ANMELDENเธอพูดแล้วขยับลงจากเตียงอย่างมั่นคงไม่ตกเตียงเช่นครั้งก่อนอีก หญิงสาวรู้สึกขัดเขินจึงเสมองไปทางอื่น แต่สายตาปะทะกับชั้นหนังสือที่ด้านหนึ่งของห้อง จะว่าไปเธอพึ่งสังเกตว่าลักษณะของเรือนแตกต่างจากเรือนหลังอื่น ต้องบอกว่า ‘ทันสมัย’ กว่าน่าจะถูก เรือนที่เธออยู่กับพี่ยี่สุ่นเป็นเรือนไม้ใต้ทุนสูง แต่เรือนหลังนี้มีกระประยุกต์แบบตะวันตกร่วมด้วย อ๊ะ! จริงสิ ตอนนี้ยังเรียก ‘สยาม’ ไม่ใช่ ‘ไทย’
“สนใจหนังสือรึ” สินธุ์เอ่ยถามเมื่อเห็นสายตาอยากรู้อยากเห็นของหญิงสาว เธอหันมาพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มพลางชี้นิ้วไปที่ชั้นหนังสือ เขาเป็นคนอยู่ง่ายกินง่าย จึงให้คนตั้งตู้หนังสือในห้องนอน บางครั้งบางคราวก็เอกเขนกอ่านหนังสือจนผล็อยหลับไป“เอาสิ หยิบไปอ่านดูก็ได้” เขาเสนอแล้วเดินไปที่ชั้นหนังสือ “แต่หนังสือในห้องฉันเป็นหนังสือทางการทหารการปกครอง เธอจะอ่านเข้าใจไหม”
‘เขากำลังดูถูกเธอเหรอ’ ย่าหยาตวัดตามองเล็กน้อยแล้วเดินไปเลือกดูหนังสือบนชั้น แน่นอนว่าไม่มีหนังสือนิยายรักให้เธอเลือกอ่าน แต่พวกบันทึกประวัติศาสตร์หรือเรื่องเล่าต่างแดนก็น่าสนใจไม่น้อย คนตัวเล็กเขย่งปลายเท้าขึ้นเพื่อหยิบหนังสือเล่มหนึ่งลงมา พอเปิดดูไปสองสามหน้า คิวเรียวก็ขมวดกันยุ่ง
ภาษาไทยแต่เป็นภาษาเก่า การใช้คำและการเรียบเรียงประโยคไม่เหมือนกัน เห็นทีว่าจะต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจ เอ่อ...สักพักใหญ่ๆ ล่ะนะ
สินธุ์ไม่กล้าถามว่า ‘อ่านหนังสือออกหรือไม่’ เพราะเกรงจะทำให้หญิงสาวไม่พอใจ แค่เธอมองค้อนเขาก็แทบใจคอไม่ดีแล้ว
“เล่มนี้เป็นบันทึกการค้าขายกับชาวฮอลันดา”
“ปี..ปีนี้ พ.ศ. อะไร...คะ”
ชายหนุ่มเอียงคอมองหญิงสาวเล็กน้อย เธอพูดจาแปลกหู แต่ก็คงเป็นอย่างที่พี่ชายเล่าให้ฟังว่าเธอสติไม่ค่อยดีนักตั้งแต่เห็นแม่ตายต่อหน้าต่อตา เขาจึงไม่คิดถือสาที่เธอพูดจาผิดๆ ถูกๆ
“ร.ศ. 117”
“ร.ศ.?” แล้วมันตรงกับพ.ศ.อะไรเล่า
“อืม ร.ศ. รัตนโกสินทร์ศกอย่างไรเล่า”
“แล้ว...เรา...เราเลิก..ทา..ทาส หรือยัง...คะ”
“เลิกทาส...” เรื่องนี้พระองค์ท่านทรงมีดำริอยู่แต่รู้ดีว่าคนกลุ่มหนึ่งย่อมไม่พอใจเพราะเสียงผลโยชน์ จึงทำอย่างค่อยไปค่อยไป ยังไม่ได้มีการประกาศเลิกทาส แต่ไม่คิดว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ จะรู้หรือได้ยินเรื่องราวเช่นนี้ด้วย หรือไปได้ยินใครพูดมากันเล่า
“ตอนนี้เรายังมีทาสอยู่”
“ฉัน..” เธอชี้นิ้วที่ตัว “ฉันไม่ใช่ทาสใช่ไหมคะ”
“ไม่ เธอไม่ใช่ทาส” เขายิ้ม นี่เจ้าตัวคงไม่รู้หรอกกระมังว่าพูดเยอะและไม่ตะกุกตะกักมากขึ้นแล้ว
เธอยิ้มอย่างโล่งอก อย่างไรก็อย่างมั่นใจว่าไม่ใช่ทาสที่ต้องไปรับใช้ใคร ชี้หนังสือบนชั้นอีกสองเล่มแล้วถามเจ้าของหนังสือ
“ฉันยืมไปอ่านได้ไหมคะ ฉัน..จะระวัง..ไม่ให้...หนังสือสกปรกค่ะ”
“ได้” เขาอาจจะหวงหนังสือแต่กับบางที่ดูท่าทางไม่เห็นคุณค่าของเหล่านี้ แต่ดวงตากระจ่างใสที่มีแววอยากรู้อยากเห็นคู่นี้ทำให้เขาใจอ่อนและเชื่อใจว่าเธอจะดูแลหนังสือของเขาอย่างดี
สินธุ์หยิบหนังสือเล่มที่หญิงสาวต้องการ เธอยื่นมือไปรับแต่เขาหยิบเล่มในมือของเธอมาถือไว้เอง
“ฉันจะไปส่ง”
“ฉัน...กลับเองได้”
“ให้ผู้อื่นเห็นเธอออกจากห้องฉันคงดูไม่ดี ฉันไปส่งเองจะดีกว่า”
‘ดีกว่าอะไรล่ะ?’
“อย่าดื้อ”
ย่าหยาเม้มริมฝีปากไม่อยากโต้เถียงอีก จึงได้แต่ยอมเดินตามเขาออกมาอย่างว่าง่าย เมื่อเดินตามแผ่นหลังของเขาจึงทำให้เธอเห็นได้ชัดว่าแผ่นหลังของเขากว้าง ช่วงไหล่ก็กว้าง ถ้าเปรียบเทียบกับคนในยุคเธอก็คงต้องบอกว่าเขาเล่นกล้ามแน่นนอน แต่ว่าพวกลูกผู้ดีมีสกุลทำไมรูปร่างสูงใหญ่อย่างกับคนงานในไร่ในสวนอย่างนี้ได้ล่ะ อืม...ได้ยินว่าเป็นมหาดเล็ก เป็นทหารหมาดเล็กหรือเปล่านะ น่าขอข้อมูลไว้เขียนนิยายพีเรียดจัง
แต่เขียนแล้วจะเผยแพร่งานยังไง ไม่มีอินเตอร์เนท ไม่มีแอพนิยาย เฮ้อ
ยี่สุ่นประหลาดใจที่เห็นคุณสินธุ์เดินตรงมาทางเรือนของนาง และเมื่อเห็นว่าน้องสาวเดินตามหลังมาต้อยๆ ก็ตกใจรีบวางมือจากตะกร้าใส่ผลไม้แล้วสาวเท้าเร็วๆ มาทางย่าหยา
“มีเรื่องใดรึเจ้าคะคุณสินธุ์”
“ไม่มีเรื่องอันใดดอก ฉันเดินมาส่งแม่ย่าหยา เขา...เอ่อ...เดินไปหาหนังสือมาอ่านเล่น”
“ย่าหยาเดินไปถึงเรือนคุณสิทธุ์เลยรึ แล้วยัง...เอ่อ...ขอหนังสือมาอ่าน” ยี่สุ่นมองหน้าน้องสาว
“ขอบคุณค่ะ”
“ขอบใจไม่ใช่ขอบคุณ”
“ขอบใจค่ะ”
“จ๊ะ”
“ขอบใจจ๊ะ”
เหมือนเขากำลังสอนเด็กเล็กๆอยู่ แต่เอาเถิด มันก็ไม่ใช่เรื่องหนักหนาอันใด เขายื่นหนังสือให้หญิงสาวแล้วก้มหน้ากระซิบ
“ถ้านอนไม่หลับอีก จะไปนอนที่เตียงฉันก็ได้ ฉันอนุญาต”
หญิงสาวหน้าแดงเรื่อแล้วกัดริมฝีปากไม่พูดอะไรออกไป เขาเพียงแค่ยิ้มแล้วหันไปคุยกับยี่สุ่นสองสามคำแล้วขอตัวกลับ ยี่สุ่นถอนหายใจโล่งอก ใครๆ ก็พูดกันว่าคุณสินธุ์ดุดันน่ากลัวต่างจากหลวงพิชัยผู้เป็นพี่ชายลิบลับ นางเห็นก็ยังนึกกลัวอยู่เลย
“น้องจะอ่านหนังสือรึ”
“ค่ะ...เอ่อ..จ๊ะ” เธอยิ้มแอบกอดหนังสือเล่มหนาสามเล่มเดินขึ้นเรือนไปท่ามกลางสายตางุนงงของยี่สุ่น เพราะย่าหยาไม่ได้เรียนหนังสือ แล้วจะอ่านออกได้อย่างไรกัน
หญิงสาวหอบหนังสือไว้แนบอก แจ่มที่ได้ยินเสียงพูดคุยเพิ่งเดินลงมาจากเรือนไม่ทันเห็นคุณสินธุ์มาส่งก็เดินมาหาย่าหยา
“บอกว่าไปเด็ดดอกไม้ แล้วดอกไม้อยู่ไหนละเจ้าคะ”
ย่าหยายิ้มแหย ลืมไปเสียสนิทว่าตัวเองโกหกอะไรไว้
“แล้วนี่รอยอะไรเจ้าคะ โดนมดกัดรึ” แจ่มยื่นนิ้วไปแตะรอยแดงๆ ที่ต้นคอของหญิงสาว ย่าหยาหดคอเหมือนเต่าตัวน้อย “ประเดี๋ยวแจ่มหายาไปทาให้นะเจ้าคะ”
ย่าหยาทำหน้างุนงนแล้วยกมือขึ้นแตะที่ลำคอ โดนมดกัดตอนไหนเนี้ย ไม่เห็นรู้สึกเลย
“ขึ้นเรือนไปเถิด”
“จ๊ะ พี่ยี่สุ่น” ย่าหยาส่งยิ้มแล้วหอบหนังสือเดินขึ้นเรือนไป
“ประเดี๋ยวนี้คุณย่าหยาพูดเก่งขึ้นนะเจ้าค่ะ”
“เห็นแบบนี้แล้วฉันก็ดีใจ”
“อาจเพราะเปลี่ยนที่อยู่ จึงได้ดีวันดีคืนเยี่ยงนี้”
“ฉันก็หวังอย่างนั้นล่ะจ๊ะพี่แจ่ม”
ยี่สุ่นถอนหายใจเบาๆ รู้สึกเป็นกังวลที่เห็นน้องสาวสนิทสนมกับคุณสินธุ์ ผู้ชายคนนั้นน่ากลัวเหลือเกิน
สโรชายิ้มกว้างอย่างดีใจไม่ทันมองสายตาของสาวๆ ในออฟฟิศที่จ้องมองธีรภัทรแทบไม่กะพริบตา เขาสวมเสื้อเชิ้ตผูกไทไม่ได้ใส่เสื้อสูทตัวนอกมาด้วย ดูสบายๆ และโดยเฉพาะรอยยิ้มอบอุ่นบนใบหน้าที่มีให้หญิงสาวเพียงคนเดียว “ไม่ว่าอะไรนะ พี่สั่งมาให้ ไม่ได้ถามก่อน” “ไม่เป็นไรค่ะ ของอร่อยทั้งนั้น ลาภปากพวกเราจังเลย” ธัญญ่ายิ้มให้แล้วกระแซะไหล่เพื่อน “จะไม่แนะนำหนุ่มหล่อหรือไงยะ” “อ่อ... นี่พี่ธีร์ค่ะ ธีรภัทรเอ่อ...เป็น...เป็น...” “เป็นอะไรกับหล่อนยะ เป็นพี่ชายหรือเปล่าฉันจะได้จีบ” ธัญญ่าแซวออกนอกหน้า “ไม่ใช่พี่ชาย แต่เป็นสามีต่างหากล่ะ” คำพูดของสโรชาทำให้หัวใจของธีรภัทรพองโต เขายิ้มกว้างอย่างไม่รู้ตัว ออฟฟิศเขาอยู่ห่างจากตึกนี้ไปแค่ไม่กี่ชั่วตึก และแอบหลบงานเดินมาหาเธอที่นี่ แถมสั่งติ่มซำชุดใหญ่ให้มาส่งด้วย ถือว่าคุ้มค่ากับมากกว่าที่คาดคิดเสียอีก เขาเองก็ยังไม่เคยเจอเพื่อนๆของสโรชา ตอนงานแต่งงานทั้งสองก็แต่งงานกันเงียบๆ มีเพียงแค่ญาติฝั่งเขาและพ่อของสโรชามาร่วมงานเท่านั้น “เฮ้ย!สามี! แกแต่งงานเมื่อไหร่ยะ!” สาวๆ ต่างส่งเ
“บัวทำเองดีกว่าของพวกนี้เป็นของแม่บัวค่ะ” เธอยิ้มไม่ได้คิดอะไรมาก มือยังเช็ดอัลบั้มรูปอยู่ เธอสนใจสิ่งนี้มากกว่า ของที่อยู่ในลังอีกหลายชิ้น แต่ดาวฉายอดมองอย่างอยากรู้อยากเห็นไม่ได้ พอเห็นกล่องไม้เล็กๆ ก็เอื้อมไปหยิบมาเปิดดูโดยไม่ถามเจ้าของ เปิดออกมานึกว่าจะได้เห็นแก้วแหวนเงินทอง แต่กลับเป็นเศษซากดอกไม้เหี่ยวๆ“นี่อะไรคะ”“คงจะเป็นของๆ แม่ค่ะ” เธอยื่นมือไปรับมันดูใกล้ๆ มันแทบดูไม่ออกว่าเป็นอะไร แต่ทำไมเธอกลับคิดว่ามันเป็นดอกกระดังงาก็ไม่รู้‘นึกว่าจะมีสมบัติอะไรเสียอีก’ ดาวฉายแสร้งยิ้มหวานให้ลูกเลี้ยง“น้องบัวอยากกินมื้อเที่ยงอะไรจ๊ะ อาจะให้แม่ครัวจัดให้” เธอพูดอย่างเอาใจ“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวบัวจะไปธุระนอกบ้าน”“ไปไหนละจ๊ะ ช่วงนี่ไม่ค่อยสบายไม่ใช่เหรอ”“ไปออฟฟิศค่ะ” สโรชามองดูนาฬิกาที่แขวนอยู่ที่ผนังแล้วก็ต้องตกใจ “บัวต้องไปอาบน้ำแล้วละคะ มัวแต่ทำโน้นทำนี่เพลินเลยจะลืมเวลาไปเสียนี่”“จ๊ะๆ เดี๋ยวอาให้ไอ้ไม้มันเตรียมรถให้นะ”“ขอบคุณค่ะ” ดาวฉายมองร่างอิ่มเอิมมีน้ำมีนวลของหญิงสาวหมุนตัวออกไปอย่างรวดเร็ว ตอนที่เธออายุ 20 กว่าๆ ก็แบบนี้แหละ สวยสะพรั่ง ผู้ชายหน้าไหนก็แทบคลานเข้ามามุดใต้
“ป๋าขาเมื่อไหร่จะรื้อบ้านหลังนั้นเสียทีละคะ” “ก็ยัยบัวยกให้แล้ว ปล่อยเค้าอยู่กับของๆ แม่สักพักเถอะ”“แล้วถ้าน้องบัวเปลี่ยนใจไม่ยอมรื้อบ้านหลังนั้นละคะ” น้ำเสียงออดอ้อน“ยังไงก็ต้องรื้อ บ้านมันโทรมแล้วจะพังแหล่มิพังแหล่แบบนั้นมันอันตราย”“ก็มันอันตรายแบบนั้น ทำไมไม่รีบๆรื้อละคะ น้องบัวยิ่งไปหลับไปนอนที่นั้นจะเป็นอันตราย ดาวเป็นห่วงน้องบัวค่ะ”“ตาธีร์ไม่ได้ไปดูแลบัวเรอะ”“ไปค่ะ วันนี้ก็ไปตามกลับบ้าน มาถึงก็ขลุกกันอยู่บนห้องนอนยังไม่ลงมาเลยค่ะ”“ดีแล้วหนุ่มๆสาวๆอยู่ด้วยกันแบบนั้น”“ว่าแต่...เรื่องนั้น”“เอาเถอะ ถ้ายัยบัวไม่ยอมจริงๆ เดี๋ยวป๋าจัดการให้เอง”“ดาวรักป๋านะคะ”“รักแล้วต้องทำยังไงล่ะ ฮืม”สโรชาได้ยินเพียงเสียงครางกระเส่า หญิงสาวเดินออกมาให้เบาที่สุด ทำไมดาวฉายถึงอยากให้รื้อบ้านหลังนั้นจัง ยังไงเธอก็ยกให้พ่ออยู่แล้ว แต่เธอแค่อยากรู้ที่มาที่ไปของบ้านหลังนั้น ซึ่งอาจเป็นสิ่งเดียวที่เชื่อมโยงเธอกับแม่ รู้ว่าแม่ของเธอเป็นยังไง ความทรงจำของเธอกับแม่แทบไม่มีเหลือเลยด้วยซ้ำ หญิงสาวตัดสินใจเดินไปที่ห้องสมุดของบ้าน นอกจากหนังสือสารพัดแล้วยังมีเอกสารเก่าๆ ของที่บ้านนี้ เธอคลับคล้ายคล
สโรชามาเกาะแขนของธีรภัทร เวลาที่เธอกลายเป็นลูกแมวน้อยแบบนี้ ธีรภัทรรู้สึกใจอ่อนยวบ เธอยอมให้เขาประคองเธอออกจากบ้านร้างนี้ไปที่รถของเขาอย่างง่ายดาย ถึงคุณมนตรีจะยอมรับเขาเป็นลูกเขย แต่อย่างไรคนเป็นพ่อก็ตามใจลูกสาวคนเดียวเป็นอย่างมาก เขารักเธออย่างที่ไม่เคยรู้สึกกับผู้หญิงคนไหนมาก่อน แต่เขาก็มั่นใจว่าเธอไม่ได้รักเขา เพียงแค่ทำตามที่พ่อสั่ง ทว่าเขาหวังว่าความจริงใจที่เขามีจะทำให้เธอรักเขาบ้าง สโรชาหลับตลอดทางกลับบ้าน เมื่อรถมาจอดหน้าบ้าน ธีรภัทรก็มองเสี้ยวหน้ายามหลับใหลของเธอแล้วยิ้มอ่อนโยน เขาก้มลงจูบแก้มเนียนเบาๆ ทำให้สโรชาลืมตาขึ้นมองใบหน้าเขาแล้วยิ้มเขินอาย“อะไรกัน ยังหน้าแดงอีก” ธีรภัทรหยอกล้อเมียสาว แล้วประคองใบหน้าสวยของเธอเพื่อกดริมฝีปากดูดกลืนริมฝีปากของเธอ ค่อยๆเพิ่มความหวานและร้อนแรงขึ้นจนหญิงสาวต้องใช้มือยันแผงอกของเขาไว้“พี่ธีร์”“ทำไมละครับ พี่อยากจูบเมียพี่นี่” เขาขมวดคิ้ว“นี่มันหน้าบ้านนะคะ” สโรชาเขินอายหน้าแดงก่ำ อาการของเธอทำให้ธีรภัทรหัวเราะพอใจ ก่อนหน้านี้เห็นเมียจับไข้เพราะ ‘ครั้งแรก’ ที่เขาตักตวงมาก็กลัวว่าเมียสาวจะไม่ให้เข้าใกล้อีก แต่พอเห็นแบบนี้แล้ว หัวใจ
“คุณหนูจะเอาอะไรอีกไหมขอรับ จะให้กระผมอยู่รับใช้จนคุณเรืองมาหรือไม่”“มะ..ไม่...ไม่ต้องแล้ว รีบออกไปเถอะ” เธอสั่งเขาเสียงสั่น“ขอรับคุณหนู” สโรชาถอนหายใจยาวเมื่อเห็นนายพร้าวคลานออกไปพ้นประตูแล้ว หญิงสาวแปลกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกายตัวเอง มือเรียวยกขึ้นทาบอก หัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกมานอกอก พอตั้งสติได้ก็รีบเดินไปที่หน้าต่างเห็นเงาร่างของคนรับใช้เดินออกจากเรือนไปแล้ว เธอเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า เปิดตู้ดูแล้วก็นึกอยากหัวเราะ ‘คุณหนูแดง’ กับเธอชอบใส่ชุดกระโปรงคล้ายๆ กันกับที่เธอชอบสวม หญิงสาวหยิบชุดนอนเป็นผ้าฝ้ายสีขาวตัวยาวมาผลัดเปลี่ยน เธอแปรงผมยาวสลวยด้วยความเคยชินก่อนจะปีนขึ้นเตียงนอน สโรชาเริ่มอยากรู้ว่า ‘หนูแดง’ เป็นใคร ‘คุณท่าน’ เป็นคือ ‘คุณตา’ ของเธอใช่ไหม? ถ้าใช่ล่ะ? หนูแดงก็อาจจะเป็นแม่ของสโรชาเองก็เป็นได้ กลิ่นหอมของดอกกระดังงาอบอวลราวกับมือที่มองไม่เห็นกำลังโอบกอด เธอหาวออกมาเบาๆ แล้วสติก็เริ่มจะเข้าสู่ภวังค์หลับใหล ขณะที่เธอกำลังจะสู้ห้วงนิทรา ก็รู้สึกได้ว่ามีใครบางคนขึ้นมานอนซ้อนอยู่ด้านหลัง“เรืองเองเจ้าคะ”“ฮืม” เธอรับคำเหมือนละเมอ คล้ายว่าคุ้นเคยกับการมีเรืองอยู
“ให้อีเรืองทำความสะอาดให้นะเจ้าคะ”“อือ” หญิงสาวได้แต่บิดกายเร่าๆตามจังหวะเร่งเร้าของของปลายนิ้วที่เคลื่อนไหวอย่างชำนาญ เธอไม่ใช่หญิงสาวไม่ประสีประสา ทว่ากลับรู้สึกราวกับไม่เคยผ่านพบเรื่องเช่นนี้มาก่อน ทั้งทรวงอกที่ถูกบีบเคล้นและดอกไม้ที่ถูกแตะต้องก็ทำเอาสโรชากรีดร้องออกมาอย่างสุดจะทนฝืนได้“คุณหนูแดงของอีเรือง” เรืองก้มหน้ามากระซิบด้วยรอยยิ้มพอใจ ยังไงเด็กสาวคนนี้ต้องอยู่ในกำมือเธอเช่นเดียวกับพ่อของเธอเป็นนั้นแหละ ถึงจะมีหน้าเพียงพี่เลี้ยงของคุณหนูแดง แต่ลึกๆ แล้ว ไม่มีใครรู้ว่าอีเรืองอยู่ในฐานะพิเศษที่ไม่มีใครกล้าแตะต้องหรือทำร้ายเธอสโรชาลุกจากอ่างอาบน้ำด้วยความสั่นเทา พี่เลี้ยงของเธอทำเหมือนสิ่งที่ทำนั้นเป็นเรื่องปกติ หญิงสาวหยิบผ้าขนหนูมาซับน้ำตามเรือนกายของตัวเอง แล้วรีบหยิบเสื้อผ้ามาสวมใส่ เรืองช่วยแต่งตัวและแปรงผมให้ เมื่อหญิงสาวสวยงามดีแล้วจึงชวนให้ไปรับประทานอาหารที่เรือนใหญ่ เพื่อที่จะได้แนะนำให้คนรับใช้อื่นๆ รู้จักคุณหนูแดงด้วย เพราะช่วงที่คุณหนูไปเรียนที่ปีนังก็ไม่ได้กลับบ้านมาหลายปี บ่าวไพร่บางคนก็มาใหม่ไม่เคยเห็นหน้าคุณหนูแดงมาก่อนหญิงสาวเดินผ่านชายหนุ่มร่างกาย
ครั้งแรกที่เธอได้สติก็ตื่นมาบนเตียงของเขา นิยายที่เคยอ่าน ซีรีย์ที่เคยดู มีบางเรื่องคล้ายกันคือนางเอกตื่นมาบนเตียงพระเอก หรือเตียงจะเป็นสิ่งเชื่อมโยงมิติก็ได้ คราวนี้เธอจะลองนอนบนเตียงนี้เผื่อว่าตื่นอีกครั้งจะได้กลับไปโลกปัจจุบัน คิดได้ตามนี้แล้วย่าหยาก็ปีนขึ้นเตียงนอน จัดหม
“คุณพี่ คุณพี่เจ้าขา” “ชอบหรือไม่” “เบาหน่อยเจ้าคะ อื้อ คุณพี่...อิชั้น...ไม่ไหว” “ทนอีกหน่อย พี่ใกล้แล้ว โอ้ววว” นั้นเป็นเสียงที่ดังมาจากห้องข้างๆ ซึ่งย่าหยาเข้าใจดีว่าเกิดกิจกรรมอะไรในห้องนั้น แต่ไม่คิดว่าหลวงพิชัยที่ดูเงียบขรึมและใจดีจะ
ย่าหยาอ้าปากแต่ไม่มีเสียง ยี่สุ่นที่นั่งอยู่ใกล้น้องจึงพูดแทน “ดีขึ้นแล้วเจ้าค่ะ ขอบพระคุณคุณช้อยที่ให้หมอมาตรวจอาการน้องสาวอิชั้นเจ้าค่ะ” “เห็นสองคนคอยดูแลกันเช่นนี้ ฉันก็สบายใจ” หลวงพิชัยพูดแล้วอดมองมาทางย่าหยาไม่ได้ ได้ยินว่าแม่เป็นคนจีนทั้งสองพี่น้องจึงผิวขา
‘คุณสินธุ์’ อุ้มร่างที่เบาหวิวตรงดิ่งไปที่เรือนจรุงจิตซึ่งเป็นเรือนที่ ‘หลวงพิชัย’ ยกให้เมียรองได้อยู่อาศัยนั้นก็คือ ‘ยี่สุ่น’ ซึ่งย้ายเข้ามาอยู่ได้ราวๆ สิบวันแล้ว โดยมีบ่าวรับใช้ชื่อแจ่มและน้องสาวที่ได้ยินว่าสติไม่ค่อยดีชื่อย่าหยามาอยู่ด้วย ชายหนุ่มร่างกำยำอุ้มร่างเล็กที่ไม่มีแรงดิ้นรน







