Masukวันต่อมา…
11:00 น.
@ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง
“เร็วมึง”
เสียงเร่งรัดดังขึ้นพร้อมกับร่างกายฉันถูกลากไปตามหลังเพื่อนรัก ฉันเหลือกตาขึ้นมองบนพลางถอนหายใจแรงด้วยความจำยอม เพราะมันเล่นไปขุดฉันจากที่นอนเพื่อมาช่วยมันเลือกของขวัญสำหรับการจบการศึกษาอย่างเป็นทางการให้แฟนสุดที่รักอย่างรุ่นพี่ยูตะ
ทั้งที่ไม่เกี่ยวอะไรกับฉันเลยสักนิด แต่ก็ต้องมา...
ไม่นานเราก็พากันเข้ามาในร้านเครื่องแต่งกายบุรุษสุดหรู ซึ่งร้อยวันพันปี คนอย่าง มิณาริน ไม่แม้แต่จะเดินผ่าน แต่เพื่อผู้ชาย มันยอมจ่ายไม่อั้น
“ช่วยเลือกหน่อยมึง” มิณพูดขึ้นขณะกระวนกระวายอยู่กับการเลือกเสื้อแจ็คเกต ราคาแพงที่ถูกจัดเรียงไว้อย่างดี ก่อนที่มันจะหยิบออกมาจากราวแล้ว
ชูขึ้นให้ฉันช่วยพิจารณา
“ก็ดี แต่กูว่าสีอ่อนไปหน่อย” ฉันว่าพลางหันไปหยิบอีกตัวที่สีน้ำตาลเข็มขึ้นมาอีกเฉด
เพื่อนรักเลื่อนปลายนิ้วชี้ขึ้นไปแตะที่ขมับตัวเองหลายครั้งขณะใช้ความคิด แถมยังกลอกตามองเสื้อสองตัวสลับกันไปมา และท้ายที่สุดมันก็คว้าอีกตัวซึ่งสีเข้มขึ้นไปอีก
“งั้นตัวนี้ดีกว่ามะ”
“ดีเลย” ฉันตอบพร้อมยัดตัวในมือเข้าที่เดิม
“ทำไมมึงไม่ซื้อเนกไท กูเห็นเขาชอบให้กัน” ฉันถาม หลังจากเราพากันเดินมาถึงหน้าเคาน์เตอร์พอดี มันยื่นเสื้อแจ็คเกตที่ผ่านการคัดเลือกอย่างถี่ถ้วนแล้วให้พนักงานคิดเงิน ก่อนจะหันมาตอบ
“เฮียยูไม่ค่อยได้ใช้ แจ็คเกตน่าจะได้ใส่บ่อยกว่า”
ฉันพยักหน้าเข้าใจ แล้วจึงปลีกตัวออกมาเดินดูรอบๆ ร้าน ระหว่างรอเพื่อนจ่ายเงิน ฉันจะมีวาสนามาซื้ออะไรแบบนี้ให้แฟนเหมือนคนอื่นเขาบ้างไหมนะ
ถ้าไม่ลดไทป์ความเพอร์เฟกต์ลงมาบ้าง ชาตินี้จะได้มีแฟนรึเปล่าก็ไม่รู้ ใฝ่สูงฉิบ รู้สึกเหมือนหมามองเครื่องบินเลย
“มองอะไรวะ” มิณถามพลางแหงนขึ้นมองเพดานตามฉันด้วยความสงสัย ฉันเหล่มองมันเล็กน้อยก่อนจะขยับปากตอบ
“เครื่องบิน”
เพื่อนรักทำหน้างงพลางยกมือเกาหัวแกรกๆ เป็นจังหวะเดียวกับที่ฉันเดินออกจากร้าน
อยากรู้ไปซะทุกเรื่องจริงๆ
ไม่นานมันก็เร่งฝีเท้าขึ้นมาขนาบข้างพร้อมยกแขนกอดคอฉัน
“มึงวันนี้มีงานเลี้ยงนะ ที่สระน้ำชั้นเจ็ด”
ฉันหยุดชะงัก เลิกคิ้วสูงมองหน้าคู่หู “งานเลี้ยง?”
“อือ เลี้ยงเรียนจบของสามเฮียไง” เป็นคำตอบที่พอเข้าใจได้อยู่ เพราะน้อยนักที่มิณจะพูดถึงงานเลี้ยง ปาร์ตี้หรือสถานที่อโคจร แต่…มันทำพาร์ทไทม์ที่นั่น ผับของรุ่นพี่ดิน
“บอกกู?” ฉันชี้ปลายนิ้วเข้าหาตัวเอง ยังไม่เข้าใจเหตุผลที่มันบอกฉันอยู่ดี ปกติงานเลี้ยงของพวกเขาคนนอกไม่มีสิทธิ์เข้าอยู่แล้ว
“ก็ใช่สิ เห็นว่ากูบอกหมาเหรอ” แต่ละคำที่ออกมาจากปากนี่ดีๆทั้งนั้น
“หารถกลับเองละกัน” ฉันว่าพลางจะก้าวเดินต่อ แต่มันรั้งแขนฉันไว้ก่อน
“หยอกๆๆ เฮียยูให้ชวนมึงไปด้วย”
“จริงดิ!” ฉันตาลุกวาวพร้อมฉีกยิ้มกว้างให้เพื่อนรัก อารมณ์เปลี่ยนในชั่วพริบตา กลายเป็นเทิดทูนมิณารินสุดชีวิต จะด่าว่าอะไรก็ยอม...
“เก็บอาการหน่อยมะ กูรู้นะว่ามึงคิดอะไรอยู่” มันพูดดักอย่างรู้ทัน ขณะก้าวเดินไปข้างหน้า แต่ฉันก็ไม่เถียงนะ เพราะโอกาสที่จะได้เจอเขามันไม่ได้มีบ่อยๆ
“ว่าแต่งานของพวกเขา มีคนนอกไปได้ด้วยเหรอ”
“ได้สิ ก็พวกเพื่อนๆ น้องๆ ที่มอก็ไปกันเยอะอยู่” คำตอบของมิณทำให้ฉันถึงบางอ้อทันที
ความจริงคือไม่ได้มีสิทธิพิเศษเหนือไปกว่าใครแต่เพราะมันเป็นงานที่เขาตั้งใจจัดให้มีคนอื่นเข้าร่วมด้วยอยู่แล้ว
แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ไป…
“งั้นกลับกันเถอะ กูต้องไปเลือกชุด” คราวนี้เป็นฉันแล้วที่ลากตัวมันไปยังลานจอดรถ ถึงจะอยู่ในสายตาหรือไม่อยู่ก็ต้องสวยไว้ก่อน
21:35 น.
@Sosay Pub
เสียงเอะอะอึกทึกของเพลงแดนซ์ดังออกมาจากลำโพงที่ตั้งขนาบสองข้างเวทีขนาดย่อมหัวมุมสระน้ำขนาดใหญ่บนดาดฟ้าของผับสุดหรูใจกลางเมือง โดยมีดีเจสาวสวยสุดเซ็กซี่โยกย้ายร่างกายควบคุมโทนเสียงอยู่ตลอดเวลา เครื่องดื่มและอาหารถูกจัดเตรียมไว้ไม่อั้น ต่างถูกอกถูกใจของผู้คนที่ได้รับเชิญเป็นอย่างมาก ซึ่งฉันก็คุ้นหน้าคุ้นตาพวกเขาอยู่แล้ว มีแต่กลุ่มฮอตๆ ในมหาลัยทั้งนั้น แต่น้อยกว่าที่คิดไว้เยอะเลย รวมกันอยู่นี่ไม่ถึงสามสิบคนด้วยซ้ำ
ฉันนั่งเท้าค้างมองเหล่าผีเสื้อราตรีที่แหวกว่ายเข้าหาแสงวิบวับอยู่กลางสระน้ำด้วยท่าทางเหงาหงอย เพราะมิณต้องไปเคลียร์งานก่อน ส่วนบรรดาเจ้าภาพก็ต้องตอนรับแขกอย่างเต็มที่
อีกอย่างฉันนั่งรอมาเกือบชั่วโมงละ ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของคนที่ตั้งใจจะมาเจอเลย
ฉันลากสายตากลับมาจ้องน้ำสีเหลืองอำพันซึ่งเคลื่อนตัวอยู่ในแก้วจากการแกว่งไปมา ลมหายใจถูกพ่นยาวผ่านปลายจมูกซ้ำแล้วซ้ำเล่า การรอคอยนี่มันก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลยเนอะ
ไม่รู้กี่ครั้งแล้วที่ฉันเอาแต่เฝ้ารอเขา…
“หงอยอะไรขนาดนั้น”
เสียงทักทายที่ดังอยู่ในระยะประชิดทำฉันสะดุ้งเฮือกก่อนจะเงยหน้าขึ้นมอง
“คะ…คุณหมอ” ถึงฉันจะเอ่ยเรียกเจ้าของเสียง แต่สายตากลับเหลือบมองไปยังอีกคนที่ยืนอยู่ข้างหลังเขา แวบหนึ่งชายผู้นั้นหลุบมองบริเวณบาดแผลของฉันซึ่งมีผ้าก๊อซอันเล็กแปะไว้ ก่อนเบือนหน้าหนีไปทางอื่น พลางยกแก้วในมือขึ้นดื่ม
วันนี้คุณพีรกานต์มาในลุคหม่นๆ เชิ้ตสีเข้มดูแปลกตาไปสักหน่อย แต่เสื้อผ้าไม่ได้มีผลกับรูปร่างและหน้าตาเขาเลยสักนิด
และฉันจะประหม่าทุกครั้งที่เจอเขาเลยรึไงนะ...
“ทำหน้าเหมือนอยู่วันเช็งเม้งเลย”
เสียงแซวจากใครบางคนทำให้ฉันหลุดจากภวังค์ นั่นจึงเป็นตอนที่ฉันเริ่มเห็นว่ามีคนอื่นอยู่ที่นี่ด้วย ไม่ใช่มีแค่คุณหมอไวน์และเฮียฟิวส์ แต่ฝั่งซ้ายมือฉันยังมีคู่ของคุณวาโยกับคู่ของคุณแม็กซ์ด้วย ผู้ชายทั้งสองฉันรู้จักและเคยได้คุยด้วยบ้างตอนไปออกค่ายจิตอาสาเมื่อปีก่อน แต่ผู้หญิงของเขาทั้งสองนี่สิ…ไม่รู้จักเลย
ส่วนเจ้าของประโยคนั้นคือคุณวาโย
“คนนี้เหรอคะ เพื่อนมิณ” ผู้หญิงที่ยืนข้างคุณวาโยชี้มาทางฉันพลางเอ่ยถามแฟนตัวเอง
คุณวาโยพยักหน้ารับ ก่อนจะหันไปยักคิ้วให้คุณหมอไวน์ เหมือนส่งสัญญาณอะไรบางอย่าง
“เชื่อกูยังล่ะ” คุณหมอไวน์ถามกลับ
“เออ มึงเก่ง”
ฉันขมวดคิ้วมองสองคนนี้สลับไปมาด้วยความสงสัย เพราะไม่รู้ว่าเขาพูดถึงเรื่องอะไรกัน ทุกคนทำหน้าเหมือนมีลับลมคมใน อมยิ้มและมองมาด้วยสายตาที่ยากจะอธิบาย
แต่สัญชาตญาณฉันร้องเตือนแปลกๆ
“มีคนนั่งไหม” ผู้หญิงของคุณวาโยเอ่ยถาม ฉันจึงสั่นหน้าน้อยๆ แทนคำตอบ
“งั้นเรานั่งนี่เนอะ” เธอหันไปบอกคุณวาโย ก่อนที่ผู้หญิงทั้งสองจะเลื่อนเก้าอี้ออกนั่งโดยเว้นไปหนึ่งตัว คงเผื่อไว้ให้แฟนตัวเอง
ฉันยังลอบมองรีแอคชั่นของผู้ชายที่ยืนหันหน้าเข้าสระน้ำ เพราะมันยังมีที่เหลือพอสำหรับอีกสี่คนพอดีและฉันคาดหวังจะได้นั่งร่วมโต๊ะกับเขา
แต่ความฝันแตกกระจายอยู่กลางอากาศในตอนที่เจ้าของใบหน้าบอกบุญไม่รับเดินอ้อมไปอีกฝั่งของสระ ก่อนจะนั่งลงกับพวกรุ่นพี่เจ้าของงานแทน
ฉันถอนหายใจแรงหนึ่งครั้งพลางก้มหน้าลงกับแก้วเหล้าในมือ จนลืมสนใจทุกสิ่งอย่างรอบตัว
ผ่านไปสักพักฉันก็เริ่มรู้สึกแปลกๆ พอคนเราถูกจ้องเป็นเวลานานเกินควร...ก็จะรู้ตัว
“อุ๊ย!” ฉันสะดุ้งเล็กน้อย เมื่อเงยหน้าขึ้นแล้วปะทะกับสายตาทุกคู่ที่พร้อมใจโฟกัสมายังฉันคนเดียว “มะ…มองอะไรกันคะ”
“อ๋อ ก็วันนี้เพลินตาสวยเป็นพิเศษไง” คุณหมอไวน์ตอบแบบฝืนๆ พลางหลุบตาหลบ คำพูดที่ออกมาโดยไม่กล้าสบตานั่นแปลได้อย่างเดียวว่าไม่จริง และตามมาด้วยเสียงหัวเราะแห้งจากคนที่เหลือ
“ค่ะ…” ฉันทำได้แค่น้อมรับพร้อมยิ้มแหย่ ก่อนจะยกแก้วขึ้นจิบ ความจริงวันนี้ฉันตั้งใจแต่งเป็นพิเศษ เลือกหยิบสายเดี่ยวไหมพรมสีดำเข้ารูปความยาวเหนือเข่าเล็กน้อยแต่แอบผ่าข้างลึกมาใส่ ก็ไม่ผิดจากที่คุณหมอไวน์พูดนะ แต่ทำไมพวกเขาต้องมีอาการไม่ปกติขนาดนั้นด้วย
แต่ก็นั่นแหละไม่ว่าจะแต่งมาสวยขนาดไหน เขาก็ยังไม่ชายตามองอยู่ดี นึกขำตัวเองเหมือนกันนะ...
“พี่ชื่อเฌอนะ ส่วนนั่น พี่ลลิล” ผู้หญิงที่นั่งข้างคุณวาโยเริ่มแนะนำตัวหลังจากที่เงียบกันไปหลายนาทีและชี้ไปที่ผู้หญิงอีกคนซึ่งนั่งข้างคุณแม็กซ์
ฉันยิ้มพร้อมก้มหัวเล็กน้อยให้ตามมารยาทของคนที่เด็กกว่า
และเพื่อเลี่ยงจากสายตาหลายคู่ ฉันจึงตัดสินใจเบี่ยงตัวเข้าหาสระน้ำ ทำท่าเป็นเอ็นจอยกับผู้คนที่อยู่กลางสระ แต่แท้จริงแล้วจุดโฟกัสยังอยู่ที่ผู้ชายคนเดียว คนนั้น…
ซึ่งเขาอยู่ในท่านั่งหันข้างมาทางฉัน ใบหน้าคมนิ่งเฉย ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ ทั้งสิ้น มีเพียงคิ้วเข้มที่ขมวดยุ่งตลอดเวลา
ดูเหมือนจะมีผู้หญิงอยากถวายตัวให้เขาอยู่ไม่น้อย จริงอยู่ที่เขาไม่มีท่าทีว่าสนใจ แต่เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธหรือไล่พวกเธอออกห่าง
ส่งผลให้อารมณ์ฉันเริ่มไม่ปกตินิดหน่อย บ้าฉิบ…ไม่ได้ตั้งใจจะมาเห็นอะไรแบบนี้ซะหน่อย
ปึก!!
จนเผลอใส่แรงกับแก้วที่ถูกวางลงบนโต๊ะมากเกินควร ทำให้ทุกคนสะดุ้งพร้อมเพรียง รวมถึงฉันด้วย…
“ขอโทษค่ะ” ทำตัวไม่มีมารยาทอีกแล้ว…อยากจะตบกระบาลตัวเองจริงๆ
“เพลินขอไปเข้าห้องน้ำก่อนนะคะ” ฉันผุดลุกจากเก้าอี้ พลางเหลือบมองผู้ชายที่ถูกรุมล้อมชั่วครู่ก่อนจะเดินไปตามทางด้วยความหงุดหงิด
“ที่มาก็คงเพราะสิ่งนี้สินะ ผู้ชายก็คือผู้ชายอยู่วันยังค่ำ” ฉันบ่นอุบ ในตอนที่ล้วงมือถือขึ้นมาต่อสายหาเพื่อนรัก ขณะหยุดยืนทิ้งร่างกายด้านข้างพิงพนักกำแพงปากทางเข้าห้องน้ำซึ่งไกลจากประตูทางออกดาดฟ้าพอสมควร
ไม่นานอีกฝั่งก็รับสาย
[ว่า]
“เมื่อไหร่มึงจะขึ้นมา กูจะเป็นบ้าอยู่แล้ว”
[ทำไม มีอะไร] สิ้นคำถามนั้นฉันก็รัวใส่ชุดใหญ่ เพราะอัดอั้นอยากระบายเต็มทีแล้ว
“มึงรู้ไหม พอเขามาถึง ก็ไม่ได้สนใจใครเลย นอกจากสาวสวยเซ็กซี่ในชุดบิกินี่ ไหนมึงบอกว่าเขาโลกส่วนตัวสูงไง สูงห่าอะไร แทบจะสิงกันอยู่แล้ว อีกนิดคือจะเอากันอยู่แล้วนะ เห็นแล้วหงุดหงิดชะมัด…”
“พูดถึงฉันอยู่เหรอ”
“อ๋อ ไอ้ตี๋นี่ทำงานที่นั่นด้วย ลูกคบกันตอนฝึกงานนี่ใช่ไหม แล้วลูกจะมั่นใจได้ไงว่า…”“เฮีย ไหนบอกจะลูกตัดสินใจเองไง” แต่ยังมีหน่วยกล้าตายขัดขึ้นได้ทันท่วงที“มันก็อดห่วงไม่ได้ไหมล่ะ” เสียงอ่อนลงเล็กน้อย เมื่อเจอเสียงที่แข็งกว่า ผู้ชายต่อให้เก่งแค่ไหน ก็แพ้เมียอยู่วันยังค่ำ และเมื่อท่านทำอะไรไม่ได้ ก็หันมาพาลใส่ผมแทน“ไอ้ตี๋นี่หน้าตากะล่อนจะตาย”หื้อ…ผมเนี่ยนะกะล่อน เรด้าร์ท่านมีปัญหาแล้วละ แต่ใช่ว่าจะกล้าแย้ง ทำได้แค่ขมวดคิ้วมองอย่างสงสัย“ป๊า…” เสียงหวานของลูกสาวออดอ้อน พลางเอื้อมมือไปเกาะแขนพ่อตัวเอง แต่โดนสะบัดออก“ไม่ต้องมาจับ” ท่าทางท่านก็ไม่ได้โกรธอะไรจริงจัง ออกแนวไปทางน้อยใจซะมากกว่า“วันนี้ลูกจะพาไปหาหมอนะ” ซึ่งฝ่ายลูกก็ยังติดยื้อ“ป๊าไม่ไป ป๊ามันไม่สำคัญแล้วนี่ จะมาสนใจทำไม มีอะไรก็ไม่เคยบอกกันแล้ว” อินเนอร์มาเต็ม เทียบเท่าตุ๊กตาทองถ้าตอนนี้ ครอบครัวผมยังอยู่ จะเป็นเหมือนท่านทั้งสองไหมนะ ภาพตรงหน
นั่นเป็นสิ่งที่ผมตัดสินใจหยุดและหันกลับไปเผชิญหน้า คงแค่ป้องกันตัวแหละ ท่านคงไม่คิดจะลงไม้ลงมือหรอกผมกำลังจะอ้าปากอธิบาย แต่ต้องยกมือขึ้นกันหัวตัวเองซะก่อน จังหวะง้างคือเป็นอะไรที่กะเหนี่ยวสุดแรงเสียงสลิปเปอร์กระทบพื้นต่อเนื่อง และใกล้เข้ามาเรื่อยๆ นี่ดูจะเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ผมรอดจากอุปกรณ์ป้องกันในมือเจ้าของบ้านได้ ถ้าพวกเขามาทัน“ป๊า อย่า!!” เป็นหมาน้อยที่รีบเข้ามาขว้าง แต่นี่ทำให้ผมกังวลมากกว่าเดิม เพราะไม่คิดว่าท่านจะยั้งมือทันในระยะที่ประชิดขนาดนี้ไวกว่าความคิดคือผมโอบกอดเธอไว้แน่นแล้วหมุนให้หันแผ่นหลังตัวเองเป็นเกราะกำบังแทน โดยที่ลืมเรื่องสำคัญบางอย่างไปและดูเหมือนโชคดียังเข้าข้างผมอยู่ นายหญิงของบ้านปรี่เข้าไปห้ามสามีตัวเองได้ทัน“เฮีย ใจเย็นก่อน”แต่ไม่ทันที่ผมจะได้พ่นลมหายใจออก“เฮ้ยๆๆ ไอ้เด็กนี่!” ท่านง้างมือขึ้นอีกรอบ เมื่อเห็นภาพบาดตาตรงหน้า ดีที่ด้ามสเตนเลสยังถูกรับไว้ด้วยมือของผู้หญิงที่อยู่ข้างท่าน“เฮีย อย่าออกแรงเยอะ ยังไม่หายดีเลยนะ”ผมผละออกจ
เช้าวันต่อมา...“เฮีย! เฮีย!”“อือ…”ผมรู้สึกตัวตื่นจากเสียงเรียกคุ้นหูและแรงสั่งสะเทือนจากการเขย่า จนต้องเอื้อมมือไปหยุดการกระทำเหล่านั้นของผู้บุกตัวน้อย พลางหรี่ตาขึ้นมองใบหน้าหวานเปื้อนรอยยิ้มสดใสด้วยความประหลาดใจ เพราะดูจากท้องฟ้าสีครามผ่านช่องหน้าต่าง น่าจะยังอยู่ในช่วงเช้ามืดหมาน้อยของผมตื่นเช้าขนาดนี้ได้ยังไงวะ อุกกาบาตจะตกไหมเนี่ย“ไปใส่บาตรกัน”“ฮะ…?”ระหว่างที่ผมยังอยู่ในอาการของคนครึ่งหลับครึ่งตื่น คนตัวเล็กที่ไม่รู้ไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน ฉุดท่อนแขนให้ผมลุกจากเตียงได้อย่างง่ายดาย หรืออาจเพราะผมไม่ได้ขัดขืนด้วยแหละ“ไปค่ะ ไปล้างหน้าก่อน เพลินเตรียมของใช้ไว้ให้แล้ว”ร่างผมถูกดันให้มายืนอยู่หน้าประตู ที่คิดว่าหน้าจะเป็นห้องน้ำ ก่อนที่เจ้าตัวจะรีบสาวเท้าลงบันไดไปด้วยความเร่งรีบผมมองตามแผ่นหลังเล็กไปจนลับตา หลุดยิ้มออกมาซ้ำๆ ในตอนที่เอื้อมจับลูกบิดประตู แล้วดันเข้าไปด้านใน แต่ใช่ว่าผมจะมีอารมณ์สำรวจสิ่งรอบข้าง แค่เห็นเงาตัวเอ
หลังจากที่กินข้าว จัดการธุระส่วนตัวเสร็จสับก็ปาเข้าไปตีหนึ่งกว่าแล้วฉันหอบหมอนและผ้าห่มตรงไปยังห้องนอนที่ถูกจัดเตรียมไว้สำหรับแขกเหรื่อ ซึ่งวันนี้คนที่มาใช้บริการเป็นแฟนคนโปรดของลูกสาวบ้านนี้เองก๊อกๆๆ“เพลินเข้าไปนะคะ”หลังจากให้สัญญาณ ฉันเอื้อมหมุนลูกบิดและดันเปิดเข้าไปด้านใน เห็นเฮียฟิวส์นั่งไถหน้าจอมือถือในท่าทิ้งแผ่นหลังพิงหัวเตียง ซึ่งเขายังอยู่ในชุดเดิม แค่กระดุมเสื้อเชิ้ตถูกปลดออกเยอะกว่าปกติ“ร้อนเหรอคะ” ฉันเอ่ยถามขณะวางเครื่องนอนที่หอบมาไว้ปลายเตียง ก่อนจะเหลือบมองเครื่องปรับอากาศที่ไม่ค่อยได้ใช้ เหมือนมันจะมีแต่ลม ไม่ค่อยมีความเย็น“นิดหน่อย แต่นอนได้”“รอแป๊บ เดี๋ยวมา” พูดจบฉันก็พาตัวเองออกมาและวิ่งกลับไปที่ห้องด้วยความเร่งรีบ ยกพัดลมที่ไม่ได้ใช้แล้วกลับไปหาเขาอีกครั้งพอเฮียฟิวส์เห็นฉันพยายามเปิดประตูอย่างทุลักทุเล ก็ดีดตัวลุกจากเตียงมาแบกพัดลมเข้าไปในห้อง พร้อมขยับริมฝีปากบ่น“ทำไมไม่บอกให้ฉันไปยกเอง มันหนัก” ความเป็นสุภาพบุรุษยืนหนึ่ง&ldquo
“เด็กในรูป…” ไม่ทันที่เขาจะพูดจบ ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงของสัตว์เลี้ยงแสนรักในบ้านบ็อก! บ็อก! หงิงๆๆต่อมาหน้าตักฉันก็กลายเป็นที่นั่งของสุนัขสุดโปรดตัวแรก“เฮ…ฟรุ๊ตตี้ คิดถึงเพลินใช่ไหม” ฉันหยอกล้อกับเจ้าปอมเมอเรเนียนน้อยบนตัก พร้อมกับกดจมูกลงบนหัวที่มีขนนุ่มนิ่มปกคลุมโดยรอบ “ตัวหอมจัง”“เฮียว่าอะไรนะคะ” แต่ใช่ว่าฉันจะลืมที่เราคุยกันค้างไว้ เหมือนเขาอยากจะถามอะไรเกี่ยวกับรูปพวกนั้น เพราะสายตาเขาเหลือบมองไปทางนั้นชั่วขณะ ก่อนจะหันกลับมาหาฉัน น่าแปลกที่เขาเลือกปล่อยผ่าน“ไม่มีไรหรอก”และฉันเองก็ไม่ใช่คนคาดคั้นเอาความ ก็เลยตัดจบความค้างคาไว้แค่นั้น แล้วหันไปหาสมาชิกใหม่ที่ได้รับการช่วยเหลือจากเราสองคนเมื่อเดือนก่อน“ฮะเก๋า มานี่มา” ฉันเป็นคนเรียก แต่เจ้าตัวน้อยขนปุ้ยสีขาวสะอาดกลับเดินผ่านไปคลอเคลียแข่งขาของแขกที่เพิ่งมาเยือนเป็นครั้งแรกแทนสงสัยจะจำกลิ่นได้ล่ะมั่ง…ดวงตาคู่คมเบิกกว้างด้วยความตกใจ มองหน้าฉันกับเจ้าหมาน้อยที่พื
“ไม่เป็นไรครับ ผมแค่มาส่งน้อง” เฮียฟิวส์รีบปฏิเสธอย่างสุภาพ ในตอนที่ม้ากำลังจะหมุนตัวเดินไปด้านใน ส่งผลให้ท่านต้องหันกลับมาอีกครั้ง“จะกลับเข้าเมืองตอนนี้เลยเหรอ” ม้าเลิกคิ้วถาม“ครับ”พอได้รับคำตอบจากเฮียฟิวส์ ฉันก็รีบส่งสัญญาณบางอย่างผ่านการส่ายหน้าเล็กน้อยให้ผู้เป็นแม่ ในตอนที่ท่านเหลือบมองมา“ม้าว่าพรุ่งนี้ค่อยกลับดีกว่า นี่ก็ดึกมากแล้ว ที่นี่ก็มีห้องว่างอยู่” ม้าเสนอ ในเมื่อฉันพูดเขาไม่ฟัง ก็คงต้องยืมมือผู้ใหญ่แล้วละ“แต่ว่า…” เฮียฟิวส์ทำท่าจะแย้ง แต่ไม่ทันม้าซะหรอก“รีบปิดประตู จะได้ไปพักผ่อน”“ค่ะ” ฉันรีบตอบรับเสียงสดใส ก่อนที่ม้าจะเดินกลับขึ้นไปด้านบน ส่วนฉันก็เดินเข้าไปด้านใน แล้วหันกลับไปเพื่อจะดึงเฮียฟิวส์ แต่เขาขัดขึ้น“เดี๋ยว รอแป๊บ”เขาวิ่งไปที่รถ เปิดกระโปรงหลัง แล้วหยิบถุงกระดาษใบใหญ่ถือไว้ในมือ ก่อนเขาจะรีบกลับเข้ามาด้านในร้านถุงใบนั้นถูกยื่นมาต่อหน้า“อะไรคะ”“ถื







