LOGIN"ข้าจะกลับมาทวงแค้นพวกมันทุกคน!" คำสาปแช่งสุดท้ายในกองเพลิง ดึงวิญญาณ ‘ซูอี้จิน’ หวนคืนมาพร้อม ‘ปราณอัคคีบริสุทธิ์’ ชาติก่อนนางคือสตรีโง่งมที่ถูกสามีชั่วและญาติจอมปลอมปอกลอกจนสิ้นเนื้อประดาตัว เหยียบย่ำครอบครัวนางเพื่อปูทางสู่อำนาจ ชาตินี้สตรีผู้อ่อนแอคนนั้นได้ตายไปแล้ว! นางกลับมาในฐานะเถ้าแก่เนี้ยผู้งดงามและกุมอำนาจมหาศาล พร้อมใช้เพลิงแค้นเผาผลาญศัตรูให้ย่อยยับ แต่บนเส้นทางแห่งการชำระแค้น นางกลับถูกดึงเข้าไปพัวพันกับ ‘เว่ยชางหลาง’ ท่านอ๋องที่ผู้คนต่างหวาดหวั่น เขาผู้แบกรับความทรมานจาก ‘ปราณเหมันต์ปรโลก’ ทว่าเมื่อได้สัมผัสกับปราณอัคคีของซูอี้จิน ไออุ่นของนางกลับกลายเป็นยาถอนพิษที่แสนหอมหวานและหยุดยั้งความเจ็บปวดของเขาได้ในพริบตา ยามอยู่ต่อหน้าผู้อื่น เขาคือมัจจุราชที่พร้อมกวาดล้างทุกคนที่กล้าขวางทางแก้แค้นของนาง แต่เมื่อลับสายตาคน ท่านอ๋องผู้ยิ่งใหญ่กลับกลายเป็นบุรุษขี้หวงที่คอยตามติด ประชิดตัว และโหยหาสัมผัสจากนางอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ความแค้นที่ว่าเดือดพล่าน ยังต้องพ่ายแพ้ให้กับเคมีรักที่เร่าร้อนดั่งไฟหลอมน้ำแข็ง!
View Moreกลิ่นเหม็นอับของไม้ผุพังผสมกับกลิ่นคาวของเลือดที่ไหลทะลัก
ในเรือนร้างสกุลเฉิน ซูอี้จินนอนตะแคงอยู่บนพื้นที่เต็มไปด้วยคราบฝุ่นและหยากไย่ ร่างกายของนางบิดเกร็ง เลือดทะลักออกจากริมฝีปาก
พิษกร่อนกระดูกกำลังกัดกินอวัยวะภายใน ตั้งแต่แต่งเข้ามาในสกุลเฉิน นางถูกพิษชนิดนี้ผสมในอาหารให้กินทุกวัน เมื่อพิษเริ่มซึมเข้าสู่กระแสเลือดในทุกๆวัน เริ่มแรกจากหญิงสาวอวบอ้วน บัดนี้ร่างกายเริ่มอ่อนแอลงจนเหลือแต่หนังติดกระดูก กว่าจะรู้ตัวกระดูกก็เปราะบางและอวัยวะภายในเริ่มล้มเหลว ท้ายที่สุดเลือดจะเริ่มไหลออกจากทวารทั้งสี่
เสียงปลดกุญแจเหล็กดังขึ้น แสงสลัวจากคบเพลิงด้านนอก เผยให้เห็นรองเท้าผ้าไหมสีแดงก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา
ซูอี้จินฝืนลืมตาที่หนักอึ้ง ท่อนล่างของนางชาหนึบไร้ความรู้สึก ทว่าภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับทำให้กรามของนางขบเข้าหากันแน่น
ซูมู่เหยียนยืนอยู่ตรงนั้น สวมอาภรณ์หรูหราของฮูหยินเอก ใบหน้าที่เคยแสร้งยิ้มหวานให้แก่นางเสมอมา บัดนี้ประดับด้วยรอยเหยียดหยาม มือข้างหนึ่งวางทาบลงบนหน้าท้องที่นูนป่องออกมาอย่างเห็นได้ชัด
"พี่หญิงอี้จิน...ไฉนสภาพของท่านจึงดูไม่ได้ถึงเพียงนี้เล่า"
ซูมู่เหยียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ พลางก้มลงเว้นระยะห่างพอไม่ให้ชายกระโปรงเปื้อนเลือดที่เจิ่งนอง
ซูอี้จินเค้นเสียงผ่านลำคอที่แห้งผาก "พวกเจ้า... หักหลังข้า..."
"หักหลังหรือ? พูดให้ถูกคือท่านหมดประโยชน์แล้วต่างหาก"
ซูมู่เหยียนลูบหน้าท้องของตนเองช้าๆ
“ท่านพี่ซิวหยวนทนร่วมหอกับสตรีไร้สมองเช่นท่านมานานหลายปี เพียงเพื่อขอยืมอำนาจของแม่ทัพซูเบิกทางสู่ราชสำนัก เลิกหลอกตัวเองได้แล้วพี่หญิง! อย่าคิดนะว่าเรื่องบังเอิญที่สระบัววัดหลงซานจะเป็นวาสนาสวรรค์ประทาน ทั้งหมดนั่นคือแผนการที่ข้าและท่านพี่ซิวหยวนร่วมมือกันต่างหาก! มีเพียงสตรีโง่งมเช่นท่านเท่านั้นแหละที่หลงเชื่อจนหมดใจ บัดนี้เขาสมปรารถนาแล้ว ส่วนตัวข้าก็กำลังอุ้มชูสายเลือดที่แท้จริงของสกุลเฉินอยู่”
นิ้วที่เปื้อนเลือดของซูอี้จินจิกตะกุยพื้นไม้ นางพยายามตะเกียกตะกายเข้าหาญาติผู้น้อง มือสั่นเทาคว้าเข้าที่ชายกระโปรงซูมู่เหยียน
รอยยิ้มบนใบหน้าของซูมู่เหยียนแข็งค้างไปชั่วขณะ นางเกลียดความสกปรกยิ่งกว่าสิ่งใด ความขยะแขยงแล่นพล่านขึ้นมา นางยังคงปั้นหน้ายิ้ม แต่เท้ากลับตวัดเตะเข้าที่ยอดอกของซูอี้จินอย่างแรง
ร่างของซูอี้จินหงายหลังกระแทกพื้น เลือดคำโตพ่นออกจากปาก
"อย่าเอามือสกปรกของท่านมาแตะต้องตัวข้า!!" ซูมู่เหยียนสะบัดชายกระโปรง
“อ้อ... ข้าลืมบอกข่าวดีแก่ท่านไป” ซูมู่เหยียนแค่นเสียงหัวเราะหยัน
"พี่หญิง...ท่านอย่าทำหน้าโง่งมเช่นนั้นสิ เมื่อเจ็ดวันก่อน ตอนที่ท่านติดสินบนพวกบ่าวชั้นต่ำเพื่อลอบหนีกลับไปจวนสกุลซู ท่านคิดจริงๆ หรือว่าจะรอดพ้นสายตาข้าไปได้?"
นางก้าวเข้าไปหา ชะโงกหน้ากระซิบด้วยน้ำเสียงหวานหยดย้อย แต่ทุกถ้อยคำกลับกรีดลึกราวกับใบมีดอาบยาพิษ
"ตอนที่ท่านตะเกียกตะกายกลับไปถึงจวน ภาพเลือดที่เจิ่งนองท่วมลาน กับซากศพของคนในครอบครัวที่นอนกองระเนระนาดทับซ้อนกัน คงเป็นภาพที่ตรึงตาตรึงใจท่านมากเลยใช่หรือไม่ล่ะ? ช่างน่าเวทนาบิดาของท่านนัก ถูกจัดฉากหลอกให้ดูเหมือนคิดหลบหนีคดี โทษทัณฑ์ขัดขืนเบื้องสูงจึงลุกลาม กลายเป็นการลงดาบฆ่าล้างโคตรตระกูลจนสิ้นซาก!"
ดวงตาของซูมู่เหยียนทอประกายเหี้ยมเกรียม มุมปากแสยะยิ้มอำมหิตเมื่อเห็นร่างของซูอี้จินสั่นสะท้าน
"แต่พี่หญิง... ท่านอย่าได้กังวลไปเลย ท่านพี่ของข้าใจบุญสุนทานนัก ทนเห็นศพบิดาและพี่ชายของท่านเน่าเหม็นคาจวนไม่ได้ จึงอุตส่าห์ให้คนขนซากเนื้อไร้วิญญาณเหล่านั้นไปทิ้งไว้ที่ลานทิ้งศพนอกเมืองเพื่อเป็นการสงเคราะห์ ป่านนี้ฝูงอีกาและแร้งหิวโซคงรุมทึ้งจิกกิน จนไม่เหลือแม้แต่เศษเนื้อติดกระดูกแล้วกระมัง"
ซูมู่เหยียนหัวเราะเสียงใส พลางทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงเยาะหยันสุดหัวใจ
"เห็นหรือไม่ว่าท่านพี่แสนดีเพียงใด ในเมื่อไม่มีศพให้ฝัง ไม่มีหลุมให้กราบไหว้ พี่หญิงก็ไม่ต้องเหนื่อยยากไปจัดงานศพให้เป็นที่อุจาดตาผู้คน สบายใจได้แล้วนะเจ้าคะ"
ดวงตาของซูอี้จินเบิกกว้าง เส้นเลือดฝอยในตาแตกแขนงจนแดงก่ำ นางอ้าปากค้าง ไร้ซึ่งเสียงกรีดร้อง มีเพียงลมหายใจที่ขาดห้วงและน้ำตาปนสายเลือดที่ไหลรินลงมาอาบแก้ม
บิดาและพี่ใหญ่ ที่รักและถนอมนางดั่งแก้วตาดวงใจ ต้องมาตายเพราะนางหูเบา หลงเชื่อคำลวงของเฉินซิวหยวนและซูมู่เหยียน!
ด้านนอกประตู เสียงฝีเท้าของบุรุษดังขึ้น
"มู่เหยียน เจ้าเสร็จธุระหรือยัง ด้านในอากาศชื้นนัก ระวังจะกระทบกระเทือนถึงลูกในครรภ์"
เสียงของเฉินซิวหยวนดังแว่วเข้ามา เขาไม่แม้แต่จะก้าวเท้าเข้ามาในเรือนร้างแห่งนี้ด้วยซ้ำ ราวกับรังเกียจที่จะต้องมองสตรีที่เขาเคยพลอดรักและให้คำสัตย์สาบานว่าจะดูแลชั่วชีวิต
"เสร็จแล้วเจ้าค่ะท่านพี่" ซูมู่เหยียนหันไปขานรับด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน ก่อนจะหันกลับมามองซูอี้จินด้วยแววตาอำมหิต
"ลาก่อน พี่หญิงใหญ่ ชาติหน้าก็จงอย่าเกิดมาโง่งมเช่นนี้อีก"
ซูมู่เหยียนก้าวถอยหลังออกไปพ้นธรณีประตู นางส่งสัญญาณมือให้บ่าวรับใช้ที่ยืนรออยู่ด้านนอก คบเพลิงนับสิบถูกโยนเข้ามาในเรือนร้าง กองฟางและไม้แห้งที่เตรียมไว้ล่วงหน้าติดไฟพรึบขึ้นมาในชั่วพริบตา
เปลวเพลิงโหมกลืนกินร่างของนางจนมิด
ด้วยความทรมานของเปลวงเพลิงที่เผาผลาญร่างของนาง ก่อนสิ้นใจความแค้นที่อัดแน่นถึงขีดสุดพลันกระตุ้นบางสิ่งในสายเลือดที่หลับใหลมาเนิ่นนาน "ปราณอัคคีบริสุทธิ์" ซึ่งสืบทอดทางสายเลือดมาจากมารดาผู้ล่วงลับและถูกปิดผนึกไว้ กลับตื่นขึ้นมาอย่างฉับพลันตามสัญชาตญาณและพลังความแค้นที่ถูกกระตุ้น
แทนที่เลือดในกายจะเดือดพล่านจากความร้อนภายนอก มันกลับแปรเปลี่ยนเป็นประกายไฟสีทองระยิบระยับ ก่อนที่วิญญาณหลุดลอย ดวงจิตและปราณอัคคีในร่างที่กำลังดับสูญกลับหลอมรวมเป็นดวงไฟดวงหนึ่ง แหวกผ่านห้วงเวลาซ้อนทับกลับคืนสู่เส้นทางเดิมอย่างรุนแรง!!!
"เฮือก!"
ร่างบางบนเตียงสะดุ้งสุดตัวผุดลุกขึ้นนั่ง ลมหายใจหอบถี่ ดวงตาของซูอี้จินเบิกกว้าง กวาดมองไปรอบตัวด้วยความสับสน นี่คือเรือนหมิงเยว่ ห้องนอนของนางในจวนสกุลซูในเมืองหลวง
นางย้อนเวลากลับมาในช่วงวัยปักปิ่นที่เพิ่งเดินทางมาอยู่กับท่านย่าที่เมืองหลวง ยังเป็นเด็กสาวร่างอวบวัยแรกแย้มและที่สำคัญนางกลับมาในจุดที่ทุกอย่างยังแก้ไขได้ บิดายังมีชีวิต พี่ใหญ่ยังคงกุมอำนาจทหารชายแดน สกุลซูยังเป็นดั่งเสาหลักของแคว้นเว่ย
ริมฝีปากที่เพิ่งสั่นเทาจากความตื่นตระหนก ค่อยๆ คลี่ยิ้มออกช้าๆ
"ซูมู่เหยียน...เฉินซิวหยวน" นางพึมพำกับสายลม แววตาทอประกายอำมหิต
"นรกส่งข้ากลับมาแล้ว!!"
ด้านล่าง ซูอี้จินก้าวเท้าเข้าไปใกล้ขอบสระอีกก้าวหนึ่ง นางดึงผ้าเช็ดหน้าออก เผยให้เห็นดวงตาที่แดงเรื่อเล็กน้อย นางมองจ้องลงไปยังเฉินซิวหยวนและซูมู่เหยียนที่กำลังตกเป็นเป้าสายตาของทุกคน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือที่ดังก้องพอให้ทุกคนบริเวณนั้นได้ยินชัดเจน"คุณชายเฉิน ขอบคุณสวรรค์ที่ท่านกระโดดลงไปช่วยเหลือน้องรองของข้าได้ทันท่วงที แม้การสัมผัสแนบชิดกลางสระน้ำเช่นนี้จะทำให้ชื่อเสียงของน้องรองต้องมัวหมอง แต่ในเมื่อท่านประกาศต่อหน้าผู้คนมากมายแล้วว่าจะรับผิดชอบนางด้วยการแต่งเป็นภรรยา ข้าในฐานะพี่สาวก็เบาใจ"นางหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย ดวงตาหรี่ลงจับจ้องใบหน้าที่ขาวซีดสลับเขียวคล้ำของเฉินซิวหยวน"ท่านช่างเป็นสุภาพบุรุษผู้กล้าหาญและรักษาสัจจะอย่างแท้จริง ตระกูลซูของพวกเราจะรอรับแม่สื่อจากท่านในเร็ววัน"ฝูงชนพยักหน้าเห็นพ้อง ซูมู่เหยียนกรีดร้องในน้ำ ขณะที่เฉินซิวหยวนได้แต่มองซูอี้จินด้วยสายตาพรึงเพริด ร่างกายของเขาแข็งค้างกลางสระน้ำเย็นเฉียบ ไม่อาจเอื้อนเอ่ยคำแก้ตัวใดๆ ออกมาได้แม้แต่ครึ่งคำ**************รถม้าตระกูลซูจอดสนิทหน้าประตูจวน บานประตูถูกเปิดออกอย่างเร่งร้อน บรรดาสาวใช้และบ่าวชายต
แรงกระแทกจากฝ่ามือทั้งสองพุ่งเข้าใส่กลางแผ่นหลัง แต่แทนที่ร่างของซูอี้จินจะถลาคว่ำลงสู่ผืนน้ำเบื้องล่างตามแรงผลัก ปราณอัคคีบริสุทธิ์กลับไหลเวียนพลุ่งพล่าน ความร้อนผ่าวแล่นวาบไปตามเส้นชีพจร ซูอี้จินย่อเข่าลงต่ำ นางบิดเอวหมุนตัวหลบวูบไปด้านข้างด้วยความเร็วที่ตามองแทบไม่ทัน ฝ่ามือของซูมู่เหยียนที่พุ่งมาเต็มแรงจึงคว้าได้เพียงอากาศธาตุแรงส่งมหาศาลจากการพุ่งตัวบวกกับการเสียหลักกะทันหัน ทำให้ร่างของญาติผู้น้องถลำไปข้างหน้าอย่างไม่อาจควบคุม ซูอี้จินไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอย ตวัดปลายเท้าออกไปขัดเข้าที่ข้อเท้าของอีกฝ่ายอย่างแม่นยำ"ว้าย!"เสียงกรีดร้องแหลมปรี๊ดดังแหวกอากาศ ซูมู่เหยียนเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด สองแขนตะเกียกตะกายไขว่คว้าหาที่ยึดเหนี่ยว แต่สิ่งที่รอรับนางอยู่มีเพียงผืนน้ำเย็นเฉียบตูม!น้ำในสระแตกกระจายเป็นวงกว้าง ดอกบัวและใบบัวสีเขียวสดถูกแรงกระแทกจนฉีกขาด ร่างของซูมู่เหยียนจมดิ่งลงไปในความมืดมิดของโคลนตมก้นสระ น้ำเย็นจัดทะลักเข้าปากและจมูกจนนางสำลักอย่างรุนแรงที่หลังโขดหินใหญ่ไม่ไกลจากริมสระ เงาร่างของบุรุษผู้หนึ่งที่ซุ่มรออยู่สบโอกาส เขาคือ เฉินซิวหยวน ชายหนุ่มรูปงาม
ซูอี้จินเลิกผ้าห่มออกก้าวเท้าลงจากเตียง ความเจ็บปวดจากพิษกร่อนกระดูกล้วนหายไปสิ้น มีเพียงความร้อนขุมหนึ่งที่ยังคงเต้นตุบๆ อยู่ในเส้นชีพจร ราวกับมีดวงไฟเล็กๆ ซุกซ่อนอยู่ใต้ผิวหนังนางหลับตาลงรวบรวมสมาธิ ชี้นิ้วชี้ขวาออกไปเบื้องหน้าพรึ่บ...ประกายไฟขนาดเท่าเมล็ดถั่วผุดขึ้นที่ปลายนิ้ว เปล่งแสงสว่างเรืองรองในความมืดของห้อง แม้จะเล็กจิ๋ว‘ปราณอัคคีบริสุทธิ์’ พลังที่เพิ่งตื่นขึ้นในวินาทีสุดท้ายของชีวิตก่อน ได้ย้อนเวลากลับมาพร้อมกับวิญญาณของนาง นางกำหมัดแน่น เปลวไฟที่ปลายนิ้วดับลง"คุณหนูใหญ่ ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ"จื่อเซี่ย สาวใช้คนสนิทผลักประตูเข้ามาพร้อมกับชุดอาภรณ์ที่ตัดเย็บเสร็จใหม่เอี่ยม มันคือชุดกระโปรงสีชมพูแปร๋นจนแสบตา ปักลวดลายดิ้นทองรูปดอกโบตั๋นขนาดใหญ่ยักษ์กระจายอยู่ทั่วผืนผ้า ตัวกระโปรงถูกเย็บซ้อนกันหลายชั้นจนดูพองโตซูอี้จินก้มมองชุดนั้นด้วยสายตาว่างเปล่า"คุณหนูรองส่งคนนำชุดนี้มาให้ตั้งแต่หัวค่ำเจ้าค่ะ" จื่อเซี่ยรายงานด้วยสีหน้าหนักใจเล็กน้อย"คุณหนูรองฝากคำพูดมาว่า ชุดนี้ตัดเย็บด้วยผ้าไหมอย่างดีที่สุดจากแดนใต้ สีสันสดใสเหมาะกับท่านยิ่งนัก อยากให้ท่านสวมใส่ไปงานชมดอกบัวที่วัดหลง
กลิ่นเหม็นอับของไม้ผุพังผสมกับกลิ่นคาวของเลือดที่ไหลทะลักในเรือนร้างสกุลเฉิน ซูอี้จินนอนตะแคงอยู่บนพื้นที่เต็มไปด้วยคราบฝุ่นและหยากไย่ ร่างกายของนางบิดเกร็ง เลือดทะลักออกจากริมฝีปากพิษกร่อนกระดูกกำลังกัดกินอวัยวะภายใน ตั้งแต่แต่งเข้ามาในสกุลเฉิน นางถูกพิษชนิดนี้ผสมในอาหารให้กินทุกวัน เมื่อพิษเริ่มซึมเข้าสู่กระแสเลือดในทุกๆวัน เริ่มแรกจากหญิงสาวอวบอ้วน บัดนี้ร่างกายเริ่มอ่อนแอลงจนเหลือแต่หนังติดกระดูก กว่าจะรู้ตัวกระดูกก็เปราะบางและอวัยวะภายในเริ่มล้มเหลว ท้ายที่สุดเลือดจะเริ่มไหลออกจากทวารทั้งสี่เสียงปลดกุญแจเหล็กดังขึ้น แสงสลัวจากคบเพลิงด้านนอก เผยให้เห็นรองเท้าผ้าไหมสีแดงก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาซูอี้จินฝืนลืมตาที่หนักอึ้ง ท่อนล่างของนางชาหนึบไร้ความรู้สึก ทว่าภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับทำให้กรามของนางขบเข้าหากันแน่นซูมู่เหยียนยืนอยู่ตรงนั้น สวมอาภรณ์หรูหราของฮูหยินเอก ใบหน้าที่เคยแสร้งยิ้มหวานให้แก่นางเสมอมา บัดนี้ประดับด้วยรอยเหยียดหยาม มือข้างหนึ่งวางทาบลงบนหน้าท้องที่นูนป่องออกมาอย่างเห็นได้ชัด"พี่หญิงอี้จิน...ไฉนสภาพของท่านจึงดูไม่ได้ถึงเพียงนี้เล่า"ซูมู่เหยียนเอ่ยด้วยน้ำเสี





