LOGINSimula nang mag-transfer sa unibersidad na pinapasukan ni Max si Ridge ay wala ng ginawa ang lalaki sa bawat araw na nagdaan kung hindi buwisitin ang araw nya. Hindi naman nya alam what Ridge can get from doing it so. Satisfaction? Happiness? Nah. Imposible. Malamang, napasobra lang ang nalanghap na usok ng katol ang lalaki kaya't sya ang napagdiskitahan. Ngunit nang lumipas ang ilang araw, her enemy's action and act gets destructive, weirder and seductive. Kaya't naging mariin ang pagpapaalala nya sa sarili na kaaway nya ang binata, that he's an enemy.
View Moreเสียงหอบหายใจของร่างบางดังกระแทกความเงียบของตรอก
นี่เหรอ...กรุงเทพฯ?เมืองที่ปักหมุดไว้ว่าจะเป็นที่เริ่มต้นชีวิตใหม่ กลับต้อนรับด้วยมุมที่มืดมิดและน่าสะพรึงกลัวที่สุด
"เฮ้ย! มันอยู่นั่น!"
เสียงตะโกนหยาบๆ ดังขึ้นไม่ไกล ทำให้ร่างทั้งร่างของลลิลสะดุ้งสุดตัว หัวใจดวงน้อยหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม พวกมันตามมาทันแล้ว!
สัญชาตญาณดิบสั่งให้ร่างบางตะเกียกตะกายอีกครั้ง เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายถูกใช้พุ่งตัวเลี้ยวเข้ามุมตึกถัดไป ทว่าปลายทางคือความสิ้นหวัง กำแพงอิฐสูงตระหง่านปิดทึบ
...ทางตัน…
ขาทั้งสองข้างของลลิลทรุดลงกับพื้นเปียกแฉะทันที
หมดแรงแล้ว...หนีต่อไปไม่ไหวแล้วจริงๆ
เงาร่างใหญ่สามร่างเดินเข้ามาปิดปากตรอกที่ลลิลเพิ่งเลี้ยวเข้ามา แสงไฟนีออนสีชมพูที่กะพริบจากร้านค้าฝั่งตรงข้ามถนน สาดส่องให้เห็นรอยยิ้มแสยะน่าขยะแขยงของพวกมัน พวกอันธพาลที่น้าเข้มส่งมา
"จะรีบไปไหนอีหนู" ชายที่ดูเหมือนเป็นหัวหน้าก้าวเข้ามาใกล้ ย่อตัวลงมองร่างที่สั่นเทาด้วยสายตาโลมเลีย "น้าเข้มเขาคิดถึง บอกให้พากลับไปดีๆ"
ลลิลถอยกรูดจนแผ่นหลังบอบบางแนบสนิทกับกำแพงเย็นเฉียบ หญิงสาวส่ายหน้าทั้งน้ำตา น้ำตาแห่งความอัปยศและความกลัว
"ไม่...ไม่กลับ"
"ไม่กลับ ก็ต้องกลับ!"
เสียงนั้นกระแทกใส่หน้า มือหยาบกร้านกระชากต้นแขนของลลิลอย่างแรงจนร่างทั้งร่างปลิวไปตามแรง เสื้อยืดราคาถูกที่ใส่วิ่งมาตลอดทางขาดวิ่น เผยผิวเนื้อขาวเนียนตัดกับความโสโครกของตรอก
"เฮ้ย สวยนี่หว่าถึงว่าน้าเข้มมึงหวง" ชายอีกคนหัวเราะในลำคอ
ความอัปยศพุ่งขึ้นมาจุกที่อก ลลิลกรีดร้องสุดเสียง แต่เสียงกรีดร้องถูกกลบอย่างง่ายดายด้วยเสียงดนตรีอึกทึกที่ดังกระหึ่มจากบาร์ฝั่งตรงข้ามถนน ไม่มีใครได้ยิน ไม่มีใครสนใจดอกไม้ริมทางที่กำลังจะถูกขยี้
มือที่สอง...มือที่สาม...เริ่มลูบไล้ไปตามร่างกายที่สั่นเทา
'ไม่' ความคิดนั้นแหลมคมยิ่งกว่าความกลัวใดๆ 'ยอมตายดีกว่า'
ในวินาทีที่ชายหัวหน้าก้มหน้าลงมาเพื่อจะสูดดมซอกคอ ลลิลรวบรวมแรงทั้งหมด อ้าปาก และฝังคมฟันลงบนมือหยาบกร้านนั้นอย่างจงเกลียดจงชัง!
"โอ๊ย! อีเหี้ยนี่!"
เพี๊ยะ!
ฝ่ามือหนักๆ ฟาดลงบนใบหน้าจนชาหนึบ โลกทั้งใบหมุนคว้าง รสคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วปาก ลลิลล้มลงกองกับพื้นเปียกแฉะ ร่างกายสั่นเทาด้วยความเจ็บปวดและสิ้นหวัง
"มึงกล้ากัดกูเหรอ! " ชายคนนั้นคำรามอย่างเดือดดาล เงื้อมือขึ้นสูงเตรียมจะตบซ้ำ แต่แล้ว…
เอี๊ยดดดดด!
เสียงเบรกดังเสียดแก้วหูจนน่าแสบรอน แสงไฟหน้าสว่างจ้าจนแสบตา สาดทะลุความมืดของตรอกเข้ามา จนพวกอันธพาลทั้งสามต้องยกแขนขึ้นบังหน้า
รถเบนท์ลีย์สีดำสนิทราวกับรัตติกาล จอดขวางปากตรอกไว้พอดิบพอดี ประตูรถติดตามที่ขับตามหลังมาเปิดออกพร้อมกัน ชายชุดดำร่างสูงใหญ่สี่คนก้าวลงมาอย่างพร้อมเพรียง รวดเร็ว และเงียบกริบ
"พวกมึงใครวะ!" ชายที่ถูกกัดตะโกนถาม เสียงสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับกลุ่มคนที่มาใหม่
ตุบ!
ทุกอย่างเกิดขึ้นและจบลง ภายในไม่ถึงสามสิบวินาที ความเงียบที่น่าอึดอัดกลับเข้ามาปกคลุมตรอกอีกครั้ง มีเพียงเสียงร้องครวญครางเบาๆ ของพวกอันธพาลที่นอนหมดสภาพอยู่บนพื้น
ร่างบางคลายความตึงเครียดลงเล็กน้อย พวกเขาอาจเป็นผู้มีอำนาจที่ผ่านมาพบ เลยยื่นมือมาช่วยให้เธอหลุดพ้นจากนรกขุมนี้ได้อย่างทันท่วงที
ประตูรถเบนท์ลีย์คันหรู ประตูหลังฝั่งคนขับก็เปิดออกอย่างเชื่องช้าและมั่นคง
รองเท้าหนังขัดมันวาวจนสะท้อนแสงไฟนีออนสีชมพู ก้าวเหยียบลงบนพื้นตรอกที่เจิ่งนองไปด้วยน้ำครำ กลับไม่เปื้อนเปรอะเลยแม้แต่น้อย
ร่างสูงสง่าในชุดสูทไร้รอยยับก้าวตามออกมา แสงไฟจากหน้ารถสาดส่องจากด้านหลัง ทำให้ลลิลเห็นเพียงเงาดำมืดที่สูงตระหง่าน 'ธนาทัศ' บุรุษผู้เป็นนายใหญ่แห่งตระกูล 'อันธการกุล' ก้าวผ่านร่างบางไปราวกับเป็นเพียงกองขยะกองหนึ่ง แล้วไปหยุดตรงหน้าชายชุดดำที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้า เดช
"เรียบร้อยดีใช่ไหม"
น้ำเสียงนั้น ทุ้ม เรียบ และเย็นชา เป็นเสียงของคนที่คุ้นเคยกับการออกคำสั่ง ไร้ความตื่นตระหนกใดๆ
"ครับนาย การเจรจาที่บาร์ไม่มีปัญหา ของกำลังจะย้ายครับ" เดชรายงาน
"ดี"
บทสนทนาสั้นๆ นั้นจบลง และนั่นคือเวลาที่ธนาทัศหันมามองลลิลเป็นครั้งแรก ลลิลตัวแข็งทื่อภายใต้สายตานั้น
ดวงตาคู่นั้นเย็นชาเหมือนน้ำแข็งขั้วโลก ว่างเปล่า ไร้ความปรานี สายตานั้นกวาดมองตั้งแต่ศีรษะที่เปรอะเปื้อน เสื้อผ้าที่ขาดวิ่น จนถึงเท้าเปล่าที่สั่นเทา
ธนาทัศขมวดคิ้วเล็กน้อยไม่ใช่เพราะความสงสาร แต่เหมือนรำคาญใจกับภาพที่ไม่น่าดูตรงหน้า
ร่างสูงขมวดคิ้วเล็กน้อย ถอดสูทตัวนอกราคาแพงออก แล้ว 'โยน' คลุมลงบนร่างของลลิล
สูทตัวนั้นหนักอึ้ง และอุ่น มีกลิ่นหอมจางๆ ของโคโลญจน์ราคาแพงและกลิ่นยาสูบจางๆ ที่ลลิลไม่เคยได้กลิ่นมาก่อน นี่คือความอบอุ่นที่ได้รับในรอบหลายวันที่ผ่านมา
ลลิลกำลังจะเงยหน้าขึ้นเพื่อขอบคุณ แต่ชายหนุ่มก็หันหลังกลับไปสนใจธุระของตนเอง ร่างสูงพูดกับเดชด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"จัดการให้เรียบร้อยซะ"
คำสั่งฆ่านั้นเบาบางแต่หนักแน่นราวกับค้อนที่ทุบลงมาบนโลกทั้งใบของลลิล
"ครับนาย" เดช ชายมือขวาคนนั้น ขานรับคำสั่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบเช่นเดียวกับเจ้านาย
ลลิลรู้สึกถึงความตายที่คืบคลานเข้ามา ร่างทั้งร่างชาวาบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า สูทราคาแพงที่เคยให้ความอบอุ่นเมื่อครู่ หล่นฮวบลงจากไหล่ กองลงบนพื้น เผยให้เห็นร่างที่บอบช้ำและเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นอีกครั้ง
ไม่นะ...หนีจากน้าเข้ม...รอดจากพวกอันธพาล...ไม่ใช่เพื่อมาตายอย่างหมาข้างถนนในตรอกมืดๆ นี้
ลลิลใช้แรงเฮือกสุดท้ายพุ่งเข้าหาร่างสูงของคนที่ดูเป็นหัวหน้า
ซบใบหน้าที่เปื้อนเลือดและน้ำตาลงบนรองเท้าหนังขัดมันราคาแพง กอดขากางเกงสแลคเนื้อดีไว้แน่นราวกับคนจมน้ำที่คว้าขอนไม้ท่อนสุดท้าย
ทุกอย่าง 'ชะงัก' เดชหยุดก้าว ธนาทัศนิ่งแม้แต่เสียงลมหายใจของลลิลก็ยังหยุดไปชั่วขณะ
นี่เป็นสิ่งเดียวในคืนนี้ ที่ทำให้ชายผู้เย็นชาคนนี้ประหลาดใจได้
ธนาทัศก้มลงมอง 'สิ่งมีชีวิต' ที่กำลังเกาะขาอยู่ สั่นเทา แต่ไม่ยอมปล่อย
"ได้โปรด..." เสียงที่แหบพร่าและสั่นเครือจนแทบไม่เป็นภาษา "ได้โปรด...อย่าฆ่าฉัน ฮึก..."
"ฉันจะไม่พูดอะไร ฉันสาบาน...ฉันทำได้ทุกอย่าง"
"ฉัน...ฉันไม่มีใคร จะไม่มีใครตามหา...ได้โปรด"
ร่างบางอ้อนวอนซ้ำไปซ้ำมา สติแตก แต่สัญชาตญาณยังคงสั่งให้เกาะขาชายผู้นั้นไว้แน่น
ร่างสูงมองหญิงสาวอยู่นานหลายวินาที ใบหน้าที่บอบช้ำกลับเผยความงดงามล้ำค่าที่ไม่อาจซ่อนได้ แสงไฟสลัวกระทบดวงตาคู่สวยที่สิ้นหวังราวกับเพชรในโคลนตม
แม้จะเป็นเพียงนางนกในกรงที่ไร้เจ้าของ แต่ความงามและรูปลักษณ์นี้ มีมูลค่าพอที่จะใช้เป็น 'ตัวประกันชั้นดี' …
"ฉันทำแต่เรื่องผลประโยชน์เท่านั้น"
ลลิลชะงักเงยหน้าขึ้นมองร่างสูง ดวงตาที่บวมช้ำเบิกกว้าง
ดวงตาคมกริบก้มมองดวงตาสวยที่สิ้นหวังคู่นั้น
"แล้วจะเอาอะไรมาแลกกับชีวิตของเธอ"
CHAPTER NINETEEN "WHAT did I tell you, Elle?" Ang magkasalubong na mga kilay ni Enne ang bumungad sa akin. Ang hitsura nya ay tipong makulimlim na langit na bigla na lamang kukulog at kikidlat nang malakas. Naka-krus din ang mga braso nya sa dibdib. Isang itim na sando at boxer lang ang suot nya. Bahagya akong tumikhim. "About sa...?" Napili ko na lamang magkunwari na hindi ko alam ang pinatutukuyan nya. Gaya ng inaasahan ko ay ganito ang mangyayari kapag tumuloy ako kahit hindi nya sinasabi. Sinamaan nya ako ng tingin, tila ba sinasabi na huwag ko na syang lokohin dahil hindi ko naman sya maloloko. "What? I didn't go." Pumaywang ako at bahagyang nagtaas ng kilay. Ngumisi iyon. "Liar. I told you not to freaking go, isn't it?" "Hindi nga ako pu
CHAPTER FIFTEEN SUMAKAY kami sa elevator matapos naming makapasok sa mismong building. Masyadong katahimikan ang namayani sa pagitan naming dalawa habang magkaugnay ang mga palad. Hindi man ako sanay pero sa tingin ko'y maganda na ang ganito para mag-isip ng mga bagay-bagay. Hindi ko man sabihin ngunit mabilis ang nangyari sa pagitan naming dalawa. Ilang araw pa lamang nang nalaman ko ang katotohanan, nang mapagdesisyonan kong wasakin pa ang sarili ko, at ang magkaayos kaming dalawa. Oo nga't magkaayos na kami pero nananatili pa ring malabo ang ilang mga bagay. Kaasar kasi ang pusong 'to. Marupok masyado. Nakuha sa sorry. Ano ng kasunod nito ngayon? Nasaktan nya ako at hanggang doon na lamang ba 'yon? Nagpatawad ako. Hihinto na ba roon? Ewan ko. Hindi ko alam. Mainam na sigurong isa-isahin ang mga bagay. Hindi ko—namin kailangang magmadali. We have now our time to fix everything,
CHAPTER FOURTEEN MALAMIG ang gabi. Kasinglamig ng pakiramdam ko. Maliwanag ngunit may puwang ang dilim. Gaya ng pakiramdam ko ngayon, maliwanag ngunit dominante ang dilim. Nangingibabaw ang sakit. Hindi mapagaan ng nakikita kong emosyon sa kanyang mga mata ang nararamdamdam ko. Kailan ba matatapos ang lahat ng ito? Isn't this enough? Natahimik iyon at nanatili sa kinatatayuan matapos kong bigkasin ang bagay na tumatakbo sa aking isipan. Rinding-rindi na ako at natutulilig dahil paulit-ulit na lamang iyong isinisigaw ng aking isipan. Laro. Pagod. "Right. Tama ka, Maxxierielle. Nakakapagod na 'yung ganito," pagsang-ayon nya sa sinabi ko. Napapitlag ako nang bahagya dahil sa ginawa nyang pagsang-ayon. Napangiti ako nang mapait. Tama. Tama na naman ako. Laro lang 'to. Finally, matatapos na rin. It would be finally game over. Mapapayapa na ako. "Pago
CHAPTER THIRTEEN TAHIMIK ako habang nasa byahe ang sinasakyan kong taxi. Walang laman ang utak ko kung hindi ang tuluyang pagkawasak ko. Wala naman ng rason para pilitin ko pang buuin ang sarili kong muling nasira. Hindi ko man nabuo nang buong-buo ang sarili ko noong iniwanan ko sya, napagtagpi-tagpi ko naman iyon dahil sa tulong ni Drea. Without her, hindi ko na siguro matatagpuan ang dating ako. Patuloy ako sa pagpapatuyo ng mukha kong hilam sa luha. Lalo akong napapaiyak dahil ayaw nilang tumigil sa pagdaloy. It frustrates