พายุยังคงยิ้มหวานให้พะแพงอย่างเดิมโดยที่ไม่ได้ตอบคำถามนั้นของเธอ มือหนายังคงยื่นส่งกุญแจห้องพักให้ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มลึกชวนฝัน
“พี่ชื่อพายุนะครับ.. เป็นเจ้าของที่นี่เอง”
คำพูดนั้นทำเอาพะแพงถึงกับเบิกตากว้าง หันไปสบตากับเพียงพอที่ยืนอ้าปากค้างไม่ต่างกัน
“หา!”
ก่อนที่สองสาวจะได้สติแล้วร้องออกมาพร้อมกันเสียงดังลั่นโถงรับรองหน้าเคาน์เตอร์ ก่อนที่พะแพงจะรีบหันกลับไปมองชายหนุ่มตรงหน้าอีกครั้ง ดวงตากลมกวาดสายตามองชายหนุ่มอย่างเสียมารยาทตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างไม่แน่ใจ ก่อนจะรวบรวมความกล้าเท่าที่พอรวบรวมได้แล้วเอ่ยถามออกไปด้วยเสียงสั่น ๆ
“เดี๋ยวนะคะพี่.. เอ่อคือ.. พี่เป็นเจ้าของไร่ชานี้จริง ๆ เหรอคะ พี่โมเมขึ้นมาเพื่อจีบสาวปะเนี่ย”
พะแพงถามออกไปอย่างไม่อยากจะเชื่อว่า ตัวเองกล้าถามคนอื่นแบบเสียมารยาทแบบนี้ แต่กลับเป็นพายุที่ทำเพียงแต่หัวเราะเบา ๆ ในลำคอราวกับคำถามนี้เป็นเรื่องตลก แล้วพยักหน้าช้า ๆ ปนท่าทางขำขัน
“ก็จริงนะสิครับทำไมเหรอ.. หน้าตาของพี่มันไม่เหมือนกับว่าเป็นเจ้าของไร่ชาที่นี่งั้นเหรอ”
ชายหนุ่มหันมามองพะแพงนิ่ง ๆ ด้วยสายตาเอ็นดู ก่อนที่ดวงตาคู่นั้นจะจ้องเธอราวกับกำลังยืนยันว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นคือความจริงทุกประการไม่มีบิดพลิ้ว
“พี่เป็นเจ้าของไร่ที่นี่คือเรื่องจริง.. แล้วที่พี่บอกว่าอยากจีบเราก็เป็นเรื่องจริงด้วยนะครับ”
พะแพงยืนอึ้งกับคำพูดที่ไม่เขินอายนั้นของเขาจนแทบจะลืมวิธีหายใจไปชั่วขณะ บอกตามตรงว่าตั้งแต่เกิดมาเธอเองก็ไม่เคยถูกผู้ชายคนไหนส่งขนมจีบเช่นนี้มาก่อนเลยสักครั้ง
แม้ว่าใบหน้าของเธอนั้นจะถือว่าเป็นคนสวยระดับตัวท็อปเลยก็จริง แต่เพราะก่อนหน้านี้พะแพงนั้นมักจะสวมแว่นตาหนาเตอะเหมือนเด็กเรียนตลอดเวลา จึงทำให้ไม่มีใครสนใจเธอในเชิงชู้สาวเลยมาก่อน
จนเมื่อเธอนั้นไปติดตามบล็อกเกอร์สาวท่านหนึ่ง ที่สอนวิธีแต่งหน้าง่าย ๆ ฉบับมือใหม่ เธอจึงเพิ่งมาเปลี่ยนวิธีการแต่งหน้าและเปลี่ยนไปสวมคอนแทคเลนส์ก็เมื่อตอนย้ายมาอยู่ที่เชียงรายนี่แหละ
“เอ่อ..”
พะแพงพูดได้แค่อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ แต่ดูเหมือนว่าทางด้านเพียงพอนั้นพอได้ยินคำพูดหวานหูของเขา ก็ทำเอาหญิงสาวเกือบสำลักน้ำลายตัวเอง เธอรีบกระแอมออกมาเสียงดังเป็นการขัดจังหวะ
“อะแฮ่ม! พูดจีบสาวได้อย่างช่ำชองเลยนะคะ! ความจริงใจเป็นศูนย์ ความประทับใจศูนย์ แต่คะแนนความมั่นหน้ามั่นโหนกนี่หนูให้ร้อยเต็มเลยค่ะ!”
เพียงพอพูดประชดประชันส่งไปก่อนจะดึงพะแพงให้ออกห่างมาเล็กน้อย โดยที่สายตาคู่นั้นก็ยังแอบชำเลืองมองมองผู้ชายตรงหน้าอย่างไม่วางตา แต่ก็ต้องยอมรับเลยว่าหน้าตาของผู้ชายคนนี้จัดได้ว่าหล่อเกินมาตรฐานจริง ๆ แต่เรื่องนิสัยนั้นดูท่าทางจะกะล่อนไม่น้อย
แต่ดูเหมือนว่าทุกการกระทำของเพียงพอนั้นจะตรงกันข้ามกับพะแพงอย่างสิ้นเชิง สาวน้อยวัยแรกแย้มยังคงทำหน้าเขินอายใบหน้าแดงก่ำ ก่อนจะบิดตัวไปมาแล้วพูดเสียงเบาหวิว
“พี่.. ไม่คิดว่ามันเร็วไปหน่อยเหรอคะ เรา.. เพิ่งรู้จักกันได้ไม่ถึง 10 นาทีเองนะคะ”
หญิงสาวพูดจาด้วยน้ำเสียงอ้อมแอ้ม พร้อมทั้งใช้สองมือจับกันบิดไปบิดมาอยู่แบบนั้น แต่นั่นก็มากพอที่จะทำให้เพื่อนอย่างเพียงพอนั้นต้องยกมือมาตีหน้าผากตัวเองอย่างแรง
เพี๊ยะ!
“กูจะบ้า!”
“ถ้าเจอคนที่ใช่ ต่อให้เร็วแค่ไหนก็เหมือนว่าเจอกันช้าเกินไปอยู่ดี.. พี่น่าจะเจอหนูให้ไวกว่านี้สักสองสามปีเนอะ”
“ถ้าเจอเร็วกว่านี้ พี่ก็พรากผู้เยาว์แล้วค่ะ!”
เพียงพอพูดดักคอก่อนจะดึงเพื่อนให้ออกห่าง แต่พะแพงนั้น เธอยังคงยืนบิดซ้ายบิดขวาพร้อมกับกำกุญแจห้องเอาไว้แน่น นั่นจึงทำให้เพียงพอลากเธอให้ออกมาห่างอีกเล็กน้อย จนพะแพงต้องหันไปสบตาเพื่อนที่ยังคงจ้องที่ชายหนุ่มเขม็งราวกับว่าอยากจะกินเลือดกินเนื้อ ก่อนจะเพียงพอจะเอียงตัวมาหาเธอเล็กน้อยแล้วกระซิบเสียงเบา
“แพง.. นี่เธอกำลังโดนหลอกไหมเนี่ย คนแบบนี้น่ะเหรอจะมาเป็นเจ้าของไร่ชาเป็นร้อยสองร้อยไร่ได้อะ ถ้าเป็นเจ้าของไร่จริง ป่านนี้โดนสาวปอกลอกหมดตัวเหลือแต่เปลือกแล้วมั้งเปย์ขนาดนี้!”
พะแพงที่ยืนมองหน้าเพื่อนอยู่ก่อนแล้วก็เอียงไปป้องปากกระซิบตอบ
“เรื่องนี้ก็ไม่รู้สิ.. แต่ที่เธอพูดก่อนที่จะมาที่นี่ศักดิ์สิทธิ์มากนะ เพียงพอเธอไปสักสาริกาลิ้นทองมาปะเนี่ย”
“บ้าเหรอฉันกลัวเข็ม! ว่าแต่ฉันไปพูดอะไรไว้เหรอ จำไม่เห็นได้เลย”
“ก็เธอบอกให้ฉันหาแฟนเป็นเจ้าของไร่ชาไง! แบบนี้ก็พอดีเลยไม่ใช่เหรอ ลองสักหน่อยก็ไม่น่าเสียหายหรอกมั้ง”
“นี่เธอจะบ้าเหรอพะแพง! คิดอะไรอยู่เนี่ย!!”