Masukเมื่อถึงวันนัดพบ ชายหนุ่มนั่งหน้าขรึมยกนาฬิกาดูเวลาครั้งแล้วครั้งเล่าคนที่อยากเจอก็ยังไม่ปรากฏตัวมาเสียที จนเขาเริ่มมีน้ำโห
"นี่คุณผู้กำกับโทรตามนักเขียนของคุณสิ" "แต่คุณกาย นี่ยังไม่ถึงเวลานัดเลยนะครับ พวกเรามาก่อนเวลาตั้งครึ่งชั่วโมงนะครับ" "ก็โทรเร่งสิ" กรัณย์จี้ให้คนตรงหน้าเร่งอีกคนที่นัดมาโดยที่ลืมไปว่าเขาเป็นฝ่ายอยากเจอเธอ "ใจเย็นสิกาย เราเป็นคนรบเร้าขอให้คุณนักเขียนเขาออกมาเจอนะ เราต้องเป็นฝ่ายรอสิ" อำพลรีบปรามเด็กในการดูแลของตนเอง กรัณย์จึงยอมอ่อนข้อลงแต่ท่าทางก็ยังไม่สบอารมณ์มากนัก เข็มนาฬิกายังคงเดินต่อไป เจ้าของร่างหนาเดินวนไปวนมาหลายรอบด้วยความกระสับกระส่าย ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเขาถึงได้ใจร้อนอยากเจอเธอคนนี้เร็วๆ ทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ชื่อก็ไม่รู้ หน้าตาก็ไม่เคยเห็น "แฮ่กๆ ขอโทษที่มาสายค่ะพี่เชน พิมหาร้านอาหารไม่เจอเลยเสียเวลาไป แฮ่กๆ" เสียงหวานหอบหายใจเหนื่อยๆ รีบเอ่ยขอโทษรุ่นพี่ที่รู้จัก เมื่อเธอปล่อยให้คนที่นัดมานั่งรอก่อน ร่างหนาที่หันหลังอยู่หยุดยืนนิ่งทันทีที่ได้ยินเสียงแสนคุ้นหูของผู้มาใหม่ ชายหนุ่มค่อยๆ หันหน้ากลับมามองช้าๆ ก่อนจะเจอหญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้ม ผมสั้นประบ่า ผิวพรรณขาวเนียน คนที่ยืนตรงหน้าทำให้กรัณย์ตกใจไม่น้อย "พิม นี่คุณกายคนที่จะมารับบทพระเอก" หญิงสาวหันไปมองตามการผายมือของรุ่นพี่ที่แนะนำให้รู้จักคนที่อยากเจอเธอ "กะ...กาย" คนตัวเล็กเอ่ยเสียงแผ่ว ชายหนุ่มร่างสูงคนที่เธอเคยสร้างบาดแผลไว้ให้เขา ทำไมถึงได้มาอยู่ตรงนี้ "พี่พิม!" กรัณย์แทบไม่เชื่อสายตาตัวเองว่าคนที่เจอวันนี้จะเป็นพริมา ผู้หญิงที่ทำให้เขารักและกรีดแทงหัวใจเขาจนเป็นแผลมาถึงทุกวันนี้ "อ้าว! รู้จักกันเหรอ?" ผู้กำกับถึงกับมึนงง ไม่คิดว่าทั้งคู่จะรู้จักกัน "ไม่รู้จักครับ ไม่เคยรู้จัก" เสียงทุ้มตอบอย่างมั่นใจแล้วเมินหน้าหนีไม่ยอมสบตาเธอ "ค่ะ ไม่รู้จัก" "อ๋อ งั้นพิมนี่คุณกาย ส่วนคุณกายครับนี่พิม นักเขียนที่คุณอยากเจอครับ" "ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ...คุณพิม" คำทักทายที่แฝงไปด้วยความประชดประชันของกรัณย์พร้อมกับมือหนาที่กำฝ่ามือเล็กแน่น "รู้แล้วใช่ไหมคะว่าเรื่องที่เจอฉันวันนี้ต้องเป็นความลับ" พริมาเอ่ยเน้นย้ำกับทุกคนในวงสนทนาอีกครั้ง แต่ดูเหมือนจะมีคนหนึ่งไม่ได้สนใจฟังเท่าไหร่ "ทำตัวลึกลับจังเลยนะครับ ทำไมล่ะ กลัวคนจะรู้หรือไงว่าคุณไปทำอะไรมาบ้าง" "คุณพูดเรื่องอะไรคะ ฉันแค่ต้องการความเป็นส่วนตัวเท่านั้นค่ะ" พริมาเถียงกลับทันควัน เขาเป็นฝ่ายขอร้องให้เธอมาเจอ ถ้ารู้ว่าคนที่อยากเจอจะเป็นเขา เธอคงไม่มาเด็ดขาด "ผมก็แค่พูดเฉยๆ เผื่อว่าคุณไปทำให้ใครเขาเจ็บช้ำจนต้องคอยหลบๆ ซ่อนๆ" "เข้าธุระเถอะค่ะ คุณอยากเจอฉันทำไมคะ" เธอแสร้งเปลี่ยนเรื่องทันควัน "เรื่องที่คุณเขียน...มันตรงกับชีวิตของผมมาก ไม่ทราบว่าคุณเขียนจากจินตนาการหรือเคยเกิดขึ้นกับตัวเองครับ?" "คุณอยากรู้เรื่องนั้นไปทำไมคะ มันไม่เกี่ยวอะไรกับคุณเลยนี่คะ" ชายอีกสองคนนั่งมองหน้ากันเลิ่กลั่กเมื่อเห็นทั้งคู่เถียงกันไปมาราวกับเคยสนิทกันมาก่อน ฝ่ายผู้จัดการส่วนตัวรีบห้ามปรามกรัณย์เพราะกลัวจะเกิดเรื่องบานปลายขึ้น "เอ่อ...คือถ้าคุณนักเขียนไม่สะดวกที่จะบอกไม่ต้องบอกก็ได้ครับ" "ขอบคุณที่เข้าใจนะคะ" พริมาหันไปยิ้มหวานส่งให้ผู้จัดการส่วนตัวของเขา "ไหนๆ วันนี้เราก็ได้เจอนักเขียนที่อยากเจอแล้ว คุณกายจะตกลงเซ็นสัญญาเลยใช่ไหมครับ" ผู้กำกับเอ่ยถามคนตรงหน้าที่นั่งกอดอกทำหน้าบอกบุญไม่รับ "เซ็นครับ แต่มีข้อแม้.." "ข้อแม้อีกแล้วเหรอครับ?" ราเชนซึ่งเป็นผู้กำกับเรื่องนี้เริ่มหน้าซีดที่นักแสดงนำของเรื่องยื่นข้อตกลงอีกครั้ง "คุณนักเขียนต้องมาคุมการถ่ายทำด้วย" พูดพลางส่งสายตาเจ้าเล่ห์ไปทางหญิงสาวคนเดียวในวงสนทนา "ทำไมล่ะครับ" "ก็ถ้ามีคุณนักเขียนคอยคุมอยู่ด้วยจะได้ช่วยเรื่องบทนี่ครับ ไม่ดีหรือไง บทจะได้ไม่ต่างจากต้นฉบับมาก" "ขอปฏิเสธค่ะ นั่นไม่ใช่หน้าที่ของฉัน" พริมาปฏิเสธทันควันแบบไม่ต้องหยุดคิด "งั้นผมก็ไม่เล่นเรื่องนี้" "เรื่องของคุณ เราหาพระเอกใหม่ก็ได้ค่ะ!" "เดี๋ยว!!! ขอเวลาสักครู่นะครับ" ราเชนรีบเบรกเอาไว้ก่อนแล้วลากแขนพริมาออกไปทันที "อะไรคะพี่เชน" "เราต้องให้เขาเป็นพระเอกนะพิม" "ทำไมคะ นักแสดงคนอื่นมีตั้งมากมาย" "แต่เบื้องบนเขาอยากได้น่ะสิ ถ้าดีลงานไม่ผ่านพี่แย่เลยนะ รู้ไหมว่ากว่าเขาจะตอบรับมันยากมาก พี่ตายแน่ๆ งานนี้" "พี่เชน พี่ก็รู้ว่าฉันไม่อยากให้ใครรู้ แล้วเราก็คุยกันแล้วไงคะ" พริมาเท้าเอวไม่ยอมท่าเดียว "พิมก็รู้นี่ว่าหนังเรื่องก่อนหน้านี้ของพี่มันล้มไม่เป็นท่า เพราะไม่มีสปอนเซอร์สนับสนุน พี่ไม่อยากหมดอนาคตกับงานที่พี่รักนะ" ราเชนร่ายยาวแทบไม่หยุดพักหายใจ เขาเองก็ไม่ได้อยากให้กรัณย์มาเป็นพระเอกนักหรอก เพราะเคยมีปัญหากันเมื่อสองปีก่อน แต่ถ้าไม่ทำแบบนี้หนังของเขาก็จะไม่ได้รับการสนับสนุนจากนายทุนใหญ่แล้วก็จะเจ๊งเหมือนเรื่องก่อนหน้านี้ "แต่ก็ไม่เห็นเกี่ยวกับการที่พิมต้องไปคุมงานนี่คะ พิมขอปฏิเสธค่ะ" "นะพิม ถือว่าช่วยพี่อีกแค่ครั้งเดียวก็ได้ พี่จะไม่บอกใครว่าพิมเป็นนักเขียนเรื่องนี้ ให้บอกว่าเป็นผู้ช่วยพี่ก็ได้ นะพิม ฮือ" ราเชนบีบน้ำตากุมมือรุ่นน้องไว้แน่น เพราะรู้ว่าพริมาเป็นคนขี้ใจอ่อน "ครั้งสุดท้ายแล้วนะคะ เห็นแก่ที่พี่เคยช่วยพิมตอนเรียน ถ้ามีครั้งต่อไปเราตัดขาดกันแน่!" พริมาชี้หน้าคาดโทษรุ่นพี่คนสนิทที่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เธอกับราเชนเป็นพี่รหัสและน้องรหัสกัน ตอนนั้นเธอได้ราเชนช่วยในหลายๆ อย่างถึงเรียนจบมาได้ "ขอบคุณนะน้องรัก" ชายหนุ่มโผกอดด้วยความดีใจ ทำเอาคนที่มองอยู่ไกลๆ ถึงกับกำหมัดแน่น "แม่ง!" กรัณย์สบถออกมาด้วยความลืมตัว "เป็นอะไรหรือเปล่ากาย" "เปล่าครับ!" ปากบอกเปล่า แต่ในใจร้อนรุ่มจนอยากจะเข้าไปต่อยผู้กำกับคนนั้นให้รู้แล้วรู้รอด "เอาเป็นว่าทางนักเขียนยอมตกลงครับ แต่ทางเรามีข้อแม้เล็กน้อยคือเราจะไม่เปิดเผยว่าพิมคือนักเขียน เธอจะมาทำในตำแหน่งผู้ช่วยของผม ขอให้ทั้งสองคนอย่าเปิดเผยเรื่องนี้ให้ใครรู้นะครับ" ราเชนพูดในสิ่งที่ตกลงกับพริมาเรียบร้อย แต่กรัณย์แทบไม่ได้ฟังเลยสักนิดเขามัวแต่นั่งจ้องหน้าเธอตาไม่กะพริบ "ครับๆ ทางเราเข้าใจแล้วครับ ขอบคุณคุณนักเขียนมากๆ นะครับที่ยอมตอบรับ" อำพลก้มหัวน้อยๆ ให้นักเขียนคนสวยที่ดูใจดีเหมือนหน้าตา "เรียกว่าพิมดีกว่าค่ะ เรียกคุณนักเขียนแล้วเขินยังไงไม่รู้" พริมาหัวเราะแห้งๆ แก้เขินก่อนจะรู้สึกขนลุกซู่เหมือนมีสายตาอาฆาตจ้องมองอยู่ขาเรียวสวยก้าวฉับๆ ตรงดิ่งไปที่ห้องน้ำแล้วเปิดประตูออกอย่างรวดเร็ว ทว่าภาพตรงหน้าทำเอาทั้งเธอและเขาอึ้งตะลึงงันสองสายตาสบหากันโดยมิได้นัดหมาย สิ่งที่เธอเห็นคือชายหนุ่มไม่สวมกางเกงกำลังนั่งชักรูดแก่นกายที่ตั้งชันของตนเองด้วยมือข้างซ้ายที่ไม่ได้เป็นแผล"อะ...เอ่อ ขอโทษนะ" คนตัวเล็กรีบเอ่ยขอโทษแล้วเบือนหน้าหนีเตรียมจะออกจากห้องน้ำไปให้ไกล"เดี๋ยวพี่!" มือหนากลับฉุดรั้งเธอไว้ทัน"มะ...มีอะไรหรือเปล่า" พริมากลายเป็นคนติดอ่างพูดตะกุกตะกักแทบฟังไม่ได้ศัพท์"ช่วยผมหน่อยได้ไหม""ให้ช่วยอะไร?" เธอเริ่มใจไม่ดีกับคำขอของเขา"ผมทำไม่ถนัด พี่ช่วยหน่อยได้ไหม""นายจะบ้าหรือไง นายก็ทำเองสิ""แต่มือข้างนี้มันขยับแรงไม่ได้ ถ้าแผลมันฉีกล่ะ" กรัณย์ทำหน้าตาน่าสงสาร แต่การขอให้เธอช่วยเรื่องนี้มันแปลกเกินไปหรือเปล่า"แล้วใครใช้ให้นายมีอารมณ์ตอนนี้ล่ะ""มันห้ามได้ที่ไหนล่ะครับ" เธอคงไม่รู้ว่าเขาต้องอดกลั้นแค่ไหน ยิ่งมีเธอเข้ามาอยู่ใกล้ๆ เจ้าลูกชายขนาดห้าสิบแปดของเขาก็ยิ่งตื่นตัวขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ"งั้นก็ช่วย
"บอกแล้วไงว่าไม่ต้องมาหา ผมแค่เป็นแผลเองครับ" กรัณย์กรอกเสียงพูดกับคนในสายที่รั้นจะมาหาท่าเดียว[แค่ที่ไหนกัน นายต้องเย็บตั้งหกเข็มเลยนะให้ฉันไปคอยดูแลไม่ดีกว่าหรือไง] ผู้จัดการส่วนตัวอยากจะทำหน้าที่ของตัวเอง แต่คนเจ็บกลับไม่ต้องการ"แค่หกเข็มสบายมากครับ ช่วงนี้พี่ก็พักผ่อนให้พอแล้วกัน"[แน่ใจนะว่าไม่ต้องการคนดูแล ฉันเคยดูแลคนเจ็บ คนติดเตียงนะ ฉันอาบน้ำ เช็ดก้น ทำความสะอาดได้หมดเลยนะ] อำพลโอ้อวดสรรพคุณการเป็นอดีตผู้ช่วยพยาบาลที่คอยดูแลคนป่วยก่อนจะมาเป็นผู้จัดการส่วนตัวให้ดารา"พี่พล ผมยังไม่ถึงขั้นติดเตียงสักหน่อย แค่เป็นแผลเองครับ" กรัณย์เริ่มกุมขมับ เขาเป็นแผลเย็บหกเข็มไม่จำเป็นต้องมีคนดูแลมากมาย แค่พริมาที่เป็นพยาบาลจำเป็นคนเดียวก็เกินพอแล้ว[เอางั้นก็ได้ แต่ถ้ามีอะไรต้องโทรหาฉันทันทีเลยนะ รู้ไหม]"ครับๆ" ตอบรับปัดๆ แล้วกดวางสายทันที เขารู้ว่าอำพลเป็นห่วงแต่บางครั้งก็ทำเหมือนเขาเป็นเด็กเกินไป ตลอดหลายปีที่รู้จักกัน อำพลก็เปรียบเสมือนพี่ชายของกรัณย์ไปแล้ว ถึงบางทีจะน่ารำคาญไปหน่อยก็เถอะชายหนุ่มเจ้าของห้องนั่งรออย่างเบ
เช้าวันใหม่ข้าวต้มกุ้งส่งกลิ่นหอมฟุ้งทั่วทั้งห้องถูกจัดแจงวางบนโต๊ะอาหาร กรัณย์ค่อยๆ เดินมานั่งเงียบๆ ไม่ปริปากพูดอะไรออกมาเพราะกลัวเธอจะรำคาญ เขาจึงเลือกนั่งนิ่งๆ สงบเสงี่ยมเจียมตัวอย่างดี"ซี้ด" ด้วยความลืมตัวเขาเผลอยกแขนขวาขึ้นตักข้าวต้มเข้าปาก จู่ๆ ความเจ็บก็แล่นพล่านจนต้องร้องซี้ดเบาๆ ไม่ได้ออกอาการเล่นใหญ่แบบเมื่อวาน"อ้าปากสิ" พริมาเห็นท่าทีเงอะงะของเขาแล้วอดสงสารไม่ได้"ขอบคุณครับ" ชายหนุ่มต่างไปจากคนเมื่อวานลิบลับ เช้าวันนี้เขาไม่ร่าเริง ไม่เจ้าเล่ห์อย่างที่เคยเป็น แต่กลับเรียบร้อยผิดปกติจนน่าแปลกใจ"ถ้าอิ่มแล้วก็กินยา""วันนี้พี่ไม่ไปกองถ่ายเหรอครับ""ฉันขอลาหยุดแล้ว" พริมาอ้างกับราเชนว่าขอหยุดเขียนต้นฉบับเรื่องใหม่ให้จบ ราเชนจึงอนุญาตให้เธอหยุดพักเขียนงานได้ แต่บอกกับทุกคนว่าเธอป่วย"พี่ต้องเสียงานเพราะผมเหรอ""นายต่างหากต้องเสียงานเพราะฉัน เลิกคิดมากซะ" ถ้าไม่ใช่เพราะช่วยเธอป่านนี้กรัณย์คงได้ถ่ายงานต่อ"เมื่อวานผมขอโทษนะครับที่เซ้าซี้พี่มากเกินไป""อืม ช่างมันเถอะ""ถ้าพี่อ
อาหารที่สั่งมาส่งตรงต่อเวลา หญิงสาวจัดแจงใส่จานเสร็จสรรพพร้อมรับประทาน หน้าที่พยาบาลจำเป็นของพริมาดำเนินไปอย่างไม่เสียเวลาเปล่า เธอทำทุกอย่างเท่าที่พอทำได้"หืม? มีแต่ของโปรดผมทั้งนั้นเลย" ชายหนุ่มเจ้าของห้องเดินตามกลิ่นอาหารมานั่งที่โต๊ะ"งั้นเหรอ""พี่จำได้ด้วยเหรอว่าผมชอบกินอะไร" กรัณย์ดีอกดีใจที่อาหารมื้อนี้พริมาสั่งแต่ของโปรดมาให้เขา"ฉันไม่รู้หรอก ก็แค่กดๆ สั่งมาเฉยๆ" คนตัวเล็กทำเย็นชา กลบเกลื่อนสีหน้าไม่ให้เขาจับได้"เชื่อก็ได้ครับ""เชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่นาย กินได้แล้วเดี๋ยวจะเย็นหมด"ทันทีที่ตักอาหารเตรียมเข้าปาก จิตวิญญาณนักแสดงก็ได้เริ่มขึ้น มือข้างซ้ายไร้ผ้าพันแผลสั่นหงึกๆ ทำทีใช้งานไม่ถนัด ส่วนแขนขวาก็ยังคงพันไว้ด้วยผ้าพันแผลซึ่งหมอไม่ให้ใช้งานแขนข้างนี้เพราะกลัวแผลจะปริหรืออักเสบขึ้นมา ทำให้กรัณย์จำเป็นต้องใช้งานมือซ้ายในการกินอาหารมื้อนี้"เฮ้อ! กินไม่ถนัดเลย" เสียงทุ้มบ่นอุบอิบด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์พริมาไม่พูดไม่จาเธอลุกขึ้นขยับมานั่งข้างเขาก่อนจะตักอาหารป้อนเข้าปากคนที่บ่น
"แค่ช่วงนี้เท่านั้น! ห้ามต่อรอง ห้ามมีข้อแม้อีก และก็ห้ามล่วงเกินฉัน" พริมายื่นคำขาด เธอจะไม่ยอมเผลอตัวให้เขาอีกแล้ว ถึงครั้งก่อนจะจำไม่ได้เลยก็ตาม"แต่ถ้าพี่ยอมเองก็ไม่ถือว่าล่วงเกินใช่ไหมครับ""ถ้านายยังไม่หยุดพูดมาก ฉันจะยกเลิกข้อตกลงทั้งหมด""ครับๆ จะรูดซิปกางเกง เอ้ย! ซิปปากอย่างดีเลยครับ" คนกะล่อนทำหน้าทำตาทะเล้นใส่ แกล้งพูดผิดทั้งที่รู้ว่าต้องโดนโกรธ แต่ก็ยังอยากจะแกล้งให้เธอโมโห"ฉันจะถือว่าไม่ได้ยินแล้วกันนะ แล้วก็เมื่อกี้พี่เชนส่งข้อความมาบอกว่าให้นายกลับไปพักไม่ต้องไปถ่ายต่อแล้ว พวกเขาจะถ่ายฉากอื่นระหว่างที่นายยังไม่หายดีไปก่อน" พริมาร่ายยาวเหยียดแต่อีกคนกลับไม่ได้ฟังเสียงเธอเลย เขามัวแต่มองปากเล็กขมุบขมิบอยากจับมาจูบเสียให้สิ้นเรื่อง"นี่! ได้ฟังที่ฉันพูดไหม""ครับๆ ฟังครับ" ฟังที่ไหนกัน เขาไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเธอพูดเรื่องอะไรคนตัวโตทำเป็นสำออยเดินเองไม่ไหวต้องให้เธอช่วยพยุงมาจนถึงรถทั้งที่เขาเจ็บแขนไม่ได้เจ็บขาเสียหน่อย แต่พริมาไม่อยากค้านมากเพราะตอนนี้กรัณย์ถือเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตเธอไว้"ไปหัดข
พริมาออกจากคอนโดแต่เช้าเพื่อเลี่ยงการเจอหน้าคนที่ไม่อยากเจอ ถึงจะพยายามหลบหน้าแค่ไหนถึงอย่างนั้นก็ต้องมาเจอกันที่กองถ่ายอยู่ดี แล้วแบบนี้เธอจะหนีเขาพ้นได้อย่างไร "เฮ้อ! หรือเราจะย้ายคอนโด แต่ค่ามัดจำก็ไม่ได้คืนน่ะสิ" คนตัวเล็กพึมพำคิดไม่ตกอยู่คนเดียว เธอจะหนีกรัณย์ไปเรื่อยๆ แบบนี้คงไม่ได้ มีแต่ต้องเผชิญหน้าและข่มใจตัวเองไม่ให้เผลอคิดเกินเลยกับเขาอีก ท่ามกลางกองถ่ายละครที่มีทีมงานพากันวิ่งวุ่นวาย พริมาที่ไม่มีหน้าที่ในส่วนนั้นทำได้แค่ยืนหลบมุมเงียบๆ ไม่ให้เป็นที่เกะกะของใคร เธอพยายามทำให้ตัวเองเป็นตัวถ่วงให้น้อยที่สุด แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น "พี่พิม!" เสียงเรียกของกรัณย์คือสิ่งสุดท้ายที่เธอได้ยินก่อนทุกอย่างจะเกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว โครม! เพล้ง! เสียงหลอดไฟในกองถ่ายหล่นลงมาแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ ทีมงานพากันวิ่งมาดูความปลอดภัยของคนที่อยู่ใกล้บริเวณนั้น ทว่าคนที่ควรจะได้รับบาดเจ็บกลับไม่มีแผลแม้แต่รอยข่วน แต่เป็นชายหนุ่มอีกคนที่วิ่งเอาตัวเองมาขวางเอาไว้จนเศษจากหลอดไฟบาดที่แขนเป็นทางยาว เลือดไหลอาบเรียกความตกใจของท
พอถึงเวลาบ่ายโมงนักศึกษาคณะมนุษย์ศาสตร์เดินออกจากตึกคณะเพื่อไปที่อื่นต่อ บางคนมีงานต้องไปทำ บางคนอาจจะมีเรียนต่อ หรือบางคนนัดกับคนรักเอาไว้"แหมๆ ช่วงนี้แฟนเด็กมารับ มาส่งทุกวันเลยนะ" เพื่อนในกลุ่มพากันแซวเมื่อเห็นชายหนุ่มในชุดมัธยมนั่งรอพริมาอยู่ที่รถมอเตอร์ไซต์คันใหญ่"แฟนเด็ก
สี่ปีก่อนหน้านี้...สองครอบครัวไม่ค่อยลงรอยกัน แต่กลับอยู่บ้านข้างกันมีเพียงรั้วสูงแค่อกเท่านั้นที่กั้นเอาไว้ สองบ้านไม่ถูกกันด้วยเรื่องอะไรไม่มีใครรู้ เพราะเป็นแบบนี้มาเนิ่นนานจนจำไม่ได้ว่ากี่ปี ถ้าถามว่าทำไมเธอไม่ย้ายบ้านหนีคำตอบของพวกผู้ใหญ่ก็คงบอกว่าจะย้ายทำไมในเมื่อนี่เป็นบ้านของเรา
ทั้งสี่คนแยกย้ายกันกลับหลังเจรจาเรียบร้อย ราเชนอาสาไปส่งเธอ แต่คนตัวเล็กกลับปฏิเสธเพราะมีที่ที่ต้องไปก่อนกลับคอนโดโดยที่เธอไม่รู้เลยว่ามีใครบางคนเดินตามเธอมาตั้งแต่ร้านอาหารขาเรียวสวยเลี้ยวเข้าร้านหนังสือแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากร้านอาหารมากนัก เธอจึงเดินเท้ามาแทนการนั่งรถประจำทางเพื่อ
ชายหนุ่มใบหน้าหล่อคมคาย สันจมูกเด่นชัดรวมถึงสันกรามที่เข้ากับรูปหน้าอย่างไม่มีที่ติ บุคคลิกของเขาคือหนุ่มขี้เล่น ยิ้มเก่ง คอยแจกความสดใสให้กับคนรอบข้าง แต่ความจริงแล้วเขานั้นร้ายยิ่งกว่าซาตาน"โอ๊ย! บอกว่าไม่รับงานแล้วไง" น้ำเสียงไม่สบอารมณ์กระชากอย่างไม่พอใจก่อนจะโยนเอกสารในมือทิ้งลงพื้


![พิศวาสรักลูกหนี้ (NC20+) [ซีรีส์ พิศวาสรัก 1/4]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)




