INICIAR SESIÓN“ฉัน...”
“หาย...หายใจ...ไม่ออก” เธอต่อว่าเขา อยากทำมากกว่า แต่บางทีการแกล้งตัวทำโง่ๆ อาจจะดีกว่า แค่จูบยังไม่ได้เสียตัวสักหน่อย!
“ฉันขอโทษ...” เขาพูดเสียงเบาอย่างไม่เคยทำกับหญิงใดมาก่อน “กลัวหรือไม่”
“อื้ม” เธอพยักหน้าแรงๆ “เจ็บ”
“คราวหน้าจะไม่ทำให้เจ็บอีก”
‘หา! ยังจะมีครั้งหน้าอีกเหรอ!’
ย่าหยาส่ายหน้ารัวๆ
“ไม่เอาแล้ว!”
คราวนี้ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอ เขาเงี่ยหูฟังดูเหมือนบ่าวในเรือนมาแอบพลอดรักกันยังไม่จบศึกง่ายๆ เขาก้มมองคนตัวเล็กที่ขมวดคิ้วยุ่งเหยิง คงทั้งกลัวทั้งตกใจ
“จะ...จะขึ้นเรือน”
“ฉันไปส่ง”
“กะ...กลับ...กลับเองได้” เพราะเขาคลายวงแขนออกแล้วทำให้เธอก้มตัวรอดใต้รักแร้ของเขาออกมา แต่เดินได้ก้าวเดียวแข้งขาที่ยังไม่แรงก็พาให้ตัวเซไปมา สินธุ์เห็นแล้วก็หมุนตัวไปช้อนร่างเล็กอุ้มขึ้นมาทันที
“คุณสินธุ์!”
“อย่าเสียงดัง ประเดี๋ยวก็ตื่นกันทั้งเรือน”
เขาขู่แต่กลับยิ้มละไม ทำให้คนตัวเล็กหยุดดิ้นรนและยอมอยู่นิ่งๆให้เขาอุ้มไปส่งจนใกล้ถึงเรือนจึงปล่อยให้เธอยืนด้วยตัวเอง
“คราวหน้าคราวหลังอย่าลงเรือนเดินคนเดียวเช่นนี้อีก”
ย่าหยาพยักหน้ารับแล้วรีบสาวเท้ากลับขึ้นเรือนอย่างรวดเร็วด้วยหัวใจเต้นรัว
แค่จูบ! แค่จูบเท่านั้น เขาคงเมา บรรยากาศพาไป ไม่มีอะไรเกินเลยสักนิด!
ชายหนุ่มเดินมาถึงเรือนก็โบกมือไล่บ่าวรับใช้ไปให้พ้นหน้า เขาไม่เหมือนพี่ชายในเรือนจึงไร้บ่าวไพร่ ความเงียบสงบคือสิ่งที่เขาปรารถนาแต่มันเหมือนถูกทำลายไปสิ้นตั้งแต่วันที่เขาเข้ามาในห้องนอนของตนแล้วพบร่างอรชนหลับใหลบนเตียง
สินธุ์ทิ้งตัวลงนอน เขาหลับตาพลางนึกถึงภาพในวันนั้นซึ่งเขาคิดไปว่าเธอเป็นบ่าวที่หวังจะเลื่อนฐานะเป็นเมียเขา ครั้งนั้นเขาคิดแค่จะข่มขวัญเล็กๆ น้อยๆ แต่เมื่อเข้าใกล้กลับรู้สึกอยากสัมผัส ราวกับกำลังแตะต้องของต้องห้าม กลิ่นหอมอ่อนๆ จากเรือนกายเย้ายวนและปลุกเร้าเลือดในกายจนเดือดพล่าน จนเมื่อเจ้าของร่างอรชนลืมตามองเขาด้วยแววตาตื่นตระหนก เขาก็รู้สึกปรารถนาจะครอบครองเธอทั้งตัวและหัวใจ
เป็นความปรารนาที่รุนแรงยากเกินจะบรรยาย
ชายหนุ่มไม่เข้าใจตนเองนัก เขาเป็นหนุ่มนักเรียนนอก เคยไปเรียนหนังสือที่อังกฤษถึงสี่ปีด้วยทุนหลวง พบเจอหญิงสาวต่างเชื้อชาติมากหน้าหลายตา แต่กลับไม่เคยมีใครทำให้เขารู้สึกต้องการได้รุนแรงถึงเพียงนี้ ทั้งที่เธอก็ไม่ได้สวยเลิศเลอมากกว่าหญิงสาวผู้ใด ตัวก็เล็กซ้ำยังพูดจาตะกุกตะกัก ดูแลตัวเองก็แทบไม่ได้ แต่เขากลับอยากเป็นฝ่ายดูแลเสียอย่างนั้น
ความรู้สึกเช่นนี้มันคืออะไรกันแน่
ขณะที่ใจประหวัดถึงหญิงสาวเจ้าของแววตาใสซื่อคู่นั้น ร่างกายของเขากลับซื่อสัตย์ยิ่งกว่า มันร้อนรุ่มและทรมานจนต้องใช้มือช่วยปลอบประโลม คิดถึงกลีบปากนุ่มยิ่งโหยหา เขายอมรับว่าทำตัวไม่สมกับเป็นสุภาพบุรุษนักแต่ความรู้สึกนี้มันเกิดกับเธอเพียงผู้เดียว
มือคู่หนึ่งยื่นมาลูบไล้กล้ามเนื้อแน่นหนั่น บุรุษผู้นี้ไม่เหมือนหนุ่มนักเรียนนอกที่วาดเคยเห็นยามออกติดตามคุณช้อยไปนอกเรือน คนเหล่านั้นดูผอมบางผิวขาว แต่คุณสินธุ์มีเรือนร่างกำยำและเต็มไปด้วยมัดกล้ามแต่ท่วงท่าองอาจดุจม้าพยศ
ดวงตาคมเบิกกว้างแล้วดีดตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงทันที
“วาด!”
“วาดเองเจ้าคะคุณสินธุ์” วาดส่งยิ้มเย้ายวนแล้วขยับตัวขึ้นมานั่งบนเตียง วาดบ่าวรับใช้ข้างกายคุณช้อยตั้งแต่ยังไม่ออกเรือน เมื่อมาเป็นเมียคุณหลวงพิชัยก็ติดตามมารับใช้ด้วย แต่งงานกันมาหลายปีคุณช้อยยังไม่มีลูกให้คุณหลวงพิชัย คุณช้อยคิดยกวาดให้เป็นเมียบ่าวของคุณหลวง แต่คุณหลวงกลับไม่รับและไม่เร่งรัดเรื่องมีลูก ทำให้วาดเปลี่ยนเป้าหมายมาที่คุณสินธุ์น้องชายคุณหลวงพิชัยแทน อย่างไรเสีย นางก็ไม่ต้องการเป็นแค่บ่าวรับใช้ไปทั้งชีวิต
“เข้ามาทำไม ออกไป!” สินธุ์ตวาดแล้วกระชากผ้าห่มมาคลุมท่อนล่างของตนเสีย
“โธ่ คุณสินธุ์ อย่าเพิ่งไล่วาดเหมือนหมูหมาเช่นนี้สิเจ้าคะ” วาดยังคงทำใจเย็นส่งยิ้มยั่วยวนออกไป “จะปล่อยให้แข็งขันอยู่อย่างนั้นได้อย่างไรเจ้าคะ ให้วาดช่วยดีกว่าจะได้สบายเนื้อสบายตัว”
“ฉันบอกให้ออกไป พูดไม่รู้เรื่องหรือไร หรืออยากให้เรื่องนี้ถึงหูคุณช้อย!” สินธุ์ขึงตาใส่อย่างดุดัน เขาไม่อยากทำร้ายผู้หญิง
วาดเห็นท่าไม่ดีจึงไม่กล้าเซ้าซี้ต่อ นางรู้ดีว่าคุณสินธุ์หากเอ่ยปากไล่แล้วก็อย่าฝืนอาจโดนมือโดนตีนเอาเข้าได้
“ถ้าคุณสินธุ์ต้องการสิ่งใด เรียกใช้วาดได้เสมอ”
สินธุ์ในสายตาข่มขู่ก็ขับไล่วาดให้ออกไปให้พ้นห้องนอนของเขาได้ เมื่อแน่ใจว่าไม่มีผู้อื่นแล้ว เขาก็ผ่อนลมหายใจเบาๆ สงสัยต้องหาบ่าวชายมาคอยเฝ้าเรือนเสียแล้ว แต่ถ้ามีคนเฝ้าเรือนแล้วแม่หญิงขี้อายผู้นั้นจะกล้าย่างเท้าเข้ามาถึงเรือนของเขาไหมหนอ ชายหนุ่มลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง ให้สายลมเย็นยามค่ำคืนช่วยปลอบประโลมจิตใจที่ร้อนรุ่ม จะมีคนนอนไม่หลับเหมือนเขาบ้างไหม
...........
วันนี้เป็นวันหยุดของสินธุ์ อาการแปลกประหลาดในอกที่ยังขบคิดไม่ตกทำให้นอนแทบไม่หลับนั้นเป็นเหตุให้เขาตัดสินใจมาเรือนของพี่ชายเพื่อปรึกษาตามประสาพี่น้อง พ่อแม่ของทั้งสองสิ้นบุญไปเมื่อหลายปีก่อน ก่อนที่เขาจะเดินทางไปเรียนที่อังกฤษ ส่วนปู่ย่าและตายายไม่ใช่คนพระนครไม่ใคร่ชอบความเปลี่ยนแปลงของพระนครจึงเลือกใช้ชีวิตสงบที่เมืองหล่มสักซึ่งเป็นบ้านเกิด ในเรือนหลังใหญ่นี้จึงมีเพียงพี่ชายและพี่สะใภ้ที่ยังไร้บุตรธิดาอยู่ในเรือน
“อ้าว สินธุ์ วันนี้วันหยุดรึ” หลวงพิชัยเอ่ยถามหลังวางหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์แล้วพยักหน้าเป็นเชิงให้นั่งลงที่เก้าอี้
“หยุดขอรับ” สินธุ์ตอบแล้วกำลังเลื่อนเก้าอี้ แต่หางตารับรู้การเคลื่อนไหวจึงหันไปมอง ภาพที่เห็นทำเอาแทบลืมหายใจไปทันที
“พ่อสินธุ์วันนี้อยู่บ้านรึ กินข้าวเช้าแล้วหรือยัง”
คุณช้อยเอ่ยถามขณะประคองร่างเล็กนุ่งโจงกระเบนสวมเสื้อแพรไหมตัดแบบตะวันตกแขนยาวเอวเสื้อเข้ารูป ใบหน้าแต้มแต่งสีสันบางๆ ทว่าขับเน้นโครงหน้าให้งดงามชวนมอง หลวงพิชัยเห็นน้องชายตะลึงงันก็แสร้งกระแอมไอเรียกสติทำให้สินธุ์รู้สึกตัวแล้วกระพริบตาก่อนจ้องมองว่าหญิงงามตรงหน้าคือย่าหยา
“คนในเรือนนี้กินอาหารเช้ากันแล้ว สินธุ์จะรับอะไรรองท้องหรือว่าเอาข้าวต้มทรงเครื่อง” คุณช้อยแสร้งทำเป็นไม่เห็นสายตาของน้องชายสามี เธอแอบยิ้มขำแล้วส่งหันไปพูดกับยี่สุ่นที่เดินตามหลังมา “ฉันบอกแล้วว่าเสื้อผ้าเก่าๆของฉันมีหลายชุด ถ้าไม่รังเกียจก็ให้ย่าหยาเอาไปใส่เถิด ดีกว่าปล่อยไว้ให้หนูกัดเสียของเปล่า”
“ขอบพระคุณคุณช้อยมากเจ้าค่ะ” ยี่สุนยกมือไหว้ทำให้ย่าหยายกมือไหว้ตาม เช้านี้ทั้งสองมารับประทานอาหารเช้าที่เรือนคุณหลวง พูดคุยกันไปมาคุณช้อยได้ยินว่าย่าหยามีเสื้อผ้ามาไม่กี่ชุด รูปร่างก็เริ่มเปลี่ยนโตเป็นสาวคุณช้อยจึงพาย่าหยาไปลองเสื้อผ้าเก่าๆ ของคุณช้อยเอง ย่าหยาเองก็ไม่คิดว่าเสื้อผ้าที่คุณช้อยยกให้จะเป็นชุดสวยๆงามๆ ขนาดนี้ แล้วก็ไม่คิดว่าจะมาเจอคุณสินธุ์เข้าพอดี ยิ่งเห็นสายตาตกตะลึงยิ่งทำให้เธออยากอวดให้เขาเห็นว่าเธอก็สวยเหมือนกัน“รับประทานมาแล้วขอรับพี่ช้อย” สินธุ์ตอบแล้วแอบเห็นรอยยิ้มเยาะที่มุมปากของย่าหยา ไม่น่าเลย นี่เธอคงเห็นเขามองตาค้างกระมังถึงได้ยิ้มได้ใจเสียขนาดนั้น “แต่องค์ทรงเครื่องขนาดนี้จะไปไหนหรือ?”“สติไม่ดีอย่างนี้จะออกไปไหนได้” วาดพึมพำเสียงเบาแต่จงใจให้ยี่สุ่นได้ยิน แม้ยี่สุ่นได้ยินแต่กลับฝืนยิ้มออกมา อย่าว่าแต่น้องสาวไม่ได้ออกไปเปิดหูเปิดตาเลย เธอเองก็ไม่เคยไปที่ใดเช่นกัน แจ่มที่ได้ยินชัดจะอ้าปากโต้เถียงแต่ยี่สุ่นปรามด้วยสายตาไว้ก่อน อย่างไรวาดก็เป็นคนสนิทของคุณช้อย เธอไม่อยากลวงเกินคนของคุณช้อยเข้าให้ แล้วจะยิ่งผิดใจกันเสียเปล่า“วาดอย่าพูดเช่นนั้นสิ” คุณช้อ
“ฉัน...” “หาย...หายใจ...ไม่ออก” เธอต่อว่าเขา อยากทำมากกว่า แต่บางทีการแกล้งตัวทำโง่ๆ อาจจะดีกว่า แค่จูบยังไม่ได้เสียตัวสักหน่อย! “ฉันขอโทษ...” เขาพูดเสียงเบาอย่างไม่เคยทำกับหญิงใดมาก่อน “กลัวหรือไม่” “อื้ม” เธอพยักหน้าแรงๆ “เจ็บ” “คราวหน้าจะไม่ทำให้เจ็บอีก” ‘หา! ยังจะมีครั้งหน้าอีกเหรอ!’ ย่าหยาส่ายหน้ารัวๆ “ไม่เอาแล้ว!” คราวนี้ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอ เขาเงี่ยหูฟังดูเหมือนบ่าวในเรือนมาแอบพลอดรักกันยังไม่จบศึกง่ายๆ เขาก้มมองคนตัวเล็กที่ขมวดคิ้วยุ่งเหยิง คงทั้งกลัวทั้งตกใจ “จะ...จะขึ้นเรือน” “ฉันไปส่ง” “กะ...กลับ...กลับเองได้” เพราะเขาคลายวงแขนออกแล้วทำให้เธอก้มตัวรอดใต้รักแร้ของเขาออกมา แต่เดินได้ก้าวเดียวแข้งขาที่ยังไม่แรงก็พาให้ตัวเซไปมา สินธุ์เห็นแล้วก็หมุนตัวไปช้อนร่างเล็กอุ้มขึ้นมาทันที “คุณสินธุ์!” “อย่าเสียงดัง ประเดี๋ยวก็ตื่นกันทั้งเรือน” เขาขู่แต่กลับยิ้มละไม ทำให้คนตัวเล็กหยุดดิ้นรนและยอมอยู่นิ่งๆให้เขาอุ้มไปส่งจนใกล้ถ
หญิงสาวพยายามอ่านหนังสือเหล่านี้ แรกทีเดียวเธอก็ไม่ค่อยเข้าใจนัก การใช้คำ การสะกดคำ การเรียบเรียงประโยคมันต่างจากในยุคปัจจุบันอยู่มาก แต่เมื่ออ่านไปสักครึ่งเล่ม เริ่มทำความคุ้นชินกับภาษาไทยสมัยก่อน เธอก็ทำความเข้าใจได้ ถ้ายังหาทางกลับบ้านในยุคปัจจุบันไม่ได้ เธอก็ต้องพยายามปรับตัวให้อยู่ในยุคนี้ให้ได้ ย่าหยาบอกกับตัวเองอย่างนั้น ถือว่าชีวิตของ “ย่าหยา” ไม่ถือว่าลำบากอะไรนัก แม้ว่าครอบครัวเดิมของเธอไม่ได้ร่ำรวยแต่ก็มีสวนผลไม้และไร่นาปล่อยให้เช่าทำกิน พอมีรายได้เข้ามืออยู่บ้าง พี่ยี่สุ่นแม้ไม่ได้เรียนหนังสือแต่ก็พออ่านออกเขียนได้ เธอจึงคิดหาช่องทางให้ตัวเอง อยู่ในปีพ.ศ.2567 เธอเป็นนักเขียน แม้จะไม่โด่งดังแต่ก็มีรายได้พอเลี้ยงตัวเองได้ ถ้าเธอจะเป็นนักเขียนในยุคนี้จะได้ไหมนะ คนยุคนี้เขาอ่านอะไรกัน เธอเองก็ไม่ได้ช่ำชองเรื่องประวัติศาสตร์เอาเสียด้วยสิ เป็นนางเอกนิยายเรื่องอื่นเขามีความรู้ด้านประวัติศาสตร์ ใช่ความรู้กู้บ้านกู้เมืองได้ แต่เธอนะ ความรู้น้อยนิด ไอ้ที่เรียนมาก็ส่งคืนครูบาอาจารย์ไปหมดแล้ว อ้อ! ได้ภาษาอังกฤษกับฝรั่งเศสเพราะเป็นเด็กสายศิลป์ภาษาและพ่อเลี้ยงเป็นชาวอเ
เธอพูดแล้วขยับลงจากเตียงอย่างมั่นคงไม่ตกเตียงเช่นครั้งก่อนอีก หญิงสาวรู้สึกขัดเขินจึงเสมองไปทางอื่น แต่สายตาปะทะกับชั้นหนังสือที่ด้านหนึ่งของห้อง จะว่าไปเธอพึ่งสังเกตว่าลักษณะของเรือนแตกต่างจากเรือนหลังอื่น ต้องบอกว่า ‘ทันสมัย’ กว่าน่าจะถูก เรือนที่เธออยู่กับพี่ยี่สุ่นเป็นเรือนไม้ใต้ทุนสูง แต่เรือนหลังนี้มีกระประยุกต์แบบตะวันตกร่วมด้วย อ๊ะ! จริงสิ ตอนนี้ยังเรียก ‘สยาม’ ไม่ใช่ ‘ไทย’ “สนใจหนังสือรึ” สินธุ์เอ่ยถามเมื่อเห็นสายตาอยากรู้อยากเห็นของหญิงสาว เธอหันมาพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มพลางชี้นิ้วไปที่ชั้นหนังสือ เขาเป็นคนอยู่ง่ายกินง่าย จึงให้คนตั้งตู้หนังสือในห้องนอน บางครั้งบางคราวก็เอกเขนกอ่านหนังสือจนผล็อยหลับไป “เอาสิ หยิบไปอ่านดูก็ได้” เขาเสนอแล้วเดินไปที่ชั้นหนังสือ “แต่หนังสือในห้องฉันเป็นหนังสือทางการทหารการปกครอง เธอจะอ่านเข้าใจไหม”‘เขากำลังดูถูกเธอเหรอ’ ย่าหยาตวัดตามองเล็กน้อยแล้วเดินไปเลือกดูหนังสือบนชั้น แน่นอนว่าไม่มีหนังสือนิยายรักให้เธอเลือกอ่าน แต่พวกบันทึกประวัติศาสตร์หรือเรื่องเล่าต่างแดนก็น่าสนใจไม่น้อย คนตัวเล็กเขย่งปลายเท้าขึ้นเพื่อหยิบหนังสือเล่มหนึ่งลงมา พอเปิ
ครั้งแรกที่เธอได้สติก็ตื่นมาบนเตียงของเขา นิยายที่เคยอ่าน ซีรีย์ที่เคยดู มีบางเรื่องคล้ายกันคือนางเอกตื่นมาบนเตียงพระเอก หรือเตียงจะเป็นสิ่งเชื่อมโยงมิติก็ได้ คราวนี้เธอจะลองนอนบนเตียงนี้เผื่อว่าตื่นอีกครั้งจะได้กลับไปโลกปัจจุบัน คิดได้ตามนี้แล้วย่าหยาก็ปีนขึ้นเตียงนอน จัดหมอนแล้วทิ้งตัวลงนอน เธอหลับตาแต่แสงสว่างที่สาดเข้ามารบกวนการนอน เธอพลิกซ้ายพลิกขวาก็ยังไม่หลับจนต้องลุกขึ้นมานั่ง ‘ทำไมไม่หลับนะ ปกติตอนอยู่โลกโน้น ก็หลับได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะมืดหรือแสงสว่างแค่ไหน ทำไมถึงไม่หลับนะ’ ย่าหยาก่นดาตัวเองแล้วทิ้งตัวลงนอนอีกครั้ง‘สงบสติอารมณ์หน่อย ผ่อนคลาย คิดถึงบ้าน คิดถึงแม่ คิดถึงงาน คิดถึงนักอ่านที่รอตอนต่อไปของนิยาย เอ๊ะ ! หรือจะไม่มีใครรออ่านนิยายของฉันแล้วนะ แงๆ ไม่เอาสิ คิดมากแบบนี้ก็นอนมไม่หลับนะสิ โอ๊ย! จงหลับ หลับ หลับเดี๋ยวนี้’ สายลมเย็นๆ พลิ้วผ่านม่านหน้าต่าง กลิ่นหอมของดอกไม้ไม่รู้สายพันธุ์โชยมาแตะปลายจมูก ย่าหยาเคลิ้มหลับไปอย่างไม่รู้ตัว เป็นจังหวะเดียวกับบานประตูเปิดออกพร้อมเจ้าของเรือนที่กลับเข้ามา ดวงตาคมปลาบเห็น
“คุณพี่ คุณพี่เจ้าขา” “ชอบหรือไม่” “เบาหน่อยเจ้าคะ อื้อ คุณพี่...อิชั้น...ไม่ไหว” “ทนอีกหน่อย พี่ใกล้แล้ว โอ้ววว” นั้นเป็นเสียงที่ดังมาจากห้องข้างๆ ซึ่งย่าหยาเข้าใจดีว่าเกิดกิจกรรมอะไรในห้องนั้น แต่ไม่คิดว่าหลวงพิชัยที่ดูเงียบขรึมและใจดีจะร้อนแรงขนาดทำให้พี่สาวร้องครวญครางเกือบทั้งคืน ซ้ำรุ่งเช้ายังได้ยินอีกรอบด้วย ยังดีที่คุณหลวงมาหาพี่ยี่สุ่นวันเว้นสองวันเพราะเกรงใจคุณช้อย ไม่เช่นนั้นเธอคงไม่ได้หลับสนิทเป็นแน่ แต่พี่สาวของเธอตื่นมาหน้าตาแช่มชื่นในขณะที่เธอนอนหลับไม่สนิทเพราะได้ยินเสียงครวญครางรบกวนทั้งคืน แต่พี่แจ่มดูไม่ทุกข์ร้อนสักนิด คงมีแต่เธอที่ยังไม่ชินสินะ แม้ยังไม่เคยมีคนรักแต่รู้เรื่องระหว่างชายหญิงดี และพอเข้าใจได้ว่าผู้หญิงในยุคนี้ต้องพึ่งพาสามี ถ้าไม่ได้รับความรักความโปรดปรานก็จะใช้ชีวิตอยู่ยาก แต่ถึงอย่างไรเธอก็ยังอยากกลับบ้านอยู่ดี มาอยู่ที่นี่ครบสัปดาห์แล้ว เธอยังหาวิธีกลับบ้านไม่ได้ เธอนึกไม่ออกจริงๆ ว่าอะไรทำให้เธอมาอยู่ในสถานที่เช่นนี้ นับว่าเธอยังโชคดีที่มาอยู่ในร่างที่ไม่เดือดร้อ







