로그인เธอพูดแล้วขยับลงจากเตียงอย่างมั่นคงไม่ตกเตียงเช่นครั้งก่อนอีก หญิงสาวรู้สึกขัดเขินจึงเสมองไปทางอื่น แต่สายตาปะทะกับชั้นหนังสือที่ด้านหนึ่งของห้อง จะว่าไปเธอพึ่งสังเกตว่าลักษณะของเรือนแตกต่างจากเรือนหลังอื่น ต้องบอกว่า ‘ทันสมัย’ กว่าน่าจะถูก เรือนที่เธออยู่กับพี่ยี่สุ่นเป็นเรือนไม้ใต้ทุนสูง แต่เรือนหลังนี้มีกระประยุกต์แบบตะวันตกร่วมด้วย อ๊ะ! จริงสิ ตอนนี้ยังเรียก ‘สยาม’ ไม่ใช่ ‘ไทย’
“สนใจหนังสือรึ” สินธุ์เอ่ยถามเมื่อเห็นสายตาอยากรู้อยากเห็นของหญิงสาว เธอหันมาพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มพลางชี้นิ้วไปที่ชั้นหนังสือ เขาเป็นคนอยู่ง่ายกินง่าย จึงให้คนตั้งตู้หนังสือในห้องนอน บางครั้งบางคราวก็เอกเขนกอ่านหนังสือจนผล็อยหลับไป“เอาสิ หยิบไปอ่านดูก็ได้” เขาเสนอแล้วเดินไปที่ชั้นหนังสือ “แต่หนังสือในห้องฉันเป็นหนังสือทางการทหารการปกครอง เธอจะอ่านเข้าใจไหม”
‘เขากำลังดูถูกเธอเหรอ’ ย่าหยาตวัดตามองเล็กน้อยแล้วเดินไปเลือกดูหนังสือบนชั้น แน่นอนว่าไม่มีหนังสือนิยายรักให้เธอเลือกอ่าน แต่พวกบันทึกประวัติศาสตร์หรือเรื่องเล่าต่างแดนก็น่าสนใจไม่น้อย คนตัวเล็กเขย่งปลายเท้าขึ้นเพื่อหยิบหนังสือเล่มหนึ่งลงมา พอเปิดดูไปสองสามหน้า คิวเรียวก็ขมวดกันยุ่ง
ภาษาไทยแต่เป็นภาษาเก่า การใช้คำและการเรียบเรียงประโยคไม่เหมือนกัน เห็นทีว่าจะต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจ เอ่อ...สักพักใหญ่ๆ ล่ะนะ
สินธุ์ไม่กล้าถามว่า ‘อ่านหนังสือออกหรือไม่’ เพราะเกรงจะทำให้หญิงสาวไม่พอใจ แค่เธอมองค้อนเขาก็แทบใจคอไม่ดีแล้ว
“เล่มนี้เป็นบันทึกการค้าขายกับชาวฮอลันดา”
“ปี..ปีนี้ พ.ศ. อะไร...คะ”
ชายหนุ่มเอียงคอมองหญิงสาวเล็กน้อย เธอพูดจาแปลกหู แต่ก็คงเป็นอย่างที่พี่ชายเล่าให้ฟังว่าเธอสติไม่ค่อยดีนักตั้งแต่เห็นแม่ตายต่อหน้าต่อตา เขาจึงไม่คิดถือสาที่เธอพูดจาผิดๆ ถูกๆ
“ร.ศ. 117”
“ร.ศ.?” แล้วมันตรงกับพ.ศ.อะไรเล่า
“อืม ร.ศ. รัตนโกสินทร์ศกอย่างไรเล่า”
“แล้ว...เรา...เราเลิก..ทา..ทาส หรือยัง...คะ”
“เลิกทาส...” เรื่องนี้พระองค์ท่านทรงมีดำริอยู่แต่รู้ดีว่าคนกลุ่มหนึ่งย่อมไม่พอใจเพราะเสียงผลโยชน์ จึงทำอย่างค่อยไปค่อยไป ยังไม่ได้มีการประกาศเลิกทาส แต่ไม่คิดว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ จะรู้หรือได้ยินเรื่องราวเช่นนี้ด้วย หรือไปได้ยินใครพูดมากันเล่า
“ตอนนี้เรายังมีทาสอยู่”
“ฉัน..” เธอชี้นิ้วที่ตัว “ฉันไม่ใช่ทาสใช่ไหมคะ”
“ไม่ เธอไม่ใช่ทาส” เขายิ้ม นี่เจ้าตัวคงไม่รู้หรอกกระมังว่าพูดเยอะและไม่ตะกุกตะกักมากขึ้นแล้ว
เธอยิ้มอย่างโล่งอก อย่างไรก็อย่างมั่นใจว่าไม่ใช่ทาสที่ต้องไปรับใช้ใคร ชี้หนังสือบนชั้นอีกสองเล่มแล้วถามเจ้าของหนังสือ
“ฉันยืมไปอ่านได้ไหมคะ ฉัน..จะระวัง..ไม่ให้...หนังสือสกปรกค่ะ”
“ได้” เขาอาจจะหวงหนังสือแต่กับบางที่ดูท่าทางไม่เห็นคุณค่าของเหล่านี้ แต่ดวงตากระจ่างใสที่มีแววอยากรู้อยากเห็นคู่นี้ทำให้เขาใจอ่อนและเชื่อใจว่าเธอจะดูแลหนังสือของเขาอย่างดี
สินธุ์หยิบหนังสือเล่มที่หญิงสาวต้องการ เธอยื่นมือไปรับแต่เขาหยิบเล่มในมือของเธอมาถือไว้เอง
“ฉันจะไปส่ง”
“ฉัน...กลับเองได้”
“ให้ผู้อื่นเห็นเธอออกจากห้องฉันคงดูไม่ดี ฉันไปส่งเองจะดีกว่า”
‘ดีกว่าอะไรล่ะ?’
“อย่าดื้อ”
ย่าหยาเม้มริมฝีปากไม่อยากโต้เถียงอีก จึงได้แต่ยอมเดินตามเขาออกมาอย่างว่าง่าย เมื่อเดินตามแผ่นหลังของเขาจึงทำให้เธอเห็นได้ชัดว่าแผ่นหลังของเขากว้าง ช่วงไหล่ก็กว้าง ถ้าเปรียบเทียบกับคนในยุคเธอก็คงต้องบอกว่าเขาเล่นกล้ามแน่นนอน แต่ว่าพวกลูกผู้ดีมีสกุลทำไมรูปร่างสูงใหญ่อย่างกับคนงานในไร่ในสวนอย่างนี้ได้ล่ะ อืม...ได้ยินว่าเป็นมหาดเล็ก เป็นทหารหมาดเล็กหรือเปล่านะ น่าขอข้อมูลไว้เขียนนิยายพีเรียดจัง
แต่เขียนแล้วจะเผยแพร่งานยังไง ไม่มีอินเตอร์เนท ไม่มีแอพนิยาย เฮ้อ
ยี่สุ่นประหลาดใจที่เห็นคุณสินธุ์เดินตรงมาทางเรือนของนาง และเมื่อเห็นว่าน้องสาวเดินตามหลังมาต้อยๆ ก็ตกใจรีบวางมือจากตะกร้าใส่ผลไม้แล้วสาวเท้าเร็วๆ มาทางย่าหยา
“มีเรื่องใดรึเจ้าคะคุณสินธุ์”
“ไม่มีเรื่องอันใดดอก ฉันเดินมาส่งแม่ย่าหยา เขา...เอ่อ...เดินไปหาหนังสือมาอ่านเล่น”
“ย่าหยาเดินไปถึงเรือนคุณสิทธุ์เลยรึ แล้วยัง...เอ่อ...ขอหนังสือมาอ่าน” ยี่สุ่นมองหน้าน้องสาว
“ขอบคุณค่ะ”
“ขอบใจไม่ใช่ขอบคุณ”
“ขอบใจค่ะ”
“จ๊ะ”
“ขอบใจจ๊ะ”
เหมือนเขากำลังสอนเด็กเล็กๆอยู่ แต่เอาเถิด มันก็ไม่ใช่เรื่องหนักหนาอันใด เขายื่นหนังสือให้หญิงสาวแล้วก้มหน้ากระซิบ
“ถ้านอนไม่หลับอีก จะไปนอนที่เตียงฉันก็ได้ ฉันอนุญาต”
หญิงสาวหน้าแดงเรื่อแล้วกัดริมฝีปากไม่พูดอะไรออกไป เขาเพียงแค่ยิ้มแล้วหันไปคุยกับยี่สุ่นสองสามคำแล้วขอตัวกลับ ยี่สุ่นถอนหายใจโล่งอก ใครๆ ก็พูดกันว่าคุณสินธุ์ดุดันน่ากลัวต่างจากหลวงพิชัยผู้เป็นพี่ชายลิบลับ นางเห็นก็ยังนึกกลัวอยู่เลย
“น้องจะอ่านหนังสือรึ”
“ค่ะ...เอ่อ..จ๊ะ” เธอยิ้มแอบกอดหนังสือเล่มหนาสามเล่มเดินขึ้นเรือนไปท่ามกลางสายตางุนงงของยี่สุ่น เพราะย่าหยาไม่ได้เรียนหนังสือ แล้วจะอ่านออกได้อย่างไรกัน
หญิงสาวหอบหนังสือไว้แนบอก แจ่มที่ได้ยินเสียงพูดคุยเพิ่งเดินลงมาจากเรือนไม่ทันเห็นคุณสินธุ์มาส่งก็เดินมาหาย่าหยา
“บอกว่าไปเด็ดดอกไม้ แล้วดอกไม้อยู่ไหนละเจ้าคะ”
ย่าหยายิ้มแหย ลืมไปเสียสนิทว่าตัวเองโกหกอะไรไว้
“แล้วนี่รอยอะไรเจ้าคะ โดนมดกัดรึ” แจ่มยื่นนิ้วไปแตะรอยแดงๆ ที่ต้นคอของหญิงสาว ย่าหยาหดคอเหมือนเต่าตัวน้อย “ประเดี๋ยวแจ่มหายาไปทาให้นะเจ้าคะ”
ย่าหยาทำหน้างุนงนแล้วยกมือขึ้นแตะที่ลำคอ โดนมดกัดตอนไหนเนี้ย ไม่เห็นรู้สึกเลย
“ขึ้นเรือนไปเถิด”
“จ๊ะ พี่ยี่สุ่น” ย่าหยาส่งยิ้มแล้วหอบหนังสือเดินขึ้นเรือนไป
“ประเดี๋ยวนี้คุณย่าหยาพูดเก่งขึ้นนะเจ้าค่ะ”
“เห็นแบบนี้แล้วฉันก็ดีใจ”
“อาจเพราะเปลี่ยนที่อยู่ จึงได้ดีวันดีคืนเยี่ยงนี้”
“ฉันก็หวังอย่างนั้นล่ะจ๊ะพี่แจ่ม”
ยี่สุ่นถอนหายใจเบาๆ รู้สึกเป็นกังวลที่เห็นน้องสาวสนิทสนมกับคุณสินธุ์ ผู้ชายคนนั้นน่ากลัวเหลือเกิน
พูดถึงขั้นนี้แล้ว ถ้าเขาจะสืบสาวเอาเรื่องให้ได้ เธอจะสารภาพแล้วนะว่าเป็นวิญญาณมาจากอนาคต! สินธุ์มองแววตาสุกใสจริงใจแล้วก็ขยับตัวถอยห่าง หากอยู่ใกล้นานไปกว่านี้คงได้จูบเธออีกเป็นแน่ “ได้ยินว่าฝึกคัดตัวหนังสือด้วย” “ค่ะ คุณช้อยสอน” “อย่าไปรบกวนคุณช้อยมาก สุขภาพไม่ค่อยดีนัก” เขาปรามเบาๆ แล้วหรี่ตามอง “ฉันจะสอนให้เอง” “คะ?” “ได้ยินชัดแล้วนี่” “คุณสินธุ์ไปทำงานไม่ใช่เหรอคะ จะเอาเวลาที่ไหนมาสอนฉัน” “ฉันกลับบ้านทุกวัน เลิกงานแล้วฉันจะมาสอนเอง” เห็นสีหน้างงุนงงแล้วเขาก็ยิ้มขำ “วันนี้เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว พรุ่งนี้ค่อยเริ่มเรียน” ย่าหยามองร่างสูงหมุนตัวออกไปแล้ว เธอยืนงงจนแน่ใจว่าเขาไม่กลับเข้ามาอีกก็โคลงศีรษะไปมา เขาทำแบบนี้ก็เท่ากับว่าเธอต้องเห็นหน้าเขาทุกวันสินะ คุณสินธุ์นี่เป็นผู้ชายที่น่ากลัว ใจร้าย ชอบแกล้งเธอจริงๆ มิน่าเล่า ใครๆ ก็กลัวคุณสินธุ์กันทั้งนั้น หญิงสาวเดินไปทิ้งตัวลงบนเตียงนอน บอกตัวเองว่าไม่ควรนอนหลับช่วงบ่ายสาม เพราะจะทำให้กลางคืนหลับไม่สนิท แต่เพราะค
ย่าหยากินขนมเค้กรสชาติคุ้นลิ้น วัฒนธรรมช่วงนี้ส่งต่อถึงยุคปัจจุบันทำให้เธอรู้สึกราวกลับได้กลับบ้านอีกครั้ง แต่ก็นั้นแหละ ความจริงก็คือความจริง เธอยังติดอยู่ในช่วงปี ร.ศ.117 ห่างกันประมาณร้อยกว่าปี หญิงสาวยังอยากเดินเที่ยวต่อแต่ดูท่าทางแจ่มจะไม่ไหว ยังดีที่พกยาหม่องมาแก้วิงเวียน วันนี้ถือว่าได้มาเปิดหูเปิดตา วันหน้าต้องมาใหม่แน่นอน “ฉันจะไปห้องสุขา ประเดี๋ยวเราก็กลับกันเลยนะคะ” ย่าหยาพูดหลังจากจัดการขนมตรงแล้วและสั่งขนนฝรั่งกลับบ้านด้วย “ไม่อยากไปเที่ยวที่อื่นอีกหรือ?” “อยากไปค่ะ แต่...วันหลังดีกว่า หรือว่าคุณสินธุ์ไม่อยากพาฉันมาแล้ว” “ได้สิ เอาไว้วันหยุดของฉัน ฉันจะพาเธอไปเที่ยวเอง” “สัญญานะ!” เธอยื่นนิ้วก้อยไปตรงหน้า อีกฝ่ายยิ้มขำไม่ยอมเกี่ยวก้อยด้วย “ไม่ใช่เด็กไม่ต้องเกี่ยวก้อยก็ได้” “แต่ว่า...ถ้าไม่เกี่ยวก้อยสัญญาก็แสดงว่าไม่รับคำสัญญาสิ” “ไม่เชื่อใจฉันรึ” เขาจ้องหน้าเธอนิ่งๆ ครู่หนึ่งย่าหยาพลันนึกถึงเรื่องเมื่อคืน ใบหน้าหวานก็เห่อร้อนขึ้นมา เธอชักมือกลับแต่
“เดินไหวหรือไม่ ถ้าไหวฉันจะพาไปตลาด” “ไหว!” คราวนี้ย่าหยาร่าเริงขึ้นมาทันที เห็นรอยยิ้มขบขันของเขาแล้วก็แอบค้อนเข้าให้ ก็คิดเสียว่าได้มาทัศนะศึกษาก็แล้วกัน หญิงสาวตื่นตาตื่นใจกับภาพที่เห็น ทั้งรถยนต์ที่เคยเห็นในหนังสือภาพแต่เวลานี้รถยนต์เหล่านั้นแล่นได้จริง “มีรถรางด้วยเจ้าค่ะ!” แจ่มเองก็ตื่นเต้นไม่น้อย “ที่นี่เรียกว่าอะไรเจ้าคะคุณสินธุ์” “ตลาดสำเพ็ง” “สำเพ็ง” ย่าหยาทวนคำที่ได้ยินแล้วยิ้มรับ “ย่านการค้าของคนจีน” “ถูกต้อง” สินธุ์ยิ้มแล้วพาหญิงสาวเดินไปตามถนนแต่แจ่มยิ้มค้างเมื่อได้ยินคำว่าสำเพ็ง เคยได้ยินว่าเป็นซ่องมิใช่หรือ? แต่นี่มันก็ตลาดชัดๆ สองข้างทางมีร้านรวงมากมาย อัญมณีน้ำงาม เครื่องประดับของสตรี ผ้าแพรไหมเนื้อดี ย่าหยาเห็นคนขายขนมน้ำตาลปั้นก็หยุดยืนมองอย่างสนใจ เสียงหัวเราะหึหึทำให้หญิงสาวหันขวับตวัดตามองอย่างไม่พอใจ“มีแต่เด็กๆ ที่อยากกินขนมน้ำตาลปั้น” สินธุ์หัวเราะในลำคอ“แล้วมีกฎหมายห้ามคนอายุสิบเจ็ดกินขนมน้ำตาลปั้นไหมล่ะ” เธอทำปากยื่นใส่แล้วหันมามองขนมน้ำตาลปั้นก่อนจะชี้นิ้วไปที่ขนมน้ำตาลปั้นร
“ขอบพระคุณคุณช้อยมากเจ้าค่ะ” ยี่สุนยกมือไหว้ทำให้ย่าหยายกมือไหว้ตาม เช้านี้ทั้งสองมารับประทานอาหารเช้าที่เรือนคุณหลวง พูดคุยกันไปมาคุณช้อยได้ยินว่าย่าหยามีเสื้อผ้ามาไม่กี่ชุด รูปร่างก็เริ่มเปลี่ยนโตเป็นสาวคุณช้อยจึงพาย่าหยาไปลองเสื้อผ้าเก่าๆ ของคุณช้อยเอง ย่าหยาเองก็ไม่คิดว่าเสื้อผ้าที่คุณช้อยยกให้จะเป็นชุดสวยๆงามๆ ขนาดนี้ แล้วก็ไม่คิดว่าจะมาเจอคุณสินธุ์เข้าพอดี ยิ่งเห็นสายตาตกตะลึงยิ่งทำให้เธออยากอวดให้เขาเห็นว่าเธอก็สวยเหมือนกัน“รับประทานมาแล้วขอรับพี่ช้อย” สินธุ์ตอบแล้วแอบเห็นรอยยิ้มเยาะที่มุมปากของย่าหยา ไม่น่าเลย นี่เธอคงเห็นเขามองตาค้างกระมังถึงได้ยิ้มได้ใจเสียขนาดนั้น “แต่องค์ทรงเครื่องขนาดนี้จะไปไหนหรือ?”“สติไม่ดีอย่างนี้จะออกไปไหนได้” วาดพึมพำเสียงเบาแต่จงใจให้ยี่สุ่นได้ยิน แม้ยี่สุ่นได้ยินแต่กลับฝืนยิ้มออกมา อย่าว่าแต่น้องสาวไม่ได้ออกไปเปิดหูเปิดตาเลย เธอเองก็ไม่เคยไปที่ใดเช่นกัน แจ่มที่ได้ยินชัดจะอ้าปากโต้เถียงแต่ยี่สุ่นปรามด้วยสายตาไว้ก่อน อย่างไรวาดก็เป็นคนสนิทของคุณช้อย เธอไม่อยากลวงเกินคนของคุณช้อยเข้าให้ แล้วจะยิ่งผิดใจกันเสียเปล่า“วาดอย่าพูดเช่นนั้นสิ” คุณช้อ
“ฉัน...” “หาย...หายใจ...ไม่ออก” เธอต่อว่าเขา อยากทำมากกว่า แต่บางทีการแกล้งตัวทำโง่ๆ อาจจะดีกว่า แค่จูบยังไม่ได้เสียตัวสักหน่อย! “ฉันขอโทษ...” เขาพูดเสียงเบาอย่างไม่เคยทำกับหญิงใดมาก่อน “กลัวหรือไม่” “อื้ม” เธอพยักหน้าแรงๆ “เจ็บ” “คราวหน้าจะไม่ทำให้เจ็บอีก” ‘หา! ยังจะมีครั้งหน้าอีกเหรอ!’ ย่าหยาส่ายหน้ารัวๆ “ไม่เอาแล้ว!” คราวนี้ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอ เขาเงี่ยหูฟังดูเหมือนบ่าวในเรือนมาแอบพลอดรักกันยังไม่จบศึกง่ายๆ เขาก้มมองคนตัวเล็กที่ขมวดคิ้วยุ่งเหยิง คงทั้งกลัวทั้งตกใจ “จะ...จะขึ้นเรือน” “ฉันไปส่ง” “กะ...กลับ...กลับเองได้” เพราะเขาคลายวงแขนออกแล้วทำให้เธอก้มตัวรอดใต้รักแร้ของเขาออกมา แต่เดินได้ก้าวเดียวแข้งขาที่ยังไม่แรงก็พาให้ตัวเซไปมา สินธุ์เห็นแล้วก็หมุนตัวไปช้อนร่างเล็กอุ้มขึ้นมาทันที “คุณสินธุ์!” “อย่าเสียงดัง ประเดี๋ยวก็ตื่นกันทั้งเรือน” เขาขู่แต่กลับยิ้มละไม ทำให้คนตัวเล็กหยุดดิ้นรนและยอมอยู่นิ่งๆให้เขาอุ้มไปส่งจนใกล้ถ
หญิงสาวพยายามอ่านหนังสือเหล่านี้ แรกทีเดียวเธอก็ไม่ค่อยเข้าใจนัก การใช้คำ การสะกดคำ การเรียบเรียงประโยคมันต่างจากในยุคปัจจุบันอยู่มาก แต่เมื่ออ่านไปสักครึ่งเล่ม เริ่มทำความคุ้นชินกับภาษาไทยสมัยก่อน เธอก็ทำความเข้าใจได้ ถ้ายังหาทางกลับบ้านในยุคปัจจุบันไม่ได้ เธอก็ต้องพยายามปรับตัวให้อยู่ในยุคนี้ให้ได้ ย่าหยาบอกกับตัวเองอย่างนั้น ถือว่าชีวิตของ “ย่าหยา” ไม่ถือว่าลำบากอะไรนัก แม้ว่าครอบครัวเดิมของเธอไม่ได้ร่ำรวยแต่ก็มีสวนผลไม้และไร่นาปล่อยให้เช่าทำกิน พอมีรายได้เข้ามืออยู่บ้าง พี่ยี่สุ่นแม้ไม่ได้เรียนหนังสือแต่ก็พออ่านออกเขียนได้ เธอจึงคิดหาช่องทางให้ตัวเอง อยู่ในปีพ.ศ.2567 เธอเป็นนักเขียน แม้จะไม่โด่งดังแต่ก็มีรายได้พอเลี้ยงตัวเองได้ ถ้าเธอจะเป็นนักเขียนในยุคนี้จะได้ไหมนะ คนยุคนี้เขาอ่านอะไรกัน เธอเองก็ไม่ได้ช่ำชองเรื่องประวัติศาสตร์เอาเสียด้วยสิ เป็นนางเอกนิยายเรื่องอื่นเขามีความรู้ด้านประวัติศาสตร์ ใช่ความรู้กู้บ้านกู้เมืองได้ แต่เธอนะ ความรู้น้อยนิด ไอ้ที่เรียนมาก็ส่งคืนครูบาอาจารย์ไปหมดแล้ว อ้อ! ได้ภาษาอังกฤษกับฝรั่งเศสเพราะเป็นเด็กสายศิลป์ภาษาและพ่อเลี้ยงเป็นชาวอเ







