LOGINผู้ใดบอกว่าบุตรอนุไม่มีสิทธิ์เลือกทางเดินชีวิตเป็นของตนเอง ผู้ใดบอกว่าบุตรอนุต้องเจียมตัวอยู่เสมอ ในเมื่อโลกใบนี้ไม่มีความยุติธรรม นางนี่แหละจะฉีกกฎเหล่านั้นทิ้งแล้วสร้างความรุ่งโรจน์ให้กับตนเอง! อยู่ๆ จูหลาน ก็ลืมตาตื่นขึ้นมาอยู่ในร่างของ คุณหนูรองเฟิ่ง ตัวละครในซีรี่ส์แนวตั้งที่นางดู ซ้ำร้ายยังถูกพี่สาวส่งมาทารุณอยู่ที่บ้านสวนชนบทอีกด้วย แต่นับว่าโชคดีที่ได้ เซี่ยเสวียนเย่ พระราชนัดดาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบันคอยช่วยเหลือเอาไว้ แต่ถึงอย่างนั้นเขากลับไม่ได้ช่วยนางด้วยความเต็มใจ แต่กลับมีข้อแม้แลกเปลี่ยนกัน ซึ่งนางก็ไม่อาจพึ่งพาเขาอยู่ฝ่ายเดียว ปฎิบัติการขยายตลาดทางธุรกิจจึงเริ่มต้นขึ้น และโชคชะตายังนำพาให้นางได้พบกับ เสิ่นสวิน บุตรชายของท่านเจ้าเมืองที่เกิดจากอนุอีกด้วย โชคชะตาที่ยุ่งเหยิงยิ่งกว่าสายไฟฟ้าบนทางเท้าจึงเริ่มต้นขึ้น!
View More“จูหลาน เจ้าคิดจะแข่งขันประชันกับข้าครั้งแล้วครั้งเล่า แต่กลับลืมว่าตนเองเป็นเพียงบุตรอนุต่ำต้อยที่มารดาตายจากไปตั้งแต่แบเบาะ ต้องอาศัยอยู่ในจวนตระกูลเฟิ่งด้วยการดูสีหน้าข้าและท่านแม่ แต่กลับไม่เจียมตน ช่างน่าขันยิ่งนัก เจ้าอยากให้พระราชนัดดาชายตามองเจ้าหรือ ฝันกลางวันไปเถอะ ต่อไปนี้เจ้าจงไปอยู่ที่บ้านสวนเกษตร จนตายก็อย่าหวังว่าจะได้กลับมาเมืองหลวงอีกเลย!”
“พี่หญิง ข้าผิดไปแล้วเจ้าค่ะ อย่าได้ส่งข้าไปที่บ้านสวนแห่งนั้นเลย ข้าไม่กล้ายั่วยวนพระราชนัดดาอีกแล้ว!”
เสียงร้องขอความเมตตาของน้องสาวที่เกิดจากอนุไม่ได้ทำให้เฟิ่งหลิงหลงรู้สึกเวทนาสงสารหรือเห็นใจเลยแม้แต่น้อย กลับกันนางยังรู้สึกโล่งใจเสียมากกว่า ที่สุดท้ายแล้วเฟิ่งจูหลานก็จะไปอยู่พ้นหูพ้นตานางเสียที เมื่อไม่มีเฟิ่งจูหลานพระราชนัดดาจะต้องสนใจในตัวนางอย่างแน่นอน
นางปรายตามองเฟิ่งจูหลานอย่างดูแคลน ก่อนจะสะบัดชายเสื้อและเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองอีก
สุดท้ายแล้วเฟิ่งจูหลานก็ถูกส่งไปอยู่ที่บ้านสวนเกษตรซึ่งอยู่นอกเมืองหลวง นางใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก ต้องอดมื้อกินมื้อ ถูกคนของบ้านใหญ่กลั่นแกล้งรังแก และล้มป่วยจนตายไปในที่สุด จวบจนวาระสุดท้ายนางก็ไม่ได้พบเจอกับเซี่ยเสวียนเย่ พระราชนัดดาในฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ซึ่งเป็นคนที่นางรักอีกเลยชั่วชีวิต
“เฮ้อ เรื่องราววนลูปเดิมๆ ตามแบบฉบับซีรีส์แนวตั้งอีกแล้ว เดี๋ยวยัยลูกอนุนี่ก็เกิดใหม่และกลับมาแก้แค้น น่าเบื่อจะตายชัก ไม่ดูต่อแล้วไปหาอะไรกินดีกว่า”
จูหลานเอ่ยขึ้นมาอย่างเบื่อหน่าย เพราะวันนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์และเธอก็ไม่มีอะไรทำ จึงนั่งดูซีรีส์แนวตั้งฉบับการ์ตูนจบไปหลายสิบเรื่องแล้ว ดูจนแทบจะจำบทจำพล็อตได้ทั้งหมด
หญิงสาวบิดขี้เกียจเล็กน้อย ก่อนจะไปหยิบขนมขึ้นมากิน เวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน อีกไม่กี่ชั่วโมงวันหยุดที่แสนสุขของเธอก็หมดลงแล้ว วันพรุ่งนี้เธอจะต้องกลับไปทำงานและต้องพบเจอกับเพื่อนร่วมงานประสาทเหมือนเช่นทุกวัน
ปีนี้เธออายุยี่สิบห้าแล้ว จูหลานมีอาชีพเป็นพนักงานฝ่ายผลิตอยู่ที่บริษัทเครื่องสำอางชื่อดังแห่งหนึ่ง วันๆ นอกจากออกไปทำงานและกลับมานอนในห้องพักเล็กๆ แล้ว เธอก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่ออีก เดิมทีจูหลานมีความฝันว่าอยากจะกลับบ้านเกิดไปปลูกผักทำสวน เพราะพ่อแม่ของเธอมีอาชีพเกษตร แต่เพราะตอนนี้เธอยังไม่มีเงินเก็บมากพอจึงต้องก้มหน้าก้มตาทำงานประจำไปก่อน
จูหลานกินขนมไปพลางเปิดดูอะไรในคอมพิวเตอร์ไปพลาง อยู่ๆ เธอก็รู้สึกง่วงนอนขึ้นมาจึงคิดจะไปงีบหลับสักหน่อย คิดว่าพอตื่นขึ้นมาแล้วจะต้มบะหมี่กินสักชาม เมื่อคิดได้อย่างนั้นจูหลานจึงเดินไปทิ้งกายลงบนเตียงและผล็อยหลับไปทันที
เดิมทีมันควรจะเป็นวันพักผ่อนที่แสนสุขสบาย แต่อยู่ๆ กลับมีน้ำเย็นจัดสาดเข้ามาที่ใบหน้าของจูหลานเข้าอย่างจัง หญิงสาวสะดุ้งตกใจตื่น รีบดีดกายลุกขึ้นจากเตียงนอนพลางไอออกมาไม่หยุด ก่อนจะสบถเสียงแข็ง
“แม่งเอ๊ย ใครมันเอาน้ำมาสาดหน้าฉันวะเนี่ย แค่กๆ”
จูหลานเอ่ยไปพลางไอไปพลาง ก่อนจะได้ยินเสียงของหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นมา
“คุณหนูรอง ได้เวลาลุกไปหาบน้ำแล้วเจ้าค่ะ หากชักช้าจะไม่มีน้ำใช้นะเจ้าคะ”
คุณหนูรอง?
จูหลานพลันชะงักไปทันที เมื่อตั้งสติได้เธอจึงมองไปที่หญิงวัยกลางคนตรงหน้า และพบว่าเจ้าหล่อนสวมชุดเหมือนคนรับใช้ในซีรี่ส์จีนโบราณ ใบหน้าก็ฉายแววหยิ่งยะโสอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งในมือยังถือถังน้ำเอาไว้อีกด้วย คาดว่าคงจะเป็นถังน้ำเดียวกันกับที่ใช้สาดหน้าเธอเมื่อครู่นี้
“คุณหนูรองเฟิ่งจูหลาน จะให้บ่าวพูดย้ำอีกรอบหรือเจ้าคะ?”
คราวนี้จูหลานเริ่มประติดประต่อเรื่องราวทั้งหมดได้แล้ว เธอค่อยๆ หันไปมองในกระจกทองเหลืองบานเก่าที่วางเอาไว้บนหัวเตียงก่อนจะสะดุ้งสุดตัว ใบหน้าในกระจกทองเหลืองบานนั้นไม่ใช่หน้าของเธอ แต่คือใบหน้าของหญิงสาวนางหนึ่ง ที่ดูน่ารักจิ้มลิ้มอย่างยิ่ง จูหลานยกมือขึ้นมาจับใบหน้านั้น พร้อมกับอุทานออกมาเบาๆ
“ให้ตายเถอะ ตอนดูฉบับการ์ตูนว่าสวยแล้ว พอทะลุมิติเข้ามาแล้วเปลี่ยนเป็นร่างคนจริงๆ ดูสวยกว่าในการ์ตูนเป็นล้านเท่าเลย”
นางเอ่ยพร้อมกับย้อนคิดไปถึงชาติกำเนิดของตัวละครนี้
คุณหนูรองเฟิ่งจูหลาน เป็นบุตรสาวที่เกิดจากอนุ ปีนี้นางอายุสิบหก บิดาของนางเป็นถึงราชครูผู้มีความสามารถ สอนสั่งเหล่าบัณฑิตมาหลายรุ่น มีหน้ามีตาในสังคม ท่านปู่ของนางก็เป็นบัณฑิตเก่งกาจ เรียกได้ว่าตระกูลเฟิ่งนั้นเป็นแบบอย่างของบัณฑิตในใต้หล้าเลยก็ว่าได้ นางมีพี่สาวต่างมารดาหนึ่งคนนามว่า เฟิ่งหลิงหลง เป็นบุตรีที่เกิดจากภรรยาเอกเพียงคนเดียวของฮูหยินใหญ่ บิดามารดารักถนอมเฟิ่งหลิงหลงราวกับหยกในฝ่ามือ ไม่ว่านางจะทำสิ่งใด ท่านพ่อและฮูหยินใหญ่ล้วนให้ท้าย ต่อมาเฟิ่งหลิงหลงยิ่งชังน้ำหน้าเฟิ่งจูหลานหนักขึ้นไปอีก เพราะเซี่ยเสวียนเย่พระราชนัดดาเกิดชอบพอในตัวของเฟิ่งจูหลาน เฟิ่งหลิงหลงจึงส่งน้องสาวต่างมารดามาที่บ้านสวนเกษตรแห่งนี้และทรมานนางจนตาย!
แต่เฟิ่งจูหลานตายไปแล้วไม่ใช่หรือ ซ้ำร้ายควรจะย้อนเวลากลับมาแก้แค้นสิ แล้วทำไมถึงกลายเป็นตัวนางเองที่ทะลุมิติเข้ามาอยู่ในร่างนี้แทนเล่า!
เวรเถอะ นางอยากเป็นเพียงผู้ชมซีรีส์แนวตั้งเท่านั้นไม่ได้อยากเข้ามาเป็นผู้ร่วมแสดงเสียหน่อย
เรื่องราวที่ผูกร้อยเรียงกันเช่นนี้ ค่อนข้างทำให้เฟิ่งจูหลานรู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมาก ก่อนหน้านี้ที่ไปติดต่อร้านค้านางไม่เคยรู้เลยว่าร้านแห่งนี้มีความเกี่ยวพันกับเสิ่นสวินมากถึงเพียงนี้ ทำให้นางค่อนข้างเหนือความคาดหมายอย่างมากเสิ่นสวินรีบสั่งให้คนนำของเหล่านั้นเข้าไปเก็บเอาไว้ในร้านให้เฟิ่งจูหลาน ก่อนจะหันมาเอ่ยกับนาง“เดิมทีข้าคิดว่าเจ้าจะซื้อร้านของข้าเอาไว้กบดานหนีจากคำนินทาของผู้คนเสียอีก แต่ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะมีหัวการค้าเช่นนี้”“เหตุใดข้าจะต้องคอยหลบหน้าผู้คนด้วย พวกเขาไม่ได้หาให้ข้ากินเหตุใดข้าต้องสนใจ เสิ่นสวินปากท่านนี่มันไม่เป็นมงคลเลยจริงๆ นะ”“บุรุษรูปงามก็ปากเสียแบบนี้แหละ”เฟิ่งจูหลานได้ฟังก็กลอกตาไปมาอย่างอดรนทนไม่ได้ นอกจากจะปากเสียและเจ้าชู้แล้ว เขายังหลงตัวเองอย่างหน้ามืดตามัวอีกด้วยเสิ่นสวินเดินเข้ามาในร้านของเฟิ่งจูหลาน นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นว่าเฟิ่งจูหลานทำการตกแต่งร้านค้าของเขาใหม่ นางไม่ได้ทำอันใดมากนัก เพียงเพิ่มของตกแต่งเล็กน้อย และบรรยากาศทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน มันทำให้เขาเริ่มคิดถึงท่านแม่ขึ้นมา เดิมทีร้านนี้แต่ก่อนเป็นร้านขายผ้าทั่วไป แต่พ
เฟิ่งจูหลานเห็นด้วยกับคำพูดนี้ของเสิ่นสวิน นางรีบจัดการเก็บบัญชีเอาไว้อย่างมิดชิด ก่อนจะปิดร้านและเดินตามเสิ่นสวินไปยังศาลาว่าการทันที เรื่องราวจบลงที่คนผู้นั้นถูกจับ และมันยังซัดทอดไปถึงเถ้าแก่ฉิน เถ้าแก่ร้านเครื่องประทินโฉมอีกร้านที่เปิดมาก่อนนางหลายสิบปี เถ้าแก่ฉินขัดขืนและยังวางท่าข่มขู่เจ้าหน้าที่ แต่เสิ่นสวินที่เป็นบุตรชายท่านเจ้าเมืองย่อมมีอำนาจมากกว่าเถ้าแก่ร้านค้าเช่นเขา เสิ่นสวินจึงขอร้องให้คนของทางการรีบตรวจสอบร้านค้าของเถ้าแก่ฉินเสีย เมื่อตรวจสอบอย่างละเอียดก็พบว่าเครื่องประทินโฉมของเถ้าแก่ฉินมีสารปนเปื้อนอยู่เป็นจำนวนมากและยังขายเกินราคาอีกด้วย เถ้าแก่ฉินถึงกับหน้าซีดเผือด และจ้องมองเสิ่นสวินเขม็งก่อนจะถูกคนของทางการลากตัวไปเมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว เฟิ่งจูหลานก็หันมาเอ่ยขอบคุณเสิ่นสวิน“ขอบคุณท่านมาก”เสิ่นสวินพยักหน้าให้เฟิ่งจูหลานเล็กน้อย เขาทอดสายตามองบาดแผลตรงลำคอของนางครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถาม“ไปหาหมอสักหน่อยดีหรือไม่?”เฟิ่งจูหลานเกือบลืมไปเสียสนิทแล้วว่าตนเองได้รับบาดเจ็บหากเสิ่นสวินไม่เอ่ยทักขึ้นมา นางส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนจะส่งยิ้มให้เขา“ไม่ต้องหรอก เ
ด้านเฟิ่งจูหลานนั้น เพราะยามนี้กิจการที่ร้านกำลังไปได้ดี นางจึงค่อนข้างวุ่นวายไม่น้อยเลย หญิงสาวลงทุนจ้างคนงานหยิงมาหนึ่งคนเพื่อให้คอยทำหน้าที่ต้อนรับลูกค้า ซึ่งคนงานหญิงผู้นี้ก็ทำงานได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้นางพอจะเบาแรงลงไปได้มาก ส่วนถงเสี่ยวก็คอยช่วยนางดูแลเรื่องงานจุกจิกภายในร้าน ด้านคนรับใช้ที่บ้านสวนตระกูลเฟิ่งเมื่อเห็นว่ายามนี้ไม่อาจพึ่งพาหรงหมัวหมัวได้อีกแล้ว จึงหันมาประจบประแจงเอาใจเฟิ่งจูหลาน คอยช่วยงานนางอย่างไม่มีข้อแม้ เฟิ่งจูหลานเองก็ไม่ใช่คนใจดำ หากคนพวกนี้ยอมรับในตัวนางอย่างจริงใจ นางก็ไม่ได้ตระหนี่เลยแม้แต่น้อย“ถงเสี่ยว ร้านที่สั่งให้ทำกล่องเครื่องประทินโฉมยังไม่นำสินค้ามาส่งอีกหรือ?”เฟิ่งจูหลานเอ่ยถามถงเสี่ยว สาวใช้น้อยที่ได้ยินอย่างนั้นก็รีบเดินเข้ามาหาเจ้านายพร้อมกับเอ่ยตอบอย่างนอบน้อม“เรียนคุณหนู เห็นว่าจะมาส่งเย็นวันนี้น่ะเจ้าค่ะ”“อ้อ เช่นนั้นหลังจากเสร็จงานแล้วเจ้าก็กลับไปก่อนเถอะ ข้าจะอยู่คิดบัญชีต่ออีกหน่อย เสร็จแล้วจะรีบตามกลับไป”“เจ้าค่ะคุณหนู”ถงเสี่ยวรับคำ ตลอดทั้งวันร้านค้ามีลูกค้าเข้าออกไม่ขาดสาย และสินค้าเดิมก็ขายหมดแล้ว คืนนี้เฟิ่งจูหลานยังต้องทำสินค
เดิมทีกุหลาบพวกนี้ในยุคโบราณมักจะนำเอาไปเคี่ยวทำน้ำหอม หรือหมักน้ำส้มสายชูเพื่อล้างหน้า แต่เพราะวิธีทำยังไม่ได้ทันสมัยเท่ากับยุคปัจจุบัน ทำให้เครื่องประทินโฉมที่ทำมาจากกุหลาบและน้ำส้มสายชูมีกลิ่นฉุน และกรดแรงเกินไปจนแสบผิวเฟิ่งจูหลานนำเมล็ดชาที่ตากแห้งแล้วมาตำจนเป็นผงละเอียด จากนั้นนางก็นำผงชาที่ตำละเอียดไปต้มกับน้ำสะอาด ด้วยไฟอ่อนๆ ประมาณหนึ่งเค่อ ต่อมาก็นำมากรองเศษตะกอนออกด้วยผ้าไหมกรองละเอียด 2-3 ชั้น จะได้น้ำสกัดที่มีลักษณะเป็นน้ำใสๆ ที่พอเขย่าแล้วจะเกิดฟองนุ่ม น้ำสกัดตัวนี้ล่ะคือตัวเชื่อมที่ทำให้น้ำกับน้ำมันรวมตัวกันได้ ต่อมานางก็จัดการต้มน้ำดอกกุหลาบ ผสมน้ำส้มสายชูหมักเจือจาง และน้ำผึ้ง มืออีกข้างใช้ตะกร้อไม้ไผ่กวนตีน้ำมันสกัดจากเมล็ดชาอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องไปในทิศทางเดียวกัน เมื่อกวนไปเรื่อยๆ น้ำใสกับน้ำมันจะค่อยๆ เปลี่ยนสีจากของเหลวใส กลายเป็นของเหลวสีขาวนวล นุ่มลื่น มีความข้นนิดๆ เหมือนน้ำนม หลังจากนั้นนางก็ตักใส่ขวดใบใสและพักเอาไว้ และนำน้ำกุหลาบที่เตรียมเอาไว้เททับลงไปด้านบน เวลาจะใช้ให้เขย่าขวด 3-4 ครั้ง เพื่อให้เนื้อเนียนผสมเข้ากันชั่วคราวแล้วรีบหยดทาผิว เพราะสารสกัดจา











