LOGINความรักที่ต้องหลบซ่อน สถานะที่ต้องปิดบัง ปัญหาที่ถาโถมเข้ามาทำให้ทั้งคู่ต้องแยกจากกันไป แต่แล้ววันหนึ่งโชคชะตาได้เล่นตลกกับพวกเขาทั้งสองคน
View Moreชายหนุ่มใบหน้าหล่อคมคาย สันจมูกเด่นชัดรวมถึงสันกรามที่เข้ากับรูปหน้าอย่างไม่มีที่ติ บุคคลิกของเขาคือหนุ่มขี้เล่น ยิ้มเก่ง คอยแจกความสดใสให้กับคนรอบข้าง แต่ความจริงแล้วเขานั้นร้ายยิ่งกว่าซาตาน
"โอ๊ย! บอกว่าไม่รับงานแล้วไง" น้ำเสียงไม่สบอารมณ์กระชากอย่างไม่พอใจก่อนจะโยนเอกสารในมือทิ้งลงพื้น "แต่นายไม่ได้รับงานละครหรือซีรีส์มานานแล้วนะกาย" "แล้วไง? ต่อให้ไม่รับผมก็มีเงินใช้ ผมจ่ายเงินเดือนผู้จัดการได้แน่นอนไม่ต้องห่วง" ชายหนุ่มตอบอย่างไม่ยี่หระ ฐานะของเขาไม่ได้ย่ำแย่ถึงขนาดขัดสนจนต้องโหมรับงานจนไม่ได้พักผ่อน "ฉันไม่ได้ห่วงเรื่องนั้น แต่ตอนนี้กระแสของนายเริ่มไม่เป็นที่พูดถึงแล้วนะ ต้องรับงานบ้างสิ สักเรื่องก็ยังดี" ผู้จัดการหนุ่มก้มเก็บเอกสารส่งให้คนตรงหน้าอีกครั้ง แต่อีกฝ่ายกลับเมินหน้าหนี "ผมยังไม่อยากรับงานตอนนี้" กรัณย์นั่งกอดอกไม่สนใจกระดาษที่ผู้จัดการส่งให้ เอกสารปึกนั้นคือบทละครที่ผู้กำกับแย่งกันส่งมาให้เขารับงาน แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผลเพราะเจ้าตัวไม่ได้สนใจด้วยซ้ำ "ยังไม่ต้องตัดสินใจตอนนี้ก็ได้ ลองอ่านบทดูก่อนเผื่อมีเรื่องที่ถูกใจนาย" ผู้จัดการหนุ่มค่อยๆ วางเอกสารปึกหนาลงบนโต๊ะก่อนจะเดินหันหลังออกจากห้องไป ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน เขาไม่คิดเลยว่าชีวิตตนเองจะลงเอยด้วยการเป็นนักแสดงเช่นนี้ เขาเพียงแค่ต้องการประชดผู้หญิงคนหนึ่งที่ทิ้งเขาไปอย่างไม่ไยดี เขาทำตัวให้มีชื่อเสียงเพื่อให้เธอคนนั้นเสียดาย แต่จนหลายปีผ่านไปก็ไม่เห็นวี่แววของเธอผู้นั้นเลย กรัณย์นั่งอัดบุหรี่ลงปอดระบายความอัดอั้น แต่แล้วสายตาก็พลันเหลือบไปเห็นบทละครเรื่องหนึ่งที่ชื่อดูไม่คุ้นตาเสียเท่าไหร่ มือหนาคีบบุหรี่ไว้ข้างหนึ่งแล้วเอื้อมหยิบบทละครเรื่องนั้นขึ้นมาอ่าน "รักไม่ถูกลืม ชื่อแปลกดีแฮะ ลองอ่านดูสักหน่อยก็ได้มั้ง" ว่าแล้วก็ดับบุหรี่ลงแล้วเริ่มเปิดอ่านด้วยความไม่ได้ใส่ใจมากนัก จากที่กรัณย์ไม่ได้ตั้งใจอ่าน รู้ตัวอีกทีเขาก็เปิดอ่านไปเกินครึ่งเรื่องเสียแล้ว เนื้อเรื่องด้านในของตัวละครหลักตรงกับชีวิตเขาช่วงที่ผ่านมาเหลือเกิน นั่นยิ่งทำให้เขาสนใจเรื่องนี้มากขึ้นจนตัดสินใจอ่านมันจนจบ "ฮัลโหล พี่พลเข้ามาหาผมหน่อย ผมเลือกเรื่องที่จะเล่นได้แล้ว" เพียงแค่อ่านจบเขาก็รีบติดต่อหาผู้จัดการส่วนตัวทันที ผู้จัดการหนุ่มรีบขับรถกลับมาอย่างไม่รีรอ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำให้กรัณย์ยอมตกลงรับงาน ทุกครั้งเขาจะต้องเกลี้ยกล่อมจนแทบก้มกราบกว่าจะยอมรับงาน แต่ครั้งนี้เจ้าตัวกลับเป็นคนเลือกด้วยตนเอง "ไหนๆ เรื่องไหนที่นายอยากเล่น" "นี่" ชายหนุ่มชูบทละครเรื่องรักไม่ถูกลืมขึ้นมาให้ผู้จัดการดู "เอ๊ะ? ทำไมเลือกเรื่องนั้น ผู้กำกับคนนี้นายเคยบอกว่าไม่ชอบหน้าเขานี่นา" "ก็ไม่ชอบผู้กำกับ แต่ชอบเนื้อเรื่อง" คำตอบเพียงสั้นๆ ทำให้ผู้จัดการงงเป็นไก่ตาแตก "นี่นายอ่านจบแล้วเหรอ" "ใช่ ทำไม" "ปะ...เปล่า ก็ปกตินายจะอ่านแค่เรื่องย่อแล้วก็ปฏิเสธนี่นา แล้วทำไมเรื่องนี้ถึงสนใจล่ะ" "แค่เนื้อเรื่องทำให้ผมคิดถึงใครคนหนึ่งขึ้นมามั้ง" ใบหน้าหล่อคมเงยขึ้นราวกับกำลังนึกถึงใครบางคนที่ทิ้งให้เขากลายเป็นคนไม่เชื่อเรื่องความรักอีก ผู้หญิงใจร้ายที่เอาหัวใจเขาไปหมด "ตกลงรับเรื่องนี้ใช่ไหม ฉันจะได้โทรไปคอนเฟิร์ม" "อืม แต่มีข้อแม้..." "อะไรเหรอ" "ผมอยากคุยกับคนที่เขียนเรื่องนี้" กรัณย์ขอต่อรองกับผู้จัดการ คำขอของเขาทำเอาผู้จัดการหนุ่มถึงกับคิดหนัก "ฉันไม่รู้ว่านักเขียนเป็นใคร แต่ได้ยินเขาพูดกันว่าไม่เคยมีใครเห็นหน้านักเขียนคนนี้เลย แม้แต่พูดคุยก็ยังไม่เคย นี่ได้นิยายมาทำซีรีส์ก็ถือว่ามีแต้มบุญมากๆ แล้ว" "งั้นพี่ก็ไปคุยกับผู้กำกับให้ผมหน่อย ไม่งั้นผมก็ไม่รับงานนี้" "เดี๋ยว! ทำไมเอาแต่ใจแบบนี้ล่ะ แล้วฉันจะไปคุยกับเขาได้ยังไง" "พี่ทำได้ ผมเชื่อมั่นในตัวพี่ เอาล่ะกลับไปได้แล้วผมจะพักผ่อน" ชายหนุ่มลุกขึ้นตบบ่าผู้จัดการส่วนตัว ก่อนจะเดินเข้าห้องปิดประตูล็อกกลอนเสร็จสรรพ ทิ้งให้อีกคนได้แต่ยืนอึ้งตะลึงงันราวกับถูกสาปให้เป็นหิน "แล้วจะไปคุยยังไงวะเนี่ย งานใหญ่แล้วไอ้พลเอ้ย!" อำพลหรือพลผู้จัดการส่วนตัวของกรัณย์ นักแสดงหนุ่มแสนเอาแต่ใจ เขาทำงานกับกรัณย์มาเข้าปีที่สี่แล้ว นับตั้งแต่กรัณย์เข้าวงการครั้งแรก บทละครเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากนิยายของนักเขียนที่กำลังโด่งดังในโลกโซเชียลตอนนี้ ที่น่าแปลกคือไม่เคยมีใครรู้ตัวตนจริงของนักเขียนชื่อดังคนนี้เลย เจ้าตัวไม่เคยออกสื่อ ไม่เคยแสดงตัวตน มีเพียงแค่ผลงานให้แฟนคลับได้ติดตามเท่านั้น เช้าวันต่อมากรัณย์ได้รับข่าวจากผู้จัดการส่วนตัวว่าไม่สามารถทำได้ตามข้อเสนอของตนได้ เพราะนักเขียนปฏิเสธที่จะพบเจอเขาเป็นการส่วนตัว เขาจึงต้องตื่นแต่เช้าเพื่อเข้ามาคุยกับผู้กำกับด้วยตัวเอง "คะ..คุณกาย นัดผมออกมามีเรื่องอะไรหรือเปล่าครับ" ผู้กำกับหนุ่มหลบสายตานักแสดงหนุ่มตรงหน้าอย่างกลัวๆ เพราะทั้งคู่เคยมีปัญหากันทำให้เขาได้เห็นความน่ากลัวของกรัณย์ "มีครับ" "ครับ?" "ผมอยากเจอคนเขียนเรื่องที่ผมจะเล่น" "ทำไมล่ะครับ" "ก็แค่อยากคุยด้วยเฉยๆ น่ะครับ" "แต่ทางคุณนักเขียนขอปฏิเสธนะครับ เธอไม่สะดวกเท่าไหร่" "เธอ? งั้นแสดงว่าเป็นผู้หญิงสินะครับ" ชายหนุ่มจับสังเกตคนตรงหน้าได้ในทันที เขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับนักเขียนคนนี้เลย แต่ผู้กำกับดันหลุดออกมาเอง "ห๊ะ! เออ...คือ.." "ผมต้องการเจอเธอครับ" "เกรงว่าจะไม่ได้น่ะสิครับคุณกาย" "งั้นผมก็ไม่เล่นเรื่องนี้" กรัณย์แสดงความเอาแต่ใจออกมา จนอีกคนไม่รู้จะทำอย่างไรเพราะทางเบื้องบนต้องการให้กรัณย์มาเล่นเรื่องนี้มาก "ผมจะลองคุยกับนักเขียนให้นะครับ" ผู้กำกับจำต้องยอมกลับไปคุยกับนักเขียนให้อีกครั้ง ไม่เช่นนั้นปัญหาใหญ่ได้มาถึงตนเป็นแน่ คล้อยหลังนักแสดงแสนเอาแต่ใจ ผู้กำกับรีบต่อสายตรงหานักเขียนคนที่กรัณย์ต้องการเจอตัวเพื่อขอร้องให้เธออกมาพบเขาสักครั้ง "พี่ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว ช่วยพี่หน่อยนะ" [ไม่ค่ะ ฉันเคยบอกแล้วไงว่าจะไม่เจอใครทั้งนั้น แค่ยอมให้เอาไปทำซีรีส์ก็มากพอแล้ว] อีกฝ่ายปฏิเสธกลับมาทันควันแบบไม่ต้องคิด "แค่มาคุยส่วนตัว ไม่เจอคนอื่นจริงๆ นะ ถือว่าช่วยพี่สักครั้ง ไม่งั้นพี่ตกงานแน่ๆ" [ทำไมเขาถึงอยากเจอนักล่ะคะ] น้ำเสียงปลายสายเริ่มอ่อนลง "พี่ก็ไม่รู้เหมือน แต่มาเถอะนะ แค่ครั้งเดียวก็ได้แล้วพี่จะไม่รบกวนอะไรอีกแล้ว" [เฮ้อ! ก็ได้ค่ะ แต่บอกให้เขาเก็บเรื่องที่เจอกันเป็นความลับด้วยนะคะ] "ได้สิ ได้เลย เป็นอันว่าตกลงนะ" [แล้วคนนั้นเขาเป็น....] ยังไม่ทันที่อีกฝ่ายจะถามต่อ ผู้กำกับหนุ่มรีบกดวางสายด้วยความดีใจแล้วติดต่อไปหาผู้จัดการของกรัณย์ในทันที นักเขียนสาวที่มียอดผู้ติดตามนับหมื่นคนและนิยายยังเป็นที่ชื่นชอบของใครอีกหลายคน ด้วยสำนวนการเขียน เรื่องราวที่ถูกร้อยเรียงออกมาราวกับเป็นเรื่องจริง แต่เธอกลับไม่เคยแสดงตัวตนออกหน้าสื่อแม้แต่ครั้งเดียวอาชีพนักเขียนบางคนอาจคิดว่าเป็นงานสบาย อยู่แต่บ้านไม่ต้องเหนื่อย ไม่ต้องใช้แรงก็ได้เงิน แต่หารู้ไม่ว่าแต่ละประโยคต้องผ่านการร้อยเรียงและกลั่นกรองออกมาอย่างถี่ถ้วน ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเขียนออกมาได้ และที่ยากกว่าคือไม่มีทางรู้เลยว่างานของเราจะถูกใจคนอ่านหรือเปล่า นักเขียนคนเดิมแต่เปลี่ยนแนวเขียนแน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่ชอบในผลงานของเรา เธอจึงต้องพยายามรักษาฐานแฟนคลับของตัวเองเอาไว้ให้ได้มากที่สุด"โชคดีจังที่ร้านนี้ยังเปิดอยู่" พริมาโล่งใจหลังจากเดินหาร้านกาแฟหรือคาเฟ่ที่ยังเปิดในเวลานี้"รับอะไรดีคะ""ลาเต้เย็น แล้วก็พายข้าวโพดสองชิ้นค่ะ" คนตัวเล็กชี้นิ้วไปทางขนมหน้าตาน่ากินที่วางเรียงรายอยู่จนอดไม่ได้ แม้จะพยายามไม่กินช่วงดึก แต่วันนี้ขอหนึ่งวันแล้วกัน"ทั้งหมดสองร้อยสิบแปดบาทค่ะ"พริมาเดินเตร็ดเตร่เพื่อให้หัวสมองโล่งก่อนเริ่มทำงานอย่างจริงจังในคืนนี้ ปกติแล้วเธอชอบหมกตัวอยู่แต่ในห้องไม่ค่อยออกไปไหน ทว่าวันนี้ถ้าเธอไม่ออกมาข้างนอกหัวของเธอคงมีแต่เรื่องฟุ้งซ่านเต็มไปหมด"พอๆ เลิกคิดๆ" เธอต้องเลิกนึกถึงใบหน้าของกรัณย์เดี๋ยวนี้ ตลอดส
ปัจจุบัน...มือหนาหยิบภาพถ่ายที่มีรูปของตนกับหญิงสาวอีกคนที่เพิ่งหวนกลับมาเจอกันในรอบสี่ปีขึ้นมา การบอกลาในวันนั้นยังคงตราตรึงในจิตใจแม้จะพยายามลืมแค่ไหนก็ไม่สามารถทำได้"พี่ไม่รักผมแล้วจริงเหรอ""คุยกับใครอยู่เหรอ" ผู้จัดการหนุ่มทำหน้ามึนงงเพราะจู่ๆ กรัณย์ก็พูดคนเดียว"คุยกับแม่ซื้อ""เป็นเอามากล่ะ แล้วจะถืออีกนานไหมที่มือน่ะ" อำพลเอ่ยถามเด็กในสังกัดตัวเองที่นั่งดูรูปใบหนึ่งอยู่นานสองนาน"รูปใคร ขอดูบ้างสิ""ไม่ได้!""ทำงกไปได้ แค่รูปทำไมต้องหวงด้วย" ตั้งแต่รู้จักกันมากรัณย์ไม่เคยอนุญาตให้ใครดูรูปที่อยู่ในกระเป๋าสตางค์เลย แต่อำพลเคยเห็นผ่านๆ ว่าเป็นรูปนักศึกษาผู้หญิงกับผู้ชายที่ยังใส่ชุดมัธยม"ไม่ได้หวง แต่ไม่ให้ดู""ไม่ได้ก็ไม่ได้""แล้วเรื่องสัญญาล่ะ เรียบร้อยแล้วใช่ไหม" ชายหนุ่มเก็บรูปภาพใส่กระเป๋าดังเดิมแล้วหันไปถามผู้จัดการส่วนตัวที่รับหน้าที่จัดการเรื่องสัญญาหนังเรื่องใหม่ให้ตน"เรียบร้อยแล้ว ว่าแต่วันนั้นหลังคุยกับนักเขียนเสร็จนายหายไปไหน""ไปพิสูจน์อะไรบางอย่
หลังจากแยกย้ายกันเข้าบ้านของตนเอง พริมามองบ้านที่เริ่มโล่งเมื่อข้าวของต่างๆ ถูกเก็บใส่ลังเป็นสัญญาณเตือนว่าเธอคงจะต้องบอกลาเขาเต็มที"พิม เก็บของหมดหรือยังลูก""ค่ะม๊า" เสียงหวานตอบสั้นๆ แล้วกลับเข้าห้องนอนของตัวเองหลายวันมานี้จู่ๆ กรัณย์ก็ติดต่อคนรักไม่ได้ เขาจะปีนรั้วข้ามไปหาเธอก็เสี่ยงเกินเพราะพ่อแม่ของเธออยู่บ้านแทบจะทั้งวัน ชายหนุ่มทำได้แค่ชะเง้อคอมองหาเงาของคนรักแต่ก็ยังไม่เจอติ๊ง~ เสียงการแจ้งเตือนโชว์ชื่อของคนที่คิดถึง เจ้าของเครื่องรีบหยิบขึ้นมาเปิดดูด้วยความดีใจปนความโล่งใจที่เธอไม่ได้เป็นอะไร[ออกมาเจอกันที่สวนหน่อยได้ไหม] ข้อความสั้นๆ ของพริมาที่ส่งมาเพื่อต้องการนัดเจอ กรัณย์อดสงสัยไม่ได้แต่ก็ยอมไปตามคำขอของเธอเมื่อมาถึงสวนสาธารณะที่ประจำของทั้งคู่ กรัณย์สังเกตเห็นเงาของร่างบางแสนคุ้นเคยที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ เขาไม่รอช้ารีบเข้าไปกอดเธอจากด้านหลังทันที"พี่พิม ผมมาแล้ว""ขอโทษที่เรียกออกมาตอนนี้นะ""ตอนไหนผมก็มาได้" กรัณย์ในตอนนี้เหมือนสุนัขที่ดีใจส่ายหางเวลาที่เจ้าของเรียกหา"ฝนใกล้จะต
นับวันกรัณย์ยิ่งตามติดเธอแจ ช่วงไหนที่พ่อแม่ของพริมาไม่อยู่เขาก็จะแอบปีนรั้วข้ามมาหาเธอ ทำแบบนี้อยู่บ่อยครั้งจนเธอเริ่มกังวลมากกว่าเดิม"กลับไปได้แล้ว ป๊าฉันจะกลับมาแล้ว" เสียงหวานเอ่ยบอกกับคนที่ไม่ยอมคลายอ้อมกอดออกเสียที"ขออยู่แบบนี้ต่อได้ไหม""ไม่ได้ ถ้าป๊ามาเจอนายหัวแตกแน่""ไม่อยากกลับเลย อยากนอนกอดพี่ทั้งคืนเลย" กรัณย์ทำเสียงอ้อนซุกหน้าเข้ากับหน้าอกนุ่มนิ่มของเธอ"ฉันจะไปอาบน้ำแล้ว เหนียวตัวจะแย่" เพราะทั้งคู่เพิ่งจะจบกิจกรรมเข้าจังหวะกันไปได้สักพัก เศษซากถุงยางอนามัยยังคงกองอยู่บนพื้น"ฟอด กลับก็ได้ พรุ่งนี้เจอกันนะครับ"ชายหนุ่มยอมคลายอ้อมกอดออกแล้วลุกขึ้นใส่เสื้อผ้าลวกๆ ก่อนจะออกทางหน้าต่างไป โชคดีที่บ้านของเธอเป็นแบบชั้นเดียวทำให้กรัณย์ไม่ต้องเสี่ยงตายมากเท่าไร แค่ลำพังเสี่ยงโดนลูกปืนของพ่อเธอก็มากพอแล้วหลังจากคล้อยหลังคนรักไปไม่นานเจ้าของห้องก็เริ่มเก็บข้างของ ทำความสะอาดไม่ให้เหลือหลักฐานไว้มัดตัว สายตาพลันเห็นกางเกงบ็อกเซอร์ตัวหนึ่งที่กรัณย์ลืมเอาไว้ เธอหยิบขึ้นมาแล้วอมยิ้มน้อยๆ"เด็กบ้า ม