Mag-log in‘เหวินเสี่ยวเหยา’ บุตรีภรรยาเอกผู้มีความซุกซนผิดแปลกจากคุณหนูตระกูลใหญ่จวนอื่น นางมักจะออกไปเที่ยวเล่นกับบ่าวรับใช้คนสนิท และได้พบเจอกับนักเลงหัวไม้ผู้ซึ่งกำลังรังแกชายขอทานผู้หนึ่ง ด้วยความเป็นคนรักความยุติธรรมจึงเข้าไปช่วย และมีเรื่องมีราวกับชายผู้นั้น แต่หารู้ไม่ว่าเขาคือคนที่กำลังจะเป็นสามีของนาง
view moreในตรอกแคบ ๆ ของเมืองหลวง อยู่ไม่ไกลจากโรงเตี๊ยมชื่อดังของเมือง มีชายขอทานกำลังถูกรุมทำร้ายอย่างไร้ทางสู้ เสียงร้องโหยหวนจากความเจ็บปวดดังไกลออกไปจนเข้าหูหญิงสาวที่กำลังเดินมาพร้อมกับบ่าวรับใช้ นางได้ยินเสียงร้องจึงชะงักฝีเท้า บ่าวรับใช้ผู้เดินมาด้วยกันรู้ทันทีว่าผู้เป็นนายหญิงต้องเข้าไปช่วยแน่นอน
“ไม่นะเจ้าคะคุณหนู!”
“ข้าทนฟังมิได้หรอก ข้าต้องเข้าไปช่วย”
“แต่...”
“เจ้าห้ามข้ามิได้หรอกหว่านซิง”
เอ่ยกับสาวใช้แล้วก็เดินอย่างอาจหาญไปยังต้นเสียง เมื่อไปถึงก็พบว่ามีคุณชายท่านหนึ่งกับบ่าวรับใช้กำลังใช้เท้ากระทบขอทานหนุ่มเนื้อตัวมอมแมม ไร้หนทางต่อสู้ ‘เหวินเสี่ยวเหยา’ เบิกตาด้วยความตกใจ รีบวิ่งเข้าไปห้ามไม่ให้ชายหนุ่มทั้งสองคนรังแกผู้ไร้ทางสู้
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”
เสียงของผู้มาใหม่ทำให้ ‘กงเจิ้นหวน’ รีบหันขวับไปมอง เมื่อเห็นว่าเป็นสตรีรูปงามก็ขมวดคิ้วเป็นปมด้วยความประหลาดใจ คิดในใจว่าเหตุใดแม่นางผู้นี้จึงกล้าที่จะมาต่อกรกับบุรุษเยี่ยงเขา
“เจ้าเป็นใคร?”
“ข้าเป็นใครเจ้าไม่ต้องรู้หรอก แต่ตอนนี้เจ้ากำลังรังแกคนไม่มีทางสู้อยู่ รีบปล่อยตัวเขาเสีย!”
“เจ้าเป็นใครมาบอกให้ข้าปล่อย อย่าคิดว่าเป็นสตรีแล้วข้าจะมิกล้าทำอันใด”
“ก็ลองทำดูสิ! หากไม่ปล่อยขอทานผู้นี้ข้าจะร้องเรียนทางการให้จัดการเจ้าเสีย!”
“คนของทางการน่ะหรือจะทำอันใดข้าได้!”
“ต่อให้ใหญ่มาจากไหนก็ไม่มีทางหนีเวรกรรมพ้นหรอก!”
เหวินเสี่ยวเหยาวิ่งเข้าไปโอบกอดบุรุษตรงหน้าเอาไว้แล้วส่งเสียงเรียกร้องให้คนช่วย หาว่าอีกฝ่ายลวนลามคิดจะทำมิดีมิร้าย ขอทานผู้นั้นใช้โอกาสนี้วิ่งหนีไปได้ ด้วยเหตุที่มีสตรีมาแตะเนื้อต้องตัวทำให้กงเจิ้นหวนไม่กล้าทำอันใดมากนัก เกรงว่าจะทำให้เรื่องราวมันใหญ่โตไปมากกว่านี้ อย่างมากเขาทำได้เพียงผลักอีกฝ่ายออกไปจนนางล้มลงบนพื้น
“โอ๊ย! ข้าเจ็บนะ!”
“คุณหนูเป็นอันใดหรือไม่เจ้าคะ” หว่านซิงรีบเข้าไปช่วยพยุงตัวนายหญิงขึ้น
“ข้าเตือนแล้วไม่ฟังก็ต้องโดนเสียบ้าง”
“คนหน้าตัวเมีย! รังแกสตรีไม่มีทางสู้!”
“ข้าหาได้สนไม่ เราไปกันเถิดอาหลิว”
“ช้าก่อน!” เหวินเสี่ยวเหยาส่งเสียงเรียกเอาไว้เสียก่อน
กงเจิ้นหวนหันกลับมามองด้วยสีหน้ารำคาญสตรีผู้นี้เต็มทน
“ว่าอย่างไร?”
“ข้าจะจำหน้าเจ้าไว้ให้ชัด ๆ หากเจอกันคราหน้าข้าจะไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่!” สาวน้อยส่งเสียงข่มขู่ แต่ทว่าอีกฝ่ายไม่ได้รู้สึกกลัวเลยสักนิด
“ข้าจะรอดูว่าเจ้าจะทำอย่างไรกับข้า” ส่งรอยยิ้มมุมปากแล้วเดินนำหน้าบ่าวรับใช้ไปจากตรงนั้น
เหวินเสี่ยวเหยายืนมองตามหลัง แสดงสีหน้าไม่สบอารมณ์ แลบลิ้นปลิ้นตาใส่ตามประสาเด็กสาวผู้ไม่ชอบขี้หน้าใครสักคน ก่อนที่นางจะหันมาเอ่ยกับสาวใช้คนสนิท
“เรากลับกันเถิดหว่านซิง”
“ก่อนหน้านี้คุณหนูบอกว่าวันนี้จะไม่ยอมกลับจวนมิใช่หรือเจ้าคะ ลืมไปแล้วหรือว่าวันนี้จะมีแม่สื่อมาดูตัว”
“ข้าลืมไป...แต่หากเราไม่กลับจวนเราจะไปที่ใดเล่า”
“เราไปบวชชีดีไหมเจ้าคะ”
“บ้าหรือ! ข้ายังไม่อยากตัดทางโลก ข้ายังต้องแก้แค้นให้ท่านแม่อยู่”
“ถ้าเช่นนั้นมีทางเดียวนั่นคือกลับจวนเจ้าค่ะ”
“เฮ้อ...กลับก็กลับ ปัญหาแค่นี้ข้าทนได้!”
นางทำหน้ามั่นอกมั่นใจทั้งที่ภายในใจมีความกังวลไม่น้อย หลังจากนั้นสตรีทั้งสองนางก็เดินกลับจวนพร้อมกัน หนทางข้างหน้าของเหวินเสี่ยวเหยาแม้มิได้ราบรื่น แต่นางก็มิใช่คนอ่อนแอยอมให้ผู้คนรังแกได้เฉกเช่นมารดาของนาง
บรรยากาศในเรือนใหญ่ตอนนี้กำลังครึกครื้นและชื่นมื่นกับอาหารมื้อเย็นที่สุดแสนจะอู้ฟู่ บนโต๊ะเต็มไปด้วยจานกับข้าวชั้นเลิศ แตกต่างจากที่ส่งไปยังเรือนซือกง วันนี้ท่านกั๋วกงผู้เป็นเจ้าเรือนนั่งร่วมกินข้าวกับภรรยาและบรรดาลูกสาว ลูกชาย ลูกสะใภ้ และหลานตัวเล็ก ๆ อีกหลายคน เป็นครอบครัวที่อบอุ่นและมีความสุขในสายตาของใครที่กำลังมองมา แต่ทว่าในสายตาของกงเจิ้นหวนนั้นเป็นครอบครัวที่น่าสมเพชยิ่งนักบิดาผู้เป็นกั๋วกงช่างโง่เขลา ไร้ความยุติธรรม รังแกภรรยาหลวง นำสินเดิมของมารดาของเขามาถลุงเล่นในจวนจนหมดสิ้น แถมเมื่อหมดประโยชน์ก็หาทางกำจัดนางจนต้องจากไปก่อนวัยอันควร กงเจิ้นหวนต้องกำพร้าแม่ตั้งแต่เด็ก โตมากับความยากเย็นแสนเข็ญ โดนดูถูกรังแกจากพี่น้อง จนเขาต้องแยกตัวออกไปอยู่คนเดียวในเรือนซือกงจนกระทั่งตอนนี้ นั่นเป็นเหตุผลที่เขาไม่ค่อยอยากจะสุงสิงกับคนในจวนสักเท่าไหร่ “เจ้ากินเยอะ ๆ นะฮูหยิน จะได้มีแรงดูแลจวนของเรา” “เจ้าค่ะท่านพี่” ท่านกั๋วกงและฮูหยินใหญ่ส่งยิ้มหวานให้กันท่ามกลางสายตาหลายคู่ของบรรดาลูกหลานที่นั่งในวงสำหรับข้าว ต่างก็กำลังใช้ตะเกียบคีบอาหารม
“รีบบอกมา ข้าอยากโดนจัดการจะแย่แล้ว หากไม่มีสิ่งใดแล้วเชิญออกไปจากเรือนข้า” เอ่ยพลางยิ้มเยาะเย้ยและผายมือเชิญให้ออกไปทางเดิม เซิ่นอวี่หยาถลึงตามองด้วยความเกรี้ยวกราด ก่อนจะสะบัดหน้าเดินออกไปพร้อมกับบ่าวรับใช้ เมื่อตัวปัญหาออกไปจากเรือนแล้วเหวินเสี่ยวเหยาก็ถอนหายใจอย่างรู้สึกโล่ง เดินเข้ามาหากงเจิ้นหวนอีกครั้ง “เจ้าทำเช่นนี้ไม่กลัวว่านางจะหาเรื่องใหญ่กว่านี้มาให้หรือ” “เหตุใดจะต้องกลัวด้วย” “แต่เจ้าจะทำให้ข้าเดือดร้อนไปด้วยน่ะสิ” “แต่ที่ข้าทำก็เพื่อปกป้องเจ้านี่นา ไม่ขอบคุณยังจะมีหน้ามาว่าข้าอีก” 
“อยู่ด้วยกันพอดีเลย!” เซิ่นอวี่หยาส่งเสียงออกมาเมื่อเดินมาถึง ด้านหลังมีนางหลิวอี้ยืนอยู่ นางแสดงสีหน้าราวกับหมั่นไส้เจ้าของเรือนเสียเต็มประดา “มิทราบว่าท่านแม่มีเรื่องอันใดหรือ?” กงเจิ้นหวนแสร้งทำเป็นถามทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่านางมาด้วยเรื่องอันใด “เป็นเจ้าใช่ไหมที่ตบหน้าป้าหลิว!” “ใช่...ข้าทำเอง ทำไมหรือ?” “บังอาจนัก! ตบหน้าป้าหลิวก็เท่ากับตบหน้าข้า! เจ้าคิดจะกบฏงั้นหรือ!” “นางทำผิดย่อมโดนลงโทษ ข้าทำเพื่อท่านแม่นะขอรับ” “ถึงอย่างไรก็ควรบอกข้าก่อน ใครก็ไม่มีสิทธิ์มาทำร้ายคนของข้า!” “ข้าจะทำแล้วใครจะทำไม? เจ้านายจะสั่งสอนบ่าวรับใช้ทำมิได้หรอกหรือ?” กงเจิ้นหวนยืนปะทะวาจากับแม่เลี้ยงอย่างไม่ได้รู้สึกเกรงกลัวต่ออำนาจ ความผิดปกตินั่นทำให้เซิ่นอวี่หยารู้สึกสงสัย ปกติแล้วชายผู้นี้ไม่เคยมีท่าทีหยิ่งผยอง ว่านอนสอนง่าย สั่งอะไรก็ทำ จะกลั่นแกล้งอย่างไรก็ไม่เคยขึ้นเสียงหรือแสดงสีหน้าต่อต้านเลยสักนิด “เหตุใดเจ้าถึงได้เปลี่ยนไปเช่นนี้ เป็นเพราะนางใช่หรือไม่ที่ทำให้เจ้ากล้าต่อต้านข้า!” “ข้าก็เป
กงเจิ้นหวนเดินเข้ามาหาช้า ๆ สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความอำมหิตผิดแปลกจากทุกครั้งที่เคยเห็น หลิวอี้รู้สึกเสียวสันหลังอย่างบอกไม่พูดเมื่อสบตาคู่คมนั้น นางถอยหลังทีละก้าวอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ แต่ทว่าแผ่นหลังปะทะกับแผงอกของอาหลิวเข้าอย่างจัง “คะ...คุณชายคิดจะทำอันใดเจ้าคะ” “จับตัวมันไว้ให้ข้า!” หลิวอี้รับคำสั่งมาแล้วก็จับแขนทั้งสองข้างของบ่าวเก่าแก่เอาไว้ให้มั่น หลังจากนั้นก็เป็นหน้าที่ของกงเจิ้นหวนที่จะสั่งสอนบ่าวปากดีให้หลาบจำ มือใหญ่ที่เคยจับเพียงกระบี่บัดนี้มันถูกใช้ฟาดไปที่แก้มของหญิงสูงวัยอย่างไม่ออมแรง หลายครั้งติดต่อกันจนใบหน้าของนางหลิวอี้ขึ้นสีแดงฉานอย่างเห็นได้ชัด เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! “บ่าวผิด











