Masuk///ณ โรงพยาบาล///
เขมมิกาตื่นมากลางดึก หญิงสาวมองไปรอบ ๆ ห้อง ซึ่งพบว่าเนเน่กำลังนอนอยู่บนเตียงเฝ้าไข้ เธอแอบหวังว่าจะเป็นเขา แต่แล้วกลับไม่ใช่คนที่หัวใจกำลังเพรียกหา นานแค่ไหนแล้วที่เธอกับปรเมศไม่ได้พูดกัน แม้แต่หน้าเธอเขายังไม่อยากมองด้วยซ้ำ
“ถ้าการอยู่กับฉันมันทำให้คุณเจ็บปวด ฉันยินดีที่จะหย่าแล้วคืนอิสระให้กับคุณ” หญิงสาวพูดออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ๆ น้ำตาของเธอไหลออกมาอย่างไม่ทันตั้งตัว
เวลานี้นอกจากตัวเองแล้วยังมีทารกน้อยในครรภ์ เธอไม่อยากตกอยู่ในภาวะเครียด เพราะมันไม่เป็นผลดีต่อเด็ก การเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวมันอาจส่งผลดีกว่าหลายเท่า ถ้าเปรียบกับกับการที่เธอต้องมานั่งร้องไห้ฟูมฟาย เพราะผู้ชายที่เขาหมดใจ
“เขม... แกตื่นแล้วเหรอ... หิวไหม”
“อืม...”
“รอแป๊บนะ เดี๋ยวอุ่นเกี๊ยวน้ำให้ซดร้อน ๆ”
เขมมิกาถึงกับยกยิ้มมุมปาก อย่างน้อยในยามสิ้นหวังก็ยังมีเพื่อนที่แสนดีอย่างเนเน่ ถึงแม้สามีของเธอเขาจะไม่ใยดีแล้วก็ตามที
ถ้าหากกลับบ้านไปครานี้ เธอตัดสินใจเอาไว้อย่างแน่วแน่ ควรพาตัวเองออกมาจากชีวิตที่เริ่มดิ่งลงสู่ก้นเหว เพราะนับวันความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับปรเมศมีแต่แย่ลงทุกที
“ได้แล้วระวังร้อนนะ”
“ขอบใจมากนะเนเน่”
“หมอบอกว่าคนท้องจะชอบหิวตอนดึก ฉันก็เลยซื้อมาเผื่อไว้น่ะ” ความใส่ใจของเพื่อนส่งผลให้เขมมิการู้สึกซาบซึ้งจนน้ำตาคลอ
“เนเน่...”
“หืม... มีอะไรหรือเปล่า”
“เขมตัดสินใจแล้ว เขมจะหย่า!”
“เรื่องนั้นค่อยว่ากันอีกที ตอนนี้แกกินก่อนดีกว่า อย่าเพิ่งเอาปัญหาเข้ามาบั่นทอนจิตใจ แกไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวแล้วนะ ต่อไปแกยังมีลูกที่ต้องปกป้องดูแล... เข้าใจไหม”
“อืม...” เขมมิกาส่งยิ้มบาง ๆ ให้กับเพื่อนรักอีกครั้ง ก่อนที่เธอจะหันกลับมาลงมือรับประทานเกี๊ยวน้ำต่อ เพราะถึงยังไงเด็กคนนี้ก็มีความสำคัญกับเธอมาก
ต่อให้เขมมิกาพยายามไม่คิดอะไร แต่ความน้อยเนื้อต่ำใจยังคงเกิดขึ้นกับเธอ ผู้ชายที่เคยให้คำมั่นสัญญา ไม่ว่าสุขหรือทุกข์ก็จะไม่ทอดทิ้งกัน ในเวลานี้เขากลับหายไปจากชีวิตของเธอ
“อิ่มแล้วเหรอ”
“อิ่มแล้ว”
“ดื่มน้ำก่อน”
“ขอบใจนะ”
“ฉันขอถามอะไรแกหน่อยสิ” เนเน่ยกถาดอาหารและแก้วน้ำไปเก็บ พลางเดินกลับเอ่ยปากถามเขมมิกา
“ถามอะไรเหรอ ทำไมดูเครียดจัง”
“เรื่องพี่สาวของแกน่ะ แกจะไม่บอกความจริงให้คุณปรเมศจริง ๆ เหรอ”
“รู้ไปก็เท่านั้น ยังไงพี่มิ้นก็เป็นคนในครอบครัวของเขมอยู่ดี”
“ทั้งที่เขาไม่เคยเห็นแกเป็นน้องสาวเลยเนี่ยนะ”
“เขมออกจากบ้านหลังนั้นมานานหลายปีแล้ว แต่อย่างน้อยครั้งหนึ่งคุณปรเมศก็เคยช่วยเหลือเขมให้พ้นจากความเลวร้าย ถึงแม้เขาจะเปลี่ยนไปก็ตามที เขมรู้ดีว่าเขาเสียใจแค่ไหน หลังจากที่แม่เขาเสียไป
เนเน่เอื้อมมือไปคว้ามือของเขมมิกามากุมเอาไว้ เธอเริ่มเข้าใจเพื่อนมากขึ้น แต่ปรเมศก็ไม่มีสิทธิ์ทำร้ายจิตใจเพื่อนรักของเธอ ความผิดของพี่สาวต่างสายเลือด เหตุใดผู้เป็นน้องต้องเข้ามามีส่วนรับผิดชอบด้วย
หลายเดือนผ่านไป ดูเหมือนชีวิตของคนเรา มักจะเรื่องให้เซอร์ไพร์สอยู่เสมอเฉกเช่นมินดา ที่กำลังเดินเข้ามาหาชายสูงวัย พลางส่งที่ตรวจครรภ์ให้กับนายปราวิน (เมฆา) ใบหน้าของหล่อนแสดงความดีใจออกมา ราวกับแรงใจแรงกายที่ทุ่มเทลงไปบรรลุตามวัตถุประสงค์ “ท่านไม่ดีใจเหรอคะ ตอนนี้มิ้นต์ท้องได้หกสัปดาห์แล้ว ลูกของเราจะหน้าตาเหมือนใครกันนะ” หล่อนยังคงแสดงความออดอ้อน เล่นละครตามบทที่กำกับเอาไว้ “ผมว่าเด็กคนนี้หน้าตาคงเหมือนคุณมากกว่า ยังไงคงไม่มีทางเหมือนผมแน่นอน” ชายสูงวัยพูดออกมาด้วยใบหน้าเรียบเฉยเขาไม่ตื่นเต้นดีใจเลยสักนิด จนมินดาคิดว่ามันแปลก ๆ เพราะก่อนหน้านี้เขาอยากมีลูกกับหล่อนจนตัวสั่น “ลูกของเราก็ต้องหน้าตาเหมือนเราสิค่ะ” “มินดาคุณแน่ใจเหรอว่าเด็กคนนี้เป็นลูกของผม” “ทำไม่ท่านตั้งคำถามแบบนี้คะ มิ้นต์เสียใจนะคะ” หล่อนแสร้งทำเป็นบีบน้ำตา ทว่าอีกฝ่ายกลับมองเห็นเพียงน้ำตาจระเข้ หาความจริ
ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยที่กำลังนอนนิ่งอยู่บนเตียง เขมมิกาไม่สามารถคาดเดาความรู้สึกของเขาได้เลย เธอไม่รู้ว่าหากเขาฟื้นขึ้นมา จะยังคงเป็นผู้ชายคนเดิมที่ต้องการเธอกับลูกอยู่หรือเปล่า “คุณพ่อตัวหอมจัง มิรารักคุณพ่อนะคะ แม่ล่ะ... แม่รักพ่อหรือเปล่าคะ” คำถามที่แสนธรรมดา ทว่าเขมมิกากลับรู้สึกสะเทือนใจ ความรักมันไม่เคยทำร้ายใคร การหมดรักกันต่างหากที่จ้องทำร้ายอีกฝ่าย ซึ่งสำหรับเธอมันไม่ใช่ตราบใดที่คำว่ารัก ยังคงก้องอยู่ในหัวใจของเขาและเธอ “แม่ไม่เคยหมดรักพ่อเลย เคยรักยังไงวันนี้ก็ยังเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือการได้เรียนรู้ที่จะรักมากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ” ถ้อยคำเหล่านั้นกลั่นกรองมาจากก้นบึ้งของหัวใจ ไม่ว่านานแค่ไหนความรักที่เธอมีให้เขาก็ยังคงเดิม ///// หลังจากรับประทานมื้อเย็นเสร็จ มิราคุยกับป้าพิกุลถูกคอ เธอเรียกนางว่าคุณย่าจนหญิงสูงวัยยิ้ม
หลายวันผ่านไป ศาสตราจารย์ด็อกเตอร์ปรเมศถูกส่งตัวเข้ามารักษาในโรงพยาบาลเอกชล โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านมาก จึงทำให้เขมมิกากับลูกสาวเดินทางสะดวกขึ้น กลางวันทำงานกลางคืนเธอมาเฝ้าเขาไม่ห่าง ส่วนมิราบางครั้งก็ค้างกับมาลิคและเนเน่ บางทีก็อยู่เป็นเพื่อนมารดาคอยพูดให้กำลังใจ และยังเล่าเรื่องราวที่เจอมาแต่ละวันให้บิดาฟังด้วยน้ำเสียงเจี๊ยวจ๊าว ความรู้สึกของหญิงสาวเริ่มใจอ่อนยอมอภัยให้เขาแล้ว ทว่าไม่รู้อีกนานแค่ไหนศาสตราจารย์ด็อกเตอร์ปรเมศถึงจะฟื้นสักที “คุณนทีเรื่องคดีไปถึงไหนแล้วคะ” หญิงสาวเอ่ยถามชายหนุ่มออกมาด้วยใบหน้าแฝงไปด้วยร่องรอยของความเหนื่อยล้า เธอแทบหมดแรงหลังจากนายแพทย์แจ้งว่า ศาสตราจารย์ด็อกเตอร์ปรเมศอาจหลับยาว เป็นเดือนหรือปีอยู่ที่กำลังใจหรือบางทีเขาอาจไม่ตื่นขึ้นมาเลยก็เป็นได้ “ตอนนี้รองอธิการฐานินถูกจับและริบทรัพย์สินทั้งหมด ลูกกับภรรยาของเขาอาจโดนร่างแหไปด้วย ไม่ต้องห่วงนะครับเขาถูกขังจนลืมอย่างแน่นอน” เพราะหลักฐานมัดตัว ซ้ำยังมีคดีพยา
เวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง ศาสตราจารย์ด็อกเตอร์ปรเมศได้โผล่มาเจอทุกคน ที่กำลังนั่งพักพอดี ซึ่งทำให้เซญ่าดีใจจนยิ้มไม่หุบ “ศาสตราจารย์ไปไหนมาคะเซญ่าเป็นห่วงแทบแย่” “พอดีผมเดินไปสำรวจต้นไม้ที่เพิ่งหามาให้ชาวบ้านปลูกน่ะครับ” “ดีจังเลยค่ะ ชาวบ้านที่นี่โชคดีมากเลยนะคะ ที่มีศาสตราจารย์คอยให้ความรู้เกี่ยวกับการเพาะปลูก รวมไปถึงผลไม้ทางเศรษฐกิจ” “ก็ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ” คราวนี้เขาพูดพลางกวาดสายตามองหาด็อกเตอร์เขมมิกา ทว่ากลับไม่เจอแม้แต่เงาของเธอ “พักอีกสักห้านาทีนะครับ” เสียงผู้ใหญ่บ้านดังขึ้น “เดี๋ยวก่อนนะครับผู้ใหญ่ ใครเห็นด็อกเตอร์เขมมิกาบ้าง” “ผมก็เห็นเธอเดินตามมาติด ๆ นี่ครับ” “ใช่ค่ะ ด็อกเตอร์เขมมิกาเดินเป็นคนสุดท้ายแล้วเธอหายไปไหน” อาจารย์ผู้หญิงอีกคนพูดขึ้นด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “หรือว่าเธอไปทำธุระส่วนตัว” “ถ้าไปก็ต้องบอ
“สวยไหม” “อืม... ก็สวย” “มานั่งตรงนี้สิ เดี๋ยวผมถ่ายรูปให้” “ฉันไม่ชอบถ่ายรูปค่ะ” “พูดแบบนี้คุณกำลังหึงผมอยู่หรือเปล่า” “ทำไมฉันต้องหึงคุณด้วยล่ะ ในเมื่อเราสองคนไม่ได้เป็นอะไรกัน” “ใจแข็งจัง... อีกนานแค่ไหนคุณจะให้อภัยผม” “คงไม่มีวันนั้นหรอกค่ะ” “ผมยินดีชดใช้ความผิดนั้นด้วยชีวิต ขอแค่คุณยอมอภัยให้ผม” “ถ้าเทียบกับมิราชีวิตของคุณไม่ได้มีค่ามากพอ” “เขม...” น้ำเสียงตัดพ้อขอความเห็นใจกลับไม่มีผลต่อเขมมิกา “ขอโทษนะคะศาสตราจารย์! ฉันไม่ใช่นักบวชที่จะปล่อยวางเรื่องราวในอดีตลงได้” “ผมเองก็ไม่ใช่นักบุญ”
“ผมกับเขมมิกาเป็นพี่น้องต่างบิดา ส่วนมิราคือหลานสาวที่ผมรักเหมือนลูกแท้ ๆ” “ฮะ!...” ทับทิมถึงกับพูดไม่ออก หล่อนแพ้แล้วแพ้เนเน่ทุกประตู “เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เอาผู้หญิงคนนี้ไปส่งตำรวจ” “ไม่นะ! ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย” “คุณเป็นคนปล่อยข่าวผมกับเน่เน่ ภรรยาของผมถูกสังคมตราหน้าว่าแย่งสามีเพื่อนตัวเอง ผมจะดำเนินคดีอย่างที่สุด ให้พ่อของคุณไปเจรจากับตำรวจที่โรงพักเองแล้วกัน” “ปล่อยฉันนะ! พี่เนเน่ช่วยฉันด้วยสิ ฉันเป็นน้องสาวของพี่นะ” เสียงของทับทิมไม่มีผลต่อความรู้สึกของเนเน่เลยสักนิด “ทุกคนจำเอาไว้ ใครก็ตามที่แตะต้องภรรยาของผมได้เจอดีแน่” คำขู่ของท่านประธานหนุ่มทำเอาพนักงานทุกคนก้มหน้าไม่กล้าสบตาคม ซึ่งพร้อมพิฆาตคนคิดร้ายภรรยาของเขา “ขอบคุณนะคะที่คุณปกป้องเนเน่” “คุณคือภรรยาของผมนะที่รัก คราวหลังไม่ต้องไปยอมใครหัดสู้กลับบ้าง ผมพร้อมเป็นแม่ทัพคอยหนุนหลังคุณตลอดเ







