โมเน่เปิดประตูกว้างออกเพื่อให้ชายหนุ่มที่ลากกระเป๋าใบโตเข้ามาในห้อง และทันทีที่ชายหนุ่มลากกระเป๋าใบโตผ่านหน้าเธอไปกลิ่นน้ำหอมจาง ๆ แบบผู้ชายลอยมาแตะจมูก เธอเผลอมองตามแผ่นหลังกว้างที่ตั้งตรง ไหล่หนาได้สัดส่วน และความสูงที่ทำให้เขาดูเกินคำว่า “เด็ก” ไปไกล
นี่น่ะหรือ ‘เด็ก’ ในความหมายของแม่
เธอเม้มริมฝีปากแน่น ความคิดหลากหลายแล่นผ่านในหัว ความสับสนปนความสงสัย
ที่อยากระเบิดมันออกมา แม่คิดอะไรอยู่กันแน่ ถึงฝากเด็กแบบนี้มาไว้กับเธอ ถึงจะบอกว่าแค่เดือนสองเดือน และยิ่งบอกว่าเผื่อเธอจะเที่ยวน้อยลง หรือจริง ๆ แล้วแม่ส่งเขามาสอดแนมเธอกันแน่
คนที่ได้ขึ้นชื่อว่าเด็กในสายตาของแม่เธอหยุดเดินอย่างกะทันหันเพราะเขาเห็นเงาสะท้อนของหญิงสาวที่ทำหน้าครุ่นคิดไม่มองทางเดิน เขาหมุนตัวกลับมาจนทำให้คนที่ไม่มองทางอย่างเธอเกือบจะชนเข้ากับแผงอกของเขา โชคดีที่เขาคว้าตัวเธอไว้ทัน แต่ร่างสูงก็ดันเข้าใกล้เธอจนทำให้หัวใจของเธอเต้นระรัว ฮึบไว้ก่อน เราจะมาเสียฟอร์มเพราะไอ้เด็กนี่ไม่ได้ ดึงหน้าเข้าไว้โม่เนบอกกับตัวเองพร้อมเชิดหน้ามองเขากลับทันที
“คิดอะไรอยู่ครับ คิดไม่ดีหรืออยู่รึเปล่า” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามในขณะที่ตอนนี้ริมฝีปากของเขาอยู่ใกล้ใบหูของเธอ จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่น ๆ ก็โดนแก้มและใบหู
“เปล่าไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้นละ เขยิบออกไปด้วยร้อน” โมเน่ใช้ทั้งสองมือเล็ก ๆ ของเธอผลักอกชายหนุ่มให้ถอยร่นไป แล้วเดินนำไปยังโซฟา และสายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นชุดเดรสสีดำที่เธอโยนทิ้งไว้ตั้งแต่เมื่อคืน
“ดะ เดี๋ยวก่อน พี่นั่งตรงนี้ เราเขยิบไปตรงโน้นดีกว่า”
“ทำไมละ นั่งตรงไหนก็เหมือน ๆ กัน” เขาชะงัก มองเธอด้วยสายตาสงสัย
“ไม่เหมือนหรอกเชื่อพี่” เธอรีบนั่งทับชุดเดรสเจ้าปัญหานั้นอย่างแนบเนียนที่สุดเท่าที่จะทำได้ และปล่อยให้ชายหนุ่มนั่งถัดออกไปจากเธอบนโซฟา
“หึ เดรสสีดำ รสนิยมดีนี่” เขาบอกเธอเสียงเรียบ “ผมเห็นแล้วไม่ต้องแอบหรอก”
‘เพล้ง’ ความรู้สึกเหมือนกระจกแตกกระจายดังขึ้นในหัว “ฮะ ฮะ ฮ่า” โมเน่หัวเราะกลบเกลื่อน ทั้ง ๆ ที่ในใจรู้สึกเสียฟอร์มเป็นอย่างมาก “พอดีเมื่อคืนหนักไปหน่อยนะ ภาพมันตัด” เธอพยายามทำให้เรื่องนั้นดูเป็นเรื่องเล็ก แต่ยิ่งเธอพูดมากเท่าไร ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองกำลังเสียฟอร์มมากขึ้นเท่านั้น
“ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรพี่หนิ แค่บอกว่าเห็นแล้ว” คิรัณเอนพิงพนักโซฟาแล้วมองเธอเงียบ ๆ เพื่อดูปฏิกิริยาเธอว่าเธอจะทำอะไรต่อไป ในที่สุดเธอก็เปิดปากเอ่ยถามชื่อของเขาขึ้นมา
“เออ นายชื่ออะไร อายุเท่าไรแล้ว”
“ผมนึกว่าพี่จะไม่ถามชื่อผมซะแล้ว” คิรัณยกยิ้มเล็กน้อยแล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงประชดประชันนิด ๆ
“ก็ต้องถามอยู่แล้ว คนจะมาอยู่ด้วยกันไม่ถามได้ไง”
“… ผมคิรัณครับ ส่วนเรื่องอายุไม่จำเป็นต้องบอกครับ” คิรัณตอบชื่อของตัวเองด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เอิ่ม……. โอเค แล้วนายรู้จักชื่อฉันแล้วใช่มั้ย”
“ใช่ครับ คุณป้าบอกแล้ว”
“งั้นหมายความว่าสองเดือนนี้ นายจะมาอยู่กับฉันที่นี่”
“แม่พี่บอกไปแล้วนิ ว่าผมรอคนย้ายออกจากคอนโด”
“มีแค่นั้นจริง ๆ เหรอ?” โมเน่ถามด้วยความไม่มั่นใจเพราะจู่ ๆ ทุกอย่างมันดูปุปปัปไปหมด ไม่ได้มีเวลาให้เธอได้เตรียมตัวหรือแม้กระทั่งเตรียมห้องพักให้คนที่จะมาอยู่
“ครับแค่นั้น” คิรัณตอบกลับเพียงสั้น ๆ เขาเงยหน้าตอบหญิงสาวและก้มลงไถมือถือต่อ โดยที่ไม่เงยหน้าขึ้นมามองหญิงสาวอีกเลย
“เวลาคุยกับผู้ใหญ่ก็ควรมองหน้านะ ไม่ใช่มองที่หน้าจอมือถือ” โมเน่สังเกตพฤติกรรมของเขามาสักใหญ่ เวลาที่เขาคุยกับเธอ เขาไม่ค่อยมองหน้าเอาแต่จ้องที่หน้าจอมือถือตลอดเวลาจนทำให้เธอหงุดหงิด ไม่เคยมีผู้ชายคนไหนเมินเธอได้เท่าไอ้เด็กนี้มาก่อน
“ช่างเถอะ แค่เดือนสองเดือนไม่ได้สร้างความลำบากอะไรมากมาย” โมเน่พูดพร้อมยักไหลเล็กน้อย
“อาจจะ…… หรือมากกว่านั้นก็ได้ครับ” เขาตอบและเงยหน้ามองเธอ การจ้องมองแบบนี้ทำให้เธอรู้สึกได้ว่าสายตาของเขาไม่ใช่เด็กหนุ่มธรรมดาแต่เป็นสายตาของเสือที่พร้อมจะขย้ำเหยื่ออยู่ตลอดเวลา เป็นเธอเองที่หลบสายตาเขาอีกครั้ง
“หึ อย่ามาตลก พอคนเช่าห้องนายย้ายออก ก็กลับห้องตัวเองค่ะ” โมเน่รู้สึกตัวเองกำลังจะถูกเด็กรุ่นน้องอย่างคิรัณปั่นประสาทยังไงยังงั้นเธอจึงแกล้งโมโหเพื่อกลบเกลื่อน
“ไม่ตลกเหมือนกันครับ เพราะถ้าเขาไม่ย้ายออกผมก็ไม่มีทางไปเช่าห้องอยู่ เปลือง”
“ห๊ะ เปลือง แล้วอยู่กับฉัน ฉันไม่เปลืองเลย?”
“ครับ พี่จะลองคุยกับแม่พี่มั้ยละครับ เดี๋ยวผมต่อสายให้” คิรัณยิ้มอย่างผู้มีชัย
ยกนี้เธอแพ้ราบคาบ ไม่มีข้อต่อแย้งใด ๆ ทั้งสิ้นอีกแล้ว เธอลุกขึ้นยืนเหยียดตรง เดินไปยังหน้าห้องของเธอ และหันกลับมามองที่โซฟาที่คิรัณนั่งอยู่โดยเว้นระยะห่างพอสมควร ทั้งที่ในใจอยากจะกระโดดอัดหน้าหนุ่มรุ่นน้องสักครั้ง เพราะเขาทำให้เธอรู้สึกว่าแพ้ตลอด ตั้งแต่ก้าวเข้าประตูห้องนี้มา
“โอเค ฉันยอมแพ้นายละ”
“อ่อ แล้วอีกอย่างนะ ห้ามทำตัววุ่นวายเหมือนเมื่อเช้านี้”
“พี่หมายถึงยังไงครับ”
“ก็หมายถึงว่า ห้ามโทรรายงานแม่ฉันในทุก ๆ เรื่องเข้าใจมั้ย”
“ครับ ถ้าพี่ไม่ทำตัวไม่ดีอ่ะนะ”
“หึ้ยยย อะ ไอ้.....”
“จุ๊ ..จุ๊ ๆ เดี๋ยวตีนกาพี่จะขึ้นเอานะครับ อยากแก่หรอ?”
“พอ ๆ ฉันไม่ว่างมาเล่นกับเด็กแบบนายหรอกนะ”
“หึ ผมก็ไม่ว่างเล่นกับพี่เหมือนกัน” คิรัณยืนขึ้นและเดินเข้ามาหาหญิงสาวที่ยืนพิงประตูอยู่ เขาอาศัยความสูงและลำตัวที่หนากว่าเอามือพาดกันหญิงสาวไม่ให้หนีไปไหน
"นี่นายจะทำอะไรน่ะ"
คิรัณไม่ตอบใด ๆ เขาก้มลงมาใกล้ ๆ เธออีกครั้ง ครั้งนี้โมเน่พยายามดันตัวเขาให้ออกห่างจากตัวเธอเเต่รอบนี้ไม่เป็นผล เพราะร่างหนาไม่ได้ขยับเเม้เเต่น้อย
"คำก็เด็ก สองคำก็เด็ก พี่ก็อย่ามากินเด็กอย่างผมเเล้วกัน" เมื่อพูดจบคิรัณก็ปล่อยหญิงสาวเป็นอิสระ เเละทำลอยหน้าลอยตาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"ฮึ่ยยยย” โมเน่ได้แต่ฮึดฮัดอยู่ในลำคอ ปกติแล้วมีแต่คนยอม มีแต่คนตามใจ แต่เด็กคนนี้กลับสวนทุกประโยคแบบไม่เกรงกลัว
“ห้องผมอยู่ตรงไหน ผมอยากจะพักผ่อนแล้ว” คิรัณพูดพลางเดินวนกลับมาที่โซฟา เตรียมลากกระเป๋าไปยังห้องของตัวเอง
“หรือพี่จะตามไปนวดให้ก็ได้นะครับ เมื่อยพอดี… หึ” เขาเลิกคิ้วขึ้นอย่างกวนประสาท
“ฝันไปเถอะ” โมเน่สวนกลับทันควัน ก่อนจะสะบัดหน้าเบา ๆ
“ห้องนายอยู่ทางโน้น” เธอเดินนำเขาไปยังห้องนอนปีกซ้ายของคอนโด ประตูบานนั้นปิดไว้ตลอดเพราะไม่มีคนอยู่ประจำ แต่เธอก็ให้แม่บ้านมาทำความสะอาดทุกสัปดาห์ เผื่อเวลามีเพื่อนที่เมาจนกลับที่พักไม่ได้ ก็มักจะมานอนรวมกันที่นี่เป็นประจำ
คิรัณลากกระเป๋าตามมาอย่างเงียบเชียบ สายตาเขามองแผ่นหลังของหญิงสาวที่เดินนำอยู่ เหมือนกำลังรอดูว่าเธอจะพูดอะไรต่อ แต่คราวนี้ไม่มีคำประชด ไม่มีการปะทะคารมเพิ่ม เธอเพียงแค่เปิดประตูห้องให้เขา
“นี่ห้องนาย เชิญตามสบาย” น้ำเสียงเรียบลงอย่างเห็นได้ชัด
“แบตหมดเหรอป้า” คิรัณถามสะกิดโมเน่ด้านจากหลังขณะที่เธอกำลังจะหันหลังเดินออกจากห้อง ทำให้โมเน่เธอหันขวับและถามเขาขึ้นทันที “อะไรของนาย”
“ก็เมื่อกี้ยังพูดไม่หยุด” เขายิ้มบาง ๆ
โมเน่ถอนหายใจแรง “อือ เหนื่อยด้วย ฉันจะไปนอน ส่วนนายก็เก็บของไปก่อน เดี๋ยวเย็นนี้ค่อยว่ากัน แล้วก็ห้ามปลุกฉันเด็ดขาด ไม่งั้นเจอดีแน่” เธอสั่งเสียงเข้ม ก่อนเดินกลับเข้าห้องของตัวเอง และไม่ลืมล็อกประตูให้เรียบร้อย ใจจริงเธออยากจะสู้ต่อ แต่ยิ่งปะทะ ยิ่งเหมือนตัวเองเสียเปรียบ จึงเลือกถอยมาตั้งหลักก่อน
ทางด้านคิรัณ มุมปากเขายกขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มแบบที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็น ภาพลักษณ์ภายนอกของเขามักดูนิ่ง สุขุม และเย็นชา แต่กับผู้หญิงคนนี้ เขากลับรู้สึกอยากเอาชนะขึ้นมาอย่างประหลาด
“นึกว่าจะแน่สักแค่ไหนกันเชียว” เขาพึมพำกับตัวเองเบา ๆ หลังจากนั้นชายหนุ่มเปิดกระเป๋า หยิบเสื้อผ้าออกมาจัดเรียงในตู้ทีละชิ้นอย่างเป็นระเบียบ ทุกอย่างถูกวางไว้ตามตำแหน่งที่เขาต้องการ เมื่อเสร็จเรียบร้อย ความเพลียจากการเดินทางบวกกับการปะทะคารมตั้งแต่เขาพบเธอก็เริ่มเล่นงาน เขาทิ้งตัวลงบนเตียง และเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว
เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง
“ก๊อก ก๊อก” เสียงประตูห้องของโมเน่ถูกเคาะด้วยฝีมือของเพื่อนร่วมห้องคนใหม่อย่างคิรัณ นี่เขาไม่ได้ฟังที่เธอพูดแม้แต่นิดเดียวว่าห้ามเรียก คนตัวเล็กตื่นขึ้นมาอีกครั้งจากการก่อกวนของเขา วันนี้ทั้งวันเธอยกเขาให้เป็น VVIP ของวันนี้เลย
“ว่าไง ฉันบอกไม่ให้ปลุกไม่ใช่เหรอ” ประตูเปิดออก เธอกับเขายืนประจันหน้ากันอีกครั้ง
“ผมหิว พี่ไม่หิวเหรอ” น้ำเสียงเขาไม่ได้กวนเหมือนก่อนหน้านี้ เพราะตั้งแต่เช้าที่เดินทางมาจากต่างจังหวัด เขายังไม่ได้กินอะไรเลย เขาหิวเกินกว่าจะชวนทะเลาะแล้ว
“กี่โมงแล้วละเนี่ย”
“หกโมงเย็นครับ” เขายกหน้าจอโทรศัพท์ขึ้นให้ดูตัวเลขเวลา ก่อนเก็บมันลงกระเป๋ากางเกงยีนส์
เธอสังเกตว่าเขาแต่งตัวพร้อมออกไปข้างนอกเรียบร้อย เสื้อยืดสีเรียบกับกางเกงยีนส์เข้ารูป กระเป๋าคาดอกพาดเฉียง ดูทะมัดทะแมงยิ่งขึ้น
“จะกินอะไรล่ะ เดี๋ยวฉันเลี้ยง ถือว่าเป็นการต้อนรับ”
“ยังคิดไม่ออกครับ แถวนี้มีอะไรน่ากินบ้าง”
“ได้ รอฉันแต่งตัวยี่สิบนาที”
“สิบห้านาทีครับ” เขามองเธอตรง ๆ ด้วยน้ำเสียงนิ่ง
“เค สิบห้าก็สิบห้า รอแป๊บ”
“ปัง”
เสียงปิดประตูดัง คิรัณยืนยิ้มพอใจ อย่างน้อยเธอก็ไม่ได้ปล่อยให้เขาออกไปหาของกินคนเดียว
“แกร๊ก” ประตูเปิดออกอีกครั้ง
“พี่ช้าไปสามนาทีนะครับ”
“นี่ พ่อคุณ จะจับเวลาเป๊ะขนาดนั้นเพื่อ” เธอชะงักเมื่อเขาจับผิดเรื่องเวลา เธอเป็นผู้หญิงนะ ให้เวลาแต่งตัวสิบห้านาทีนี่ถือว่ารวดเร็วที่สุดแล้ว
“คิดได้หรือยังว่าจะกินอะไร” โมเน่ถามพลางเดินออกมานั่งที่โซฟาพร้อมกับตั้งคำถามให้กับชายหนุ่มที่ตอนนี้กำลังเล่นมือถือรอเธออยู่ แต่เขากลับส่ายหน้าอย่างคิดไม่ตก เขาเป็นคนกินอะไรก็ได้ แต่ตอนนี้หิวจนสมองคิดไม่ออก
“งั้นฉันพาไปกินอาหารตามสั่งใกล้ ๆ คอนโดแล้วกัน รับรองเด็ดมาก”
เขาพยักหน้ารับ
ทั้งคู่เดินลัดเลาะซอกตึกใกล้คอนโด จนมาถึงร้านอาหารตามสั่งที่คนแน่นพอสมควร หน้าเตาไฟลุกโชนจากกระทะใบใหญ่ กลิ่นหอมของพริกและกระเทียมผัดปะปนไปทั่ว ครัวเปิดคือเสน่ห์ของร้านนี้ ใครผ่านก็ต้องเหลียวมองและอยากลองชิม อีกทั้งรสชาติราคายังถือว่าดีมาก ๆ อีกด้วย
“อ่ะ สั่งเลย นายจะกินอะไร”
“ของหนูเอาผัดกะเพราทะเลค่ะ” โมเน่สั่งก่อน
“ของผมเอากะเพราหมูกรอบ ไข่ดาวครับ”
“เครื่องดื่มรับเป็นอะไรดีคะ”
“น้ำเปล่าครับ”
“สองขวดค่ะ” เมื่อพนักงานเดินออกไป โต๊ะก็เงียบลงชั่วครู่
ไม่นานอาหารก็มาเสิร์ฟ
โมเน่มองจานหมูกรอบของเขาแล้วกลืนน้ำลายเล็กน้อย มันดูน่ากินกว่าของเธออย่างชัดเจน
“อยากชิมเหรอ แบ่งให้คำหนึ่ง เอามะ เห็นแล้วสงสาร”
“ไม่เอา กินของนายไปเถอะ” เธอตอบทันที ท่องไว้โมเน่ แค่ 2 เดือน ดูแลแค่ 2 เดือน
“เป็นไง อร่อยไหม?”
“อร่อยครับ” เขาตอบทั้งที่ข้าวเต็มปาก
“เห็นไหม ฉันบอกแล้ว กินเยอะ ๆ จะได้โตไว ๆ ฮ่า ฮ่า”
“ผมโตแล้วนะครับ” เขายิ้มบางให้กับเธอ
เมื่อถึงเวลาคิดเงิน โมเน่ตั้งใจจะเลี้ยงตามที่พูดไว้ แต่คิรัณกลับหยิบเงินจ่ายก่อนเธอจะทันควักกระเป๋ายื่นให้กับพนักงาน
“ผมจ่ายเองครับ”
“เฮ้ย บอกว่าจะเลี้ยงไง”
“ผมมีเงิน เลี้ยงพี่ได้ตลอดแหละครับ ขนหน้าแข้งไม่ร่วงแค่นี้เอง”