Mag-log in“น้องพริกไทย”
“...”
“น้องพริก”
“...”
“น้องพริก!”
“เฮ้ย! เอ่อ...คะพี่อิ่ม”
“เป็นอะไรรึเปล่าพี่เรียกนานแล้วนะ หนูมีเรื่องเครียดเหรอ”
“คะ? อ๋อ เปล่าค่ะ ไม่มีค่ะ หนูแค่กำลังคิดถึงตอนต่อไปของซีรีย์เพลิน ๆ ขอโทษนะคะ”
“อ้อ ฮ่า ๆ ๆ ไม่เป็นไรจ้า พี่ก็นึกว่ามีเรื่องเครียดแต่ไม่มีก็ดีแล้ว”
“แล้วพี่อิ่มมีอะไรรึเปล่าคะ”
“อ๋อ พี่จะถามว่าหนูจะกินอะไรพี่จะได้บอกแม่ครัวทำให้”
“เอ่อ...ยังไม่รู้เลยค่ะ แต่เดี๋ยวพริกลงไปเดินดูของกินข้างล่างดีกว่า ขอบคุณนะคะพี่อิ่ม”
“ได้ ๆ ถ้างั้นพี่ไม่กวนแล้วนะจ้ะ แต่ถ้าอยากกินอาหารในครัวหนูสั่งเลยนะถ้าร้านเปิดเดี๋ยวรอนาน”
“รับทราบค่ะ” ฉันยิ้มรับตาหยีพี่อิ่มผู้ช่วยผู้จัดการร้านก็เดินออกจากห้องทำงานของพี่เติ้ล พอพี่อิ่มออกไปฉันก็...
“เฮ้อ~” ฉันถอนหายใจเอามือท้าวคางแล้วก็นั่งจุมปุ๊กอยู่ที่โต๊ะทำงานตัวใหญ่
รู้สึกแย่ชะมัด
“อ้อค่ะ แต่ความจริงแล้วแพมว่าเป็นแค่เพื่อนไม่ต้องให้เขารับส่งก็ได้เนอะ ถึงบ้านจะอยู่ทางเดียวกันแต่อย่างน้อยก็...ละอายใจต่อแฟนของผู้ชายบ้างก็น่าจะดีเนอะ”
ฉัน...โคตรจะรู้สึกแย่เลย
เหมือนโดนลากไปตบกลางสนามราชมังคลากีฬาสถานในตอนที่บรรจุผู้คนเต็มอัตรา โคตรจะรู้สึกแย่และ...อับอาย
“น้องแพร พี่กับปริ๊นซ์เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก ไม่รู้ว่าน้องแพรคิดมาก ถ้าทำให้คิดมากพี่ขอโทษนะ”
“เปลี่ยนจากคำขอโทษเป็นทำตัวให้เหมาะสมกับผู้ชายที่มีเมียแล้วดีกว่านะคะ ขอโทษนะถ้าแพรพูดแรงเกินไป แต่ถ้าไม่พูดความสัมพันธ์ของแพรกับพี่ปริ๊นซ์อาจจะพังเพราะคนนอกก็ได้”
“...”
ฉันจำได้ขึ้นใจว่าน้องเขามองฉันด้วยสายตาไม่เป็นมิตรแล้วเดินผ่านหน้าฉันไป วินาทีนั้นฉันถึงกับใบ้กินไปเลย
“...เฮ้อ~” ยิ่งนึกถึงยิ่งรู้สึกแย่ไปหาอะไรกินดีกว่าพริกไทยเอ้ยจะได้หายฟุ้งซ่าน
ฉันสะบัดหัวเพี่อไล่ความรู้สึกแย่ได้แต่มันก็ไล่ไม่ได้หรอก ถ้าทำได้หมอคงบอกให้คนไข้ทำไปแล้ว แต่ลงไปหาอะไรกินหน่อยดีกว่านั่งอยู่ตรงนี้แล้วเฟลหนักเกินไป
ฉันเดินลงมาจากชั้นสองไปทางประตูหลังของร้านพวกพี่ ๆ พนักงานกำลังเริ่มเตรียมร้านกันอยู่ อยากช่วยนะแต่ไม่มีอารมณ์จริง ๆ
“พริกไทย”
ขวับ!
“...อ้าว พี่เจฟ สวัสดีค่ะ” หันไปตามเสียงเรียกพอเห็นว่าเป็นใครฉันก็รีบไหว้ทักทายพี่เขา พี่เจฟเป็นดีเจค่ะ เปิดเพลงให้ที่ร้านมาตั้งแต่เปิดร้านแรก ๆ เลย พี่เขาดังมากเลยนะคะเพราะหล่อ เท่ห์ เวลาอยู่บนเวทีดูดีสุด ๆ ไปเลย ดูดีทุกมุมสาว ๆ เลยชอบถ่ายวีดีโอพี่เขาไปโพสในโซเชียลทำให้มีคนตามมาดูพี่เจฟกันเยอะ เรียกว่าพี่เจฟเป็นตัวเรียกแขกที่สำคัญของร้านได้เลย
อ้อ! แต่ต่อให้ดังแค่ไหนพี่เจฟคนเท่ห์คนนี้ก็ไม่ไปทำที่ไหนนะ พี่เขาเปิดแผ่นที่นี่ที่เดียว ได้ข่าวว่ามีหลายร้านเสนอเงินให้ก้อนโตแต่พี่แกก็ไม่ไป อาจจะเพราะโตมากับร้านแล้วก็สนิทกับพี่เติ้ลด้วยมั้งเลยให้ใจกันเต็มที่
แต่จะบอกว่าพี่เจฟหล่อ เท่ห์สุด ๆ ไปเลยนะคะ สาว ๆ คนไหนสนใจก็เชิญมาเป็นคุณลูกค้าผับมายโบร๋ว~ ของพริกไทยได้เลยนะ อิอิ
“จะไปไหน”
“อ๋อ พริกกำลังจะไปเดินหาซื้อของกินน่ะพี่เจฟ พี่เจฟล่ะคะ เพิ่งมาเหรอ”
“อื้ม”
“โห มาเร็วจังเลย พี่เจฟขึ้นห้าทุ่มไม่ใช่เหรอ” พี่เขายิ้มนิดหน่อยตอนฉันถาม
“มางีบรอ ขี้เกียจอยู่ห้อง พี่เบื่อ”
“อ้อ โอเคถ้างั้น... / จะไปหาของกินใช่ไหม เดี๋ยวพี่ไปเป็นเพื่อน”
“ไม่เป็นไรพี่เจฟ พริกไปได้”
“ไปด้วยกันนี่แหละ อยากเดินเล่นหาของกินพอดี”
“โอเค ถ้างั้นไปกันเลยนะคะ” ฉันไม่ขัดเป็นรอบที่สองหรอก สบาย ๆ อยู่แล้วเพราะสนิทกัน แต่ที่ปฏิเสธรอบแรกเพราะกลัวพี่เขาแค่จะไปเป็นเพื่อนตามประสาพี่ที่ห่วงใยน้องนุ่งแต่ในเมื่อพี่เจฟบอกว่าอยากเดินเล่นหาของกินก็ไปกันเลยค่ะเผื่อว่า...จะมีพี่สุดเท่ใจดีเลี้ยงขนงขนม อิอิ
-เวลาต่อมา-
“พี่ว่าไม่ได้แอบงีบกันแล้วล่ะเราสองคน”
“ฮ่า ๆ ๆ นั่นสิเนอะ โทษพี่เจฟแหละไม่ยอมห้ามพริก”
“เห็นเด็กมองของกินตาเป็นมันใครจะกล้าห้าม”
“ฮ่า ๆ ๆ ขอบคุณ... / น้องพริกมาแล้วเหรอ” เดินคุยกับพี่เจฟพร้อมกับหอบหิ้วถุงของกินพะรุงพะรังเข้ามาในร้านกำลังจะขึ้นชั้นสองกันพี่อิ่มก็เดินกึ่งวิ่งมาจากฝั่งหน้าร้านแล้วทักฉัน
“ค่ะพี่อิ่ม”
“หนูไปนานมาก พี่โทรหาก็ไม่รับ” พี่อิ่มแอบดุเบา ๆ ฉันเลยยิ้มอ่อน
“แหะ ๆ ๆ ขอโทษค่ะพี่อิ่ม พริกลืมโทรศัพท์” ใช่ค่ะฉันลืมจริง ๆ ตอนออกจากห้องทำงานพี่เติ้ลมันเป็นเซ็ง ๆ ซึม ๆ เลยไม่ได้สนใจอะไรรู้ตัวอีกทีว่าไม่ได้พกโทรศัพท์ก็ตอนจะสแกนจ่ายค่ายำมะม่วงดีนะพี่เจฟไปด้วยไม่งั้นเขินแม่ค้าแย่เลย แล้วก็โชคดีที่มีพี่เจฟเพราะนอกจากจะไม่เขิน ไม่ต้องเดินวนกลับมาเอาโทรศัพท์ไปสแกนจ่ายแล้วยังได้เดินซื้อของกินเยอะแยะมากมายแบบไม่ต้องควักแม้แต่สตางค์แดงเดียว วันนี้ก็ไม่แย่นะ ตอนเที่ยงรู้สึกว่าวันนี้มันเป็นวันที่โคตรจะ Good day เพราะปริ๊นซ์พาไปกินของอร่อย ตอนบ่ายเกือบเย็นเปลี่ยนเป็น Bad day เพราะโดนน้องแพรต่อว่า แต่สุดท้ายก็กลายเป็น Good day เพราะถูกฮีลใจด้วยความใจดีของพี่เจฟคนเท่ห์ อิอิ
“ไปเร็ว ๆ เลยน้องพริก”
“คะ? ไปไหนคะพี่อิ่ม”
“ไปห้องทำงานพี่เติ้ลไง ไปเร็ว ๆ เลย มีงานรออยู่”
“เอ่อ ตอนนี้เลยเหรอคะ?”
“ตอนนี้สิจ้ะ เร็ว ๆ เลยเดี๋ยวยุ่ง”
“ค่ะ ๆ ถ้างั้นเดี๋ยวพริกตามออกไปนั่งกินด้วยนะพี่คิม” ตกลงกันว่าจะไปนั่งกินอาหารที่ซื้อมาที่ห้องพักศิลปินค่ะเลยต้องบอกเจ้ามือก่อน
“โอเค พี่รอ... / หนูเดี๋ยวค่อยคุยกันลูก ไปก่อนเร็ว ๆ” ยังคุยกับพี่เจฟไม่เสร็จพี่อิ่มก็พูดแทรกแล้วดันเพื่อให้ฉันรีบไป
“ค่ะ ๆ” ฉันงง ๆ ว่างานอะไรทำไมพี่อิ่มต้องรีบร้อนขนาดนี้แต่ต่อให้งงแค่ไหนก็รีบไปตามที่พี่อิ่มบอก รีบมากจนลืมฝากถุงอาหารอีกหลายถุงที่แย่งพี่เจฟถือให้พี่เขาเอาไปก่อนตอนนี้เลยกลายเป็นสภาพหอบหิ้วถุงของกินพะรุงพะรังกึ่งเดินกึ่งวิ่งเพราะแรงดันหลังของพี่อิ่มขึ้นบันไดไปที่ห้องทำงานของพี่เติ้ล
“พี่อิ่ม งานด่วนอะไรเหรอคะ” ฉันถามระหว่างที่เดินกึ่งวิ่ง
“ไม่ต้องถาม รีบไปให้ถึงห้องให้เร็วที่สุดก่อนก็พอหนู”
“ค่ะ ๆ” อะไรวะ ถามก็ไม่ได้
ฉันไม่ได้ถามต่อเพราะมาถึงหน้าห้องทำงานแล้ว พอถึงพี่อิ่มก็จัดการเปิดประตูแล้วดันฉันเข้าไปในห้องทันที ฉันตั้งตัวไม่ทันได้แต่หันหน้ากลับมามองการกระทำของพี่อิ่มด้วยความงง
“ไปเร็วน้องพริก โชคดีนะ คุณพระคุณเจ้าคุ้มครอง”
“ฮะ?”
กริ๊ก!
ฉันอุทานเบา ๆ พร้อมกับเสียงประตูที่ปิดลง แต่คำอวยพรที่ไม่จำเป็นพวกนั้นทำให้ฉันพอจะเดาอะไรได้บ้างแล้ว อย่าบอกนะว่า...
ฉันหันกลับมามองในห้อง แล้วสิ่งที่ฉันได้พบก็คือ
“ไง มาแล้วเหรอ...ยัยลูกหมา”
“...”
โอเค ชีวิตคนเราหนึ่งวันมันก็ต้องสวิงเป็นธรรมดาแบบนี้แหละ แค่สวิงของพริกไทยมันอาจจะแย่หน่อยเพราะเจอเรื่อง Good ให้ใจฟูแล้วก็เจอเรื่อง Bad ให้เฟล จากนั้นก็เจอเรื่อง Good มาปลอบใจก่อนจะปิดจบด้วย Very Bad Day...
เซ็งว่ะ เซ็งชะมัด เซ็งฉิบหายเลยพริกท้าย~
-หนึ่งปีต่อมา-“แม่ง”“...คะ?” ฉันที่เพิ่งจะหย่อนก้นลงเก้าอี้เงยหน้ามองฝั่งตรงข้ามแล้วเอ่ยออกมาเบา ๆ ด้วยความสงสัยว่าฝั่งตรงข้ามเป็นอะไร“หงุดหงิด”“หงุดหงิดอะไรคะ”“ฮึ!”“เอ้า! พริกถามเฮียดี ๆ นะหงุดหงิดหนักกว่าเดิมทำไม”“...”“เป็นอะไร ตอบ”“...”“จะตอบไหมเฮียดีล” ฉันจ้องเขม็ง รู้ว่าเขาหงุดหงิดแต่ไม่กลัว หงุดหงิดอะไรก็ต้องบอกกันสินี่อะไรตื่นมากำลังจะกินข้าวเช้าด้วยกันอยู่ดี ๆ ก็สบถคำหยาบซะงั้น“เราก็น่าจะรู้ว่าพี่หงุดหงิดอะไร” เฮียดีแลนวางช้อนลงทำท่างอแงเหมือนจะไม่กินข้าวซะดื้อ ๆ“ก็หม่าม๊าเขาบอกฤกษ์ที่เฮียจะแต่งมันไม่ได้”“ฤกษ์? ฮึ! ฤกษ์อะไร ก็รู้ว่ามันไม่ใช่เพราะฤกษ์” เสียงสุดหล่อไม่เอ็นจอยสุด ๆ ไปเลยค่ะ“อีกแค่หกเดือนเองค่ะ เฮียก็รอหน่อยสิ”“แค่? เราใช้คำว่าแค่เหรอพริกไทย”“อาฮะ” ฉันพยักหน้ารับง่าย ๆ เพราะคิดแบบนั้นจริง ๆ“แม่ง...รักกันจังเลยนะแม่ผัวกับลูกสะใภ้”“เอ้า! อะไรของเฮียเนี่ย”“ฮึ!” เฮียดีแลนแค่นเสียงแล้วยกแก้วกาแฟขึ้นดื่ม ดื่มเสร็จก็เมินฉันด้วยการหันไปมองที่ระเบียงซะงั้น“เฮียดีล อย่ามางอนพริกแบบนี้นะ”“เธอไม่อยากแต่งเร็วก็เรื่องของเธอสิวะยัยลูกหมา แต่พี่อยากแต่งเร็ว ๆ
“จะคุยอะไรกับพี่พูดมาเลย แต่ไม่ต้องอยากได้คำตอบที่เราถามนะ คำตอบที่รู้อยู่แล้วจะถามทำไมวะยัยลูกหมา”“ฮ่า ๆ ๆ โอเคค่ะ ถ้างั้นพริกพูดเรื่องที่พริกอยากพูดเลยนะ”“อื้ม ว่ามาพี่รอฟังอยู่”“พริก...จะไม่แต่งงานกับเฮียนะ”“...”“เฮีย...” ฉันเรียกเขาเบา ๆ เพราะหลังจากได้ยินคำพูดประโยคก่อนหน้านี้จากฉันเฮียดีแลนก็นิ่งทันที“คือ?”“ก็... / อธิบายให้ชัดหน่อยที่บอกว่าจะไม่แต่งงานกับพี่เหตุผลมันคืออะไร” พูดได้แค่วลีเดียวเขาก็พูดแทรก แต่ภายใต้ใบหน้าเรียบนิ่งสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยและความไม่เข้าใจน้ำเสียงเขากลับไม่ได้มีความหงุดหงิดหรือโมโหฉันเลยแม้แต่นิดเดียว“พริก...ไม่พร้อมแต่งงานกับเฮียค่ะ พริกกับพี่เติ้ลยังติดหนี้เฮียอยู่ ตอนนี้พริกคิดแค่เรื่องเดียวคืออยากใช้หนี้เฮียให้หมดก่อนแล้วค่อยคิดเรื่องอื่น แต่พริกก็ไม่รู้ว่าวันไหนที่เราสองคนพี่น้องจะใช้หนี้หมดเลยคิดว่า...คงจะไม่แต่งงานกับเฮียดีกว่า” คำอธิบายของฉันทำให้เขาระบายรอยยิ้มอบอุ่นออกมาบาง ๆ แต่ถึงจะแค่บาง ๆ ฉันกลับอบอุ่นไปถึงขั้วหัวใจ“จะทิ้งพี่รึไง” เฮียดีแลนถามพร้อมกับใช้หลังมือไล้แก้มฉันเบา ๆ ทำเอาฉันใจเต้นไม่เป็นจังหวะได้ง่าย ๆ“เปล่า พริก
“ขอบคุณนะคะ” ฉันเอ่ยคำขอบคุณสุดหล่อของฉันทันทีที่เขาเดินเข้ามาในบริเวณบ้าน“เปลี่ยนเป็นจุ๊บแก้มสักหนึ่งครั้งได้ไหม”“คะ?” ฉันเปล่งคำนี้ออกมาสั้น ๆ ด้วยความแปลกใจ ขอจุ๊บแก้มนี่นะ? แต่พอเห็นฉันดูงง ๆ คนตรงหน้าก็ระบายรอยยิ้มบาง ๆ ที่ดูอ่อนโยนมากมาให้ แต่ความจริงตั้งแต่เกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นรอยยิ้มของคนตรงหน้าก็ดูอ่อนโยนมากแบบนี้เสมอนะ เมื่อก่อนก็อ่อนโยนอยู่แล้วล่ะแต่ตอนนี้อ่อนโยนมากขึ้น เหมือนเขายิ้มเพื่อส่งความอบอุ่นมาให้ฉัน เหมือนเขาใช้รอยยิ้มเป็นสื่อกลางเพื่อบอกให้ฉันรู้อยู่เสมอว่าเขาจะอยู่ข้าง ๆ เป็นที่พักพิงให้ตลอดไปไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรร้ายแรงแค่ไหนก็ตาม“อยากจุ๊บแก้มเรา ได้ไหม”“ต้องขอด้วยเหรอคะ” ไม่ได้อ่อยนะแต่ระดับเฮียจะจุ๊บแก้มเมียนี่ต้องขอด้วยเหรอ? ถามจริง?“ฮึ ๆ ๆ ขอสิ เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาสวีทกันนี่ พี่จะจุ๊บเราสุ่มสี่สุ่มห้าได้ยังไง เกิดพี่เข้าไปจุ๊บแต่เรากำลังรู้สึกไม่โอเคกับเรื่องอะไรสักเรื่องพี่ว่ามันคงไม่ดี” เขา...น่ารักจัง พอได้ฟังเหตุผลของการที่เขาเอ่ยปากขอจุ๊บแก้มฉันก็เข้าใจอย่างกระจ่างแจ้งว่าเขารู้สึกยังไงเลยรีบส่งรอยยิ้มน่ารัก ๆ กลับไปให้“จะอยู่ในอารมณ์ไหนแก้มพ
“กินอีกไหมลูกเดี๋ยวให้เฮียดีลปอกให้”“ไม่แล้วค่ะหม่าม๊า หนูอิ่มแล้วค่ะ” ^^ ฉันปฏิเสธพร้อมกับส่งยิ้มให้คนถาม“แต่ม๊าว่าหนูพริกกินน้อยไปนะลูก” สีหน้าเป็นห่วงของหม่าม๊าทำให้ฉันอมยิ้มแต่ไม่ได้พูดอะไรมากกว่านี้ ฉันกินน้อยจริง ๆ นั่นล่ะแต่กินมากกว่านี้ไม่ไหวแล้วเพราะเท่าที่กินเข้าไปก็ฝืนสุด ๆ“พริกไทยเพิ่งเจอเรื่องเครียดมานะครับหม่าม๊าเลยกินได้น้อย แต่เดี๋ยวหายเครียดก็กินเยอะเอง หม่าม๊าไม่ต้องห่วงนะครับถึงตอนนั้นร้องจะกินจนลูกชายหม่าม๊าป้อนไม่ไหวแน่นอน” เฮียดีแลนที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ ช่วยพูดกึ่งแซวฉัน“โอเคจ้ะ ถ้างั้นก็หายเครียดไวไวนะลูกนะ เรื่องมันผ่านไปแล้วอย่าเก็บมาคิดจนทำร้ายตัวเองเด็ดขาด” ท่านปลอบโยนพร้อมกับเอามือลูบหัว สายตาของหม่าม๊าเต็มไปด้วยความห่วงใย ที่สำคัญท่านมาเยี่ยมเร็วมาก หลังจากที่ฉันฟื้นได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงหม่าม๊าก็มาถึงที่นี่แล้ว ตอนที่ท่านเข้ามาในห้องท่าทางท่านร้อนรนมาก ฉันสัมผัสได้ทุกความรัก ความห่วงใยจากผู้ใหญ่วัยกลางคนตรงหน้าที่มีให้เด็กผู้หญิงธรรมดา ๆ อย่างฉันน้ำตาถึงได้คลอออกมาไงคะ“ค่ะหม่าม๊า” ฉันยิ้มรับ อย่างน้อยในความโชคร้ายก็ยังมีโชคดีเกิดขึ้นกับแกนะพริกไทยเพราะต่อ
“หุบปากซะไอ้เหี้ย!”“เธอนั่นล่ะที่ต้องหุบปากถ้าไม่อยากให้คลิปหลุด!”“ไง! มึงจะฆ่ากูเลยไหม? กูรู้ว่าในห้องนี้มีปืน ไปเอามายิงกูเลยถ้ามึงคิดว่าคลิปที่กูเอากับเมียมึงมันจะไม่... / มันไม่มีคลิปอะไรทั้งนั้นล่ะ! ถ้าจะมีก็คงมีแค่ฉันที่เลิกโง่แล้วส่งคนอย่างแกไปลงนรก!”ขวับ!“...แพม!”“...น้องแพม?” ฉันเองก็ตกใจที่ได้เห็นบุคคลที่สี่ไม่ต่างจากปริ๊นซ์ แต่ฉันแค่ไม่ได้ตกใจเท่าปริ๊นซ์ที่ตอนนี้แสดงอาการหน้าตื่นจนเห็นได้ชัดแพมหรือยัยน้องแพม อดีตแฟนของปริ๊นซ์ที่อยู่ ๆ ก็หายไปจากมหาวิทยาลัยชนิดที่ไม่มีใครได้ข่าวคราวเลยสักคน มีข่าวลือว่าซิ่วไปเรียนที่อื่นเพราะเลิกกับปริ๊นซ์เข้าหูอยู่บ้างแต่ฉันก็ไม่ได้ตามหาความจริงเพราะอยู่ในช่วงที่กำลังอินเลิฟกับเฮียดีแลนอีกอย่างก็ไม่รู้จะไปสนใจเรื่องของคนที่เขาไม่ชอบเราไปเพื่ออะไรด้วย แต่วันนี้แพมกลับปรากฏตัวที่นี่ ในคอนโดของคนรักฉันที่สำคัญยังเพิ่งโผล่ออกมาจากห้องนอนเล็กที่เฮียดีแลนเคยให้ฉันไปอยู่ตั้งแต่แรกที่มาอยู่ที่นี่ด้วยนี่มันอะไรกัน?“ไง ตกใจเหรอคะพี่ปริ๊นซ์ ไม่สิ ตกใจเหรอ...ไอ้สารเลว” แพมจ้องปริ๊นซ์แล้วเดินออกมาจากห้องนั้นช้า ๆ ออกมาพร้อมกับสิ่งที่ทำให้ฉันขาสั
แอด~ประตูคอนโดถูกปริ๊นซ์ผลักเข้าไปให้เปิดออก ภายในห้องไม่ได้สว่างจ้าแต่ก็มีแสงสว่างเพราะไฟถูกเปิดไว้ เห็นไฟแค่นี้ฉันก็รู้แล้วว่าเจ้าของห้องอยู่ในนี้ ถ้าอยู่คนเดียวเฮียดีแลนไม่เปิดไฟทั่วห้องอยู่แล้วฉันรู้“เอามือออกไปปริ๊นซ์” ฉันบอกปริ๊นซ์ที่ลงน้ำหนักมือมาที่เอวฉันมากขึ้นเบา ๆ แต่ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุสินะฉันลืมไป“ฮึ ๆ ๆ แค่กอดไอ้ห่านั่นไม่ขาดใจตายหรอก”“...” ฉันไม่ต่อปากต่อคำ เลือกที่จะเงียบเพราะไม่อยากพูดให้มันกลายเป็นการยั่วยุให้ปริ๊นซ์อยากเอาชนะมากขึ้น บอกตรง ๆ นะคะว่ากลัวเฮียดีแลนเป็นฆาตกรเร็ว ๆ นี้มาก และฉันมั่นใจว่าตอนนี้คนของฉันเขาคงรู้แล้วว่าห้องเขามีคนเข้ามาแต่เขาแค่ยังไม่ออกมาแสดงตัวก็เท่านั้น“เข้าไปสิ” ปริ๊นซ์ดันเอวฉันเบา ๆ ฉันเลยเดินเข้ามาในห้องตามคำสั่ง ใจก็เริ่มเต้นรัวเพราะไม่อยากให้คนรักของตัวเองรู้สึกแย่ไปมากกว่านี้หมับ!“...” ฉันตั้งใจจะเดินให้เร็วเพื่อออกห่างจากปริ๊นซ์ แต่ก้าวขาได้สองก้าวปริ๊นซ์ก็ตามมากอดเอวเอาไว้ทำให้ฉันนิ่งไปชั่วขณะด้วยความรู้สึกรังเกียจรังเกียจ ขยะแขยง อยากอาเจียน แค่ยืนใกล้ ๆ ก็แทบจะไม่อยากหายใจใช้อากาศร่วมแล้วแต่นี่ปริ๊นซ์มาสัมผัสร่างกายมัน







