分享

บทที่ 2

作者: หมิงหมิง
ฉันคิดว่าถานอวิ๋นเซิ่นก็แค่คนหูเบา แต่อย่างน้อยก็น่าจะมีความสามารถในการแยกแยะเรื่องพื้นฐานอยู่บ้าง

ถึงยังไงพวกเราก็คบกันมาเกือบหนึ่งปีแล้ว ฉันเป็นคนยังไงเขาจะไม่รู้เชียวเหรอ

แต่สุดท้ายความเป็นจริงก็สาดน้ำเย็นเจี๊ยบรดใส่หน้าฉัน

ฉันขมวดคิ้ว รู้สึกไม่พอใจเช่นเดียวกัน

“ถานอวิ๋นเซิ่น ใครเป็นแฟนนายกันแน่ เธอพูดแค่ประโยคเดียวก็เชื่อแล้วเหรอ”

“ในเมื่อเป็นแบบนี้ ฉันว่ามื้อนี้ก็ไม่มีความจำเป็นต้องกินต่อแล้วละ”

ฉันลุกขึ้นยืน ถือกระเป๋าเตรียมจะเดินออกไป แต่เว่ยเยว่ก็พูดขึ้นมาด้วยรอยยิ้มจอมปลอมอีกว่า

“จะรีบไปไหนล่ะ หรือว่ารถสปอร์ตที่จอดอยู่ข้างล่างนั่นหมดเวลาเช่าแล้ว เลยจะอาศัยข้ออ้างนี้เอารถไปคืนเหรอ”

ฉันหมดความอดทนอย่างถึงที่สุด จึงซักไซ้กลับไปว่า

“เธอเอาอะไรมาพูดว่ารถฉันเป็นรถเช่า”

เว่ยเยว่ลูบหลังถานอวิ๋นเซิ่นเพื่อให้เขาใจเย็นลง พลางอธิบายด้วยรอยยิ้มเสแสร้งว่า

“ลูกไม้ตื้น ๆ ของเธอ มาอยู่ต่อหน้ามือปราบอย่างฉัน แค่มองปราดเดียวก็จับได้แล้ว”

“อาเซิ่นบอกฉันตั้งนานแล้วว่าพวกเธอรู้จักกันเพราะอุบัติเหตุรถชน นี่มันมุกเดิม ๆ ที่พวกไฮโซจอมปลอมชอบใช้กันไม่ใช่หรือไง”

หลังจากร่ายยาวข้อสันนิษฐานที่แฝงไปด้วยความมุ่งร้ายของเธอจบ เธอก็หัวเราะ ก่อนเปลี่ยนเรื่องคุย

“ตายจริง อาเซิ่น นายดูสิ โรคบ้างานของฉันกำเริบอีกแล้ว นายคงไม่สงสัยแฟนตัวเองเพราะคำพูดของฉันหรอกใช่ไหม”

ถานอวิ๋นเซิ่นจับมือเธอไว้ มองเธอด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ

“เยว่เยว่! ฉันต่างหากที่ต้องขอบใจเธอที่ทำให้ฉันตาสว่างมองเห็นธาตุแท้ของผู้หญิงหิวเงินคนนี้!”

“เจี่ยนหนิง เธอใช้สายตาแบบนั้นหมายความว่ายังไง เขาหวังดีถึงได้เตือนฉันนะ!”

“อุตส่าห์คิดว่าเธอจะเป็นทายาทเศรษฐีอะไรทำนองนั้น ที่แท้ก็เป็นแค่ผู้หญิงหน้าเงินที่รักความฟุ้งเฟ้อ! เธอไม่คู่ควรกับฉันเลยสักนิด!”

ฉันแค่นหัวเราะ และชิงพูดขึ้นมาก่อนที่เขาจะเอ่ยปากขอเลิก

“ได้ งั้นก็เลิกกันเถอะ”

พ่อมารอฉันอยู่ข้างล่างตั้งนานแล้ว พอเห็นฉันเดินลงมาคนเดียวก็รีบถามว่าเกิดอะไรขึ้น

ฉันฝืนยิ้ม

“ไม่มีอะไรค่ะพ่อ ไม่ต้องขึ้นไปแล้วละ เรากลับบ้านกันเถอะ”

เดิมทีวันนี้ฉันตั้งใจจะบอกความจริงกับถานอวิ๋นเซิ่นว่าตัวตนที่แท้จริงของฉันคือลูกสาวของมหาเศรษฐีอันดับหนึ่ง

กะจะให้พ่อได้พบหน้าเขาสักครั้ง วันหน้าบริษัทของเขาจะได้มีคนคอยหนุนหลัง

เป็นเขาเองที่คว้าโอกาสนี้ไว้ไม่ได้

ระหว่างทางกลับบ้าน เสียงแจ้งเตือนข้อความแชตกลุ่มก็ดังขึ้นไม่หยุด

พอฉันเปิดดูก็ถึงได้รู้ว่า

เป็นแชตกลุ่มเล็กที่เว่ยเยว่ดึงถานอวิ๋นเซิ่นกับพวกเพื่อน ๆ ของเขาเข้ามา แล้วพลาดดึงฉันเข้าไปด้วย

เว่ยเยว่กำลังพล่ามถึงผลการประเมินของฉันอย่างบ้าคลั่ง

[อาเซิ่น ยัยนั่นต้องเป็นไฮโซจอมปลอมที่หวังปอกลอกเงินนายแน่ ๆ นายดูท่าทีโกรธจนลืมตัวตอนที่ถูกฉันฉีกหน้ากลางโต๊ะอาหารคืนนี้สิ!]

[เมื่อกี้ฉันลองไปตรวจสอบรถที่ยัยนั่นขับมาแล้ว เป็นชื่อของตาแก่อายุ 50 ปีจริง ๆ ด้วย ไม่ใช่รถของยัยนั่นเลยสักนิด!]

[นายเหมาะกับคนที่ใช้ชีวิตบนพื้นฐานความเป็นจริงมากกว่า อย่างฉันนี่ไง ไม่เคยสนใจพวกของแบรนด์เนมจอมปลอมพวกนี้เลย]

เมื่อเห็นชื่อผู้จดทะเบียนรถสปอร์ตคันนั้นแล้ว ฉันก็อดทอดถอนใจให้กับความโง่เขลาของเธอไม่ได้

นี่เธอไม่สังเกตเห็นเลยหรือไงว่าฉันกับคนคนนั้นใช้นามสกุลเดียวกัน

ที่ตลกไปกว่านั้นก็คือถานอวิ๋นเซิ่นกับกลุ่มเพื่อนของเขาถูกคำพูดของเธอปั่นจนหัวหมุน แต่ละคนโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ

[นี่มันผู้หญิงหิวเงินชัด ๆ เลยไม่ใช่หรือไง?! ปอกลอกคนก่อนเสร็จก็มาปอกลอกอาเซิ่นของเราต่อ!]

[อาเซิ่น นายลองคิดดูสิว่าหนึ่งปีมานี้หมดเงินไปกับยัยนั่นเท่าไหร่ ต้องหาทางทวงคืนมาให้ได้นะ!]

ถานอวิ๋นเซิ่นยิ่งโกรธจัดจนแทบจะทะลุปรอท

[ถ้าไม่ได้เยว่เยว่ ฉันคงไม่รู้เลยจริง ๆ ว่าธาตุแท้ของเธอจะเป็นแบบนี้!]

[พวกนายไม่ต้องห่วง ฉันจะหาทางทวงของที่ให้เธอไปกลับคืนมาให้ได้!]

คนกลุ่มหนึ่งกำลังคุยกันอย่างออกรส ฉันอ่านไปจนหมดสนุก จึงตอบกลับไปประโยคหนึ่งว่า

[เห็นพวกนายถูกเว่ยเยว่ปั่นจนหัวหมุนนี่ น่าสนุกดีนะ]

在 APP 繼續免費閱讀本書
掃碼下載 APP

最新章節

  • กระชากหน้ากากยัยปากแจ๋ว   บทที่ 10

    ตอนนั้นเขาคุกเข่าลงกับพื้น ตบหน้าตัวเองครั้งแล้วฉาดเล่าพร่ำบอกว่าตัวเองหน้ามืดตามัวไปชั่วขณะถึงได้ยักยอกเงินของบริษัท อ้อนวอนขอให้ฉันช่วยอุดรอยรั่วให้เขาแถมยังทิ้งหลักฐานพวกนี้ไว้ที่ฉัน เพื่อให้ได้รับความไว้วางใจจากฉันเวลาผ่านไปไม่ทันไรเขากลับลืมไปซะสนิทฉันเอาหลักฐานไปให้ผู้ถือหุ้นคนอื่น ๆ ของถานซื่อกรุ๊ปเดิมทีผู้ถือหุ้นพวกนี้ก็ผูกใจเจ็บอยู่แล้วพอรู้ว่าถานอวิ๋นเซิ่นเคยยักยอกเงินบริษัท จนทำให้โปรเจกต์มูลค่าหลายสิบล้านต้องพังไม่เป็นท่าก็ไปจ้างพวกนักเลงที่ไม่กลัวตายมาหลายคน ลักพาตัวถานอวิ๋นเซิ่นไปจากใต้จมูกตำรวจในคืนนั้นเลยถานอวิ๋นเซิ่นหายตัวไปหนึ่งสัปดาห์เต็ม ๆไม่มีใครรู้ว่าเขาหายไปไหนมีคนบอกว่าเขาถูกคู่อริตามมาล้างแค้น ยิ่งไปกว่านั้นยังมีข่าวลือว่าเขาไปล่วงเกินตระกูลเจี่ยน ตระกูลเจี่ยนเลยจัดการฆ่าเขาไปแล้วพ่อกับพวกพี่ชายมาถามฉันว่าเป็นฝีมือของฉันหรือเปล่าฉันจัดการเตรียมเอกสารสำหรับขึ้นศาล พยักหน้าแล้วก็ส่ายหน้า“ใช่ค่ะ แล้วก็ไม่ใช่ด้วย พ่อคะ พี่ใหญ่ พี่รอง พวกพี่จัดการแค่เรื่องของบริษัทก็พอแล้ว ถานอวิ๋นเซิ่นจะมีคนจัดการเขาเอง”พวกเขาถึงได้พยักหน้าด้วยความอกสั่น

  • กระชากหน้ากากยัยปากแจ๋ว   บทที่ 9

    ฉันดูข่าวถึงได้รู้ว่าบริษัทเล็ก ๆ ของถานอวิ๋นเซิ่นล้มละลายไปแล้วได้ยินมาว่าเป็นเพราะพ่อใช้บังคับกดดันและเข้าซื้อกิจการในราคาต่ำ เขาเลยไม่ได้ผลประโยชน์อะไรกลับไปเลยแถมยังถูกทนายฟ้องร้องในชั้นศาล เรียกร้องให้ชดใช้เงินสองล้านห้าแสนที่ฉันให้เขาไปตอนที่ยังคบกันอยู่ฉันลอบสะใจอยู่ลึก ๆนึกไม่ถึงเลยว่าเขาจะสงบเสงี่ยมอยู่ได้ไม่ถึงสองวัน ก็หาเรื่องป่วนขึ้นมาอีกแล้วหนึ่งวันก่อนขึ้นศาล ตำรวจได้สั่งปิดบริษัทในเครือตระกูลเจี่ยนทั้งหมดอ้างว่ามีคนแจ้งเบาะแสว่าครอบครัวเราพัวพันกับการหลีกเลี่ยงภาษี ตอนนี้กำลังสั่งปิดเพื่อตรวจสอบ ช่วงเวลานี้ทุกโปรเจกต์จึงต้องหยุดชะงักลงทั้งหมดบริษัทของตระกูลเจี่ยนปิดไปแค่วันเดียวก็ต้องสูญเงินเป็นล้าน นับประสาอะไรกับการถูกสั่งปิดเป็นเวลาครึ่งเดือนฉันแค่เดาก็รู้ว่าเบื้องหลังเรื่องนี้ต้องมีคนคอยเล่นตุกติกอยู่แน่ ๆแล้วก็เป็นอย่างที่คิด พอสืบดูก็พบว่าคนบงการอยู่เบื้องหลังก็คือถานอวิ๋นเซิ่นนั่นเองตั้งแต่ตอนที่ถานอวิ๋นเซิ่นถูกพ่อฉันบังคับซื้อบริษัทไปเขาก็เริ่มเผยแพร่ข้อมูลเท็จจำนวนมากบนอินเทอร์เน็ต หาว่าพอฉันผลาญเงินเขาจนหมดก็ถีบหัวส่งเขาแถมยังบอกอีกว่าตร

  • กระชากหน้ากากยัยปากแจ๋ว   บทที่ 8

    ฉันทิ้งท้ายไว้ด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดไร้ซึ่งการต่อรองเหมือนกับเขาไม่มีผิดเพี้ยนจากนั้นทนายก็ก้าวเข้ามาจัดการรวบรวมข้อมูลเรื่องกระทู้บนอินเทอร์เน็ตฉันปาหลักฐานตัวคนโพสต์ใส่ตัวเว่ยเยว่อย่างแรง พร้อมกับยื่นจดหมายฟ้องร้องให้เธอไปสองฉบับ“เว่ยเยว่ ข้อความบิดเบือนความจริงที่เธอโพสต์ลงบนอินเทอร์เน็ตส่งผลกระทบต่อฉันแล้ว ฉันจะให้ทนายของฉันฟ้องร้องเธอตามกฎหมาย!”“แล้วก็พฤติกรรมอาชญากรรมของสตูดิโอเธอที่กลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์และชักนำกระแสสังคม ฉันก็จะให้ตำรวจจัดการด้วยเหมือนกัน!”“เธอเตรียมตัวติดคุกได้เลย!”คนที่มุงดูเหตุการณ์อยู่ในโรงพยาบาลหลายคนก็เข้าใจแล้วว่าเรื่องราวเป็นมายังไง ต่างพากันมาขอโทษฉันแต่ผู้อำนวยการก็ยังไม่ได้ยกเลิกคำสั่งพักงานของฉันเหตุผลที่ผู้อำนวยการให้มาก็คือเพราะเรื่องบนอินเทอร์เน็ตมันบานปลายไปกันใหญ่แล้วต่อให้โรงพยาบาลจะออกมาชี้แจงหรือพูดเข้าข้างฉัน ก็ยังมีชาวเน็ตอีกกลุ่มใหญ่ที่คอยจะหาเรื่องอยู่ดีฉันไม่ได้บ่นอะไร ก็ถือซะว่าใช้โอกาสจากเรื่องนี้ให้ตัวเองได้หยุดยาวพักผ่อนก็แล้วกันจะว่าไป ตั้งแต่ที่ฉันตัดสินใจเลือกเป็นหมออย่างไม่ลังเลในตอนนั้นจนถึงตอนนี้ก็ผ่านมาหกปี

  • กระชากหน้ากากยัยปากแจ๋ว   บทที่ 7

    “งั้นผมจะพูดตรง ๆ เลยก็แล้วกัน เจี่ยนหนิงต้องแต่งงานกับผม ใครใช้ให้ตอนที่คบกันหนึ่งปีมานี้เธอผลาญเงินผมไปตั้งเยอะล่ะ ถ้าไม่ยอมแต่งงานกับผม ผมจะแฉเรื่องนี้เดี๋ยวนี้!”“จะบอกว่าพอเธอผลาญเงินผมจนหมดก็ชิ่งหนี คนรวยอย่างพวกคุณห่วงชื่อเสียงกันที่สุดไม่ใช่หรือไง!”“ผมอยากจะรู้นักว่าถึงตอนนั้นใครยังจะเอาเจี่ยนหนิงอีก! ไม่แน่ว่าเธออาจต้องลดตัวไปแต่งงานกับพวกกรรมกรหาเช้ากินค่ำ พวกคุณทำใจได้เหรอ ตอนนี้ตกลงให้เธอแต่งงานกับผมซะ นี่เป็นทางเลือกเดียวของพวกคุณ”พี่รองถลึงตาใส่เขาด้วยความโกรธจัด พร้อมกับด่าไปว่าหน้าด้านมิน่าล่ะในเน็ตถึงบอกกันว่าห้ามใช้เงินของผู้ชายจน ๆ เด็ดขาดฉันเพิ่งจะเข้าใจก็วันนี้แหละว่าคำพูดนี้มันมีเหตุผลมากขนาดไหนพ่อเกลียดที่สุดก็คือการที่มีคนเอาลูกมาข่มขู่เขา เขาแอบปรึกษาผู้ช่วยเรื่องการบังคับซื้อกิจการบริษัทของหมอนั่นเรียบร้อยแล้วแต่เพื่อฉัน พ่อจึงฝืนยิ้มเพื่อให้ถานอวิ๋นเซิ่นสงบลงก่อน“มีอะไรก็ค่อย ๆ คุยกันเถอะ ว่ามาสิ คุณต้องการเงินเท่าไหร่ถึงจะยอมปล่อยหนิงหนิงไป”ถานอวิ๋นเซิ่นชูนิ้วชี้ขึ้นมา เป็นสัญลักษณ์เลขหนึ่งพ่อของฉันคิดว่าเป็นเงินห้าล้าน กำลังจะยิ้มแล้วให้ผ

  • กระชากหน้ากากยัยปากแจ๋ว   บทที่ 6

    “ตอนนั้นผมก็ถูกเธอหลอกเหมือนกัน เธอปอกลอกเงินผมไปไม่ใช่น้อย ๆ พวกคุณตาสว่างมองเห็นธาตุแท้ของเธอตอนนี้ก็ยังไม่สายเกินไปหรอกนะ”“ผมหาทนายไว้เรียบร้อยแล้ว เรามาฟ้องร้องเธอด้วยกันเถอะ พวกคุณเลิกพูดเข้าข้างเธอได้แล้ว!”คำพูดเหล่านี้ช่างฟังดูเหมือนหวังดีเสียเหลือเกินคนที่ไม่รู้คงคิดว่าตอนฉันคบกับเขา ฉันผลาญเงินเขาไปตั้งเท่าไหร่พี่ใหญ่ทนฟังคนอื่นพูดจาว่าร้ายฉันไม่ได้มากที่สุดเขากระชากคอเสื้อของถานอวิ๋นเซิ่น แล้วเหวี่ยงหมัดใส่ไม่ยั้ง“สารเลว! หนิงหนิงเป็นเด็กดีรู้ความมาตั้งแต่เด็ก เป็นเด็กดีที่ใคร ๆ ก็ชื่นชมมาตลอด แกบอกว่าเธอหวังเงินแก?! เงินกระจอก ๆ ของแกยังไม่พอซื้อเสื้อผ้าให้เธอสักตัวด้วยซ้ำ!”พี่รองเองก็เข้าไปผสมโรงด้วยเหมือนกันเหลือเพียงเว่ยเยว่ที่ยังคงคอยพูดยุยงปลุกปั่นความโกรธแค้นของฝูงชนอยู่ด้านข้างฉันประสานสายตากับเธอ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย“พอได้แล้ว เว่ยเยว่ เธอคิดจะปั่นหัวถานอวิ๋นเซิ่นไปถึงเมื่อไหร่”“พวกเขาคือพี่ชายของฉัน แต่เพราะพวกเขาเป็นลูกภรรยาเก่าของพ่อ เราก็เลยคนละนามสกุลกัน”“แทนที่จะมาคอยยุทุกคนอยู่ตรงนี้ สู้เอาเวลาไปอธิบายปัญหาเรื่องสตูดิโอของเธอดีก

  • กระชากหน้ากากยัยปากแจ๋ว   บทที่ 5

    เว่ยเยว่กับถานอวิ๋นเซิ่นต่างก็ยืนอึ้งอยู่กับที่ มองผู้ชายตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อ“คุณ...คุณคือตัวแทนการค้าแห่งเอเชีย มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของเมืองจิงที่ติดอันดับฟอร์บส์ไม่ใช่เหรอคะ?! จะเป็นพ่อของเจี่ยนหนิงไปได้ยังไง!”“นี่พวกคุณคงไม่ได้เตี๊ยมกันมาแสดงละครหรอกใช่ไหม! เจี่ยนหนิง นี่เธอแอบบอกเขาล่วงหน้าให้มาเล่นละครกับเธอใช่ไหม!”สีหน้าของพ่อฉันยิ่งมืดครึ้มลงกว่าเดิม เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา“เธอคิดว่าฉันจำเป็นต้องเสียเวลามาหลอกคนที่ไม่เกี่ยวข้องสองคนด้วยหรือไง”“พวกเธอทำอะไรหนิงหนิงของเรา?!”พี่ใหญ่เดินมาข้างกายฉัน เมื่อเห็นรอยฝ่ามือแดงเถือกบนใบหน้าฉันก็ของขึ้นทันทีเขาคว้าข้อมือของเว่ยเยว่ไว้ แล้วซักไซ้อย่างดุดัน“เธอเป็นคนตบเหรอ?! ตอนหนิงหนิงอยู่บ้าน เราทะนุถนอมอย่างกับไข่ในหิน เธอกล้าลงมือกับหนิงหนิงเชียวเหรอ!”เว่ยเยว่ตกใจกลัวกับท่าทีดุดันนี้ เธอรีบหลบไปอยู่หลังถานอวิ๋นเซิ่นมองด้วยตาเปล่าก็รู้ว่าถานอวิ๋นเซิ่นหวาดกลัวผู้ชายตรงหน้า แต่ก็ไม่อยากแสดงความขี้ขลาดต่อหน้าฉัน จึงปกป้องเว่ยเยว่ไว้ด้านหลังอย่างแน่นหนา“คุณใช้ท่าทีแบบนี้หมายความว่ายังไง?! เจี่ยนหนิงเป็นคนล่อลวงพวกคุ

更多章節
探索並免費閱讀 優質小說
GoodNovel APP 免費暢讀海量優秀小說,下載喜歡的書籍,隨時隨地閱讀。
在 APP 免費閱讀書籍
掃碼在 APP 閱讀
DMCA.com Protection Status