่าฉันไม่รู้หรือไงว่าพวกเธอมันขี้อิจฉา ถ้ามีปัญหานักก็ลองเอาเต้าซิลิโคนเกรดต่ำของพวกเธอไปไต่กันบ้างสิ แต่ไม่รู้ด้วยหรอกนะว่าจะเลื่อนขั้นได้ไหม หรือจะโดนไล่ไปทำศัลยกรรมใหม่ทั้งร่างน่ะ!” วิเวียนตะคอกใส่สาวๆ พวกนั้นแล้วทิ้งกล่องไว้บนโต๊ะก่อนจะเดินมายืนข้างฉัน
“เพื่อนเธอเป็นแค่แฟนเก่าแล้วทำไมยังต้องเอาตัวเองไปเข้าใกล้คุณเหมอีก?! ใครๆ ก็ดูออกว่าอยากจะกลับไปเกาะคุณเหมกินน่ะ!!!” ยัยผู้หญิงหัวหน้าแก๊งที่ฉันไม่เคยจะใส่ใจแม้แต่ชื่อของหล่อนพูดขึ้นเสียงใส่วิเวียน
“เท่าที่ฉันรู้ พวกเธอก็ล้วนแต่เป็นผู้หญิงที่ไปนอนอ้าขาให้เขาเอาเพื่อแลกกับกระเป๋าหรือรองเท้าแบรนด์เนมนะ” อารินที่ยืนเงียบๆ อยู่ข้างฉันมานานแล้วพูดขึ้นเรียบ ๆ ตามสไตล์ แต่ข้อมูลที่ทะเบียนราษฎร์แบบอารินพูดขึ้นมันไม่เคยผิดพลาดหรอก
“แล้วเพื่อนแกมันต่างจากพวกฉันตรงไหน” อีกฝ่ายถามด้วยความเกรี้ยวกราดตามอารมณ์คุกรุ่นที่ถูกตอกกลับท่ามกลางสายตาผู้คนในบริษัทที่เริ่มให้ความสนใจสถานการณ์หึงหวงผู้ชายกัน
“นี่ถามเพราะเธอโง่หรือไม่ฉลาด?” ฉันที่เงียบอยู่นานแล้วจึงพูดขึ้นเมื่อเห็นว่าควรจะจบสถานการณ์น่าอายกลางบริษัทนี้เสียที
“...”
“อย่างน้อยฉันก็เป็นคนที่เขาเคยให้สถานะ คบออกสื่อ พาไปเปิดตัว เทียบกับพวกเธอที่เขาพาไปเอาในที่ลับแล้วแกล้งทำเป็นไม่รู้จักในที่แจ้ง ถ้าไม่โง่จนเกินไปก็น่าจะเข้าใจถึงความแตกต่างนะ” ฉันพูดนิ่งๆ โดยปราศจากความรู้สึกหรือการแสดงออกทางสีหน้าใดๆ ทั้งสิ้น
“อีเกล้า! มึง!” ดูท่าแล้วยัยผู้หญิงไม่รู้จักอยู่ในที่ของตัวเองคนนี้คงจะไม่ยอมรับความจริง เมื่อเห็นว่าเจ้าหล่อนและพรรคพวกของเธอนั้นดูแล้วจะไม่ยอมจบง่ายๆ ฉันจึงเตรียมพร้อมรับมือตั้งรับและป้องกันตัวตามสัญชาตญาณ
หมับ!
เพียะ!
ภายในอาณาเขตกว้างขวางของคฤหาสน์ประจำตระกูลสิริวัฒนเกียรติกุลถูกตกแต่งโดยมืออาชีพ โต๊ะสำหรับรองรับแขกมากมายถูกปูด้วยผ้าสีขาวนิ่มนวลสบายตา เนรมิตเวทีสุดแสนอลังการเอาไว้ตรงกลางโดดเด่นเป็นสง่า ชื่อของฉันและชายผู้กำลังจะกลายมาเป็นสามีอย่างถูกต้องตามกฎหมายถูกติดเอาไว้บนเวที รูปถ่ายคู่กันตั้งแต่ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยจวบจนถึงรูปถ่ายพรีเวดดิ้งมากมายทำเป็นโพลารอยด์ใบเล็กๆ ร้อยประดับตกแต่งฉันในชุดเดรสเกาะอกยาวสีขาวแต่งด้วยผ้าลูกไม้เรียบหรูทว่ากลับดูอ่อนหวานเดินควงแขนบิดาเข้าไปในงานโดยปลายทางมีเหมราชยืนรออยู่ มือข้างหนึ่งของฉันถือช่อดอกไม้ที่ถูกผสมเติมแต่งระหว่างดอกไม้สองชนิดระหว่างดอกฟอร์เกทมีน็อทสีฟ้าสบายตาและดอกพีโอนีสีชมพูอันเป็นสัญลักษณ์ของความทรงจำ ความรักอันสมบูรณ์แบบ เหมือนกับเราทั้งคู่ที่กำลังจะสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์แบบไปด้วยกัน“ยินดีด้วยนะ ลูกสาวของพ่อ” เมื่อเดินมาส่งฉันถึงจุดหมายปลายทางให้กับเจ้าบ่าวแล้ว เสียงทุ้มแหบตามวัยของชายวัยกลางคนอย่างคุณพ่อของฉันเอ่ยแสดงความยินดีอย่างแผ่วเบาทว่ากลับแฝงความอบอุ่นนุ่มนวลเอาไว้ภายใต้น้ำเสียง“ขอบคุณค่ะ คุณ
“Le patient s’ est réveillé. Pourriez-vous demander au médecin de venir examiner son état, s’ il vous plaît? (คนไข้ฟื้นแล้วครับ รบกวนคุณพยาบาลช่วยตามคุณหมอให้หน่อย) ” ไอ้เจย์ทำหน้าที่อย่างรวดเร็ว อุปกรณ์สื่อสารโดยตรงภายในห้องพักถูกใช้ติดต่อโดยตรงกันเคาน์เตอร์พยาบาลอย่างรวดเร็วรอเพียงไม่นานคุณหมอก็เดินเข้ามาในห้องพร้อมกับพยาบาลที่พาลูกสาวตัวน้อยของผมเข้ามารับนมแม่ด้วย ซึ่งร่มเกล้าสามารถทำหน้าที่แม่ทุกอย่างได้เป็นอย่างดีแม้นี่จะเป็นครั้งแรกที่เธอให้กำเนิดลูกน้อยก็ตาม การสื่อสารกับทีมแพทย์เองก็ไม่เป็นปัญหาให้ต้องกังวล ถึงเธอจะไม่สามารถสื่อสารเป็นภาษาฝรั่งเศสได้แบบเจเดนเพื่อนสนิทของผมแต่เธอก็สามารถให้คำตอบกับคุณหมอที่ทรายถามอาการโดยใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วเด็กทารกหญิงตัวน้อยของพวกเราเมื่อกินนมอิ่มแล้วก็หลับตาพริ้มเข้าสู่ห้วงนิทราไปในอ้อมอกของผู้เป็นแม่อย่างว่าง่าย โชคดีที่ลูกสาวของผมกับเธอไม่ใช่เด็กขี้แยให้ผู้เป็นแม่ที่คลอดออกมาต้องเหนื่อยมากนัก ผมนั่งมองการกระทำต่างๆ ของร่มเกล้าเงียบๆ ส่วนไอ้เจย์เดินออกจาก
เหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก หลังจากน้ำคร่ำแตกได้เพียงไม่นานร่างกายของฉันก็ถูกเคลื่อนย้ายเข้ามาในรถสปอร์ตคันหรูเพื่อนำตัวส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด เจเดนรับหน้าที่เป็นคนขับรถเนื่องจากมีประสบการณ์การขับรถในต่างประเทศมากกว่าใครเพื่อน ส่วนเหมราชนั้นสติแตกไปจนทำอะไรไม่ถูกแล้ว ทางด้านของเพื่อนในกลุ่มอีกสองคนอย่างเพลิงกัลป์และเซนเองก็กำลังขับรถตามมาอยู่ด้านหลังอาการปวดท้องจะคลอดของยังคงอยู่ไม่ได้หายไปไหน ทว่ากลับรู้สึกว่ามันทุเลาลงจากความรู้สึกอุ่นใจที่มีเหมราชและเพื่อนๆ ของเขาคอยห่วงใยกันอย่างใกล้ชิด มือหนาของว่าที่คุณพ่อจับมือของฉันเอาไว้แน่นตลอดทางมาโรงพยาบาล ใบหน้าหล่อเหลาน้ำตารื้นขึ้นมาอีกครั้งด้วยความรู้สึกมากมายเดินกว่าจะอธิบาย ใช้เวลาเพียงไม่นานก็มาถึงที่หมาย“Excusez-moi, mon ami est sur le point d’ avoir un bébé. (ขอโทษนะครับ เพื่อนของผมกำลังจะคลอดลูก)” เจเดนที่เป็นลูกครึ่งสวิตเซอร์แลนด์ทำให้มีความสามารถในการพูดหลากหลายภาษารับหน้าที่ติดต่อกับทางโรงพยาบาลให้กับฉัน เนื่องจากในเมืองเจนีวาใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นหลัก ผู้เป็นพ่อของลูกและญา
เหมราชนั่งกุมขมับเต็มไปด้วยความวิตกกังวล ขอพูดตามตรงว่าฉันไม่เข้าใจความรู้สึกเขาหรอก เจ้าตัวเล็กยังไม่ทันลืมตาออกมาดูโลกเลยด้วยซ้ำแต่คนเป็นพ่อกลับวิตกกังวลเรื่องเพศลูก อนาคตของลูกไปเสียแล้ว ก็จริงอยู่ที่ไม่ว่าลูกจะเป็นเพศอะไรคนเป็นพ่อแม่ก็ควรปกป้องดูแลลูกอย่างดีที่สุด แต่ฉันเองก็มีเรื่องที่กังวลเหมือนกันหากได้ลูกสาวกังวลว่าคนเป็นพ่อแบบเหมราชจะขังลูกเอาไว้เพราะกลัวว่าลูกจะเจอผู้ชายแบบตัวเองน่ะสิ!“จะกังวลอะไรขนาดนั้นวะ แม่ของลูกมึงยังไม่เห็นจะกังวลเลย” เจเดนพูดปลอบใจเพื่อนด้วยความเข้าอกเข้าใจ เชื่อว่าลึกๆ ในใจเองเจเดนก็คงกลัวเรื่องนี้ไม่ต่างไปจากเหมราชเพราะวีรกรรมของเขาเองก็ใช่ย่อย การปลอบใจเพื่อนที่หัวอกเดียวกันคงนับว่าเป็นการหลอกตัวเองไปด้วยนั่นแหละ“จะไม่ให้กังวลได้ไงวะ ถ้าลูกไปเจอผู้ชายแบบกูมีหวังกูใจสลายแน่ ไม่ได้การละ กูต้องสั่งอาวุธล็อตใหม่จากหัสดินเตรียมเผื่อไว้” ชายผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นพ่อของลูกจินตนาการแล้วสรุปทุกอย่างออกมาเองเสร็จสรรพ ไม่รีรอให้คนอื่นได้ออกความเห็นอะไรเลย“ไม่ต้องถึงมือมึงหรอกมั้ง กูว่าน้องชายมึงน่าจะ
3 เดือนต่อมา...อายุครรภ์ของฉันเข้าสู่เดือนที่เก้าแล้ว อีกไม่นานคงถึงกำหนดคลอด น่าเสียดายที่การคลอดลูกคนแรกของฉันไม่สามารถกลับไปทำคลอดที่ประเทศไทยได้เนื่องจากอายุครรภ์เยอะมากแล้ว การเดินทางข้ามทวีปมีความเสี่ยงหลายๆ อย่าง ครอบครัวของเหมราชจึงไม่อยากให้ฉันบินกลับไป เพราะแบบนี้ครอบครัวของฉันจึงอดได้เห็นหน้าหลานตอนคลอดด้วยเรื่องเซอร์ไพรส์อีกอย่างที่เกิดขึ้นคือพ่อแม่ของเหมราชนั้นได้ทำการติดต่อพ่อแม่ของฉันเป็นที่เรียบร้อยแล้วเรื่องการสู่ขอและการแต่งงานโดยที่ฉันไม่รู้เรื่องอะไรมาก่อน ฉันเพิ่งทราบข่าวมาจากมารดาของตัวเองตอนที่ได้พูดคุยกันเมื่อไม่นานมานี้ อีกฝ่ายได้ทำการสู่ขอฉันกับครอบครัวไปแล้วตั้งแต่เก้าเดือนก่อนซึ่งก็คือช่วงที่ครอบครัวของเหมราชพาฉันมาอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ สินสอดซึ่งมีทั้งเงินสด เครื่องเพชร ทองคำแท่ง และที่ดิน มูลค่ารวมกันหลักพันล้านซึ่งถือว่ามากเกินไปสำหรับลูกสาวของคนชนชั้นกลางธรรมดาๆ แบบฉัน สร้างความฮือฮาให้กับชุมชนละแวกใกล้เคียงไม่น้อย แต่พอได้ทราบนามสกุลของครอบครัวฝ่ายชายเท่านั้นก็เข้าใจได้เพราะเป็นที่รู้จักดีตามข่าวต่างๆ ว่าเป็นเศรษฐีอันดับต้นๆ ของโลกและ
“...” ฉันได้แต่ฟังเขาเงียบๆ แม้จะไม่ได้ตอบอะไรกลับไปแต่ก็รู้สึกดีใจที่ได้ยินอย่างนั้น อย่างน้อยก็รู้ว่าเขายังตามหากัน ยังต้องการให้ฉันกลับไปอยู่ข้างๆ คนรักกันไม่จำเป็นต้องพูดคำว่ารักออกมามากมาย แต่ต้องพร้อมที่จะให้อภัยความผิดพลาดที่ผ่านมาและเริ่มต้นใหม่ไปด้วยกัน นั่นคงเป็นสิ่งที่คุณแม่ของเหมราชต้องการจะสื่อให้ฉันรับรู้มาตลอด ท่านจึงพาฉันจากมาเพื่อพักใจที่นี่และใช้เวลาคิดทบทวน เพราะยิ่งอยู่ใกล้กันความโกรธเกลียดก็ยิ่งเพิ่มพูน หากทั้งฉันและเขายังปรับความเข้าใจไม่ได้ ความสัมพันธ์มันคงเดินทางไปสู่จุดที่ไม่สามารถกลับมามองหน้ากันได้อีกอย่างแน่นอน“จริงๆ พี่ก็สามารถเป็นคนรักที่ซื่อสัตย์ได้ แต่ที่ผ่านมากลับไม่ยอมทำมัน เห็นแก่ตัวรั้งเกล้าเอาไว้ข้างๆ ในขณะที่พี่นั้นออกไปมีอะไรกับคนอื่น... พี่ขอโทษจริงๆ” ศีรษะทุยซุกลงบนหลังมือของฉัน ความเปียกชื้นทำให้ฉันรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังร้องไห้ออกมาด้วยความรู้สึกผิดที่คั่งค้างอยู่ภายในจิตใจ“เกล้าดีใจนะคะที่พี่เหมคิดได้” ฉันพูดปลอบประโลมอีกฝ่ายให้ใจเย็นลงจะได้หยุดร้องไห้เสียที เหมราชที่เป็นแบบนี้ทำให้ฉันทำตัวไม







