Masukไป๋เหลียนพูดขึ้นมาบ้าง นางยังคงจดจำน้ำเสียงที่เด็ดขาดและแน่วแน่ของผู้เป็นหลานสาวได้เป็นอย่างดี
“ศิษย์มีนามว่าอี้หนิงเจ้าค่ะ วันนี้ศิษย์ตั้งใจจะมาแสดงการร่ายรำกระบี่เหมยล่องลม อาวุธระดับเซียนที่ศิษย์พึ่งได้รับมาจากบิดา ให้ท่านหม่าเซียวหรานและคุณหนูหม่าซูเหยาได้รับชม...”คำพูดของอี้หนิงเรียกความสนใจจากผู้คนได้เป็นอย่างดีเรื่องแรกคือสนใจในความงามของนาง เรื่องที่สองคือสนใจกระบี่ระดับเซียนที่นางพูดถึง และเรื่องสุดท้ายคือสนใจความร่ำรวยของตระกูลอี้ที่ถึงขั้นมอบกระบี่ระดับเซียนที่มีราคาแพงมากให้แก่บุตรหลานที่ยังเยาว์วัย อีกทั้งยังเป็นสตรีเท่านั้นเมื่อถูกจับจ้อง บิดาของอี้หนิงก็ยกยิ้มขึ้นมาอย่างกระหยิ่มยิ้มย่องและมองไปยังซุนซูเย่ด้วยความเกลียดชังหึ! ดูเสียว่าตระกูลอี้ของข้ายิ่งใหญ่มากเพียงใด! เรื่องที่อี้หลิงฟางไม่ได้รับความโปรดปรานไม่ใช่เพียงแค่ภายในจวนตระกูลซุนเท่านั้นที่รับรู้ แต่ผู้คนในเมืองพิรุณก็รับรู้เช่นเดียวกันตระกูลอี้รู้สึกอับอายมากแต่ก็ทำสิ่งใดไม่ได้ พอมีโอกาสได้อวดความร่ำรวยใส่หน้าซุนซูเย่ พวกเขาจึงรู้สึกพึงพอใจมาก“กระบี่ระดับเซียนรึ น่าสนใจ” หม่าเซียวหรานพยักหน้าด้วยความสนใจ นั่นจึงยิ่งทำให้อี้หนิงและค
ไป๋เสวี่ยมีวรยุทธ์สูงส่ง ย่อมรับรู้ถึงสายตาหลายคู่ที่กำลังจับจ้องมาที่นาง แต่มีสายตาคู่หนึ่งที่แปลกไปจากผู้อื่น นั่นเป็นเพราะว่าเจ้าของสายตาคู่นั้นกำลังมองมาด้วยความโกรธแค้นจนไป๋เสวี่ยต้องหันหน้าไปมองว่าเป็นผู้ใดกันที่มองนางเช่นนี้แล้วก็ได้คำตอบ...ผู้ที่กำลังจ้องมองนางอยู่ก็คืออี้หนิง ร่างบางไม่คิดว่าอี้หนิงจะเข้ามาร่วมงานครั้งนี้ได้ แต่นางก็พอจะจำได้ว่าอี้หนิงนั้นถือว่าเป็นศิษย์หญิงที่งดงามเป็นอันดับหนึ่งของสำนักเฟิ่งเยี่ยนในวันเกิดของหม่าซูเหยาครั้งนี้ก็มีการจัดให้แสดงความสามารถได้เพื่อเพิ่มความสนุกให้แก่งานเลี้ยงฉลองไป๋เสวี่ยจึงคิดว่าอี้หนิงก็คงจะเข้าร่วมการแสดงความสามารถในครั้งนี้เช่นเดียวกันและไม่ใช่เพียงแค่อี้หนิงที่อยู่ที่นี่ด้วย เพราะคนสกุลอี้ก็มาร่วมงานวันเกิดของหม่าซูเหยาด้วยเช่นกัน แต่เพราะพวกเขาทั้งหมดนั่งอยู่กลาง ๆ ไป๋เสวี่ยจึงไม่ทันได้สังเกตเห็นในคราแรกตระกูลอี้นั้น ความจริงแล้วไม่ได้สนิทสนมกับหม่าเซียวหรานเลยแม้แต่น้อย แต่เหตุผลที่เข้ามาร่วมงานเลี้ยงครั้งนี้ได้เป็นเพราะว่าพวกเขาเคยให้การช่วยเหลือหม่าซูเหยา
ที่นั่งของไป๋เสวี่ยถูกจัดเตรียมให้นั่งอยู่ข้าง ๆ กับหม่าซูเหยา แน่นอนว่าตำแหน่งของนางสูงพอ ๆ กับตำแหน่งที่นั่งของซางเริ่นเลยทีเดียวงานเลี้ยงฉลองไม่ได้เคร่งครัดมากนักแต่ทุกอย่างก็ไม่ได้วุ่นวาย หม่าเซียวหรานจัดที่นั่งตามความพึงพอใจของตนเอง ใครมีสัมพันธ์อันดีกับหม่าเซียวหรานที่สุดก็จะได้นั่งอยู่ด้านหน้า ด้วยเหตุนี้ผู้ที่อยู่ด้านหน้าที่สุดจึงเป็นตระกูลซางและถัดไปจึงเป็นตระกูลซุนของเจ้าครองเมืองพิรุณตระกูลซุน ผู้มาก็คือซุนซูเย่กับฮูหยินใหญ่อย่างสวี่ปิง พร้อมด้วยคุณชายซุนเหว่ยและคุณหนูซุนเทียนซินผู้เป็นบุตรชายและบุตรสาวซุนซูเย่กับสวี่ปิงนั้นเคยศึกษาอยู่ที่สำนักเฟิ่งเยี่ยนอีกทั้งฮูหยินใหญ่สกุลซุนก็เป็นสหายสนิทกับฮูหยินซาง ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงเข้ามาร่วมงานเลี้ยงวันเกิดของหม่าซูเหยาได้หาได้เกี่ยวกับฐานะเจ้าครองเมืองพิรุณอย่างเดียวไป๋เสวี่ยกวาดตามองไปยังสกุลซุนเล็กน้อย ซุนซูเย่ผู้นี้มีใบหน้าที่ดูสง่างามและองอาจมากจริง ๆ ไม่แปลกใจที่อี้หลิงฟางอยากจะครอบครองเขาถึงเพียงนั้นแต่ในสายตาของซุนซูเย่ ดูท่าว่าคงจะมีเพียงแค่สวี่ปิงฮูหยินของตนจะบอกว่า
ส่วนไป๋เสวี่ยนั้นเมื่อถูกหม่าซูเหยาจูงมือมายังด้านหน้าท่ามกลางสายตาของผู้คนที่มองมาด้วยความอยากรู้และอยากเห็นแต่ไป๋เสวี่ยก็หาได้สนใจไม่ร่างบางมาหยุดอยู่ตรงหน้าของหม่าเซียวหรานไป๋เสวี่ยก็ย่อตัวลงและคารวะผู้เป็นใหญ่แห่งสำนักเฟิ่งเยี่ยนด้วยกิริยามารยาทของสตรีชนชั้นสูง ที่ดูก็รู้ว่าถูกอบรมบ่มนิสัยมาเป็นอย่างดีแต่ในความเป็นจริงแล้วไป๋เสวี่ยเพียงแค่เคยอ่านตำรามารยาทของสตรีชนชั้นสูงผ่าน ๆ ตาและจดจำได้ก็เท่านั้นซึ่งความจริงเป็นเช่นไร ผู้ใดเล่าจะรู้“นังหนูมาแล้วรึ ไป ๆ ไปนั่ง ข้าให้คนจัดเตรียมที่นั่งเอาไว้ให้เจ้าแล้ว” หม่าเซียวหรานยิ้มต้อนรับไป๋เสวี่ยอย่างอารมณ์ดีก็หลานสาวเพียงคนเดียวของตนมีความสุข แล้วจะไม่ให้หม่าเซียวหรานมีความสุขได้อย่างไร“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านหม่าเซียวหราน จริงสิ ซูเหยาบอกข้าว่าท่านอยากดื่มสุรายิ่งนัก บังเอิญจริง ๆ ที่ข้านำสุราผูเถาสีรุ้งติดมาด้วยสามไห วันนี้ข้าขายต่อให้ท่านถูก ๆ จะดีหรือไม่เจ้าคะ” ไป๋เสวี่ยถามและระบายยิ้มการค้า จนทำให้หม่าเซียวหรานหัวเราะลั่น“เพ้ย นังหนูนี่ทำการค้าเก่งเสียจริง ข้าเจอหน้าเจ้าเมื่อใด ต้องมีอันให้เสียหินศิลาอยู่ร่ำไป”“ทำอย่างไรได้เจ้าคะ
ที่นางยิ้ม เพราะนางดีใจที่การได้พบเจอกับหม่าซูเหยาครั้งนี้ แววตาของหม่าซูเหยาไม่มีความเศร้าหมองหลงเหลือให้นางได้มองเห็นดังเช่นคราวก่อนแล้ว“ข้าหายดีแล้วเจ้าค่ะ พี่สาวไป๋ไปหาท่านตากันเถิด ยามนี้ท่านตาก็กำลังรอท่านอยู่เช่นกัน...ข้าคิดว่าท่านตาจะต้องอยากได้สุราจากพี่สาวแน่ ๆ ข้าแอบได้ยินท่านตาพูด”เสียงเจื้อยแจ้วและรอยยิ้มสว่างไสวที่กำลังแสดงออกมาของคุณหนูหม่า ไม่ใช่สิ่งที่จะได้ดูชมง่าย ๆเพราะว่าหม่าซูเหยานั้นนางมักจะเก็บตัวฝึกฝน และทุกครั้งหากบังเอิญได้พบเจอผู้ใด หม่าซูเหยาก็มักจะมีใบหน้าที่เรียบเฉยและไร้ซึ่งอารมณ์ใด ๆ ประดับอยู่เสมอนอกจากหม่าเซียวหรานแล้ว คงจะไม่มีผู้ใดทำให้หม่าซูเหยายิ้มได้ ไม่คิดเลยว่าวันนี้จะมีอีกคน อีกทั้งยัง...แซ่ไป๋?สกุลไป๋เช่นนั้นหรือ?“อาเริ่น?”พอไป๋เสวี่ยถูกหม่าซูเหยาจูงมือไปหาหม่าเซียวหราน ซางซุ่นหวางก็หันมามองหน้าหลานชายของตนอีกครั้ง เพราะคิดว่าซางเริ่นน่าจะรู้จักไป๋เสวี่ยไม่มากก็น้อยซางซุ่นหวางย่อมต้องได้ยินเช่นเดียวกับคนอื่น นั่นก็คือแซ่ไป๋ของไป๋เสวี่ย แต่จะเป็นไป๋ที่เป็นเจ้าของร้านสมุนไพรตระกูลไป๋หรือไม่ สิ่งนี้ยังไม่แน่ชัด“นางคือคุณหนูไป๋เสวี่ยขอรั
ยามเมื่อก้าวเท้าเข้ามาภายในเขตพำนักของหม่าเซียวหรานกลิ่นหอมของดอกไม้ก็ฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งบริเวณนี่เป็นกลิ่นของดอกโม่ลี่สีเงินผสมกับกลิ่นของดอกอรุณฉาย ดอกทั้งสองนอกจากจะมีกลิ่นหอมที่เฉพาะตัวแล้ว ยังสามารถช่วยฟื้นฟูร่างกายที่เหน็ดเหนื่อยให้รู้สึกผ่อนคลายได้อีกด้วยไป๋เสวี่ยชอบกลิ่นเช่นนี้ เพราะที่จวนตระกูลไป๋ก็มีดอกไม้ทั้งสองปลูกอยู่เช่นกัน ยามเมื่อได้กลิ่นนางจึงรู้สึกดีมาก“ถึงแล้วขอรับ” หวงไท่หั่วกล่าวขึ้นมา ร่างบางจึงละความสนใจจากกลิ่นของดอกไม้แล้วมองไปยังประตูบานใหญ่ที่กำลังเปิดออกก่อนหน้าที่จะเดินมาถึงสถานที่จัดงานเลี้ยงไป๋เสวี่ยได้สั่งการให้องครักษ์ทั้งสามของนางเร้นกายอยู่ภายนอก เพราะนางสังเกตเห็นว่ามีเงาหลายสายที่กำลังรอคอยอยู่ภายนอกเช่นกันคนทั้งหมดเป็นวรยุทธ์และคิดว่าคงจะเป็นองครักษ์สำหรับไป๋เสวี่ยแล้วจะอยู่ภายในหรือภายนอกก็ไม่ได้ต่างอันใดกันนัก เพราะอย่างไรนางและองครักษ์ของนางต่างก็มีพันธะเชื่อมกัน จึงสื่อถึงกันได้ตลอดเวลาเมื่ออยู่ในขอบเขตพลังของนางเพราะเหตุนี้ไป๋เสวี่ยจึงให้จื่อถิงติดตามมาด้วยเพียงคนเดียวเท่านั้น อย่างไรนางก็เป็นสตรีให้จื่อถิงตามมาปรนนิบัติรับใช้ก็ถือว่า







