Masukทั้งสี่คนแยกย้ายกันกลับหลังเจรจาเรียบร้อย ราเชนอาสาไปส่งเธอ แต่คนตัวเล็กกลับปฏิเสธเพราะมีที่ที่ต้องไปก่อนกลับคอนโดโดยที่เธอไม่รู้เลยว่ามีใครบางคนเดินตามเธอมาตั้งแต่ร้านอาหาร
ขาเรียวสวยเลี้ยวเข้าร้านหนังสือแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากร้านอาหารมากนัก เธอจึงเดินเท้ามาแทนการนั่งรถประจำทางเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายและยังได้ออกกำลังกายไปในตัว "สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่าที่นี่มีหนังสือเรื่องนี้ไหมคะ พอดีเห็นในเพจบอกร้านนี้มีขายน่ะค่ะ" เมื่อเดินหาจนรอบร้าน แต่ยังไม่เจอเรื่องที่หาเธอจึงเดินเข้าไปถามพนักงานหน้าร้าน "เรื่องนี้ต้องสั่งจองค่ะ ที่วางหน้าร้านเพิ่งหมดไปเมื่อเช้าเองค่ะ" "ถ้าสั่งจะได้รับวันไหนคะ" "ประมาณเจ็ดวันค่ะ ทางร้านจะติดต่อไปถ้าหนังสือมาถึงค่ะ" "ค่ะ ถ้างั้นขอสั่งไว้ก่อนค่ะ" "ได้ค่ะ เดี๋ยวรบกวนกรอกรายละเอียดลงในใบนี้นะคะ" พนักงานยื่นกระดาษให้เธอเขียนรายละเอียดหนังสือที่ต้องการจะจองก่อนจะจ่ายเงินให้เรียบร้อย พริมาเดินดูหนังสือเล่มอื่นอีกรอบ เธอรู้สึกเหมือนมีสายตาคู่หนึ่งกำลังมองมาที่เธอ แต่พอหันไปก็ไม่เจอใคร ทำให้เธอสัมผัสได้ถึงความไม่ปลอดภัย การใช้ชีวิตตัวคนเดียวส่งผลให้เธอต้องระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา หญิงสาวก้าวขาฉับๆ หนีคนที่ตามมา เธอไม่รู้ว่าเงาตะคุ่มที่ตามเธอติดนั้นเป็นใครและต้องการอะไร แม้จะเป็นช่วงกลางวันแสกๆ เธอก็ไม่ได้รู้สึกปลอดภัยเลยสักนิด หมับ! จู่ๆ มือหนาของใครบางคนก็คว้าเข้าที่แขนเล็กของคนที่มัวแต่ก้มหน้าเดินตรงไม่สนใจใคร "ปล่อยนะ!" พริมารีบสะบัดแขนออกไม่ทันได้หันมามองว่าใครที่จับแขนเธอ "พี่พิม ผมเอง" น้ำเสียงของคนด้านหลังเอ่ยออกมาก่อนจะถอดหมวกเผยใบหน้าชัดๆ ให้เธอเห็น "กาย!" "จำผมได้ด้วยเหรอครับ" กรัณย์ยอมปล่อยแขนเธอออกแล้วยืนกอดอกทำหน้าบึ้งตึงใส่ "ก็เราเพิ่งเจอกันเมื่อกี้นี่คะ" คนตัวเล็กแกล้งทำไขสือ เธอเผลอลืมตัวเรียกชื่อเขาห้วนๆ ไปเสียแล้ว "แน่ใจเหรอครับว่าเราแค่เพิ่งเจอกัน" "ค่ะ ก็เราไม่รู้จักกันนี่คะ" "หึ! แกล้งเนียนให้ได้ตลอดนะครับ" "ฉันไม่ได้แกล้งเนียน แต่เราไม่ได้รู้จักกันจริงๆ" พริมายังคงเล่นละครต่อไปจนเนียนเสียกว่าคนเป็นนักแสดงอย่างกรัณย์ "ไม่รู้จักก็ไม่รู้จัก" "ถ้าไม่มีอะไรแล้วฉันขอตัว" "เฮ้ย! พี่ระวัง" เสียงทุ้มรีบร้องห้ามเมื่อหญิงสาวสะบัดหน้าหนี ด้วยความไม่ทันมองทำให้หน้าผากของเธอชนเข้ากับป้ายตรงหน้าเสียงดังโป๊ก! "โอ๊ย! เจ็บๆ" พริมายกมือกุมหน้าผากตัวเอง "พี่นี่เนอะ ยังซุ่มซ่ามเหมือนเดิม" กรัณย์ฉวยโอกาสจับใบหน้าของเธอให้เงยขึ้น สองสายตาสบกันโดยไม่ตั้งใจ แต่เป็นพริมาที่หลบตาเขาก่อน "ทำไมไม่สบตาล่ะ" "ไม่มีความจำเป็นนี่คะ" "แล้วทำไมไม่ระวังล่ะ ถ้าชนแรงกว่านี้หัวแตกได้เลยนะ" คนตัวโตเผลอเอ็ดด้วยความเป็นห่วง ไม่ว่าจะตอนนั้นหรือตอนนี้เธอก็ทำให้เขาเป็นห่วงได้ตลอด "ก็ฉันมองไม่เห็นนี่" "ผมถึงได้รีบจับมือพี่ไว้ไงไม่งั้นชนแรงกว่านี้ไปแล้ว" ที่เขารีบคว้ามือเธอก็เพราะคนตัวเล็กเล่นเดินก้มหน้าไม่สนใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ถือว่าโชคยังดีที่ครั้งนี้ชนไม่แรงมาก "ไม่ต้องมายุ่ง!" "คนเขาอุตส่าห์หวังดี รู้แบบนี้ปล่อยให้เดินชนหัวแตกไปเลยดีกว่า" "ทีหลังก็ไม่ต้องมายุ่ง เรารู้จักกันหรือไงคะ" "จะแกล้งทำเป็นไม่รู้จักจริงๆ ใช่ไหม" "ฉันไม่ได้แกล้งค่ะ ก็เราไม่รู้จักกันจริงๆ คุณก็เพิ่งบอกไปก่อนหน้านี้" พริมาเงยหน้าตอบอย่างมั่นใจ เธอกับเขาไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีกแล้วทำไมต้องเป็นคนรู้จักกันด้วย "จะเอาแบบนี้จริงๆ ใช่ไหม" "พูดเรื่องอะไรของคุณ" "พี่ยังไม่ลืมเรื่องของเราใช่ไหม" "..." ไร้คำตอบจากคนตรงหน้า ยิ่งทำให้คนใจร้อนไม่พอใจ "ตอบมาสิ! ยังไม่ลืมใช่ไหม!" น้ำเสียงเข้มตะคอกเสียงดังเพื่อเค้นคำตอบจากเธอ "เป็นบ้าอะไรของคุณ อยากให้คนอื่นมาเห็นหรือไง" พริมามองซ้ายมองขวาให้แน่ใจว่าไม่มีใครเห็น โชคดีตรงที่เธอยืนเป็นซอยเล็กๆ ไม่มีใครเดินผ่านไปผ่านมา "ช่างคนอื่นสิ!" "ฉันไม่มีอะไรจะพูดกับคุณทั้งนั้น ช่วยปล่อยมือฉันด้วยค่ะ!" เธอพยายามสลัดแขนออกจากการกอบกุมของเขา แต่ก็ไม่เป็นผลเธอไม่สามารถต้านทานแรงของเขาได้ "ไม่ปล่อย!" "มันจะมากไปแล้วนะคะ ถ้ายังไม่ปล่อยฉันจะโทรแจ้งตำรวจ" พริมาทำเป็นหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาขู่ให้คนตรงหน้ากลัว "แม่ง! พี่ก็เป็นแบบนี้ตลอด ทำไมชอบหนีอยู่เรื่อย" "ฉันไม่รู้หรอกนะว่าคุณพูดเรื่องอะไร แต่เราไม่ได้รู้จักกันค่ะ" หญิงสาวยังยืนยันคำเดิม เธอไม่ขอข้องเกี่ยวในชีวิตเขาอีกแล้ว ยิ่งตอนนี้เขาทั้งมีชื่อเสียงและเป็นที่ชื่นชอบของคนในสังคม เธอยิ่งต้องออกห่างเขา "ได้! จะทำแบบนี้จริงๆ ใช่ไหม พี่คงไม่รู้สินะว่าพี่เป็นคนทำให้ผมไม่เชื่อในความรักอีก พี่ทำให้ผมรักใครไม่ได้อีก พี่เป็นคนผิดรู้ไว้ด้วย!" กรัณย์ระบายออกมาหวังให้คนตรงหน้าปลอบโยน แต่เปล่าเลยพริมาได้แต่ยืนมองเฉยๆ แววตาไร้ความรู้สึก แม้แต่ความสงสารก็ไม่มี "ถ้าไม่มีอะไรจะพูดแล้วฉันขอตัวนะคะ" คนใจแข็งหันหลังเดินออกจากตรงนั้นทันที แต่หารู้ไม่ว่าตอนที่เธอหันหนีเขามาได้ น้ำตาเม็ดใสที่กลั้นเอาไว้ไหลอาบแก้มทั้งสองข้างอย่างห้ามไม่ได้ "ฉันขอโทษ...ฮึก" เธอได้แต่ขอโทษเขาซ้ำๆ ในตอนที่อยู่คนเดียว ความผิดทั้งหมดเริ่มต้นมาจากเธอ ในอดีตความสัมพันธ์ของเธอกับกรัณย์ค่อนข้างไปในทางที่ดี แม้ว่าครอบครัวเธอกับเขาจะเกลียดขี้หน้ากันก็ตาม ทว่าทั้งคู่ก็ได้แอบคบหากันโดยไม่บอกใครรู้ เขาเป็นรุ่นน้องเกือบสองปี แต่กลับรู้สึกถึงความโตเป็นผู้ใหญ่ที่คอยปกป้องเธอได้ "เรื่องของเรามันจบไปนานแล้วกาย ฉันขอโทษ" พริมาต้องเป็นทำใจแข็งแสร้งไม่รู้สึกอะไร ทั้งที่ในใจบอบช้ำแทบจะร้องไห้ หากให้ย้อนอดีตกลับไปได้เธอก็ยังมั่นใจว่าจะตัดสินแบบนี้ อย่างไรความสัมพันธ์ของเธอกับเขาไม่ว่าจะตอนนั้นหรือตอนไหนมันก็ไม่มีทางไปรอดได้ขาเรียวสวยก้าวฉับๆ ตรงดิ่งไปที่ห้องน้ำแล้วเปิดประตูออกอย่างรวดเร็ว ทว่าภาพตรงหน้าทำเอาทั้งเธอและเขาอึ้งตะลึงงันสองสายตาสบหากันโดยมิได้นัดหมาย สิ่งที่เธอเห็นคือชายหนุ่มไม่สวมกางเกงกำลังนั่งชักรูดแก่นกายที่ตั้งชันของตนเองด้วยมือข้างซ้ายที่ไม่ได้เป็นแผล"อะ...เอ่อ ขอโทษนะ" คนตัวเล็กรีบเอ่ยขอโทษแล้วเบือนหน้าหนีเตรียมจะออกจากห้องน้ำไปให้ไกล"เดี๋ยวพี่!" มือหนากลับฉุดรั้งเธอไว้ทัน"มะ...มีอะไรหรือเปล่า" พริมากลายเป็นคนติดอ่างพูดตะกุกตะกักแทบฟังไม่ได้ศัพท์"ช่วยผมหน่อยได้ไหม""ให้ช่วยอะไร?" เธอเริ่มใจไม่ดีกับคำขอของเขา"ผมทำไม่ถนัด พี่ช่วยหน่อยได้ไหม""นายจะบ้าหรือไง นายก็ทำเองสิ""แต่มือข้างนี้มันขยับแรงไม่ได้ ถ้าแผลมันฉีกล่ะ" กรัณย์ทำหน้าตาน่าสงสาร แต่การขอให้เธอช่วยเรื่องนี้มันแปลกเกินไปหรือเปล่า"แล้วใครใช้ให้นายมีอารมณ์ตอนนี้ล่ะ""มันห้ามได้ที่ไหนล่ะครับ" เธอคงไม่รู้ว่าเขาต้องอดกลั้นแค่ไหน ยิ่งมีเธอเข้ามาอยู่ใกล้ๆ เจ้าลูกชายขนาดห้าสิบแปดของเขาก็ยิ่งตื่นตัวขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ"งั้นก็ช่วย
"บอกแล้วไงว่าไม่ต้องมาหา ผมแค่เป็นแผลเองครับ" กรัณย์กรอกเสียงพูดกับคนในสายที่รั้นจะมาหาท่าเดียว[แค่ที่ไหนกัน นายต้องเย็บตั้งหกเข็มเลยนะให้ฉันไปคอยดูแลไม่ดีกว่าหรือไง] ผู้จัดการส่วนตัวอยากจะทำหน้าที่ของตัวเอง แต่คนเจ็บกลับไม่ต้องการ"แค่หกเข็มสบายมากครับ ช่วงนี้พี่ก็พักผ่อนให้พอแล้วกัน"[แน่ใจนะว่าไม่ต้องการคนดูแล ฉันเคยดูแลคนเจ็บ คนติดเตียงนะ ฉันอาบน้ำ เช็ดก้น ทำความสะอาดได้หมดเลยนะ] อำพลโอ้อวดสรรพคุณการเป็นอดีตผู้ช่วยพยาบาลที่คอยดูแลคนป่วยก่อนจะมาเป็นผู้จัดการส่วนตัวให้ดารา"พี่พล ผมยังไม่ถึงขั้นติดเตียงสักหน่อย แค่เป็นแผลเองครับ" กรัณย์เริ่มกุมขมับ เขาเป็นแผลเย็บหกเข็มไม่จำเป็นต้องมีคนดูแลมากมาย แค่พริมาที่เป็นพยาบาลจำเป็นคนเดียวก็เกินพอแล้ว[เอางั้นก็ได้ แต่ถ้ามีอะไรต้องโทรหาฉันทันทีเลยนะ รู้ไหม]"ครับๆ" ตอบรับปัดๆ แล้วกดวางสายทันที เขารู้ว่าอำพลเป็นห่วงแต่บางครั้งก็ทำเหมือนเขาเป็นเด็กเกินไป ตลอดหลายปีที่รู้จักกัน อำพลก็เปรียบเสมือนพี่ชายของกรัณย์ไปแล้ว ถึงบางทีจะน่ารำคาญไปหน่อยก็เถอะชายหนุ่มเจ้าของห้องนั่งรออย่างเบ
เช้าวันใหม่ข้าวต้มกุ้งส่งกลิ่นหอมฟุ้งทั่วทั้งห้องถูกจัดแจงวางบนโต๊ะอาหาร กรัณย์ค่อยๆ เดินมานั่งเงียบๆ ไม่ปริปากพูดอะไรออกมาเพราะกลัวเธอจะรำคาญ เขาจึงเลือกนั่งนิ่งๆ สงบเสงี่ยมเจียมตัวอย่างดี"ซี้ด" ด้วยความลืมตัวเขาเผลอยกแขนขวาขึ้นตักข้าวต้มเข้าปาก จู่ๆ ความเจ็บก็แล่นพล่านจนต้องร้องซี้ดเบาๆ ไม่ได้ออกอาการเล่นใหญ่แบบเมื่อวาน"อ้าปากสิ" พริมาเห็นท่าทีเงอะงะของเขาแล้วอดสงสารไม่ได้"ขอบคุณครับ" ชายหนุ่มต่างไปจากคนเมื่อวานลิบลับ เช้าวันนี้เขาไม่ร่าเริง ไม่เจ้าเล่ห์อย่างที่เคยเป็น แต่กลับเรียบร้อยผิดปกติจนน่าแปลกใจ"ถ้าอิ่มแล้วก็กินยา""วันนี้พี่ไม่ไปกองถ่ายเหรอครับ""ฉันขอลาหยุดแล้ว" พริมาอ้างกับราเชนว่าขอหยุดเขียนต้นฉบับเรื่องใหม่ให้จบ ราเชนจึงอนุญาตให้เธอหยุดพักเขียนงานได้ แต่บอกกับทุกคนว่าเธอป่วย"พี่ต้องเสียงานเพราะผมเหรอ""นายต่างหากต้องเสียงานเพราะฉัน เลิกคิดมากซะ" ถ้าไม่ใช่เพราะช่วยเธอป่านนี้กรัณย์คงได้ถ่ายงานต่อ"เมื่อวานผมขอโทษนะครับที่เซ้าซี้พี่มากเกินไป""อืม ช่างมันเถอะ""ถ้าพี่อ
อาหารที่สั่งมาส่งตรงต่อเวลา หญิงสาวจัดแจงใส่จานเสร็จสรรพพร้อมรับประทาน หน้าที่พยาบาลจำเป็นของพริมาดำเนินไปอย่างไม่เสียเวลาเปล่า เธอทำทุกอย่างเท่าที่พอทำได้"หืม? มีแต่ของโปรดผมทั้งนั้นเลย" ชายหนุ่มเจ้าของห้องเดินตามกลิ่นอาหารมานั่งที่โต๊ะ"งั้นเหรอ""พี่จำได้ด้วยเหรอว่าผมชอบกินอะไร" กรัณย์ดีอกดีใจที่อาหารมื้อนี้พริมาสั่งแต่ของโปรดมาให้เขา"ฉันไม่รู้หรอก ก็แค่กดๆ สั่งมาเฉยๆ" คนตัวเล็กทำเย็นชา กลบเกลื่อนสีหน้าไม่ให้เขาจับได้"เชื่อก็ได้ครับ""เชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่นาย กินได้แล้วเดี๋ยวจะเย็นหมด"ทันทีที่ตักอาหารเตรียมเข้าปาก จิตวิญญาณนักแสดงก็ได้เริ่มขึ้น มือข้างซ้ายไร้ผ้าพันแผลสั่นหงึกๆ ทำทีใช้งานไม่ถนัด ส่วนแขนขวาก็ยังคงพันไว้ด้วยผ้าพันแผลซึ่งหมอไม่ให้ใช้งานแขนข้างนี้เพราะกลัวแผลจะปริหรืออักเสบขึ้นมา ทำให้กรัณย์จำเป็นต้องใช้งานมือซ้ายในการกินอาหารมื้อนี้"เฮ้อ! กินไม่ถนัดเลย" เสียงทุ้มบ่นอุบอิบด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์พริมาไม่พูดไม่จาเธอลุกขึ้นขยับมานั่งข้างเขาก่อนจะตักอาหารป้อนเข้าปากคนที่บ่น
"แค่ช่วงนี้เท่านั้น! ห้ามต่อรอง ห้ามมีข้อแม้อีก และก็ห้ามล่วงเกินฉัน" พริมายื่นคำขาด เธอจะไม่ยอมเผลอตัวให้เขาอีกแล้ว ถึงครั้งก่อนจะจำไม่ได้เลยก็ตาม"แต่ถ้าพี่ยอมเองก็ไม่ถือว่าล่วงเกินใช่ไหมครับ""ถ้านายยังไม่หยุดพูดมาก ฉันจะยกเลิกข้อตกลงทั้งหมด""ครับๆ จะรูดซิปกางเกง เอ้ย! ซิปปากอย่างดีเลยครับ" คนกะล่อนทำหน้าทำตาทะเล้นใส่ แกล้งพูดผิดทั้งที่รู้ว่าต้องโดนโกรธ แต่ก็ยังอยากจะแกล้งให้เธอโมโห"ฉันจะถือว่าไม่ได้ยินแล้วกันนะ แล้วก็เมื่อกี้พี่เชนส่งข้อความมาบอกว่าให้นายกลับไปพักไม่ต้องไปถ่ายต่อแล้ว พวกเขาจะถ่ายฉากอื่นระหว่างที่นายยังไม่หายดีไปก่อน" พริมาร่ายยาวเหยียดแต่อีกคนกลับไม่ได้ฟังเสียงเธอเลย เขามัวแต่มองปากเล็กขมุบขมิบอยากจับมาจูบเสียให้สิ้นเรื่อง"นี่! ได้ฟังที่ฉันพูดไหม""ครับๆ ฟังครับ" ฟังที่ไหนกัน เขาไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเธอพูดเรื่องอะไรคนตัวโตทำเป็นสำออยเดินเองไม่ไหวต้องให้เธอช่วยพยุงมาจนถึงรถทั้งที่เขาเจ็บแขนไม่ได้เจ็บขาเสียหน่อย แต่พริมาไม่อยากค้านมากเพราะตอนนี้กรัณย์ถือเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตเธอไว้"ไปหัดข
พริมาออกจากคอนโดแต่เช้าเพื่อเลี่ยงการเจอหน้าคนที่ไม่อยากเจอ ถึงจะพยายามหลบหน้าแค่ไหนถึงอย่างนั้นก็ต้องมาเจอกันที่กองถ่ายอยู่ดี แล้วแบบนี้เธอจะหนีเขาพ้นได้อย่างไร "เฮ้อ! หรือเราจะย้ายคอนโด แต่ค่ามัดจำก็ไม่ได้คืนน่ะสิ" คนตัวเล็กพึมพำคิดไม่ตกอยู่คนเดียว เธอจะหนีกรัณย์ไปเรื่อยๆ แบบนี้คงไม่ได้ มีแต่ต้องเผชิญหน้าและข่มใจตัวเองไม่ให้เผลอคิดเกินเลยกับเขาอีก ท่ามกลางกองถ่ายละครที่มีทีมงานพากันวิ่งวุ่นวาย พริมาที่ไม่มีหน้าที่ในส่วนนั้นทำได้แค่ยืนหลบมุมเงียบๆ ไม่ให้เป็นที่เกะกะของใคร เธอพยายามทำให้ตัวเองเป็นตัวถ่วงให้น้อยที่สุด แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น "พี่พิม!" เสียงเรียกของกรัณย์คือสิ่งสุดท้ายที่เธอได้ยินก่อนทุกอย่างจะเกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว โครม! เพล้ง! เสียงหลอดไฟในกองถ่ายหล่นลงมาแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ ทีมงานพากันวิ่งมาดูความปลอดภัยของคนที่อยู่ใกล้บริเวณนั้น ทว่าคนที่ควรจะได้รับบาดเจ็บกลับไม่มีแผลแม้แต่รอยข่วน แต่เป็นชายหนุ่มอีกคนที่วิ่งเอาตัวเองมาขวางเอาไว้จนเศษจากหลอดไฟบาดที่แขนเป็นทางยาว เลือดไหลอาบเรียกความตกใจของท
สี่ปีก่อนหน้านี้...สองครอบครัวไม่ค่อยลงรอยกัน แต่กลับอยู่บ้านข้างกันมีเพียงรั้วสูงแค่อกเท่านั้นที่กั้นเอาไว้ สองบ้านไม่ถูกกันด้วยเรื่องอะไรไม่มีใครรู้ เพราะเป็นแบบนี้มาเนิ่นนานจนจำไม่ได้ว่ากี่ปี ถ้าถามว่าทำไมเธอไม่ย้ายบ้านหนีคำตอบของพวกผู้ใหญ่ก็คงบอกว่าจะย้ายทำไมในเมื่อนี่เป็นบ้านของเรา
เมื่อถึงวันนัดพบ ชายหนุ่มนั่งหน้าขรึมยกนาฬิกาดูเวลาครั้งแล้วครั้งเล่าคนที่อยากเจอก็ยังไม่ปรากฏตัวมาเสียที จนเขาเริ่มมีน้ำโห"นี่คุณผู้กำกับโทรตามนักเขียนของคุณสิ""แต่คุณกาย นี่ยังไม่ถึงเวลานัดเลยนะครับ พวกเรามาก่อนเวลาตั้งครึ่งชั่วโมงนะครับ""ก็โทรเร่งสิ" กรัณย์จี้ให้ค
ชายหนุ่มใบหน้าหล่อคมคาย สันจมูกเด่นชัดรวมถึงสันกรามที่เข้ากับรูปหน้าอย่างไม่มีที่ติ บุคคลิกของเขาคือหนุ่มขี้เล่น ยิ้มเก่ง คอยแจกความสดใสให้กับคนรอบข้าง แต่ความจริงแล้วเขานั้นร้ายยิ่งกว่าซาตาน"โอ๊ย! บอกว่าไม่รับงานแล้วไง" น้ำเสียงไม่สบอารมณ์กระชากอย่างไม่พอใจก่อนจะโยนเอกสารในมือทิ้งลงพื้
พอถึงเวลาบ่ายโมงนักศึกษาคณะมนุษย์ศาสตร์เดินออกจากตึกคณะเพื่อไปที่อื่นต่อ บางคนมีงานต้องไปทำ บางคนอาจจะมีเรียนต่อ หรือบางคนนัดกับคนรักเอาไว้"แหมๆ ช่วงนี้แฟนเด็กมารับ มาส่งทุกวันเลยนะ" เพื่อนในกลุ่มพากันแซวเมื่อเห็นชายหนุ่มในชุดมัธยมนั่งรอพริมาอยู่ที่รถมอเตอร์ไซต์คันใหญ่"แฟนเด็ก







