Masuk[Part Peerakan]
สาวน้อยช่างจ้อหันขวับกลับมาหาผม ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ มือถือที่แนบหูในตอนแรกถูกเลื่อนลงข้างลำตัว
ผมขยับเท้าเข้าหาทิ้งระยะห่างไม่ถึงสองก้าว ยกมือขึ้นกอดอก ทิ้งช่วงต้นแขนพิงผนัง นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้พินิศหญิงสาวตรงหน้าชัดเจนเต็มสองตา เธอไม่ได้สวยจนสามารถสะกดใครได้ในวินาทีแรก ใบหน้าทรงกลมคล้ายกับอมซาลาเปาสองลูกอยู่ข้างแก้ม ดวงตาเรียวแต่ก็ไม่ถึงกับตี่ ปากนิดจมูกหน่อย ตามสไตล์สาวหมวยที่เกิดมาในครอบครัวคนจีนโดยแท้ เพียงแต่เธอยังมีความคมเข้มในเรื่องของคิ้วและขนตา นี่คือข้อได้เปรียบ
ไม่งั้น…ก็แม่ชีดีๆ นี่แหละ
แต่ถ้าโดยรวมก็ถือว่ามองได้เรื่อยๆ ไม่เบื่อ ดูเหมือนแก้มป่องๆ นั่นจะเป็นจุดที่เรียกรอยยิ้มได้เป็นอย่างดี ขนาดผมที่ว่ายิ้มโคตรยาก ยังเกือบหลุด…ตอนนี้ผมเห็นรูปหมาตอนนี้ผมเห็นรูปหมาน้อยพันธุ์ปอมเมอเรเนียนหน้ากลมจากการตัดแต่งขนที่ถูกใช้ตั้งโปรไฟล์ มาแทนที่ใบหน้าเธอ เหมือนกันเด๊ะเลย
“หืม?” ผมเม้มริมฝีปากกลั้นยิ้มพลางเอียงคอมอง ขณะเร่งคำตอบจากฝ่ายตรงข้าม เมื่อเธอใช้เวลาในการประมวลผลนานเกินไป ส่งผลให้คนถูกทักท้วงสะดุ้งเล็กน้อย
“ปะ…เปล่าซะหน่อย” เธอปฏิเสธน้ำเสียงตะกุกตะกัก แถมหลบตา
“เหอะ! โกหก”
“ร้อนตัว เพราะเฮียทำแบบนั้นจริงใช่ไหมล่ะ”
“หื้อ…” ผมดึงตัวขึ้นตรง ขมวดคิ้วจ้องเขม็ง และเหมือนเธอจะรู้ตัวรีบยกมือทั้งสองข้างขึ้นปิดปากแน่น “ใครอนุญาต”
ผมไม่ได้สนใจกับสิ่งที่เธอจงใจจะแดกดัน แต่ผมซีเรียสกับสรรพนามที่เธอใช้มากกว่า ถึงเธอจะเป็นเพื่อนมิณ ก็ยังถือว่าเป็นคนนอกและไม่มีสิทธิ์จะเรียกผมแบบนี้ด้วย
“ไม่มีค่ะ” เธอตอบเสียงอู้อี้ ก่อนจะค่อยๆลดมือลง
“แล้ว?”
“เรียกเองค่ะ” ยอมรับออกมาโต้งๆ อย่างไม่อาย คำตอบหนักแน่นและชัดเจน ทำผมสงสัยว่ายัยหมาน้อยนี่ไปเอาความมั่นใจมาจากไหนนักหนา
“ห้าม…เรียก” ผมกดเสียงต่ำเป็นเชิงเน้นย้ำ ก่อนจะหมุนตัวกลับแต่ยังไม่ทันได้ก้าวเท้า คนตัวเล็กก็ปรี่เข้ามาขว้างหน้าผมพร้อมกางแขนออกสองข้าง
“เดี๋ยวค่ะ”
ผมชะงัก พลางหลับตาสูดลมหายใจเข้าเพื่อข่มอารมณ์ที่มันเริ่มปะทุขึ้นมานิดหน่อย ผมไม่ได้มีโหมดอ่อนโยนกับผู้หญิงเหมือนไอ้หมอไวน์นะจะบอกให้ คนตรงหน้าเลื่อนมือถือขึ้นมาอีกครั้งก่อนจะจิ้มหน้าจอสองสามทีแล้วหันมาจ่อระดับสายตาผม
“เฮียรู้ใช่ไหมว่านี่คือเพลิน”
“ได้ยินที่ฉันพูดไหม” ผมถามย้ำพลางใช้มือดันมือถือออกให้พ้นหน้า แล้วเขม่นมองคนที่ไม่สะทกสะท้านกับอะไรสักอย่าง เพราะเธอยังใช้สรรพนามที่ผมเพิ่งสั่งห้ามไปไปถึงสามนาที
ส่วนไอ้ที่แสดงอยู่หน้าจอก็เป็นข้อความที่เธอรัวส่งมาหาผมนั่นแหละ
“เพลินขอจีบเฮียได้ไหม”
“ไม่ได้” ผมปฏิเสธทันควัน
“ทำไมล่ะคะ เพลินขอลองก่อนได้ไหม”
“ไม่!” ผมยังยืนยันคำเดิม
“เพลินไม่สวย?” เธอเลิกคิ้วถาม
“ใช่…ไปเอาซาลาเปาออกจากแก้มให้ได้ก่อน” ผมตอบโดยไม่ลังเล ก่อนคนฟังจะยกฝ่ามือทั้งสองข้างประกบแนบแก้มตัวเอง
“บูลลี่”
ผมกระตุกมุมปากแล้วเลี่ยงเดินออกห่างยัยหมาน้อยแสนมึน แต่ไม่ถึงสามก้าวก็ต้องหยุดชะงักอีกครั้ง เพราะคนดื้อด้านยังวิ่งมาดักหน้าเอาไว้
“ยังไง เพลินก็จะจีบเฮียให้ได้ รอดูเลย” น้ำเสียงหนักแน่น แววตามุ่งมั่น ไม่ได้มีผลทำให้ผมใจอ่อนได้หรอกนะ ประสบการณ์ยี่สิบกว่าปีไม่ได้สอนเธอบ้างเลยรึไง...ว่าความพยายามไม่ได้นำพาให้ไปสู่ความสำเร็จเสมอไป
ลมหายใจถูกพ่นออกมาหนักๆ หนึ่งครั้ง ก่อนจะตบฝ่ามือทาบไปกับผนังด้านข้าง แล้วโน้มหน้าให้อยู่ระดับเดียวกัน
“เด็กน้อยอย่างเธอ ทำลายกำแพงของฉันไม่ได้หรอกนะ อย่าพยายามเลย มันน่ารำคาญ” ขณะที่ผมพูดเธอยังเผลอลอบกลืนน้ำลายบวกกับยืนตัวเกร็งขึ้นมาทันตา ไม่รู้เพราะกลัวหรือเพราะผมเข้าใกล้เธอมากเกินไป
เปลือกตาสีอ่อนกะพริบตาถี่ในตอนที่ผมดึงตัวกลับขึ้นตรง เธอจ้องหน้าผมสักพักก่อนจะหลุดอมยิ้มเหมือนเกิดไอเดียบางอย่างในหัว
วินาทีต่อมาร่างบางขยับเข้าใกล้ผมในระยะประชิด เขย่งปลายเท้าขึ้นจนสุดเพื่อจะอยู่ในระดับใกล้เคียง
“แต่เด็กน้อยอย่างเพลิน อาจจะสูบเรี่ยวแรงจากเฮียจนหมดตัวเลยก็ได้นะ”
เชื่อไหม…กรอบหน้าผมร้อนวูบ มีเรื่องเดียวที่ผุดขึ้นมาในหัวและสมองแม่ง เสือกคิดตามไม่หยุด จะว่าไม่เคยเจอผู้หญิงหยอดก็ไม่ใช่ เพียงแต่ไม่เคยใจสั่นกับรอยยิ้มหวานที่สวนทางกับคำพูดแบบนี้ต่างหาก
ยิ่งไปกว่านั้น แววตาของเธอดันคล้ายกับใครบางคน...
ผมขมวดคิ้วดึงหน้าตึงพร้อมเรียกสติกลับมา ก่อนวางมือข้างหนึ่งบนไหล่เล็กแล้วดันร่างเธอให้ออกห่าง
“อย่ามาทะลึ่ง ฉันไม่ใช่เพื่อนเล่น แล้วก็อย่ามาเรียกฉันแบบนั้น!” รอบนี้คำสั่งผมอยู่ในโทนเสียงที่แข็งกระด้างกว่าเดิมหลายเท่า แต่ยัยหมาน้อยตรงหน้าไม่ได้รู้สึกกลัวเลยสักนิด แถมยังทำหน้าบ้องแบ๊วไม่หยุด
“ทำไมอะ เพลินจะเรียก ทีมิณยังเรียกได้เลย”
“แต่ฉันไม่ได้สนิทกับเธอ” มึนจัด…
“เดี๋ยวเราก็สนิทกัน เชื่อเพลินสิ” ไม่พูดเปล่า แถมยังยักคิ้วท้าทายอีกด้วย ผมแค่นหัวเราะออกมาอย่างเหลืออด
“ยัยเด็กบ้า” ผมกดเสียงต่ำ แล้วกระแทกเท้าผ่านหน้าเธอไปยังประตูทางออกริมสระ ไม่นานก็มีเสียงหวานดังไล่ตามหลังมา
“แล้วเจอกันนะคะ”
ผมโคลงศีรษะด้วยความเอือมระอาก่อนจะดึงประตูเปิด แต่ก็ต้องชะงักงัน เมื่อเห็นไอ้หมอไวน์กำลังหมุนตัวไปทางสระน้ำชี้โบ๊ชี้เบ๊ใส่พวกที่อยู่กลางสระ ไอ้วาโยกับเฌอก็พากันชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างสวีทหวานทั้งที่ไม่มีดาวสักดวง ส่วนไอ้แม็กซ์กับคุณหนูลลิลทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้ริมสระแทบจะพร้อมกันมือถือในมือถูกยกถ่ายรูปคู่โดยอัตโนมัติ
เหอะ…อย่างล่ก ดูไม่ออกเลยมั่ง
ผมตวัดตาคาดโทษเรียงตัวก่อนจะเดินไปกระแทกตัวนั่งบนเก้าอี้จุดเดิมที่ยัยหมาน้อยนั่งอยู่ตอนแรก และเป็นเพราะพวกมันอีกนั่นแหละที่ให้ผมตามออกไปขอโทษเธอเรื่องเมื่อคืน
สุดท้ายไม่ได้ขอทงขอโทษอะไรทั้งนั้น แถมยังได้ความหงุดหงิดกลับมาเพิ่มขึ้นอีก จากนั้นพวกมันเดินตามผมกลับมานั่งประจำที่กันเป็นพรวน
“เป็นไงมึง” ไอ้หมอไวน์ที่เป็นตัวตั้งตัวตีเอ่ยถามถึงผลงานชิ้นเอกทันทีที่ก้นสัมผัสถึงเก้าอี้
“รู้อยู่แล้วก็ไม่ต้องเสือกถาม” พูดจบ ผมก็ยกแก้วขึ้นดื่มเข้าไปหลายอึก จังหวะนั้นไอ้แม็กซ์ก็เริ่มออกความคิดเห็น
“กูว่าเพลินตาก็ไม่ได้แย่นะ”
ผมวางแก้วลงบนโต๊ะอย่างแรง ก่อนจะปาระเบิดลูกใหญ่ไปให้ไอ้ CEO ปากเสีย
“เอาไปเองไหมล่ะ” ประโยคของผมทำคุณหนูลลิลหันขวับไปจ้องสามีตัวดีตาเขม็ง จนมันต้องรีบหาทางรอดจากสายตาพิฆาตของเมียตัวเอง
“เปล่านะ ไม่ได้คิดแบบนั้นเลย”
ปึง!!
ทุกคนถูกดึงความสนใจไปยังบานประตูที่เปิดเข้ามาอย่างกะทันหันโดยพร้อมเพรียง พบหนึ่งในลูกน้องไอ้ดินหยุดยืนท่าทางเหนื่อยหอบก่อนมันจะตะโกนเสียงลั่น
“นายครับ! ข้างล่างตีกันยับเลย”
พวกผมลุกพรวดและวิ่งตรงออกประตูพุ่งตัวลงไปชั้นล่างทันที คงมีแต่บรรดานายหญิงที่ถูกไอ้วาโยสั่งห้ามไปไหน
พอลงมาถึงสภาพก็ยับจริงอย่างที่บอกนั่นแหละ ถึงลูกน้องมันจะควบคุมสถานการณ์บางส่วนได้แล้ว แต่ปัญหาใหญ่คือมีคนเจ็บ ไอ้เจ้าของผับถึงกับตบหน้าผากตัวเองฉาดใหญ่ ก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมาต่อสายหาใครบางคน คิดว่าน่าจะเป็น ป๊า มัน
ผมกวาดสายมองไปรอบๆ ในตอนที่ไฟถูกเปิดสว่างและผู้คนถูกกันออกไปด้านนอกบ้างแล้ว หัวคิ้วย่นเข้าหากันเมื่อสะดุดเข้ากับร่างบางในชุดคุ้นตาซึ่งยืนตัวแข็งทื่อหลบอยู่มุมบันได นั่นจึงเป็นสาเหตุให้ผมหันมองหาใครสักคนในกลุ่ม แต่แม่งก็ไปรุมกันอยู่กลางร้านหมดแล้ว
มีความลังเลเกิดขึ้น เพราะผมไม่ใช่พวกสุภาพบุรุษที่จะมาเห็นใจเพื่อนร่วมโลก
สุดท้ายผมทำได้แค่ถอนหายใจพร้อมก้าวเข้าไปยังจุดหมายอย่างไม่มีทางเลือก อยู่ๆ ผมก็กลายเป็นคนดีขึ้นมาซะงั้น
ยัยหมาน้อยนี่จะตามหลอกหลอนผมไปถึงไหนวะ
ทันทีที่ผมเอื้อมแตะไหล่บางข้างหนึ่ง เจ้าของร่างสะดุ้งตอบเป็นการตอบสนอง เธอช้อนมองผมด้วยแววตาสั่นระริก การหายใจอยู่ในจุดที่เรียกว่าหอบ มิหนำซ้ำตามขาเธอยังมีคราบเลือดกระเซ็นโดนหลายจุด นั่นแปลว่าเธอไม่ได้แค่เห็น แต่คงอยู่ในระยะที่ใกล้มากเลยด้วย
เหอะ! สลัดคราบแม่เสือเป็นลูกหมาอย่างเห็นได้ชัด….ไม่เห็นซ่าเหมือนตอนท้าทายผมสักนิด
“มานี่” ผมเลื่อนมือลงกอบกุมฝ่ามือเล็กเย็นเฉียบไว้ทั้งหมด ก่อนจะจูงเธอออกมาทางด้านหลังและพาเดินอ้อมไปยังที่จอดรถ
ซูเปอร์คาร์คู่ใจถูกกดสตาร์ทเครื่องหลังมาถึง ประตูฝั่งคนนั่งถูกเปิดออกก่อนที่ผมจะดันคนขวัญหนีดีฝ่อนั่งลงบนเบาะในท่าหันออกนอกรถ
“ความเก่งหายไปไหนหมดละ” พูดจบผมก็รู้สึกอยากตบปากตัวเองขึ้นมา คำพูดห่าเหวดันหลุดออกมาในเวลาที่ไม่เหมาะสม แต่ผมคิดไม่ออกจริงๆ ว่าควรจะพูดว่าอะไร ถ้าเป็นคนอื่นคงปลอบโยนเธอได้ดีกว่านี้
“....” และเธอยังเงียบ นั่งก้มหน้างุด ตัวสั่น มือเล็กทั้งสองข้างบีบกันแน่นอยู่บนตัก สงสัยจะช็อกจริง ผมเดินอ้อมไปเปิดประตูอีกฝั่งเพื่อหยิบแจ็คเกตตัวเองออกมาแล้วเดินกลับมาคลุมให้เธอ ก่อนจะย่อตัวลงนั่งชันเข่าขึ้นข้างหนึ่งให้อยู่ในระดับเดียวกับคนตรงหน้า
“นี่! ยัยหมาน้อย ตั้งสติหน่อย” ผมพยายามปรับโทนเสียงให้อยู่ในโหมดอ่อนโยนที่สุด หากแต่...ยังทำคนฟังสะดุ้งอยู่ดี
“...” คราวนี้เธอเงยหน้าขึ้นมองกัน แต่ยังติดตื่นตระหนก คล้ายกับเธอยังคอนโทรลอะไรไม่ได้เลย
“หายใจเข้าออกลึกๆ” ผมว่า ขณะทำในสิ่งที่ตัวเองพูดไปด้วย หวังให้เธอทำตาม...และมันได้ผล ผ่านไปสักพัก ลมหายใจเธอก็กลับมาอยู่ในโหมดปกติแต่สีหน้าก็ยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่
ผมหลุบมองรอยเลือดหลายจุดบนขาเนียนก่อนจะพ่นลมหายใจยาวผ่านปลายจมูก พลางเอื้อมหยิบขวดน้ำตรงที่วางเท้าคนนั่งออกมาหนึ่งขวด
“มีทิชชูไหม”
“....” แต่ไร้เสียงตอบกลับ อีกฝ่ายยังนิ่ง จนผมต้องเขม่นมองหน้าเธอเพื่อเรียกสติ
“อ๋อ ค่ะๆ”
ครืดดดด~ ครืดดดด~
มือถือผมสั่นพอดีในตอนที่เธอกำลังล้วงหาสิ่งของในกระเป๋า ผมเลยส่งขวดน้ำให้เธอจัดการเอง ก่อนจะยืดตัวขึ้นยืน หยิบมันออกมาเลื่อนสไลด์เพื่อรับสายจาก ‘ไอ้หมอเวร’
[มึงอยู่ไหน]
“มีอะไร”
[มาช่วยตามหาเพลินตาหน่อย มิณติดต่อน้องไม่ได้] ผมเหลือบมองคนที่ถูกเอ่ยถึงในบทสนทนา ที่ตอนนี้กำลังก้มเช็ดรอยเปื้อนเลือดที่ขาตัวเอง แล้วไอ้ชุดที่เธอใส่มันไม่ได้เอื้ออำนวยในการก้มขนาดนั้นไง
ยัยหมาน้อยนี่กำลังอ่อยผมอยู่รึเปล่าว่ะ…บ้าเอ๊ย!!!
จังหวะที่เธอเงยขึ้นมอง ผมเบือนหน้าหนีไปอีกทางพร้อมกรอกเสียงกลับไปยังปลายสาย
“อยู่กับกู”
[ฮะ!! อยู่กับมึง ที่ไหน!!] เสียงอุทานดังมาตามสายจนผมต้องเลื่อนมือถือออกห่าง แต่ก็ยังได้ยินชัดอยู่ดี จะตกใจห่าอะไรขนาดนั้นวะ
“ที่รถ” ผมตอบแล้วกดตัดสาย เก็บมือถือลงกระเป๋ากางเกง ก่อนจะหันกลับมาจัดการยัยหมาน้อยยังก้มเช็ดไม่หยุด น่าหงุดหงิดชะมัด
“นั่งดีๆ ดิ๊!”
“อ๋อ ไอ้ตี๋นี่ทำงานที่นั่นด้วย ลูกคบกันตอนฝึกงานนี่ใช่ไหม แล้วลูกจะมั่นใจได้ไงว่า…”“เฮีย ไหนบอกจะลูกตัดสินใจเองไง” แต่ยังมีหน่วยกล้าตายขัดขึ้นได้ทันท่วงที“มันก็อดห่วงไม่ได้ไหมล่ะ” เสียงอ่อนลงเล็กน้อย เมื่อเจอเสียงที่แข็งกว่า ผู้ชายต่อให้เก่งแค่ไหน ก็แพ้เมียอยู่วันยังค่ำ และเมื่อท่านทำอะไรไม่ได้ ก็หันมาพาลใส่ผมแทน“ไอ้ตี๋นี่หน้าตากะล่อนจะตาย”หื้อ…ผมเนี่ยนะกะล่อน เรด้าร์ท่านมีปัญหาแล้วละ แต่ใช่ว่าจะกล้าแย้ง ทำได้แค่ขมวดคิ้วมองอย่างสงสัย“ป๊า…” เสียงหวานของลูกสาวออดอ้อน พลางเอื้อมมือไปเกาะแขนพ่อตัวเอง แต่โดนสะบัดออก“ไม่ต้องมาจับ” ท่าทางท่านก็ไม่ได้โกรธอะไรจริงจัง ออกแนวไปทางน้อยใจซะมากกว่า“วันนี้ลูกจะพาไปหาหมอนะ” ซึ่งฝ่ายลูกก็ยังติดยื้อ“ป๊าไม่ไป ป๊ามันไม่สำคัญแล้วนี่ จะมาสนใจทำไม มีอะไรก็ไม่เคยบอกกันแล้ว” อินเนอร์มาเต็ม เทียบเท่าตุ๊กตาทองถ้าตอนนี้ ครอบครัวผมยังอยู่ จะเป็นเหมือนท่านทั้งสองไหมนะ ภาพตรงหน
นั่นเป็นสิ่งที่ผมตัดสินใจหยุดและหันกลับไปเผชิญหน้า คงแค่ป้องกันตัวแหละ ท่านคงไม่คิดจะลงไม้ลงมือหรอกผมกำลังจะอ้าปากอธิบาย แต่ต้องยกมือขึ้นกันหัวตัวเองซะก่อน จังหวะง้างคือเป็นอะไรที่กะเหนี่ยวสุดแรงเสียงสลิปเปอร์กระทบพื้นต่อเนื่อง และใกล้เข้ามาเรื่อยๆ นี่ดูจะเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ผมรอดจากอุปกรณ์ป้องกันในมือเจ้าของบ้านได้ ถ้าพวกเขามาทัน“ป๊า อย่า!!” เป็นหมาน้อยที่รีบเข้ามาขว้าง แต่นี่ทำให้ผมกังวลมากกว่าเดิม เพราะไม่คิดว่าท่านจะยั้งมือทันในระยะที่ประชิดขนาดนี้ไวกว่าความคิดคือผมโอบกอดเธอไว้แน่นแล้วหมุนให้หันแผ่นหลังตัวเองเป็นเกราะกำบังแทน โดยที่ลืมเรื่องสำคัญบางอย่างไปและดูเหมือนโชคดียังเข้าข้างผมอยู่ นายหญิงของบ้านปรี่เข้าไปห้ามสามีตัวเองได้ทัน“เฮีย ใจเย็นก่อน”แต่ไม่ทันที่ผมจะได้พ่นลมหายใจออก“เฮ้ยๆๆ ไอ้เด็กนี่!” ท่านง้างมือขึ้นอีกรอบ เมื่อเห็นภาพบาดตาตรงหน้า ดีที่ด้ามสเตนเลสยังถูกรับไว้ด้วยมือของผู้หญิงที่อยู่ข้างท่าน“เฮีย อย่าออกแรงเยอะ ยังไม่หายดีเลยนะ”ผมผละออกจ
เช้าวันต่อมา...“เฮีย! เฮีย!”“อือ…”ผมรู้สึกตัวตื่นจากเสียงเรียกคุ้นหูและแรงสั่งสะเทือนจากการเขย่า จนต้องเอื้อมมือไปหยุดการกระทำเหล่านั้นของผู้บุกตัวน้อย พลางหรี่ตาขึ้นมองใบหน้าหวานเปื้อนรอยยิ้มสดใสด้วยความประหลาดใจ เพราะดูจากท้องฟ้าสีครามผ่านช่องหน้าต่าง น่าจะยังอยู่ในช่วงเช้ามืดหมาน้อยของผมตื่นเช้าขนาดนี้ได้ยังไงวะ อุกกาบาตจะตกไหมเนี่ย“ไปใส่บาตรกัน”“ฮะ…?”ระหว่างที่ผมยังอยู่ในอาการของคนครึ่งหลับครึ่งตื่น คนตัวเล็กที่ไม่รู้ไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน ฉุดท่อนแขนให้ผมลุกจากเตียงได้อย่างง่ายดาย หรืออาจเพราะผมไม่ได้ขัดขืนด้วยแหละ“ไปค่ะ ไปล้างหน้าก่อน เพลินเตรียมของใช้ไว้ให้แล้ว”ร่างผมถูกดันให้มายืนอยู่หน้าประตู ที่คิดว่าหน้าจะเป็นห้องน้ำ ก่อนที่เจ้าตัวจะรีบสาวเท้าลงบันไดไปด้วยความเร่งรีบผมมองตามแผ่นหลังเล็กไปจนลับตา หลุดยิ้มออกมาซ้ำๆ ในตอนที่เอื้อมจับลูกบิดประตู แล้วดันเข้าไปด้านใน แต่ใช่ว่าผมจะมีอารมณ์สำรวจสิ่งรอบข้าง แค่เห็นเงาตัวเอ
หลังจากที่กินข้าว จัดการธุระส่วนตัวเสร็จสับก็ปาเข้าไปตีหนึ่งกว่าแล้วฉันหอบหมอนและผ้าห่มตรงไปยังห้องนอนที่ถูกจัดเตรียมไว้สำหรับแขกเหรื่อ ซึ่งวันนี้คนที่มาใช้บริการเป็นแฟนคนโปรดของลูกสาวบ้านนี้เองก๊อกๆๆ“เพลินเข้าไปนะคะ”หลังจากให้สัญญาณ ฉันเอื้อมหมุนลูกบิดและดันเปิดเข้าไปด้านใน เห็นเฮียฟิวส์นั่งไถหน้าจอมือถือในท่าทิ้งแผ่นหลังพิงหัวเตียง ซึ่งเขายังอยู่ในชุดเดิม แค่กระดุมเสื้อเชิ้ตถูกปลดออกเยอะกว่าปกติ“ร้อนเหรอคะ” ฉันเอ่ยถามขณะวางเครื่องนอนที่หอบมาไว้ปลายเตียง ก่อนจะเหลือบมองเครื่องปรับอากาศที่ไม่ค่อยได้ใช้ เหมือนมันจะมีแต่ลม ไม่ค่อยมีความเย็น“นิดหน่อย แต่นอนได้”“รอแป๊บ เดี๋ยวมา” พูดจบฉันก็พาตัวเองออกมาและวิ่งกลับไปที่ห้องด้วยความเร่งรีบ ยกพัดลมที่ไม่ได้ใช้แล้วกลับไปหาเขาอีกครั้งพอเฮียฟิวส์เห็นฉันพยายามเปิดประตูอย่างทุลักทุเล ก็ดีดตัวลุกจากเตียงมาแบกพัดลมเข้าไปในห้อง พร้อมขยับริมฝีปากบ่น“ทำไมไม่บอกให้ฉันไปยกเอง มันหนัก” ความเป็นสุภาพบุรุษยืนหนึ่ง&ldquo
“เด็กในรูป…” ไม่ทันที่เขาจะพูดจบ ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงของสัตว์เลี้ยงแสนรักในบ้านบ็อก! บ็อก! หงิงๆๆต่อมาหน้าตักฉันก็กลายเป็นที่นั่งของสุนัขสุดโปรดตัวแรก“เฮ…ฟรุ๊ตตี้ คิดถึงเพลินใช่ไหม” ฉันหยอกล้อกับเจ้าปอมเมอเรเนียนน้อยบนตัก พร้อมกับกดจมูกลงบนหัวที่มีขนนุ่มนิ่มปกคลุมโดยรอบ “ตัวหอมจัง”“เฮียว่าอะไรนะคะ” แต่ใช่ว่าฉันจะลืมที่เราคุยกันค้างไว้ เหมือนเขาอยากจะถามอะไรเกี่ยวกับรูปพวกนั้น เพราะสายตาเขาเหลือบมองไปทางนั้นชั่วขณะ ก่อนจะหันกลับมาหาฉัน น่าแปลกที่เขาเลือกปล่อยผ่าน“ไม่มีไรหรอก”และฉันเองก็ไม่ใช่คนคาดคั้นเอาความ ก็เลยตัดจบความค้างคาไว้แค่นั้น แล้วหันไปหาสมาชิกใหม่ที่ได้รับการช่วยเหลือจากเราสองคนเมื่อเดือนก่อน“ฮะเก๋า มานี่มา” ฉันเป็นคนเรียก แต่เจ้าตัวน้อยขนปุ้ยสีขาวสะอาดกลับเดินผ่านไปคลอเคลียแข่งขาของแขกที่เพิ่งมาเยือนเป็นครั้งแรกแทนสงสัยจะจำกลิ่นได้ล่ะมั่ง…ดวงตาคู่คมเบิกกว้างด้วยความตกใจ มองหน้าฉันกับเจ้าหมาน้อยที่พื
“ไม่เป็นไรครับ ผมแค่มาส่งน้อง” เฮียฟิวส์รีบปฏิเสธอย่างสุภาพ ในตอนที่ม้ากำลังจะหมุนตัวเดินไปด้านใน ส่งผลให้ท่านต้องหันกลับมาอีกครั้ง“จะกลับเข้าเมืองตอนนี้เลยเหรอ” ม้าเลิกคิ้วถาม“ครับ”พอได้รับคำตอบจากเฮียฟิวส์ ฉันก็รีบส่งสัญญาณบางอย่างผ่านการส่ายหน้าเล็กน้อยให้ผู้เป็นแม่ ในตอนที่ท่านเหลือบมองมา“ม้าว่าพรุ่งนี้ค่อยกลับดีกว่า นี่ก็ดึกมากแล้ว ที่นี่ก็มีห้องว่างอยู่” ม้าเสนอ ในเมื่อฉันพูดเขาไม่ฟัง ก็คงต้องยืมมือผู้ใหญ่แล้วละ“แต่ว่า…” เฮียฟิวส์ทำท่าจะแย้ง แต่ไม่ทันม้าซะหรอก“รีบปิดประตู จะได้ไปพักผ่อน”“ค่ะ” ฉันรีบตอบรับเสียงสดใส ก่อนที่ม้าจะเดินกลับขึ้นไปด้านบน ส่วนฉันก็เดินเข้าไปด้านใน แล้วหันกลับไปเพื่อจะดึงเฮียฟิวส์ แต่เขาขัดขึ้น“เดี๋ยว รอแป๊บ”เขาวิ่งไปที่รถ เปิดกระโปรงหลัง แล้วหยิบถุงกระดาษใบใหญ่ถือไว้ในมือ ก่อนเขาจะรีบกลับเข้ามาด้านในร้านถุงใบนั้นถูกยื่นมาต่อหน้า“อะไรคะ”“ถื







