Mag-log in“ฉันก็ไม่ได้หมายความแบบนั้น วาไม่ใช่คนอื่น แต่คุณก็…ฮึ่ย! ช่างเถอะ พูดไปฉันก็ไม่ได้กินอยู่ดี” ศิศิราเม้มปากด้วยความหงุดหงิดขุ่นเคือง ขุ่นเคืองที่ว่าอะไรอีกฝ่ายมากไม่ได้ เพราะเขาเป็นเจ้านาย
“อีกนานไหมคะ” ระหว่างที่ทั้งคู่กำลังเดินไปที่รถด้วยกัน จู่ๆ เธอก็ถามขึ้น ทำให้เขาต้องขมวดคิ้วและหันมามอง
“เนี่ย? อีกนานไหมคะ” เธอย้ำอีกครั้ง พร้อมกับเหลือบไปมองมือเขาที่ยังจับอยู่ที่แขนของเธอ ทำให้คนจับจำต้องรีบปล่อย ซึ่งเป็นตอนที่ถึงที่รถแล้วพอดี คนรถที่เห็นเจ้านายเดินมา ก็รีบเดินมาเปิดประตูรถให้อย่างรู้หน้าที่
“เอ้า! นี่บอสจะขับเองเหรอคะ” เธอร้องถาม เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังจะขึ้นไปนั่งประจำที่คนขับแทนที่จะเป็นเบาะหลังอย่างที่ควรจะเป็น
“อืม! ขึ้นรถสิ เดี๋ยวไม่ทัน” คำตอบของเขาทำให้เธอต้องรีบเดินอ้อมไปเปิดประตูข้างคนขับ ก่อนที่ทั้งคู่จะนั่งเคียงข้างกันออกไป กระทั่งรถสปอร์ตคันหรูเคลื่อนมาหยุดอยู่ที่ภัตตาคารแห่งหนึ่ง
“ฉันจำได้ว่าเรานัดลูกค้าไว้ที่โรงแรมไม่ใช่เหรอคะ แต่นี่มัน…” เธอลงมาหยุดยืนอยู่หน้าภัตตาคารด้วยสีหน้างุนงง
“รีบไปเถอะ เดี๋ยวไม่ทัน” แทนที่จะตอบคำถาม เขากลับพูดคำเดิม
“นัดกันบ่ายสอง นี่เพิ่งเที่ยง มันจะไม่ทันได้ไงวะ” เธอเดินตามแต่ก็อดบ่นงึมงำไม่ได้ ก่อนจะกลายเป็นโอดครวญหลังได้กลิ่นหอมๆ ยั่วน้ำลายจากอาหารมากมายที่พนักงานเสิร์ฟยกผ่านหน้า
“ฮือ! เอาเวลากินข้าวฉันไปไม่พอ ยังจะพาฉันมาดมกลิ่นอาหารให้ทรมานเล่นอีก จิตใจคุณทำด้วยอะไรเนี่ยคุณภากร นี่ถ้าดมแล้วอิ่มได้ ฉันจะไม่บ่นเลยสักคำ” เธอยังคงบ่นพึมพำขณะเดินตามเขาห่างๆ กระทั่งพนักงานของร้านพาคนทั้งคู่เข้ามาในห้องห้องหนึ่งซึ่งเป็นห้องส่วนตัว ไม่มีผู้คนพลุกพล่านเหมือนอย่างโซนด้านนอกที่เธอเพิ่งเดินผ่านมา
“บอสนัดลูกค้ามาทานข้าวที่นี่เหรอคะ ดีนะคะ” หลังจากพนักงานร้านออกไป เธอก็อดถามไม่ได้ ในขณะที่ใจกลับคิดอีกอย่าง
‘จะทรมานกันไปถึงไหน’ ตอนแรกแค่ดมกลิ่น เธอก็แทบจะแดดิ้นอยู่กับพื้นแล้ว แต่นี่อาหารมากมายที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ จะให้เธอขาดใจตายไปเลยรึไง
“เปล่า” เขาตอบพลางลงนั่งด้วยท่าทีสบายๆ
“เอ้า! แล้วอาหารพวกนี้ล่ะคะ”
“สำหรับเรา” เขาบอกขณะกำลังตักบางอย่างเข้าปากด้วยท่าทางเอร็ดอร่อย
“มะหมายถึงฉันด้วย?” เธอชี้มาที่ตัวเอง แต่สายตากลับจับจ้องอยู่ที่อาหารตาเป็นมัน
“ก็ถ้าคุณยังช้า มันอาจจะหมายถึงของผมคนเดียว” เธอรีบนั่งลงฝั่งตรงข้ามเขาโดยไม่ต้องรอให้พูดซ้ำอีก
“ไม่เกรงใจแล้วนะคะ” สิ้นเสียงเธอก็ตักอาหารจานโน้นจานนี้เข้าปากด้วยท่าทางเอร็ดอร่อย เห็นเธอทำท่าราวกับว่ามีความสุขนักหนา เขาก็อดยิ้มไม่ได้
“นี่หิวจริงๆ หรือกินประชด” เขาแสร้งว่า
“ก็ต้องหิวสิคะบอส หิวจนตาลายเลยล่ะค่ะ”
“นั่นสินะ ไม่อย่างนั้นคุณคงไม่ทำท่าราวกับว่าโกรธผมนักหนา ตอนที่ผมเอาถุงนั่นให้เพื่อนคุณ”
“หืม! ก็ถ้ารู้ว่าบอสจะพามากินของอร่อยแบบนี้ ฉันจะไม่ว่าเลยสักคำค่ะ” เธอยังคงมีความสุขกับความอร่อยตรงหน้า
“ก็นึกว่ามันมีความหมายกับคุณ เพราะว่าใครบางคนให้มาซะอีก” เขาแสร้งหยั่งเชิงเพื่อดูท่าที
“จริงๆ ก็มีค่ะ” คู่สนทนาได้ฟังถึงกับชักสีหน้าทันที ถ้าไม่ติดว่ามีประโยคต่อมา “เพราะนั่นน่ะ อาหารมื้อแรกของฉันเลยนะคะ ตั้งแต่เช้ามานอกจากกาแฟแค่ถ้วยเดียว ก็ไม่มีอะไรตกถึงท้องฉันอีกเลย มันก็ไม่แปลกหรอกค่ะถ้าฉันจะหวงมัน”
“ก็แล้วทำไมคุณถึงไม่จัดการมื้อเช้าให้เรียบร้อยก่อนมาทำงาน ตอนเด็กๆ ไม่มีใครเคยบอกรึไงว่ามื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญ” คนถูกอบรมประหนึ่งเด็กตัวน้อยๆ ถึงกับเหลือบมองก่อนตอบ
“ฉัน…ตื่นสายค่ะ” เธอยอมรับออกไปตรงๆ ก่อนยิ้มแหยๆ ให้ ครั้นพอเห็นเขาส่ายหน้าน้อยๆ เธอก็รีบแก้ต่างให้ตัวเองดูดีขึ้นมาบ้าง
“แต่ถึงฉันจะตื่นสายจนทานมื้อเช้าไม่ทัน ฉันก็ไม่เคยมาทำงานสายนะคะบอส”
“อืม! ก็นับว่ายังพอมีข้อดีอยู่บ้าง”
“เอ่อ…นี่ชมใช่ไหมคะ” เธอทำหน้าแหยๆ อย่างไม่แน่ใจนัก
“อืม! รีบทานเถอะ อีกเดี๋ยวเราต้องไปกันแล้ว” หลังจากที่กินกันไปคุยกันไปพักใหญ่ ทั้งคู่ก็จัดการกับอาหารบนโต๊ะจนเกือบหมดทุกอย่าง ไม่สิ! ไม่ใช่ทั้งคู่ แต่เป็นเธอต่างหาก
“กินเยอะขนาดนี้ คุณมีกี่กระเพาะกันแน่ศิศิรา” โชคดีที่เขาโทรสั่งอาหารพวกนี้ไว้ก่อนออกมา ไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าจะต้อรอนานแค่ไหนกว่าที่คุณเธอจะอิ่ม
“โห! ฉันไม่ใช่ควายนะคะบอส” เธอโอดครวญทันที
“ก็ไม่ได้บอกว่าเป็น อาจจะเป็นแพะ แกะ หรือไม่ว่าก็กวางก็ได้” เขายักไหล่
“จะอย่างไหนมันก็ไม่ดีทั้งนั้นล่ะค่ะ แต่ยังไงก็ขอบคุณนะคะสำหรับอาหารมื้อนี้ อย่างน้อยคุณก็ไม่ใช่เจ้านายใจดำอย่างที่คิด” ท้ายประโยคเธอแอบพูดเบาๆ แต่คนหูดีก็ยังอุตส่าห์ได้ยิน
“ผมไม่ใช่คนใจดำ แต่ผมก็ไม่ใช่คนใจดี เอาเป็นว่ามื้อนี้ถือว่าคุณติดผมไว้ก่อน ไว้มีโอกาสคุณค่อยเลี้ยงผมคืน”
“เฮ้ย! แต่ฉันไม่มีปัญญาพาคุณมาเลี้ยงที่หรูๆ แบบนี้หรอกนะคะ” ให้ตายสิ! ตอนนี้เธออยากกลับคำ แล้วก็ขย้อนของที่กินเข้าไปออกมา เขาไม่ใช่แค่ใจดำ แต่งกด้วย
“ก็ไม่ได้บอกนี่ว่าจะต้องเป็นร้านหรู เอาเป็นว่าคุณเป็นคนจ่าย คุณก็เป็นคนเลือก ผมไม่ใช่คนเรื่องมากอยู่แล้ว เพราะถ้าผมเลือกมาก ผมคงเลือกเลขาคนใหม่ไปนานแล้ว” พูดจบเขาก็เดินออกไป ทิ้งเธอให้คิดทบทวน ครั้นพอคิดได้ก็รีบเดินตามออกไป
“เฮ้! บอสพูดแบบนี้หมายความว่าไงเนี่ย” เธอตะโกนไล่หลัง แต่เขาเพียงหันมายิ้มให้แทนคำตอบ
“เชิญค่ะ ท่านประธานรออยู่ด้านในค่ะ” พนักงานต้อนรับผายมือให้ หลังพาทั้งคู่มาหยุดยืนอยู่ที่หน้าห้องรับรอง
“สวัสดีครับคุณเจตต์ / สวัสดีครับคุณภากร” สองหนุ่มจับมือทักทายตามแบบสากล ในขณะที่สาวหนึ่งเดียวในห้องยังคงยืนอึ้งตะลึงในความหล่อล่ำของเจ้าของโรงแรม แน่นอนว่ามันต่างกับภาพที่คิดเอาไว้โดยสิ้นเชิง ทีแรกก็นึกว่าอ้วนพุงโล หรือไม่ก็คงแก่คราวพ่อ ใครจะไปคิดว่าคนที่ยังหนุ่มยังแน่นแถมหน้าตาดีแบบนี้จะเป็นเจ้าของโรงแรมใหญ่โตได้
‘บ้าบอ! หล่อรวย เพอร์เฟคขนาดนี้หาที่ไหนได้อีกเนี่ย เอ้อ! แต่ก็หาได้ที่บริษัทเรานี่หว่า’ เธอหันไปมองหน้าเจ้านายหนุ่มแทนคำตอบ ใช่! เจ้านายเธอมีครบทุกอย่างที่ว่ามา แล้วก็ไม่ใช่แค่เจ้านาย พี่ชายเจ้านายก็ดูดีไม่แพ้กัน แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น เพราะผู้ชายใกล้ตัวคือของต้องห้ามสำหรับเธอ ส่วนผู้ชายไกลตัวคนนี้…กรี๊ดได้
‘พ่อแก้วแม่แก้ว ผู้ชายอะไรทำไมหล่อโฮกขนาดนี้ หล่อวัวตายควายล้ม หล่อไม่บันยะบันยัง หล่อจนต้องร้องขอชีวิต’ เธอตะโกนกู่ร้องในใจ แต่ไอ้สีหน้าท่าทางที่แทบปิดไม่มิดของเธอขณะมองผู้ชายตรงหน้ามันทำให้ผู้ชายอีกคนอดเขม่นไม่ได้
“อะแฮ่ม!” เสียงกระแอมเบาๆ ของเขาเรียกสติคุณเธอให้ต้องหันไปมอง เพื่อจะพบกับหน้าบึ้งๆ ของเจ้านาย
“นี่เลขาผม ศิศิรา” เขาหันไปแนะนำเธอให้ลูกค้ารายใหญ่ได้รู้จัก
“สวัสดีค่ะคุณเจตต์” เธอยกมือไหว้อีกฝ่ายพร้อมกับทำท่ากระมิดกระเมี้ยน
“ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณศิศิรา จากนี้ไปเราคงได้เจอกันบ่อยๆ เชิญทั้งคู่นั่งก่อนดีกว่าครับ” เจตต์หันมาทักทายศิศิราด้วยท่าทางเป็นมิตร ก่อนจะผายมือเชื้อเชิญให้ทั้งคู่ไปนั่งคุยกันที่โซฟา
บทที่ 65“แต่ทุกคนอุตส่าห์มาเพื่อฉันนะคะ แล้วถ้าฉันกลับก่อน คนอื่นจะรู้สึกยังไง” เหตุผลของเธอทำคนอยากกอดเมียคอตกทันที ช่างเป็นภาพที่น่าสงสารเหลือเกิน “ไม่เป็นไรหรอกศิ แกไปเถอะ อย่าลืมสิว่าคนสละโสดไม่ได้มีแค่แกซะเมื่อไหร่ ไอ้วามันก็ยังอยู่ เดี๋ยวพวกฉันสนุกกันเองต่อได้ แกพาคุณภากรกลับไปนอนเหอะ ไม่ต้องห่วงทางนี้” ศิศิราหันไปมองหน้าพริมรตาด้วยความลังเล ก่อนจะหันไปมองคนอื่นๆ ด้วย แต่เมื่อทุกคนพากันพยักหน้าให้ แม่งานอย่างเธอจึงได้แต่ถอนหายใจ “โอเค! กลับก็กลับค่ะ งั้นฉันไปก่อนนะทุกคน เอ้อ! ยัยมัดแล้วแกล่ะจะกลับยังไง” ก่อนจะทันได้ออกไป เธอก็ไม่ลืมที่จะหันมาถามน้องสาวด้วยความเป็นห่วงด้วย “ไม่ต้องห่วงฉันหรอกน่า ฉันเอาตัวรอดได้ ห่วงตัวเองเถอะ จะได้นอนไหมคืนนี้น่ะ” มัดหมี่อดล้อเลียนพี่สาวไม่ได้ “เดี๋ยวเหอะยัยเด็กแก่แดด” ศิศิราคาดโทษน้องสาวพลางยิ้มเขินอายกับสายตาล้อเลียนของทุกคนที่กำลังมองมาที่เธอเป็นตาเดียว ทำให้เธอต้องรีบลากตัวต้นเหตุความอายครั้งนี้ออกไปจากห้องโดยเร็ว “หิวจัง!” ทันทีที่ก้าวเข้ามาในห้อง เขาก็พูดขึ้นลอยๆ “เอ้า! นี่ค
บทที่ 64“เฮ้ย! แปลกแฮะ ดื่มไปตั้งหลายแก้ว ทำไมไม่เมาวะ หรือว่า…แอลกอฮอล์มันจะทำปฏิกิริยาแต่เฉพาะเวลาอยู่กับผู้ชาย” ด้วยรูปการณ์ตอนนี้ มันทำให้เธอคิดเป็นอื่นไม่ได้ “บ่นอะไรของแกศิ แล้วปฏิกริยาอะไรของแก เมารึเปล่าเนี่ย” แวววิวาห์แสร้งล้อ “นั่นสิ ปกติถ้าดื่มเข้าไปขนาดนี้ ฉันต้องนอนสลบเหมือดไปแล้ว ไอ้พรีมแกใส่อะไรลงไปเหล้าเนี่ย ทำไมกินเท่าไหร่ก็ไม่เมาเลยล่ะ” คิดไปคิดมา ศิศิราจึงหันไปถามคนชง “อะไรของแก ฉันก็ใส่ปกติเหมือนที่เคยชงให้แกกินทุกทีนั่นแหละ” พริมรตาตอบพลางลอบมองนาฬิกา “นี่คือปกติที่พวกพี่กินกันเหรอ” มีนาอดถามไม่ได้ แล้วก็ได้คำตอบเป็นการพยักหน้าของทั้งสามคน “กินแบบนี้ กินทั้งคืนก็ไม่เมาหรอกค่ะ” มีนาเสริมอีก “ก็เพราะไม่อยากให้เมาไง พี่ก็เลยใส่ไปแค่แก้วละหยดสองหยด ที่เหลือก็โซดาล้วนๆ อะ! อย่างวันนี้ก็ดีหน่อยไม่ใช่โซดาแต่เป็นน้ำอัดลมแทน กินแล้วสติครบถ้วน ที่สำคัญ…ไม่เปลืองด้วย” คนขี้งกบอกด้วยความภาคภูมิใจ ในขณะที่อีกสองสาวถึงกับหันขวับมามองคนพูดเป็นตาเดียว “อา…ถึงว่าทำไมรู้สึกเหมือนปาร์ตี้น้ำอัดลม นี่ถ้ากินแ
บทที่ 63“ผมลานะครับคุณพ่อคุณแม่” เขาเองก็ไหว้ลาบ้าง แต่ยังไม่ทันที่ทั้งคู่จะได้ก้าวขึ้นรถที่จอดอยู่หน้าบ้าน เสียงของครูศิรีก็ทำให้เท้าของเขาพลันหยุดชะงัก “ถึงจะมีบุญคุณที่ช่วยชีวิตลูกสาวฉัน แต่ก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะเอาเปรียบลูกสาวฉันได้ จัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย อย่าให้ยัยมะขวิดต้องกลายเป็นขี้ปากชาวบ้าน” คนเป็นแม่พูดทิ้งท้าย ในขณะที่เขายังงงกับชื่อที่ได้ยิน “มะขวิด?” เขาหันมาถามเธอ “โอ๊ย! อย่าเพิ่งถามตอนนี้ได้ไหมเล่า หันไปตอบแม่ก่อน” แน่นอนมันเป็นคำถามที่กระดากเกินกว่าที่จะตอบ จึงใช้อีกเรื่องมาเป็นข้ออ้างเพื่อหลบเลี่ยง “เอ้อ! ผมจะให้ผู้ใหญ่มาสู่ขอมะขวิด เอ๊ย! ศิศิราให้เร็วที่สุด คุณแม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ” เพราะชื่อมะขวิดที่ยังติดค้างอยู่ในใจเลยทำให้เผลอพูดออกมา แต่มันทำให้เจ้าของชื่อถึงกุมขมับทันที “อืม! ไปเถอะ ขับรถดีๆ ล่ะ” ครูศิรีทำเป็นไม่สนใจ แต่ก็อดห่วงไม่ได้อยู่ โดยเฉพาะเมื่อรถเคลื่อนออกไป แล้วแม่ลูกสาวตัวดีก็โบกมือหยอยๆ ร่ำลา แล้วความอาลัยอาวรณ์ก็ทำให้คนเป็นแม่โบกมือตอบกลับไปอย่างลืมตัว ก่อนจะรีบเอามือลงเมื่อถูกสามีล้อเลีย
บทที่ 62“เห็นคุณเจตต์เขาเล่าว่าพวกมันมีทั้งปืนทั้งมีด โชคดีนะที่แกรอดมาได้ ว่าแต่แผลที่คอแกเป็นไงบ้าง” พริมรตาถามด้วยความเป็นห่วง ไม่ได้รู้แผนการอะไรกับเพื่อนด้วย แต่มันก็เข้าทางเจ้าของแผนพอดิบพอดี เพราะมันทำให้คนเป็นแม่ทันได้สังเกตผ้าก๊อซที่ปิดอยู่ที่ต้นคอลูกสาว ซึ่งนั่นจะช่วยเสริมให้ท่านรู้ว่าสิ่งที่พวกเธอพูดมันคือเรื่องจริง “ไม่เป็นไรแล้ว ห่วงก็แต่เขา ไม่รู้เป็นไงบ้าง ยังเจ็บแผลรึเปล่าก็ไม่รู้ ถ้าเมื่อวานเขาไม่เข้ามารับคมมีดแทน ไม่รู้เหมือนกันว่าป่านนี้ฉันจะเป็นยังไง พรีมฝากบอกให้เขาไปล้างแผลทุกวันด้วยนะ” ศิศิราทำหน้าเศร้าทันทีที่พูดถึงชายคนรัก ในขณะที่พริมรตาก็ได้แต่พยักหน้ารับ ตอนนั้นเองคนที่ยืนฟังนิ่งอยู่ห่างๆ ก็เดินเข้ามาแต่กลับไม่พูดอะไร จากนั้นก็ออกไปเงียบๆ ดังเดิม “เฮ้อ!” แวววิวาห์ถึงกับถอนหายใจออกมาแรงๆ รู้สึกเหมือนสิ่งที่พวกตนกำลังพยายามอยู่มันเสียเปล่า ไม่แคล้วแผนวันนี้ก็ต้องล้มเหลวอีกตามเคยหลังจากที่เพื่อนๆ ของเธอพากันกลับไป เธอก็ต้องกลับเข้าไปอยู่ในห้องอีกเช่นเคย เธอเหม่อมองไปนอกหน้าต่างอย่างเลื่อนลอย พลันสายตาก็สะดุดเข้ากับผู้ชายคนหนึ่งที่ยืนอยู
บทที่ 61“รักเหรอ? ถ้ามันรักแกจริง มันต้องทำทุกอย่างให้ถูกต้อง ไม่ใช่ย่ำยี่แกแบบนี้” คนเป็นแม่ขึ้นเสียงด้วยความเดือดดาล ตอนนี้แทบไม่รู้เลยว่าระหว่างความโกรธกับผิดหวัง อย่างไหนมีมากกว่ากัน “ไม่จริง! หนูต่างหากที่เป็นฝ่ายเข้าหาเขา หนูนี่แหละที่ย่ำยีเขา” สิ้นเสียงมือของคนเป็นแม่ก็ตวัดลงบนหน้าขาวๆ ของเธอ “เพียะ! ลูกไม่รักดี แกกล้าพูดแบบนี้ออกมาได้ยังไง ยังมีความละอายอยู่ไหม ฉันเคยสอนนักสอนหนาว่าให้แกทำตัวดีๆ รักนวลสงวนตัว แต่แกกลับลืมทุกอย่างที่ฉันพูด แกอยากให้ฉันอกแตกตายนักใช่ไหม” “ใจเย็นๆ กันทั้งสองคนนั่นแหละ มีอะไรก็ค่อยๆ พูด ค่อยๆ จากัน มะขวิดลูกเองก็ผิดที่ทำอะไรข้ามขั้นตอน ส่วนแม่ แม่เองก็ผิดที่ใจร้อนเกินไป ไหนๆ ตอนนี้เรื่องมันก็เลยเถิดมาจนถึงตอนนี้แล้ว เราควรปล่อยให้ลูกได้ลองผิดลองถูกด้วยตัวเองนะแม่นะ ลูกมันก็ไม่ได้อายุน้อยๆ แล้ว” คนเป็นพ่อที่อยู่ตรงกลางจำต้องเกลี้ยกล่อมให้สองฝ่ายมาบรรจบกัน แต่ภรรยาเขาก็ดื้อรั้นเกินไป “ปล่อยให้มันโดนหลอกแล้วมานั่งน้ำตาเช็ดหัวเข่าน่ะเหรอ ผู้ชายถ้ามันจริงจัง มันต้องมาทำทุกอย่างให้ถูกต้อง ไม่ใช่ปล่อยให้เรื่อง
บทที่ 60“ทำไมพวกคุณต้องทำเหมือนกลัว พวกเขาเป็นใคร แล้วทำไมต้องกลัว” พ่อเลี้ยงพิมายที่ติดสอบห้อยตามพริมรตามาด้วยถามด้วยความสงสัย “ก็ถ้าคุณรู้จักแม่เพื่อนฉันดี คุณจะหายสงสัย นี่ช่วยคิดหน่อยสิ ว่าฉันควรทำไงไม่ให้พวกท่านรู้ว่ายัยศิไปอยู่ที่ไหนกับใคร โดยที่ฉันไม่ต้องโกหก” พริมรตาหันไปขอความช่วยเหลือพิมาย แต่อีกฝ่ายกลับตอบกลับมาสั้นๆ พลางยักไหล่ “ทำใจ” คำตอบของพิมายทำพริมรตาเม้มปากแน่น ก่อนจะต้องสะดุ้งเพราะเสียงของครูศิรี “ว่าไงพรีม มัด ตอนนี้มะขวิดอยู่ที่ไหน” สองสาวที่ถูกคาดคั้นหันมองหน้ากันด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน แต่ก่อนที่พวกเธอจะคิดหาคำตอบดีๆ ได้ ครูศิรีก็พูดแทรกขึ้นมาอีก “สองคนคงไม่คิดโกหกป้าหรอกใช่ไหม รู้นะว่าป้าไม่ได้โง่พอที่จะดูไม่ออก” คนถูกพูดดักทางพากันกลืนน้ำลายดังเอื๊อก ตอนนี้คงต้องสุดแล้วแต่โชคชะตาของ ศิศิรา สิบนาทีต่อมา ตอนนี้ทั้งหมดนั่งกันอยู่บนรถของพ่อเลี้ยงพิมายอย่างไม่มีทางเลือก และจุดหมายปลายทางก็คือโรงพยาบาลที่ศิศิรากับภากรพากันไปทำแผลและตรวจร่างกาย “ให้มัดช่วยถือไหมจ๊ะป้า” มีนาอาสา ไม่ใช่เพราะมีน้ำใจ แ







