INICIAR SESIÓNเว่ยชางหลางหัวเราะออกมาเสียงเย็น
“การสอบขุนนาง... ใช่แล้ว การสอบขุนาง! มิ
เว่ยชางหลางหัวเราะออกมาเสียงเย็น“การสอบขุนนาง... ใช่แล้ว การสอบขุนาง! มิน่าเล่า! ข้าถึงว่ามันแปลกๆ มาตั้งแต่แรก!”เว่ยชางหลางหันกลับมาจ้ององครักษ์ด้วยดวงตาที่ลุกโชน“สวะอย่างเฉินซิวหยวน บุตรอนุที่วันๆ เอาแต่สร้างภาพเป็นสุถาพบุรุษรูปงาม ไม่เคยมีชื่อเสียงด้านการศึกษาแม้แต่น้อย แต่กลับป็นผู้ชนะในการประชันบทกวีของสำนักศึกษาอวิ๋นลู่ในปีล่าสุด และกลับสามารถพลิกโผสอบได้ตำแหน่งจอหงวนอย่างเหลือเชื่อ! เรื่องตลกสิ้นดี!”โม่เฉินเบิกตากว้าง“สกุลเซวียของฮองเฮาไม่ได้เพียงแค่ต้องการเงินและกำลังทหาร แต่กำลังวางรากฐานอำนาจที่ลึกกว่านั้น! พวกมันกำลังแทรกซึมคนของตัวเองเข้าไปในทุกส่วนของราชสำนักผ่านการสอบขุนนาง!”บัณฑิตที่สอบเข้ารับราชการได้คืออนาคตของแคว้น คือขุนนางที่จะเติบโตขึ้นไปมีอำนาจในอีกสิบยี่สิบปีข้างหน้า หากคนเหล่านี้ล้วนเป็นคนที่สกุลเซวียจัดฉากส่งเข้ามา... เครือข่ายอำนาจที่มองไม่เห็นนี้จะกัดกินบัลลังก์มังกรจากภายในอย่างช้าๆ จนสุดท้ายทั้งแผ่นดินก็จะตกอยู่ในกำมือของพวกมันโดยที่ไม่มีใครรู้ตัว มันน่ากลัวยิ่งกว่าการก่อกบฏซึ่งหน้าเสียอีก
“เพราะที่ซ่อนของมันไม่ได้อยู่ในที่ที่เราจะนึกถึง” เว่ยชางหลางเริ่มเล่า“ข้าจึงต้องไปด้วยตนเองในคืนนี้ เดิมทีตั้งใจจะเข้าไปค้นหาและสับเปลี่ยนบัญชีด้วยตัวเองให้สิ้นเรื่อง”บรรยากาศในห้องพลันกดดันขึ้นทันที การที่เว่ยอ๋องต้องลงมือด้วยตนเองย่อมหมายความว่าเรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด“ข้าพบมันซ่อนอยู่ในช่องลับหลังกำแพงใต้ม้วนภาพวาดภูเขา หลังโต๊ะหนังสือของใต้เท้าเฉิน กลไกที่ใช้เปิดซับซ้อนและเชื่อมต่อกันหลายชั้น ต้องอาศัยทั้งความจำและการคำนวณที่แม่นยำเพื่อไขรหัส” เขากล่าวต่อ“ทว่าในจังหวะที่ข้ากำลังจะไขรหัสเปิดกลไกชั้นสุดท้าย...ก็มีคนชุดดำบุกรุกเข้ามา”คิ้วของโม่เฉินขมวดเข้าหากัน “คนของสกุลเฉินหรือขอรับ?”“เปล่า” เว่ยชางหลางส่ายหน้าช้าๆ“เป็นนาง... ซูอี้จิน”โม่เฉินเบิกตากว้างเล็กน้อยด้วยความตกใจ “คุณหนูใหญ่ซู!?”“อืม” เว่ยชางหลางพยักหน้า“นางสวมชุดดำรัดกุม ปิดบังใบหน้ามิดชิด แต่ข้าจำกลิ่นกายของนางได้... กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ติดตัวนางอยู่เสมอ”เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังนึกถึงสัมผัสร้อนผ่าวในโรงเตี๊ยม ก่อนจะกล่า
ซูอี้จินยืนนิ่งอยู่เช่นนั้นอีกหลายลมหายใจจนกระทั่งแน่ใจว่าเขาจากไปแล้วจริงๆ และจะไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของจื่อเซี่ยที่อาจจะเข้ามาเพราะได้ยินเสียงเอะอะเมื่อครู่รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ก็ปรากฏขึ้นที่มุมปากของนางในทันที แววตาที่เคยสับสนวูบไหวเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความได้ใจอย่างของผู้กำชัยชนะซูอี้จินยกแขนเสื้อข้างซ้ายของตนขึ้น ล้วงมือเข้าไปด้านในและหยิบวัตถุชิ้นหนึ่งออกมาอย่างระมัดระวัง แสงจันทร์ที่ส่องลอดหน้าต่างเข้ามาตกกระทบบนป้ายหยกขาวเนื้อเนียนละเอียด ด้านหน้าแกะสลักเป็นรูปเหยี่ยวถลาลมที่ดูวิจิตรทว่าดุดันน่าเกรงขาม มันมีน้ำหนักพอสมควรเมื่อวางอยู่ในฝ่ามือของนางและเมื่อนางพลิกดูด้านหลัง ก็สัมผัสได้ถึงตัวอักษรนูนต่ำที่ถูกสลักไว้ด้วยวิถีพู่กันตวัดดุดันเป็นคำว่า ‘เว่ย’ป้ายหยกชิ้นนี้คือของใช้ส่วนตัวที่เว่ยชางหลางพกติดกายตลอดเวลา และไม่เคยเปิดเผยให้คนภายนอกล่วงรู้ทว่าซูอี้จินกลับรู้จักมันเป็นอย่างดีจากความทรงจำในอดีตชาติ นางจำได้แม่นยำว่าเคยเห็นเขาชูตราหยกเหยี่ยวขาวชิ้นนี้เพื่อสั่งการกองทหารนับหมื่น และเคยเ
เว่ยขางหลางบังคับม้าให้ออกเดินช้าๆ ไปตามถนนสายเล็กที่ไร้ผู้คน ความเงียบเข้าปกคลุมระหว่างคนทั้งสอง มีเพียงเสียงกีบม้าที่กระทบพื้นหินดังก้องเป็นจังหวะ ซูอี้จินนั่งตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าขยับหรือเอนพิงร่างด้านหลังมากนัก แต่วงแขนแกร่งของเขากลับโอบล้อมนางไว้หลวมๆ บังคับให้นางต้องรับรู้ถึงการมีอยู่ของเขาในทุกขณะจิตเมื่อมาถึงตรอกซอยด้านหลังกำแพงจวนสกุลซู เขาก็บังคับม้าให้หยุด เว่ยชางหลางลงจากหลังม้าก่อน แล้วจึงหันมารวบร่างนางลงมายืนบนพื้น“ขอบคุณที่มาส่ง ข้าเข้าจวนเองได้” ซูอี้จินเอ่ย พยายามจะปลีกตัวออกมาจากพันธนาการของเขา“ข้าจะไปส่งเจ้าให้ถึงห้อง” เขายืนกราน ไม่เปิดโอกาสให้นางปฏิเสธ วินาทีถัดมา ร่างของนางก็ลอยขึ้นอีกครั้ง เขารวบตัวนางขึ้นอุ้มในท่าเดิมและใช้วิชาตัวเบาทะยานข้ามกำแพงสูงของจวนสกุลซูเข้าไปอย่างเงียบกริบ หลบหลีกสายตาของยามลาดตระเวนที่เดินตรวจตราอยู่เบื้องล่างได้อย่างง่ายดายในที่สุด เขาก็วางนางลงบนพื้นห้องนอนส่วนตัวของนางในเรือนหว่านเฟิงอย่างปลอดภัย ประตูและหน้าต่างถูกปิดล
ความโกรธแปรเปลี่ยนเป็นความหงุดหงิดระคนประชดประชันซูอี้จินนึกถึงข่าวลือไร้สาระที่แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เรื่องราวที่ถูกแต่งเติมจนเกินจริงโดยนักเล่านิทานพเนจรคนหนึ่งกลายเป็นว่านาง คุณหนูใหญ่ตระกูลซูผู้สูงศักดิ์ กลับคลั่งไคล้เว่ยอ๋องจนถึงขั้นส่งจดหมายรักไปให้ ทั้งที่ความจริงในวันชมบุปผานั้นแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิงความคิดนั้นจุดประกายวาบขึ้นในหัวของนาง ริมฝีปากของซูอี้จินเหยียดออกเป็นรอยยิ้มหยัน“ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง...” นางเอ่ยเสียงเยาะเย้ย ก้าวถอยห่างจากเขารักษาระยะ“ที่เว่ยอ๋องทำเช่นนี้ กอดรัดข้าแน่นปานนี้ อย่าบอกนะว่าท่านเชื่อข่าวลือไร้สาระของนักเล่านิทานพเนจรข้างถนนพวกนั้น ที่บอกว่าข้าเขียนจดหมายสารภาพรักและคลั่งไคล้ท่านจนหัวปักหัวปำน่ะ!”นางจงใจพูดประชดเขา หวังจะให้เขาโกรธหรืออย่างน้อยก็รู้สึกเสียหน้าบ้างที่ถูกสตรีกล่าวหานัยๆ ว่าหลงตัวเองไปกับเรื่องเล่าลมๆ แล้งๆทว่า...ปฏิกิริยาของเว่ยชางหลางกลับผิดคาดอย่างสิ้นเชิง 
ภายในคือทางเดินแคบๆ ที่มืดสนิทและอบอ้าวมีเพียงแสงจันทร์ที่ลอดผ่านช่องลมเล็กๆ ด้านบนส่องลงมาเป็นลำพอให้เห็นฝุ่นละอองลอยฟุ้งในอากาศ“เข้ามาทำไมที่นี่” ซูอี้จินกระซิบถามอย่างไม่พอใจ การเข้ามาในอาคารแบบนี้ยิ่งเสี่ยงต่อการถูกพบตัวและจนมุมเขาไม่ตอบ แต่กลับจูงมือนางเดินลึกเข้าไปตามทางเดิน สัมผัสเย็นเฉียบจากฝ่ามือของเขายังคงทำให้ผิวของนางรู้สึกเย็นวาบ เขานำทางไปยังบันไดไม้สำหรับคนงานที่อยู่สุดทางเดินแล้วขึ้นไปยังชั้นสองอย่างเงียบเชียบที่ชั้นสองเป็นโถงทางเดินยาวปูด้วยพรมสีแดงเข้ม มีประตูห้องพักทำจากไม้เนื้อดีเรียงรายอยู่สองฝั่ง โคมไฟบนผนังให้แสงสลัว ดูเหมือนว่านี่จะเป็นโรงเตี๊ยมชื่อดัง แขกที่มาพักคงมีแต่พ่อค้าผู้มั่งคั่งหรือขุนนางเดินทางปัง! ปัง! ปัง!เสียงทุบประตูดังลั่นมาจากชั้นล่าง ตามด้วยเสียงตวาดหยาบคายของทหารสกุลเฉิน“เปิดประตู! พวกเราเป็นทหารกำลังตามจับผู้บุกรุก! เปิดให้พวกข้าเข้าไปตรวจค้นเดี๋ยวนี้!”ซูอี้จินตัวแข็งทื่อ พวกมันตามมาถึงนี่แล้ว เว่ยชางหลางดึงนางให้หลบเข้







