Masukทั้งสี่คนแยกย้ายกันกลับหลังเจรจาเรียบร้อย ราเชนอาสาไปส่งเธอ แต่คนตัวเล็กกลับปฏิเสธเพราะมีที่ที่ต้องไปก่อนกลับคอนโดโดยที่เธอไม่รู้เลยว่ามีใครบางคนเดินตามเธอมาตั้งแต่ร้านอาหาร
ขาเรียวสวยเลี้ยวเข้าร้านหนังสือแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากร้านอาหารมากนัก เธอจึงเดินเท้ามาแทนการนั่งรถประจำทางเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายและยังได้ออกกำลังกายไปในตัว "สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่าที่นี่มีหนังสือเรื่องนี้ไหมคะ พอดีเห็นในเพจบอกร้านนี้มีขายน่ะค่ะ" เมื่อเดินหาจนรอบร้าน แต่ยังไม่เจอเรื่องที่หาเธอจึงเดินเข้าไปถามพนักงานหน้าร้าน "เรื่องนี้ต้องสั่งจองค่ะ ที่วางหน้าร้านเพิ่งหมดไปเมื่อเช้าเองค่ะ" "ถ้าสั่งจะได้รับวันไหนคะ" "ประมาณเจ็ดวันค่ะ ทางร้านจะติดต่อไปถ้าหนังสือมาถึงค่ะ" "ค่ะ ถ้างั้นขอสั่งไว้ก่อนค่ะ" "ได้ค่ะ เดี๋ยวรบกวนกรอกรายละเอียดลงในใบนี้นะคะ" พนักงานยื่นกระดาษให้เธอเขียนรายละเอียดหนังสือที่ต้องการจะจองก่อนจะจ่ายเงินให้เรียบร้อย พริมาเดินดูหนังสือเล่มอื่นอีกรอบ เธอรู้สึกเหมือนมีสายตาคู่หนึ่งกำลังมองมาที่เธอ แต่พอหันไปก็ไม่เจอใคร ทำให้เธอสัมผัสได้ถึงความไม่ปลอดภัย การใช้ชีวิตตัวคนเดียวส่งผลให้เธอต้องระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา หญิงสาวก้าวขาฉับๆ หนีคนที่ตามมา เธอไม่รู้ว่าเงาตะคุ่มที่ตามเธอติดนั้นเป็นใครและต้องการอะไร แม้จะเป็นช่วงกลางวันแสกๆ เธอก็ไม่ได้รู้สึกปลอดภัยเลยสักนิด หมับ! จู่ๆ มือหนาของใครบางคนก็คว้าเข้าที่แขนเล็กของคนที่มัวแต่ก้มหน้าเดินตรงไม่สนใจใคร "ปล่อยนะ!" พริมารีบสะบัดแขนออกไม่ทันได้หันมามองว่าใครที่จับแขนเธอ "พี่พิม ผมเอง" น้ำเสียงของคนด้านหลังเอ่ยออกมาก่อนจะถอดหมวกเผยใบหน้าชัดๆ ให้เธอเห็น "กาย!" "จำผมได้ด้วยเหรอครับ" กรัณย์ยอมปล่อยแขนเธอออกแล้วยืนกอดอกทำหน้าบึ้งตึงใส่ "ก็เราเพิ่งเจอกันเมื่อกี้นี่คะ" คนตัวเล็กแกล้งทำไขสือ เธอเผลอลืมตัวเรียกชื่อเขาห้วนๆ ไปเสียแล้ว "แน่ใจเหรอครับว่าเราแค่เพิ่งเจอกัน" "ค่ะ ก็เราไม่รู้จักกันนี่คะ" "หึ! แกล้งเนียนให้ได้ตลอดนะครับ" "ฉันไม่ได้แกล้งเนียน แต่เราไม่ได้รู้จักกันจริงๆ" พริมายังคงเล่นละครต่อไปจนเนียนเสียกว่าคนเป็นนักแสดงอย่างกรัณย์ "ไม่รู้จักก็ไม่รู้จัก" "ถ้าไม่มีอะไรแล้วฉันขอตัว" "เฮ้ย! พี่ระวัง" เสียงทุ้มรีบร้องห้ามเมื่อหญิงสาวสะบัดหน้าหนี ด้วยความไม่ทันมองทำให้หน้าผากของเธอชนเข้ากับป้ายตรงหน้าเสียงดังโป๊ก! "โอ๊ย! เจ็บๆ" พริมายกมือกุมหน้าผากตัวเอง "พี่นี่เนอะ ยังซุ่มซ่ามเหมือนเดิม" กรัณย์ฉวยโอกาสจับใบหน้าของเธอให้เงยขึ้น สองสายตาสบกันโดยไม่ตั้งใจ แต่เป็นพริมาที่หลบตาเขาก่อน "ทำไมไม่สบตาล่ะ" "ไม่มีความจำเป็นนี่คะ" "แล้วทำไมไม่ระวังล่ะ ถ้าชนแรงกว่านี้หัวแตกได้เลยนะ" คนตัวโตเผลอเอ็ดด้วยความเป็นห่วง ไม่ว่าจะตอนนั้นหรือตอนนี้เธอก็ทำให้เขาเป็นห่วงได้ตลอด "ก็ฉันมองไม่เห็นนี่" "ผมถึงได้รีบจับมือพี่ไว้ไงไม่งั้นชนแรงกว่านี้ไปแล้ว" ที่เขารีบคว้ามือเธอก็เพราะคนตัวเล็กเล่นเดินก้มหน้าไม่สนใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ถือว่าโชคยังดีที่ครั้งนี้ชนไม่แรงมาก "ไม่ต้องมายุ่ง!" "คนเขาอุตส่าห์หวังดี รู้แบบนี้ปล่อยให้เดินชนหัวแตกไปเลยดีกว่า" "ทีหลังก็ไม่ต้องมายุ่ง เรารู้จักกันหรือไงคะ" "จะแกล้งทำเป็นไม่รู้จักจริงๆ ใช่ไหม" "ฉันไม่ได้แกล้งค่ะ ก็เราไม่รู้จักกันจริงๆ คุณก็เพิ่งบอกไปก่อนหน้านี้" พริมาเงยหน้าตอบอย่างมั่นใจ เธอกับเขาไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีกแล้วทำไมต้องเป็นคนรู้จักกันด้วย "จะเอาแบบนี้จริงๆ ใช่ไหม" "พูดเรื่องอะไรของคุณ" "พี่ยังไม่ลืมเรื่องของเราใช่ไหม" "..." ไร้คำตอบจากคนตรงหน้า ยิ่งทำให้คนใจร้อนไม่พอใจ "ตอบมาสิ! ยังไม่ลืมใช่ไหม!" น้ำเสียงเข้มตะคอกเสียงดังเพื่อเค้นคำตอบจากเธอ "เป็นบ้าอะไรของคุณ อยากให้คนอื่นมาเห็นหรือไง" พริมามองซ้ายมองขวาให้แน่ใจว่าไม่มีใครเห็น โชคดีตรงที่เธอยืนเป็นซอยเล็กๆ ไม่มีใครเดินผ่านไปผ่านมา "ช่างคนอื่นสิ!" "ฉันไม่มีอะไรจะพูดกับคุณทั้งนั้น ช่วยปล่อยมือฉันด้วยค่ะ!" เธอพยายามสลัดแขนออกจากการกอบกุมของเขา แต่ก็ไม่เป็นผลเธอไม่สามารถต้านทานแรงของเขาได้ "ไม่ปล่อย!" "มันจะมากไปแล้วนะคะ ถ้ายังไม่ปล่อยฉันจะโทรแจ้งตำรวจ" พริมาทำเป็นหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาขู่ให้คนตรงหน้ากลัว "แม่ง! พี่ก็เป็นแบบนี้ตลอด ทำไมชอบหนีอยู่เรื่อย" "ฉันไม่รู้หรอกนะว่าคุณพูดเรื่องอะไร แต่เราไม่ได้รู้จักกันค่ะ" หญิงสาวยังยืนยันคำเดิม เธอไม่ขอข้องเกี่ยวในชีวิตเขาอีกแล้ว ยิ่งตอนนี้เขาทั้งมีชื่อเสียงและเป็นที่ชื่นชอบของคนในสังคม เธอยิ่งต้องออกห่างเขา "ได้! จะทำแบบนี้จริงๆ ใช่ไหม พี่คงไม่รู้สินะว่าพี่เป็นคนทำให้ผมไม่เชื่อในความรักอีก พี่ทำให้ผมรักใครไม่ได้อีก พี่เป็นคนผิดรู้ไว้ด้วย!" กรัณย์ระบายออกมาหวังให้คนตรงหน้าปลอบโยน แต่เปล่าเลยพริมาได้แต่ยืนมองเฉยๆ แววตาไร้ความรู้สึก แม้แต่ความสงสารก็ไม่มี "ถ้าไม่มีอะไรจะพูดแล้วฉันขอตัวนะคะ" คนใจแข็งหันหลังเดินออกจากตรงนั้นทันที แต่หารู้ไม่ว่าตอนที่เธอหันหนีเขามาได้ น้ำตาเม็ดใสที่กลั้นเอาไว้ไหลอาบแก้มทั้งสองข้างอย่างห้ามไม่ได้ "ฉันขอโทษ...ฮึก" เธอได้แต่ขอโทษเขาซ้ำๆ ในตอนที่อยู่คนเดียว ความผิดทั้งหมดเริ่มต้นมาจากเธอ ในอดีตความสัมพันธ์ของเธอกับกรัณย์ค่อนข้างไปในทางที่ดี แม้ว่าครอบครัวเธอกับเขาจะเกลียดขี้หน้ากันก็ตาม ทว่าทั้งคู่ก็ได้แอบคบหากันโดยไม่บอกใครรู้ เขาเป็นรุ่นน้องเกือบสองปี แต่กลับรู้สึกถึงความโตเป็นผู้ใหญ่ที่คอยปกป้องเธอได้ "เรื่องของเรามันจบไปนานแล้วกาย ฉันขอโทษ" พริมาต้องเป็นทำใจแข็งแสร้งไม่รู้สึกอะไร ทั้งที่ในใจบอบช้ำแทบจะร้องไห้ หากให้ย้อนอดีตกลับไปได้เธอก็ยังมั่นใจว่าจะตัดสินแบบนี้ อย่างไรความสัมพันธ์ของเธอกับเขาไม่ว่าจะตอนนั้นหรือตอนไหนมันก็ไม่มีทางไปรอดได้บทรักแสนหนักหน่วงดำเนินนานหลายนาที ก่อนที่ร่างเล็กจะถูกจับเปลี่ยนท่าใหม่ให้ขึ้นมาอยู่ด้านบนเป็นฝ่ายบังคับเกมรักในครั้งนี้แทน"ขยับแบบนั้นแหละ...อ๊าส์...ดี""อ๊ะ...ไม่ไหวแล้ว...อื้ม"ร่างเล็กที่อยู่ด้านบนเริ่มหมดแรง ดวงตาสวยปรือจวนจะหลับเต็มที ในขณะที่เธอเสร็จสมไปหลายครั้งหลายหน แต่กรัณย์ยังไม่มีท่าทีจะปลดปล่อยเสียทีจนเธอฝืนทำต่อไม่ไหวอีกแล้ว"เหนื่อยแล้วเหรอครับ" สะโพกสอบหยุดสวนกระแทกแล้วเอ่ยถามคนตัวเล็กที่เริ่มปวกเปียกเต็มที"อื้อ..." พริมาพยักหน้าแทนคำตอบ คอเธอแหบแห้งจนแทบไม่มีเสียงจะพูดคุยกับเขาได้"ถ้างั้นเดี๋ยวผมทำให้นะ...อ๊าส์"หญิงสาวที่ได้ยินดังนั้น ไม่ได้รู้สึกโล่งใจแม้แต่นิดเดียว เธอหมดแรงต่อต้านความเอาแต่ใจของเขาแล้ว ตอนนี้ต่อให้เขาจับเธอพลิกเปลี่ยนท่าขนาดไหนก็ไม่รับรู้อะไรทั้งนั้น"พี่พิม...อ๊าง...ซี้ด" ร่างหนายังโหมอัดรัวๆ ใส่ร่างเล็กที่นอนนิ่งจนหัวสั่นหัวคลอนตามแรงกระแทกกระทั้นที่เขามอบให้กรัณย์อาศัยจังหวะตอนที่อีกคนกำลังเบลอๆ เร่งจังหวะถี่ยิบแล้วแช่แก่นกายค้างไว้สักพักก่อนจะฉีดพ่นน้ำสีขา
ใบหน้าหล่อคมค่อยๆ โน้มมามอบจุมพิตแสนอ่อนโยนให้เธอ พริมาสัมผัสได้ถึงความทะนุถนอมที่กรัณย์มีให้จนโอนอ่อนไปกับจูบของเขา ริมฝีปากบางเผลอจูบตอบอย่างลืมตัว ทว่าต่อให้รู้ตัวก็คงไม่มีทางปฏิเสธการกระทำของเขาได้"ไปที่ห้องกันนะ" ว่าจบก็รีบตวัดอุ้มคนตัวเล็กพาเดินตรงดิ่งไปที่ห้องนอนกว้าง ไม่รอให้อีกคนได้เอื้อนเอ่ยคำใดเสียก่อนร่างบางถูกวางลงบนเตียงอย่างเบามือก่อนที่ชายหนุ่มจะส่งมือมาลูบไล้กายของเธอ แล้วค่อยๆ ถอดเสื้อยืดตัวสวยออกช้าๆ อย่างไม่รีบร้อน"อ๊ะ" เสียงหวานร้องตกใจเมื่อมือหนาเริ่มปลดเปลื้องเสื้อผ้าบนตัวของเธอกรัณย์เงียบไม่พูดไม่จาสักคำ เขากำลังตั้งอกตั้งใจกับการพินิจพิจารณากายขาวเนียนของคนตรงหน้าชนิดที่ว่าตาไม่กะพริบ ริมฝีปากขบเม้มเข้าหากันแววตาจ้องมองเธออย่างหื่นกระหาย แต่ก็พยายามข่มใจเอาไว้"อย่าจ้องแบบนั้นสิ""ก็พี่สวยนี่" คำตอบแบบตรงไปตรงมาของกรัณย์ทำให้พริมาเบือนหน้าหลบสายตาไม่ให้เขาเห็นว่าเธอกำลังเขิน"รีบทำสักที""อย่าใจร้อนสิครับ ของแบบนี้รีบร้อนได้ที่ไหนกัน" แม้ในใจอยากจะกระโจนเข้าใส่เธอเหลือเกิน แต่ก็ไม่อย
"ผมจะไม่จากพี่ไปไหน เพราะฉะนั้นอย่ากลัวเลยนะ ผมจะอยู่กับพี่ไม่ไปไหนทั้งนั้น""นายไม่รู้อนาคตนายก็พูดได้นี่""ต่อให้ผมไม่รู้อนาคต แต่ผมก็รู้ใจตัวเองนะ""...นายไม่เข้าใจหรอก" ความกลัวของพริมาคือกลัวการสูญเสียคนที่รักและผูกพันพริมาเคยเข้ารับการรักษาจิตใจอยู่ระยะหนึ่งจนดีขึ้นแต่ก็ยังกลัวที่จะมีความสัมพันธ์กับใครแบบใกล้ชิด ทำให้เธอพยายามเว้นระยะห่างจากทุกคน ไม่สนิทสนมกับใครเป็นพิเศษยกเว้นกับราเชนที่รายนั้นเข้าใจและเข้ามาทำความสนิทกับเธอก่อนทว่ายังมีอีกหนึ่งสิ่งที่เธอไม่เคยบอกใคร แม้แต่กรัณย์ก็ไม่เคยรับรู้เรื่องนี้มาก่อนนั่นคือ...หลังจากเธอบอกเลิกกับเขาและย้ายตามครอบครัวไปอยู่ต่างจังหวัด ตอนนั้นเธอเพิ่งรู้ตัวว่าตนเองตั้งครรภ์ แม้จะไม่รู้ว่าท้องได้อย่างไรในเมื่อป้องกันมาตลอด แต่เพราะสถานการณ์ของที่บ้านกำลังย่ำแย่เธอจึงบอกพ่อแม่ไม่ได้ ไม่นานผู้เป็นพ่อก็จากไป พริมากลายเป็นเสาหลักครอบครัวต้องดูแลแม่ที่ป่วยและตรอมใจ ความเครียดเริ่มสะสมอีกทั้งร่างกายยังพักผ่อนไม่เพียงพอทำให้เด็กในท้องหยุดการเจริญเติบโต เป็นเหตุให้เธอเสียลูกไปโดยที่เคยมีใครรู้ว่าเธอ
หลังเหตุการณ์ครั้งนั้นทั้งกรัณย์และพริมาก็แทบไม่ได้คุยกันอีกเลย เธอทำหน้าที่ตามที่เคยบอกไว้ทั้งพยาบาลจำเป็นและยังเป็นคนช่วยปลอยประโลมความเหงาให้เขาในตอนกลางคืน แต่พอจบกิจกรรมก็ต่างหันหลังใส่กันทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นจนผ่านมาแล้วสามวัน ทั้งคู่ก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม"พี่พิม..." เสียงทุ้มกำลังจะพูดต่อแต่พอเห็นสีหน้าเรียบนิ่งของอีกคน คำพูดก็ถูกกลืนลงคอไปจนหมด"ข้าวอยู่บนโต๊ะ รีบกินซะจะได้ไปโรงพยาบาล" พริมาเอ่ยบอกโดยไม่มองหน้าเขาด้วยซ้ำ เธอก็แค่ทำหน้าที่ของตนเองไม่ให้ขาดตกบกพร่องเป็นพอ"อืม" ตอบรับแค่สั้นๆ พร้อมใบหน้าสลดบรรยากาศในห้องชวนอึดอัดเสียยิ่งกว่าการถูกขังอยู่ในห้องแคบที่มืดสนิท ทั้งห้องเงียบสงัดมีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศและเสียงช้อนกระทบจานขณะรับประทานอาหาร ช่างเป็นมื้ออาหารที่เหงาเหลือเกิน"ฮัลโหลค่ะพี่ตุ๊ก ไฟล์ที่ส่งมาพิมตรวจแล้วนะคะ แต่ยังมีส่วนที่ต้องแก้ด้วยค่ะ" เสียงหวานคุยกับคนในสายซึ่งเป็นบรรณาธิการที่ดูแลเรื่องรูปเล่มของเธอ"ค่ะ เดี๋ยวพิมแก้แล้วส่งให้ใหม่ไม่เกินวันพรุ่งนี้ค่ะ""ถ้าพี่ไม่ว่างเดี๋ยวผมไปเองก
สองชายหนุ่มมองหน้ากันตาขวาง ต่างฝ่ายต่างดูออกว่าอีกคนคิดอย่างไรกับพริมา พวกเขาเป็นผู้ชายเหมือนกันมีหรือจะแยกไม่ออก ยิ่งพอมีคู่แข่งก็ยิ่งฮึกเหิมขึ้น ทำให้ทั้งคู่ไม่ยอมแพ้กัน"คุณกายดูเด็กอยู่เลยนะครับ ปีนี้อายุเท่าไหร่เหรอครับ" แทนไทเริ่มเปิดประเด็นถามเรื่องอายุด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแถมยังเน้นคำว่าเด็กเสียงดังฟังชัด"อายุมันไม่สำคัญไม่ใช่เหรอครับ แล้วคุณล่ะครับอายุเท่าไหร่ ถ้าให้เดาคงสักสี่สิบหรือเปล่าครับ""ผมสามสิบครับ สงสัยผมจะดูเป็นผู้ใหญ่ใช่ไหมเนี่ยคุณถึงเข้าใจผิด""อ๋อเปล่าครับ ผมแค่จะบอกว่าหน้าแก่เกินวัย" กรัณย์ตอบออกมาด้วยใบหน้านิ่งๆ พลางยักคิ้วไปหนึ่งที"กาย!" พริมารีบปรามคนข้างๆ ทันควันที่เขาเสียมารยาทกับนักเขียนในดวงใจของเธอ"ไม่เป็นไรหรอกครับคุณพิม คุณกายยังเด็กอาจจะพูดอะไรไม่ทันคิดน่ะครับ" แทนไทยังเน้นคำว่าเด็กให้ได้ยินชัดๆ ชวนให้กรัณย์นึกโมโห"อายุน้อยกว่าแล้วไงวะ""กาย หยุดนะ" คนตัวเล็กฉุดแขนเขาให้นั่งลงเมื่อกรัณย์ทำท่าเหมือนจะโจมตีใส่แทนไท"ดูท่าผมคงทำให้คุณกายไม่พอใจสินะครับ ต้องขอโทษด้วยครั
นักเขียนสาวเริ่มทำงานที่คั่งค้างไว้ ที่ต้องหอบงานมาทำนอกสถานที่ก็เพราะเธอคงทำงานไม่ได้หากต้องอยู่ในพื้นที่เดียวกับกรัณย์ จะให้กลับไปทำที่ห้องของตนเองก็เงียบไปจนคิดงานไม่ออกเพราะมัวแต่คิดถึงหน้าเขา ที่เดียวที่จะช่วยให้สมองเธอแล่นได้คงมีแต่คาเฟ่แห่งนี้"อัปรูปสักหน่อยดีกว่า"พริมาจัดแจงพื้นที่สำหรับเขียนงาน ซึ่งร้านก็มีโซนสำหรับความเป็นส่วนตัวไว้ให้ลูกค้าที่ต้องการทำงาน เธอถ่ายรูปบรรยากาศภายในร้านก่อนจะอัปลงโซเชียลตามที่เคยทำโดยไม่ได้คิดว่าเป็นการบอกพิกัดใคร เพราะส่วนมากก็มีแค่คนรู้จักเท่านั้นที่ติดตามคนตัวเล็กนั่งทำงานพลางจิบกาแฟและกินขนมเค้กที่สั่งมาไปพร้อมกัน ชีวิตนักเขียนของเธอต้องแข่งกับเวลาอยู่พอสมควรหากหัวไม่แล่นเธอก็ไม่สามารถบรรจงเขียนออกมาได้ การเขียนแต่ละเรื่องจึงต้องใช้สมาธิและจินตนาการให้ได้มากที่สุด"อ้าว! คุณพิม" เสียงทักทายของผู้มาใหม่เรียกให้พริมาสนใจเขา"คุณแทน" พริมาเงยหน้าจากโน้ตบุ๊กขึ้นมองตามเสียงที่เรียกชื่อเธอ ช่างเป็นเรื่องบังเอิญเหลือเกินที่นักเขียนในดวงใจของเธอก็มาร้านนี้ด้วยเช่นกัน"บังเอิญจังเลยนะครับ ไม
พอถึงเวลาบ่ายโมงนักศึกษาคณะมนุษย์ศาสตร์เดินออกจากตึกคณะเพื่อไปที่อื่นต่อ บางคนมีงานต้องไปทำ บางคนอาจจะมีเรียนต่อ หรือบางคนนัดกับคนรักเอาไว้"แหมๆ ช่วงนี้แฟนเด็กมารับ มาส่งทุกวันเลยนะ" เพื่อนในกลุ่มพากันแซวเมื่อเห็นชายหนุ่มในชุดมัธยมนั่งรอพริมาอยู่ที่รถมอเตอร์ไซต์คันใหญ่"แฟนเด็ก
สี่ปีก่อนหน้านี้...สองครอบครัวไม่ค่อยลงรอยกัน แต่กลับอยู่บ้านข้างกันมีเพียงรั้วสูงแค่อกเท่านั้นที่กั้นเอาไว้ สองบ้านไม่ถูกกันด้วยเรื่องอะไรไม่มีใครรู้ เพราะเป็นแบบนี้มาเนิ่นนานจนจำไม่ได้ว่ากี่ปี ถ้าถามว่าทำไมเธอไม่ย้ายบ้านหนีคำตอบของพวกผู้ใหญ่ก็คงบอกว่าจะย้ายทำไมในเมื่อนี่เป็นบ้านของเรา
เมื่อถึงวันนัดพบ ชายหนุ่มนั่งหน้าขรึมยกนาฬิกาดูเวลาครั้งแล้วครั้งเล่าคนที่อยากเจอก็ยังไม่ปรากฏตัวมาเสียที จนเขาเริ่มมีน้ำโห"นี่คุณผู้กำกับโทรตามนักเขียนของคุณสิ""แต่คุณกาย นี่ยังไม่ถึงเวลานัดเลยนะครับ พวกเรามาก่อนเวลาตั้งครึ่งชั่วโมงนะครับ""ก็โทรเร่งสิ" กรัณย์จี้ให้ค
ชายหนุ่มใบหน้าหล่อคมคาย สันจมูกเด่นชัดรวมถึงสันกรามที่เข้ากับรูปหน้าอย่างไม่มีที่ติ บุคคลิกของเขาคือหนุ่มขี้เล่น ยิ้มเก่ง คอยแจกความสดใสให้กับคนรอบข้าง แต่ความจริงแล้วเขานั้นร้ายยิ่งกว่าซาตาน"โอ๊ย! บอกว่าไม่รับงานแล้วไง" น้ำเสียงไม่สบอารมณ์กระชากอย่างไม่พอใจก่อนจะโยนเอกสารในมือทิ้งลงพื้






![เด็กแสบของคนเถื่อน (NC20+) [ซีรีส์ คนเถื่อน 3/4]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
