LOGINไอ้เจ๊กในวันนั้น…
ใครจะไปคิดล่ะว่า วันนี้จะกลายเป็น ‘พี่ชาย’ แท้ๆ ของน้ำขิง ราวกับวิญญาหลุดออกจากร่างกาย อลินนั่งตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป โลกทั้งใบแทบหยุดหมุนลงไปชั่วขณะ ทั้งที่เสียงทุ้มต่ำของคนบนเวทียังคงดังผ่านลำโพง แต่กลับไม่ได้ยินว่าเขากำลังพูดว่าอะไรอีกแล้ว ราวกับประสาทการรับรู้ถูกตัดขาดไปชั่วขณะ พี่ชายน้ำขิงงั้นเหรอ? ไอ้เจ๊กที่เธอเคยด่าให้เพื่อนฟังเนี่ยนะ?! กระทั่งสติค่อยๆ กลับคืนมา อลินก็หลุดหัวเราะออกมาเบาๆ ส่ายหน้าไปมาอย่างไม่เชื่อ “พวกแกอำฉันอยู่ใช่ไหม” ยังไงเธอก็ไม่เชื่อหรอกว่าโลกจะกลมได้ถึงขนาดนั้น ดวงตาคู่สวยเลื่อนกลับไปมอง ‘เทียนอวี้’ อีกครั้ง แถมมองนานกว่าปกติ ราวกับกำลังพยายามหาความเชื่อมโยงบางอย่างจากใบหน้าหล่อเหลานั้น จะว่าไป… ถ้าตัดอคติที่มีต่อเขาออกไป หมอนั่นก็มีบางมุมที่คล้ายน้ำขิงอยู่เหมือนกัน ยิ่งนึกถึงสิ่งที่ฮันนี่เพิ่งบอก ประกอบกับใบหน้าของคนบนเวที เริ่มเห็นเค้าความคล้ายอยู่รางๆ ความมั่นใจที่ว่าเพื่อนกำลังอำเล่นพลันสั่นคลอน จากที่ไม่เชื่อเลยในตอนแรกตอนนี้กลับเริ่มไขว้เขว “พี่ชายแท้ๆ ของแกจริงเหรอน้ำขิง” อลินหันไปถามเจ้าตัวตรงๆ เมื่อความมั่นใจที่ว่าเพื่อนกำลังอำเล่นเริ่มสั่นคลอน น้ำขิงพยักหน้าหงึกเป็นคำตอบ “คะ…คนที่แกเคยเล่าให้พวกฉันฟังอะนะ?” “ใช่ เขานั่นแหละ” อลินเลื่อนสายตากลับไปมองเทียนอวี้บนเวทีอีกครั้ง คราวนี้แววตาที่ใช้มองต่างจากเดิมไปโดยสิ้นเชิง คำยืนยันจากปากน้ำขิง เริ่มทำให้เห็นความคล้ายคลึงของสองพี่น้องชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะดวงตากับโครงหน้าบางมุม ซึ่งเหมือนน้ำขิงไม่มีผิด “เหี้ยมาก….” อลินนั่งสบถออกมาคนเดียว พลางยกมือกุมขมับตัวเองอย่างรับความจริงไม่ได้ ที่ผ่านมาด่าเขาให้น้ำขิงฟังเยอะซะด้วยสิ ใครมันจะไปคิดว่าผู้ชายที่เธอเขม่นจนเรียก ‘ไอ้เจ๊ก’ ในวันนี้ จะเป็นคนเดียวกับพี่ชายแท้ๆ ของน้ำขิงเสียได้ แบบนี้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนเนี่ย… “แล้วฉันดันด่าพี่แกไปซะเยอะเลย” “ไม่เป็นไร ฉันเองก็เพิ่งรู้ว่าเขาคือพี่น่านฟ้า” น้ำขิงยิ้มเจื่อนๆ “โอ๊ยยย ทำไมโลกมันกลมแบบนี้” เพียงนึกย้อนถึงวันนั้นที่ตัวเองเดินฟึดฟัดเข้ามา แล้วด่าพี่ชายของน้ำขิงให้เพื่อนฟังเสียยับ อลินก็รู้สึกทำตัวไม่ถูกขึ้นมาเสียอย่างนั้น ใครมันจะไปคิด ว่าผู้ชายคนนั้นจะเป็นพี่ชายแท้ๆ ของเพื่อนสนิทตัวเอง ไม่รู้ว่าต่อจากนี้ควรเรียกอีกฝ่ายว่าอะไรดี ให้เรียก ‘พี่’ แค่จินตนาการว่าต้องเอ่ยคำนั้นออกจากปากก็รู้สึกกระดากแล้ว หลังจากการบรรยายจบลง เสียงปรบมือดังก้องไปทั่วหอประชุม นักศึกษาหลายคนเริ่มทยอยลุกออกจากที่นั่ง บ้างเดินลงไปขอถ่ายรูปกับวิทยากร เพราะอีกคนหล่อปานดาราจีนอย่างไรอย่างนั้น อลินกับฮันนี่ยืนรอน้ำขิงคุยกับพี่ชาย จนกระทั่งสองพี่น้องร่ำลากันเสร็จ สองคนยกมือไหว้น่านฟ้าตามมารยาท แต่หนึ่งคนรู้สึกไม่ชินเพราะที่ผ่านมาเขม่นอีกคน จังหวะที่น่านฟ้ารับไหว้แล้วมองมาทางอลิน รอยยิ้มบนใบหน้ากลับหุบลง จากนั้นหมุนตัวเดินออกไปโดยไม่ได้พูดอะไรต่ออีก ท่าทางเย็นชานั้นทำอลินอดหมั่นไส้ไม่ได้ ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงด่าไล่หลังไปแล้ว ตอนนี้ทำได้เพียง สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ กดอารมณ์เหล่านั้นเอาไว้ ต่อให้หมั่นไส้แค่ไหน… ท่องไว้นั่นพี่ชายเพื่อน ••• อลินแวะเข้ามาที่บริษัทของคนเป็นพ่อ หลังจากได้รับมอบหมายจากแม่ให้ไปรับน้องชายคนเล็กวัยสิบห้าปีจากโรงเรียน วันนี้มีธุระต้องไปต่อ จึงพาน้องมาไว้ที่นี่เพื่อให้กลับบ้านพร้อมพ่อ ครอบครัวมีลูกทั้งหมดสามคน คนโตชื่อ ‘ไอคิว’ คนเล็ก ‘อิกคิว’ และลูกสาวคนเดียว ‘อลิน’ ลูกสาวคนกลาง เพราะเป็นลูกสาวคนเดียวของบ้านจึงมีนิสัยค่อนข้างเอาแต่ใจ พ่อคือสถาปนิกชื่อดังระดับประเทศ เจ้าของผลงานออกแบบมากมาย อีกทั้งยังแตกแขนงไปทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อีกหลายแห่ง ส่วนแม่เป็นเจ้าของโรงแรมชื่อดังทั้งที่ภูเก็ตและเชียงใหม่ “ทำไมไม่แวะส่งผมที่บ้าน” “ขี้เกียจ” “ผมก็ขี้เกียจรอพ่อเหมือนกัน” น้องชายบ่นอุบ ขณะเดินตามหลังพี่สาวต้อยๆ เดิมทีคิดว่าวันนี้เลิกเรียนเร็วจะได้กลับบ้านไปเล่นเกมในคอมให้หนำใจ ที่ไหนได้กลับต้องมานั่งรอพ่อเลิกงานถึงสี่โมงเย็นอีก “ขับรถยังไม่เป็นก็อย่าบ่น” “รอผมขับเป็นก่อนเหอะ” อลินเหลือบมองน้องชายแวบหนึ่งก่อนจะเดินต่ออย่างไม่ใส่ใจ ความจริงเธอสามารถปล่อยให้อิกคิวขึ้นมาหาพ่อคนเดียวก็ได้ แต่ช่วงนี้สถานะทางการเงินของคุณหนูอลินกำลังเข้าขั้นวิกฤต บัญชีแห้งเหือดจนแทบไม่เหลือให้ใช้ฟุ่มเฟือยเหมือนเคย เพราะฉะนั้นการมาขอความเมตตาจาก ‘พ่อผู้ให้กำเนิด’ สองพี่น้องเดินมาหยุดอยู่หน้าห้องทำงานของคนเป็นพ่อ ก่อนชายหนุ่มยืนรออยู่ตรงนั้นจะขยับเข้ามาหา “คุณวินกำลังคุยงานอยู่ครับ” ‘ปราชญ์’ เลขาคนสนิทของวรินทร์เอ่ยบอกตามคำสั่งของเจ้านายที่กำชับเอาไว้ก่อนหน้า เพื่อรอบอกลูกตัวเองที่กำลังมาถึง “คุณพ่อคุยงานอีกนานไหมคะ” “เหมือนจะเริ่มคุยงานกัน ได้เกือบยี่สิบนาทีแล้วนะครับ” ปราชญ์ก้มมองนาฬิกาข้อมือของตัวเองเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นตอบ อลินพยักหน้ารับเบาๆ จากนั้นจึงพาอิกคิวไปนั่งรออยู่ในอีกห้องหนึ่งก่อน เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วโมง สองพี่น้องก็พากันลงมาหาอะไรกินด้านล่าง เพราะเจ้าตัวแสบเอาแต่บ่นว่าหิวไม่หยุด และแน่นอน… คนที่ต้องควักเงินจ่ายก็หนีไม่พ้นพี่สาวอย่างเธออีกตามเคย เหลือบมองยอดเงินในบัญชีตัวเองแล้วได้แต่ถอนหายใจ แห้งเหือดขนาดนี้ ยังต้องมาเลี้ยงน้องชายอีก ชีวิตพี่สาวมันช่างน่าเศร้าจริงๆ “ได้เงินสัปดาห์แล้วโอนคืนด้วย ไม่เลี้ยงฟรีๆ” “พี่สาวอะไรหน้าเลือดชะมัด” “ช่วงนี้ฉันก็ช็อตย่ะ” “เอาเงินไปกินเหล้าหมดแล้วสิท่า” “อย่ามารู้ดี” อิกคิวไม่ต่อความกับพี่สาวอีก เด็กหนุ่มหมุนตัวเดินกลับไปรอคนเป็นพ่อต่อที่ห้องรับรอง ก่อนจะเห็นประตูห้องทำงานของพ่อที่อยู่เยื้องออกไปก็ถูกเปิดออกพอดี ส่วนอลินที่มัวแต่ก้มหน้าก้มตาตอบแชตเพื่อนเรื่องนัดคืนนี้ เดินชนเข้ากับแผ่นหลังของน้องชายที่จู่ๆ ก็ชะลอฝีเท้าลงเสียก่อน “จะหยุดทำไมเล่า!” “พี่ก็ดูทางหน่อยสิ” “ก็ใครใช้ให้นายหยุดกะทันหันล่ะ” สองพี่น้องยืนเถียงกันอยู่หน้าห้องทำงานของคนเป็นพ่อ กระทั่งอลินที่กำลังจะอ้าปากเถียงต่อเงยหน้าขึ้นอย่างไม่ได้ตั้งใจ และนั่นก็ทำให้สายตาของเธอปะทะเข้ากับใครบางคนเข้าเต็มๆ บทสนทนาที่กำลังจะหลุดออกจากปากพลันหยุดชะงัก ดวงตาคู่สวยนิ่งค้างอยู่กับเจ้าของสายตาคู่นั้นโดยไม่ทันตั้งตัว ราวกับเสียงรอบข้างเงียบหายไปชั่วขณะ เหลือเพียงคนตรงหน้าที่กำลังมองกลับมาเช่นเดียวกัน พี่ชายน้ำขิง…. “ทะ…ทำไมนายถึงมาอยู่ที่นี่” อลินโพล่งถามคนตรงหน้าออกไป สรรพนามที่ใช้เรียกฟังดูไม่สุภาพนัก ราวกับลืมไปชั่วขณะ ว่าคนตรงหน้า มีสถานะเป็น ‘พี่ชายของเพื่อนสนิท’ กว่าจะรู้ตัวว่าเผลอหลุดปากเรียกอีกฝ่ายว่า ‘นาย’ ออกไปด้วยน้ำเสียงแข็งๆ ก็สายเกินจะแก้แล้ว “เมื่อกี้เรียกเขาว่าอะไรนะ?” เสียงของ ‘วรินทร์’ ดังขึ้นจากด้านหลัง ทำเอาคนถูกทักชะงักไปเล็กน้อย สายตาของคนเป็นพ่อจับจ้องลูกสาวนิ่งๆ อย่างรอฟังคำตอบ “เรียกนายค่ะ” อลินยอมรับสารภาพตรงๆ ต่อให้โกหกคงป่วยการ เพราะเมื่อกี้พูดซะดังขนาดนั้น “เรียกใหม่” วรินทร์ย้ำเสียงเข้ม ปกติไม่ค่อยดุลูกสาวนัก แต่ถ้าเมื่อไรได้ใช้โทนเสียงแบบนี้ขึ้นมา ลูกๆ ที่บ้านรู้กันว่าควรทำยังไงต่อ อลินชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะจำใจเปลี่ยนคำเรียกใหม่ตามที่พ่อบอก “ขอโทษค่ะ พี่น่านฟ้า” กระดากปากชะมัด…. แค่ต้องเรียก ‘พี่’ ก็ว่าฝืนใจแล้ว ยังต้องยกมือไหว้อีก ไม่ทำก็ไม่ได้เพราะพ่อยืนคุมข้างๆ อิกคิวที่ยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดแอบอมยิ้ม มีเพียงคนเดียวที่สามารถกำราบพี่สาวตัวแสบคนนี้ได้อยู่หมัด นั่นก็คือพ่อนี่แหละ “ไม่เป็นไร ผมไม่ถือสาครับ” น่านฟ้าหันไปตอบวรินทร์ แต่จังหวะที่อลินยกมือไหว้ขอโทษแอบยิ้มมุมปากเล็กๆ “นี่ลูกสาวกับลูกชายผมเองครับ” อิกคิวยกมือไหว้คนตรงหน้าตามมารยาท น่านฟ้าจึงรับไหว้กลับ แม้อีกฝ่ายจะอายุน้อยกว่าตัวเองหลายปีก็ตาม “พี่เป็นดาราป่ะ โคตรหล่อ” น่านฟ้ายิ้มบางๆ ในขณะที่อลินลอบเบะปากทันทีที่ได้ยินน้องชายเอ่ยชม แต่พอคนตัวโตหันมามอง สีหน้าที่กำลังหมั่นไส้อยู่เมื่อครู่ก็เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มหวานอย่างรวดเร็วราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งที่เรื่องก่อนหน้านี้ก็แค่คนของเขาขับรถเหยียบน้ำจนกระเด็นใส่เธอ แถมเจ้าตัวยังขอโทษไปแล้วเรียบร้อย หากแต่อลินกลับยังไม่เลิกเขม่นอีกฝ่ายไม่ได้อยู่ดี ก็จะให้ทำยังไง… ความเย็นชา บวกกับท่าทางขี้เก๊กของน่านฟ้ามันชวนให้หมั่นไส้เสียเหลือเกิน น่าแปลกที่เขาไม่ได้มีปัญหาอะไรกับฮันนี่ ซึ่งเป็นเพื่อนของน้ำขิงเหมือนกันกับเธอ แต่พอเป็นเธอทีไร… เหมือนต่างฝ่ายต่างพร้อมจะเขม่นใส่กันได้ทุกเมื่อหนึ่งเดือนต่อมาเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีนน่านฟ้าบินกลับมายังเซี่ยงไฮ้เพื่อร่วมงานวันเกิดของคุณย่า ซึ่งตรงกับวันเกิดของฉินเหยียนพอดี งานถูกจัดขึ้นภายในคฤหาสน์ตระกูลหาน มีแขกคนสำคัญเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้รับเชิญความจริงวันนี้ตั้งใจพาอลินมาด้วย แต่ช่วงนี้เธอติดทำงานกลุ่มกับเพื่อนจึงไม่สามารถมาได้ ฝากมาเพียงคำอวยพรและของขวัญสำหรับคุณย่าของเขาแทนคนในครอบครัวต่างรู้กันหมดแล้วว่าน่านฟ้ามีแฟน เพราะเจ้าตัวไม่เคยคิดจะปิดบัง จะพาอลินไปไหนก็เปิดเผยตามปกติ ต่อให้บางครั้งถูกคนจับตามองหรือกลายเป็นข่าว เขาก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร ส่วนครอบครัวของอลินเองก็รับรู้เรื่องความสัมพันธ์ของทั้งคู่แล้วเช่นกัน“ไม่เจอกันตั้งนาน หล่อขึ้นเป็นกองเลยเนี่ยเทียนอวี้”หนึ่งในแขกของ ‘หานซูเจิน’ ผู้เป็นย่าของน่านฟ้าเอ่ยทักทายคุณชายตระกูลหานเป็นภาษาจีนด้วยรอยยิ้มเป็นกันเอง หลังจากไม่ได้เจอกันมานานหลายปี“ขอบคุณครับ” น่านฟ้าตอบกลับอย่างสุภาพ พร้อมค้อมศีรษะให้อีกฝ่ายเล็กน้อยตามมารยาท ริมฝีปากยกยิ้มบาง ๆ รับคำชม“ถ้าไม่ติดว่ามีแฟนแล้ว อาอยากแนะนำให้รู้จักกับลูกสาวจริง ๆ มันก็น่าเสียดาย เพราะลูกสาวอาเองก็แอบปลื้มเทียนอวี้มานานแ
หลายวันต่อมา“ในอนาคต…พี่น่านมีโอกาสคืนดีกับคุณพ่อไหมคะ”จู่ ๆ อลินก็เอ่ยถามถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ก่อนหน้านี้น่านฟ้าเคยเปิดใจเล่าเรื่องที่ไม่ลงรอยกับพ่อให้เธอฟัง ประกอบกับที่เคยได้ยินจากน้ำขิงมาประปราย จึงพอรู้คร่าว ๆ ว่าความสัมพันธ์ของเขากับพ่อเป็นมาอย่างไรเรื่องทุกอย่างก็ผ่านมาหลายปีแล้ว ถึงอลินจะรู้ดีว่าบาดแผลบางอย่างไม่ได้จางหายเพียงเพราะเวลาผ่านไป แต่ลึก ๆ เธอก็ยังอยากให้สองพ่อลูกลองเปิดใจคุยกันสักครั้งอย่างน้อยก็เพื่อให้สิ่งที่ค้างคาอยู่ในใจมาตลอดหลายปี ได้มีโอกาสถูกพูดออกมาตรง ๆ เสียบ้างคนที่ถูกถามชะงักไปเล็กน้อย เรื่องนั้นแทบไม่เคยอยู่ในความคิดของน่านฟ้ามาก่อน จนกระทั่งวันนี้ที่อลินพูดขึ้นมา เขานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนขยับริมฝีปากตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบ“แบบนี้ก็ดีแล้ว”“ลินไม่อยากก้าวก่ายเรื่องครอบครัวของพี่น่านนะคะ แต่บางทีการลองเปิดใจคุยกันก็น่าจะเป็นเรื่องดี อย่างน้อยในอนาคตจะได้ไม่มีใครต้องมานั่งเสียใจทีหลัง”อลินเติบโตมาในครอบครัวที่อบอุ่น ได้รับทั้งความรักและความเอาใจใส่มาตลอด จึงอาจไม่มีวันเข้าใจความรู้สึกของน่านฟ้าได้ทั้งหมด แต่เพราะเธอรู้ดีว่าการได้รับความรักจากครอบคร
วันต่อมา ณ บาร์แห่งหนึ่ง หลังกลับจากเซี่ยงไฮ้ ทรอยกับไนน์ก็ชวนน่านฟ้าออกมาดื่มตามปกติ สองหนุ่มรู้เรื่องที่เพื่อนคบกับอลินแล้ว ตอนรู้ข่าวก็ไม่วายแซวกันตามประสาผู้ชาย เพราะไม่มีใครคิดว่าความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นจากคำว่า ‘คู่นอน’ จะพัฒนามาถึงขั้น ‘เป็นแฟน’ กันจริง ๆคืนนี้อลินกับน่านฟ้าต่างแยกย้ายกันไปดื่มกับกลุ่มเพื่อนของตัวเอง ต่างคนต่างให้พื้นที่ส่วนตัวกันอย่างพอดี ไม่ก้าวก่ายหรือคอยตามติดจนทำให้อีกฝ่ายรู้สึกอึดอัด เพราะสำหรับทั้งคู่ ต่อให้เปลี่ยนสถานะมาเป็นแฟนกันแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องตัวติดกันตลอดเวลาต่างคนต่างมีชีวิตเป็นของตัวเอง มีเพื่อน และมีสังคม เพื่อให้ความสัมพันธ์ครั้งนี้เป็น ‘เซฟโซน’ ของกันและกัน มากกว่าจะกลายเป็นกรอบที่คอยผูกมัด“หวงเมียเหรอวะ มองไม่ละสายตาเชียว” เสียงของทรอยเอ่ยถามน่านฟ้าที่เอาแต่มองอลิน“หวงดิ แม่งสวยขนาดนั้น”“เดี๋ยวนี้สบถคำหยาบบ่อยนะครับคุณชาย” ไนน์พูดพลางหัวเราะขำ ตั้งแต่คบกันมา น่านฟ้าแทบไม่เคยหลุดคำหยาบให้ได้ยินบ่อยนัก แต่พอมีแฟนกลับดูเปลี่ยนไปจากตอนโสดอยู่ไม่น้อยน่านฟ้าไม่ได้ตอบอะไร เพียงยกแก้วเหล้าในมือขึ้นจิบ สายตาคมยังคงทอดมองอลินที่นั่งดื
สนามบินนานาชาติผู่ตง “ไม่อยากกลับเลย”“เดี๋ยวพี่รีบเคลียร์งานที่นี่แล้วไปหานะ”อลินทำหน้ากระเง้ากระงอด เห็นชัดว่าไม่อยากรีบกลับ หากไม่ติดว่ามีเรียนรออยู่ที่ไทย เธอคงเลือกอยู่ต่อกับเขาอีกหลายวันเมื่อก่อนอยู่คนเดียวก็ไม่เห็นจะรู้สึกเหงาอะไร แต่พอมีเขาเข้ามา ความเคยชินเหล่านั้นกลับเปลี่ยนไปเสียเฉย ๆ แค่คิดว่ากลับไทยแล้วจะไม่ได้เจอหน้ากัน ความรู้สึกอ้างว้างก็แล่นเข้ามาในอกจนอดใจหายไม่ได้“มากอดมา”น่านฟ้าอ้าแขนรอคนตรงหน้า อลินเห็นแบบนั้นก็ขยับเข้าไปซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดทันที มือหนายกขึ้นลูบเรือนผมนุ่มเบา ๆ ก่อนก้มหน้าลงฝังจมูกกับกลุ่มผมหอม สูดกลิ่นคุ้นเคยเข้าเต็มปอดราวกับจะเก็บเอาไว้ให้มากที่สุด ก่อนอีกคนต้องบินกลับไทยในอีกไม่กี่ชั่วโมงไม่ใช่แค่อลินหรอกที่คิดถึง เพราะเขาเองก็คงคิดถึงเธอไม่แพ้กันถ้าทิ้งทุกอย่างแล้วบินตามกลับไทยไปด้วยได้ ป่านนี้คงทำไปนานแล้ว ติดก็ตรงงานหลายอย่างที่ยังรอให้สะสาง หน้าที่ค้ำคออยู่แบบนี้ ต่อให้อยากกลับพร้อมเธอแค่ไหนก็ทำไม่ได้อี้เฉินยืนประสานมืออยู่ไม่ไกล มองภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม ดูท่าแล้วคนที่จะได้ปวดหัวกับอลินไปอีกนานคงหนีไม่พ้นเจ้านายของเขาจริง ๆ แต่ถึงอย่
ราวกับกำลังอยู่ในความฝัน อลินแทบไม่อยากเชื่อว่าตัวเองกำลังถูก ‘ขอเป็นแฟน’ ดวงตาคู่สวยกะพริบปริบ ๆ ราวกับสมองยังประมวลผลไม่ทัน ว่าสิ่งที่เพิ่งได้ยินไปเมื่อครู่นั้นเป็นเรื่องจริง หรือเธอกำลังฝันอยู่กันแน่ทว่าเสียงหัวใจที่เต้นตึกตักรัวแรง ราวกับมีใครกำลังตีกลองอยู่กลางอก กลับฉุดเธอออกจากภวังค์ และย้ำชัดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้านี้คือ ‘เรื่องจริง’“ทำไมเงียบไปเลย หรือลินไม่อยากคบกับพี่เหรอ”“ยะ…อยากสิคะ ลินแค่…ยังอึ้งอยู่”“พี่รอคำตอบอยู่นะ”“…แต่พี่น่านฟ้าเคยพูดกับลิน คำพูดของคนเมาเชื่อถือไม่ค่อยได้ แล้วตอนนี้พี่ก็เพิ่งกลับมาจากดื่ม ลินเชื่อคำพูดนี้ได้มากน้อยแค่ไหนกันคะ”“พี่ดื่มมาก็จริง แต่ไม่ได้เมา” เขาดื่มจนนับแก้วได้ จะเอาอะไรมาเมากันสายตาคมยังคงจับจ้องใบหน้าสายหวานไม่ละไปไหน ราวกับกำลังเฝ้ารอคำตอบอย่างจริงจัง ยิ่งอีกคนไม่ยอมตอบตกลงเสียที ความรู้สึกบางอย่างในใจก็ยิ่งกระตุกวูบด้วยความกลัวว่าทุกอย่างอาจซ้ำรอยเดิมเขาไม่อยากปล่อยให้ความสัมพันธ์ค้างคาอยู่แบบนี้อีกแล้ว ตอนนี้เขาอยาก ‘ชัดเจน’ กับเธอ“หรือลิน…ยังไม่พร้อม?” เขาเอ่ยถามออกไปตรง ๆ หากเธอไม่พร้อมก็จะไม่เร่งเร้า“อย่าคิดเองสิคะ
อลินสะดุ้งตื่นขึ้นมาในช่วงหนึ่งทุ่มกว่า ๆ ทั้งที่ยังสวมชุดเดิมตั้งแต่ตอนกลางวัน ใบหน้าที่เคยสดใสดูซีดเซียว เพราะพิษไข้เล่นงานจนเหงื่อซึมไปทั่วทั้งตัวมือเล็กควานหาโทรศัพท์มาดูเวลา ก่อนจะกดเข้าแชตของน่านฟ้า แล้วก็ต้องชะงักเมื่อเห็นทั้งข้อความและการโทรเข้ามาหลายสายที่ไม่ได้รับ เพราะหลับน่านฟ้า : ยกเลิกการโทรน่านฟ้า : ยกเลิกการโทรน่านฟ้า : ทำไมไม่ตอบแชตและไม่รับสายน่านฟ้า : อลินน่านฟ้า : โกรธอะไรพี่อีกแล้วความจริงแล้วเธอไม่ได้โกรธอะไรเขาเลย แค่เผลอหลับไปต่างหากอลิน : ลินหลับ เพิ่งตื่นค่ะข้อความถูกเปิดอ่านอย่างรวดเร็ว เธอไม่ได้ปัดออกจากหน้าแชต หากแต่รอให้เขาตอบกลับมาเสียก่อนน่านฟ้า : กินข้าวรึยังอลิน : ยังไม่หิวค่ะอลิน : ไปกินเลี้ยงส่งกับเพื่อนรึยังคะน่านฟ้า : เพิ่งถึงร้านอลิน : ไปร้านไหนกันคะน่านฟ้า : ร้านเดิมเมื่อคืน เป็นร้านของเพื่อนอลิน : อ๋อค่ะเธอตอบกลับสั้น ๆ จากนั้นปัดออกจากหน้าแชต แล้ววางโทรศัพท์ลงข้างหมอนร่างเล็กลุกออกจากเตียง เดินไปหยุดอยู่หน้ากระจกใส สายตามองวิวเซี่ยงไฮ้ยามค่ำคืนที่สว่างไสวไปด้วยแสงไฟ ตั้งแต่มาถึงที่นี่ เธอยังไม่ได้ออกไปเที่ยวไหนเลยเมื่อวานพอล







