Masukทั้งสี่คนแยกย้ายกันกลับหลังเจรจาเรียบร้อย ราเชนอาสาไปส่งเธอ แต่คนตัวเล็กกลับปฏิเสธเพราะมีที่ที่ต้องไปก่อนกลับคอนโดโดยที่เธอไม่รู้เลยว่ามีใครบางคนเดินตามเธอมาตั้งแต่ร้านอาหาร
ขาเรียวสวยเลี้ยวเข้าร้านหนังสือแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากร้านอาหารมากนัก เธอจึงเดินเท้ามาแทนการนั่งรถประจำทางเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายและยังได้ออกกำลังกายไปในตัว "สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่าที่นี่มีหนังสือเรื่องนี้ไหมคะ พอดีเห็นในเพจบอกร้านนี้มีขายน่ะค่ะ" เมื่อเดินหาจนรอบร้าน แต่ยังไม่เจอเรื่องที่หาเธอจึงเดินเข้าไปถามพนักงานหน้าร้าน "เรื่องนี้ต้องสั่งจองค่ะ ที่วางหน้าร้านเพิ่งหมดไปเมื่อเช้าเองค่ะ" "ถ้าสั่งจะได้รับวันไหนคะ" "ประมาณเจ็ดวันค่ะ ทางร้านจะติดต่อไปถ้าหนังสือมาถึงค่ะ" "ค่ะ ถ้างั้นขอสั่งไว้ก่อนค่ะ" "ได้ค่ะ เดี๋ยวรบกวนกรอกรายละเอียดลงในใบนี้นะคะ" พนักงานยื่นกระดาษให้เธอเขียนรายละเอียดหนังสือที่ต้องการจะจองก่อนจะจ่ายเงินให้เรียบร้อย พริมาเดินดูหนังสือเล่มอื่นอีกรอบ เธอรู้สึกเหมือนมีสายตาคู่หนึ่งกำลังมองมาที่เธอ แต่พอหันไปก็ไม่เจอใคร ทำให้เธอสัมผัสได้ถึงความไม่ปลอดภัย การใช้ชีวิตตัวคนเดียวส่งผลให้เธอต้องระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา หญิงสาวก้าวขาฉับๆ หนีคนที่ตามมา เธอไม่รู้ว่าเงาตะคุ่มที่ตามเธอติดนั้นเป็นใครและต้องการอะไร แม้จะเป็นช่วงกลางวันแสกๆ เธอก็ไม่ได้รู้สึกปลอดภัยเลยสักนิด หมับ! จู่ๆ มือหนาของใครบางคนก็คว้าเข้าที่แขนเล็กของคนที่มัวแต่ก้มหน้าเดินตรงไม่สนใจใคร "ปล่อยนะ!" พริมารีบสะบัดแขนออกไม่ทันได้หันมามองว่าใครที่จับแขนเธอ "พี่พิม ผมเอง" น้ำเสียงของคนด้านหลังเอ่ยออกมาก่อนจะถอดหมวกเผยใบหน้าชัดๆ ให้เธอเห็น "กาย!" "จำผมได้ด้วยเหรอครับ" กรัณย์ยอมปล่อยแขนเธอออกแล้วยืนกอดอกทำหน้าบึ้งตึงใส่ "ก็เราเพิ่งเจอกันเมื่อกี้นี่คะ" คนตัวเล็กแกล้งทำไขสือ เธอเผลอลืมตัวเรียกชื่อเขาห้วนๆ ไปเสียแล้ว "แน่ใจเหรอครับว่าเราแค่เพิ่งเจอกัน" "ค่ะ ก็เราไม่รู้จักกันนี่คะ" "หึ! แกล้งเนียนให้ได้ตลอดนะครับ" "ฉันไม่ได้แกล้งเนียน แต่เราไม่ได้รู้จักกันจริงๆ" พริมายังคงเล่นละครต่อไปจนเนียนเสียกว่าคนเป็นนักแสดงอย่างกรัณย์ "ไม่รู้จักก็ไม่รู้จัก" "ถ้าไม่มีอะไรแล้วฉันขอตัว" "เฮ้ย! พี่ระวัง" เสียงทุ้มรีบร้องห้ามเมื่อหญิงสาวสะบัดหน้าหนี ด้วยความไม่ทันมองทำให้หน้าผากของเธอชนเข้ากับป้ายตรงหน้าเสียงดังโป๊ก! "โอ๊ย! เจ็บๆ" พริมายกมือกุมหน้าผากตัวเอง "พี่นี่เนอะ ยังซุ่มซ่ามเหมือนเดิม" กรัณย์ฉวยโอกาสจับใบหน้าของเธอให้เงยขึ้น สองสายตาสบกันโดยไม่ตั้งใจ แต่เป็นพริมาที่หลบตาเขาก่อน "ทำไมไม่สบตาล่ะ" "ไม่มีความจำเป็นนี่คะ" "แล้วทำไมไม่ระวังล่ะ ถ้าชนแรงกว่านี้หัวแตกได้เลยนะ" คนตัวโตเผลอเอ็ดด้วยความเป็นห่วง ไม่ว่าจะตอนนั้นหรือตอนนี้เธอก็ทำให้เขาเป็นห่วงได้ตลอด "ก็ฉันมองไม่เห็นนี่" "ผมถึงได้รีบจับมือพี่ไว้ไงไม่งั้นชนแรงกว่านี้ไปแล้ว" ที่เขารีบคว้ามือเธอก็เพราะคนตัวเล็กเล่นเดินก้มหน้าไม่สนใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ถือว่าโชคยังดีที่ครั้งนี้ชนไม่แรงมาก "ไม่ต้องมายุ่ง!" "คนเขาอุตส่าห์หวังดี รู้แบบนี้ปล่อยให้เดินชนหัวแตกไปเลยดีกว่า" "ทีหลังก็ไม่ต้องมายุ่ง เรารู้จักกันหรือไงคะ" "จะแกล้งทำเป็นไม่รู้จักจริงๆ ใช่ไหม" "ฉันไม่ได้แกล้งค่ะ ก็เราไม่รู้จักกันจริงๆ คุณก็เพิ่งบอกไปก่อนหน้านี้" พริมาเงยหน้าตอบอย่างมั่นใจ เธอกับเขาไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีกแล้วทำไมต้องเป็นคนรู้จักกันด้วย "จะเอาแบบนี้จริงๆ ใช่ไหม" "พูดเรื่องอะไรของคุณ" "พี่ยังไม่ลืมเรื่องของเราใช่ไหม" "..." ไร้คำตอบจากคนตรงหน้า ยิ่งทำให้คนใจร้อนไม่พอใจ "ตอบมาสิ! ยังไม่ลืมใช่ไหม!" น้ำเสียงเข้มตะคอกเสียงดังเพื่อเค้นคำตอบจากเธอ "เป็นบ้าอะไรของคุณ อยากให้คนอื่นมาเห็นหรือไง" พริมามองซ้ายมองขวาให้แน่ใจว่าไม่มีใครเห็น โชคดีตรงที่เธอยืนเป็นซอยเล็กๆ ไม่มีใครเดินผ่านไปผ่านมา "ช่างคนอื่นสิ!" "ฉันไม่มีอะไรจะพูดกับคุณทั้งนั้น ช่วยปล่อยมือฉันด้วยค่ะ!" เธอพยายามสลัดแขนออกจากการกอบกุมของเขา แต่ก็ไม่เป็นผลเธอไม่สามารถต้านทานแรงของเขาได้ "ไม่ปล่อย!" "มันจะมากไปแล้วนะคะ ถ้ายังไม่ปล่อยฉันจะโทรแจ้งตำรวจ" พริมาทำเป็นหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาขู่ให้คนตรงหน้ากลัว "แม่ง! พี่ก็เป็นแบบนี้ตลอด ทำไมชอบหนีอยู่เรื่อย" "ฉันไม่รู้หรอกนะว่าคุณพูดเรื่องอะไร แต่เราไม่ได้รู้จักกันค่ะ" หญิงสาวยังยืนยันคำเดิม เธอไม่ขอข้องเกี่ยวในชีวิตเขาอีกแล้ว ยิ่งตอนนี้เขาทั้งมีชื่อเสียงและเป็นที่ชื่นชอบของคนในสังคม เธอยิ่งต้องออกห่างเขา "ได้! จะทำแบบนี้จริงๆ ใช่ไหม พี่คงไม่รู้สินะว่าพี่เป็นคนทำให้ผมไม่เชื่อในความรักอีก พี่ทำให้ผมรักใครไม่ได้อีก พี่เป็นคนผิดรู้ไว้ด้วย!" กรัณย์ระบายออกมาหวังให้คนตรงหน้าปลอบโยน แต่เปล่าเลยพริมาได้แต่ยืนมองเฉยๆ แววตาไร้ความรู้สึก แม้แต่ความสงสารก็ไม่มี "ถ้าไม่มีอะไรจะพูดแล้วฉันขอตัวนะคะ" คนใจแข็งหันหลังเดินออกจากตรงนั้นทันที แต่หารู้ไม่ว่าตอนที่เธอหันหนีเขามาได้ น้ำตาเม็ดใสที่กลั้นเอาไว้ไหลอาบแก้มทั้งสองข้างอย่างห้ามไม่ได้ "ฉันขอโทษ...ฮึก" เธอได้แต่ขอโทษเขาซ้ำๆ ในตอนที่อยู่คนเดียว ความผิดทั้งหมดเริ่มต้นมาจากเธอ ในอดีตความสัมพันธ์ของเธอกับกรัณย์ค่อนข้างไปในทางที่ดี แม้ว่าครอบครัวเธอกับเขาจะเกลียดขี้หน้ากันก็ตาม ทว่าทั้งคู่ก็ได้แอบคบหากันโดยไม่บอกใครรู้ เขาเป็นรุ่นน้องเกือบสองปี แต่กลับรู้สึกถึงความโตเป็นผู้ใหญ่ที่คอยปกป้องเธอได้ "เรื่องของเรามันจบไปนานแล้วกาย ฉันขอโทษ" พริมาต้องเป็นทำใจแข็งแสร้งไม่รู้สึกอะไร ทั้งที่ในใจบอบช้ำแทบจะร้องไห้ หากให้ย้อนอดีตกลับไปได้เธอก็ยังมั่นใจว่าจะตัดสินแบบนี้ อย่างไรความสัมพันธ์ของเธอกับเขาไม่ว่าจะตอนนั้นหรือตอนไหนมันก็ไม่มีทางไปรอดได้"แค่ช่วงนี้เท่านั้น! ห้ามต่อรอง ห้ามมีข้อแม้อีก และก็ห้ามล่วงเกินฉัน" พริมายื่นคำขาด เธอจะไม่ยอมเผลอตัวให้เขาอีกแล้ว ถึงครั้งก่อนจะจำไม่ได้เลยก็ตาม"แต่ถ้าพี่ยอมเองก็ไม่ถือว่าล่วงเกินใช่ไหมครับ""ถ้านายยังไม่หยุดพูดมาก ฉันจะยกเลิกข้อตกลงทั้งหมด""ครับๆ จะรูดซิปกางเกง เอ้ย! ซิปปากอย่างดีเลยครับ" คนกะล่อนทำหน้าทำตาทะเล้นใส่ แกล้งพูดผิดทั้งที่รู้ว่าต้องโดนโกรธ แต่ก็ยังอยากจะแกล้งให้เธอโมโห"ฉันจะถือว่าไม่ได้ยินแล้วกันนะ แล้วก็เมื่อกี้พี่เชนส่งข้อความมาบอกว่าให้นายกลับไปพักไม่ต้องไปถ่ายต่อแล้ว พวกเขาจะถ่ายฉากอื่นระหว่างที่นายยังไม่หายดีไปก่อน" พริมาร่ายยาวเหยียดแต่อีกคนกลับไม่ได้ฟังเสียงเธอเลย เขามัวแต่มองปากเล็กขมุบขมิบอยากจับมาจูบเสียให้สิ้นเรื่อง"นี่! ได้ฟังที่ฉันพูดไหม""ครับๆ ฟังครับ" ฟังที่ไหนกัน เขาไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเธอพูดเรื่องอะไรคนตัวโตทำเป็นสำออยเดินเองไม่ไหวต้องให้เธอช่วยพยุงมาจนถึงรถทั้งที่เขาเจ็บแขนไม่ได้เจ็บขาเสียหน่อย แต่พริมาไม่อยากค้านมากเพราะตอนนี้กรัณย์ถือเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตเธอไว้"ไปหัดข
พริมาออกจากคอนโดแต่เช้าเพื่อเลี่ยงการเจอหน้าคนที่ไม่อยากเจอ ถึงจะพยายามหลบหน้าแค่ไหนถึงอย่างนั้นก็ต้องมาเจอกันที่กองถ่ายอยู่ดี แล้วแบบนี้เธอจะหนีเขาพ้นได้อย่างไร "เฮ้อ! หรือเราจะย้ายคอนโด แต่ค่ามัดจำก็ไม่ได้คืนน่ะสิ" คนตัวเล็กพึมพำคิดไม่ตกอยู่คนเดียว เธอจะหนีกรัณย์ไปเรื่อยๆ แบบนี้คงไม่ได้ มีแต่ต้องเผชิญหน้าและข่มใจตัวเองไม่ให้เผลอคิดเกินเลยกับเขาอีก ท่ามกลางกองถ่ายละครที่มีทีมงานพากันวิ่งวุ่นวาย พริมาที่ไม่มีหน้าที่ในส่วนนั้นทำได้แค่ยืนหลบมุมเงียบๆ ไม่ให้เป็นที่เกะกะของใคร เธอพยายามทำให้ตัวเองเป็นตัวถ่วงให้น้อยที่สุด แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น "พี่พิม!" เสียงเรียกของกรัณย์คือสิ่งสุดท้ายที่เธอได้ยินก่อนทุกอย่างจะเกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว โครม! เพล้ง! เสียงหลอดไฟในกองถ่ายหล่นลงมาแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ ทีมงานพากันวิ่งมาดูความปลอดภัยของคนที่อยู่ใกล้บริเวณนั้น ทว่าคนที่ควรจะได้รับบาดเจ็บกลับไม่มีแผลแม้แต่รอยข่วน แต่เป็นชายหนุ่มอีกคนที่วิ่งเอาตัวเองมาขวางเอาไว้จนเศษจากหลอดไฟบาดที่แขนเป็นทางยาว เลือดไหลอาบเรียกความตกใจของท
"มีอะไรเปล่าครับคุณกาย?" เขาหันไปตามแขนที่ถูกดึงเอาไว้ก่อนจะเจอกับกรัณย์ที่กำแขนไว้แน่นแถมยังทำสีหน้าบึ้งตึงอีกต่างหาก"อ๋อ ผมจะให้ผู้กำกับดูบทตรงนี้ให้หน่อยน่ะครับ" ชายหนุ่มทำตีเนียนแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจบท ทั้งที่ความจริงเขาแค่ไม่อยากให้ราเชนโดนตัวพริมาอีก เรียกว่าหึงจนลืมตัวก็คงได้"ครับ ถ้างั้นเราไปที่ฉากเลยดีกว่าครับ"การถ่ายทำช่วงเย็นได้เริ่มขึ้นทันทีก่อนดวงอาทิตย์จะลาลับขอบฟ้า นักแสดงที่หมดคิวถ่ายงานสำหรับวันนี้ได้ขอตัวกลับก่อน บางคนก็มีงานต่อจึงไม่ได้อยู่รอ ทำให้ตอนนี้เหลือเพียงกรัณย์ที่เป็นนักแสดงนำกับนางเอกของเรื่องที่กำลังเข้าฉากกันอยู่"ฉากนี้ขอให้ทั้งสองคนมองตากันซึ้งๆ นะคะ ก่อนจะโน้มหน้าเข้าหากัน" พริมาผู้เป็นคนเขียนออกมาจัดแจงท่าทางด้วยตนเอง เพราะซีนนี้เป็นตอนที่เธอชอบที่สุด"เหตุการณ์มันคุ้นๆ จังเลยนะครับ" เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นมาทำเอานักแสดงสาวคนข้างๆ มองด้วยความมึนงง"คุณกายเคยถ่ายซีนแบบนี้แล้วเหรอคะ""ไม่หรอกครับ แค่รู้สึกเหมือนเคยเกิดขึ้นจริงกับตัวเองน่ะครับ" กรัณย์พูดพลางส่งสายตาไปหาพริมาที่ทำเป็นไม่ใส่ใจคำ
"ไม่สบายหรือเปล่าพิม หน้าดูซีดๆ นะ" ราเชนถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง มือหนายกขึ้นแตะหน้าผากมนเพื่อวัดอุณหภูมิความร้อน"เปล่าค่ะ สงสัยเมื่อคืนจะนอนดึกมั้งคะ""ว่าแต่ เมื่อคืนกลับบ้านยังไง ทำไมไม่รอพี่ล่ะ""อ๋อ พิมเจอแท็กซี่มาส่งคนพอดีน่ะค่ะ" พริมาโกหกคำโต เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าหลังจากออกจากร้านแล้วเกิดอะไรขึ้น รู้ตัวอีกทีก็คือเช้าวันใหม่"ทีหลังจะกลับก็บอกพี่ก่อนสิ พี่เป็นห่วงนะ""ขอโทษค่ะ พิมมึนหัวอยากกลับไปนอนเลยลืมบอกพี่เชน""แต่ก็ยังดีที่ส่งข้อความมาบอกกันก่อน""ข้อความเหรอคะ?""นี่มึนจนจำไม่ได้เลยเหรอว่าพิมส่งข้อความมาบอกพี่ว่าจะกลับน่ะ""อ๋อ ข้อความ แหะๆ เกือบลืมไปแหน่ะ" พริมาแกล้งหัวเราะแห้งๆ เธอไม่ได้ส่งข้อความไปแน่นอนเพราะภาษาที่ถูกส่งไปไม่มีทางที่เธอจะเป็นคนพิมพ์เอง"ไหวไหมเนี่ย""ไหวค่ะๆ"ทั้งคู่คุยกันอยู่พักใหญ่จนได้เวลาเริ่มถ่ายทำ นักแสดงและทีมงานเตรียมตัวเข้าประจำที่รวมถึงกรัณย์เองก็เช่นกัน เขาหันมองผู้กำกับที่ส่งยิ้มหวานให้พริมาแล้วรู้สึกหมั่นไส้"ยิ้มอยู
ชายหนุ่มยืนชักรูดลำเอ็นอวบใหญ่ต่อหน้าคนที่หลับไม่รู้เรื่อง เขาไม่ได้อยากจะทำแบบนี้ แต่ไม่มีทางออกที่ดีกว่านี้แล้ว จะให้ลักหลับคนไม่ได้สติก็ดูจะชั่วช้าเกินไป ขอแค่มองหน้าเธอแล้วช่วยตัวเองก็น่าจะเพียงพอแล้ว"อ๊าส์...พี่พิม...ซี้ด" แต่ใช้มือสาวชักมันจะไปรู้สึกดีเท่าส่วนนั้นของเธอได้อย่างไร"แม่ง! ซี้ด...อ๊าส์" แก่นกายใหญ่ถูกมือหนาชักรูดขึ้นลงเร็วๆ จนถี่ยิบ แต่ไม่ได้ให้ความรู้สึกเสียวซ่านมากเท่าที่ต้องการ"ซี้ด...จะแตกแล้ว" ในไม่ช้าน้ำสีขาวขุ่นก็ถูกฉีดพ่นออกมาจนเลอะมือหนา และมีบางส่วนที่กระเด็นไปอยู่ตรงหน้าท้องของคนที่ยังคงหลับสนิท"ไม่สุดเลยว่ะ พี่ใจร้ายมากเลยนะ" กรัณย์บ่นอุบอิบอย่างท้อแท้ อุตส่าห์วาดภาพในหัวอย่างดีสุดท้ายก็ต้องมาจบด้วยการใช้แม่นางทั้งห้าต่อหน้าเธอ รู้ถึงไหนอายถึงนั่น"หึ!" จู่ๆ คนเจ้าเล่ห์ก็คิดเรื่องดีๆ ขึ้นมาได้ แต่อาจจะเป็นเรื่องดีๆ สำหรับเขาคนเดียวแสงอาทิตย์โผล่ขึ้นจากท้องฟ้าเป็นสัญญาณของเช้าวันใหม่ พริมาลุกขึ้นบิดตัวน้อยๆ เหมือนอย่างทุกวันตามความเคยชิน แต่วันนี้เธอกลับรู้สึกโล่งแปลกๆ แถมบรรยากาศรอบตัวก็ไม่เหมื
ร่างเล็กทิ้งตัวนอนราบกับเตียงอย่างคนไร้สติ เธอถูกอุ้มมาโดยที่ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ตอนนี้แค่ลืมตาภาพตรงหน้าก็หมุนเป็นลูกข่างจนอยากอาเจียน "อึก..อุก" แค่คิดสิ่งที่อยู่ภายในก็เริ่มออกมาอีกครั้ง พริมาปิดปากรีบวิ่งเข้าห้องน้ำด้วยท่าทีที่ยังไม่สร่างจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ "พี่พิม!" กรัณย์เห็นสภาพของเธอตอนนี้แล้วถึงกับส่ายหน้า จากนี้เธอห้ามดื่มเหล้าอีกเป็นอันขาดไม่ว่าจะปริมาณน้อยแค่ไหนก็ห้ามเด็ดขาด "แหวะ...อุก" "ไหวไหมเนี่ย" มือหนาลูบแผ่นหลังคนตัวเล็กให้อาเจียนออกมา "ผมว่าพี่ถอดเสื้อก่อนดีกว่า มันจะเลอะแล้วนะ" เขาไม่ได้ประสงค์ร้าย แค่หวังดีไม่อยากให้เธอรู้สึกอึดอัดก็เท่านั้น "ถอดให้หน่อย" ใบหน้าสวยหันมาทำหน้าอ้อนๆ ยกแขนขึ้นให้คนตรงหน้าถอดให้ "มาทำหน้าแบบนี้ผมก็แย่น่ะสิ" ชายหนุ่มหลับตาสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด เขาต้องข่มใจมากแค่ไหนเธอเคยรู้ไหม หลังอาเจียนจนหมดไส้หมดพุง กรัณย์ก็จับคนตัวเล็กล้างหน้าล้างตา บ้วนปากเสร็จสรรพ ก่อนที่พริมาจะทรุดนั่งกับพื้นตรงหน้าประตูห้องน้ำ "พี







