LOGINทุกวันที่เขาเคยเห็นเธอนอนหลับอยู่บนเตียงภายในห้องที่เต็มไปด้วยเครื่องมือ แต่ ณ วันนี้ เวลานี้ เธอคนนั้นออกมาจากห้องนั้น และยังพูดคุยกับแพทย์ได้
“ใครน่ะ?”
เด็กหญิงถามขึ้น ขณะที่เด็กชายแปลกหน้าคนหนึ่ง กำลังเดินเข้ามาหาเธอที่เตียง
“เธอเป็นใครน่ะ?”
“เอ้อ…คือ....เอ่อ..ฉันคือ…” เด็กชายตอบอย่างอึกอัก
“มีธุระอะไรกับฉันหรือ?” เด็กหญิงเอียงคอถามเขาโดยไม่รอฟังคำตอบ
“เอ้อ….ไม่มีอะไรหรอก เพียงแต่ฉันเคยเห็นเธอนอนหลับอยู่แต่ในห้องโน้น ก็เลยแปลกใจเท่านั้นที่เธอมาอยู่ห้องนี้น่ะ”
เด็กชายตอบอย่างตะกุกตะกัก ก่อนจะกัดริมฝีปากกับประโยคงี่เง่าที่ตอบออกไป
“คิกคิก ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงมาอยู่ที่นี่”
“รู้แต่...เหมือนฉันนอนหลับ แล้วอยู่ๆ ก็ตื่นขึ้นมา..ก็มาอยู่ตรงนี้ แล้วก็กำลังคุยกับเธออยู่นี่ไง ฮิฮิ”
เด็กหญิงส่งยิ้มทะเล้นให้เขา ใบหน้าสดใสทำให้เขาหน้าแดงใจเต้นตึกตักไม่เป็นส่ำ
“อ๊ะ! แย่ล่ะ ฉันต้องไปแล้วล่ะ แม่ฉันจะเป็นห่วงน่ะ”
“อืม” เด็กหญิงมีสีหน้าหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด
“แล้วฉันจะมาเยี่ยมเธออีกนะ”
“สัญญานะ”
เด็กหญิงฉีกยิ้มสดใส และยกนิ้วก้อยขึ้นมาเพื่อให้เด็กชายเกี่ยวก้อยสัญญากับเธอ
“สัญญาเลย”
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาเด็กชายแวะเวียนไปพูดคุยกับเด็กหญิงที่โรงพยาบาลเกือบทุกวัน ทำให้เธอรู้สึกหายเหงาไปได้มาก เพราะ นอกจากคุณหมอชาร์ลตันที่แสนใจดี กับนางพยาบาลเฮเลนแสนสวยที่คอยเอาใจใส่เธอเป็นพิเศษแล้ว ก็แทบจะไม่มีใครมาเยี่ยมเธอเลยสักคน แม้จะมีเวลาอยู่กับเด็กชายเพียงน้อยนิดก็ตาม แต่เธอก็มีความสุข และตั้งตารอคอยเวลาที่เขาจะมาเสมอ
“ฉันชอบดอกเดซี่มากที่สุดเลย”
เด็กหญิงเอ่ยกับเด็กชายวันหนึ่งในยามสนธยา ขณะที่ทั้งคู่กำลังนั่งมองสวนดอกไม้ภายในขอบเขตของโรงพยาบาล
“มันดูอบอุ่น อ่อนหวาน น่าทะนุถนอม และที่สำคัญยังเป็นสีขาวบริสุทธิ์ด้วยล่ะ”
เด็กหญิงยิ้มให้เด็กชายอย่างสดใสเมื่อนึกถึงดอกไม้ที่เธอชื่นชอบ เด็กชายมองรอยยิ้มของเด็กหญิงอย่างหลงใหล
“แต่ฉันคงไม่มีโอกาสที่จะได้เห็นอีกแล้วมั้ง….”
เด็กหญิงมีสีหน้าสลดลง และมองไปด้านหน้าด้วยสายตาเหม่อลอย ตั้งแต่เธอรู้สึกตัวขึ้นมา เธอยังไม่เคยได้รับอนุญาตให้ออกนอกรั้วของโรงพยาบาลเลย
“ถ้าฉันหามาให้เธอได้ล่ะ!”
“เธอเนี่ยนะ...” เด็กหญิงเอียงคอมองหน้าเขา
“ถ้าฉันหามาได้...เธอจะ..เอ่อ..” เด็กชายหน้าแดง
“หืม?”
“เธอจะแต่งงานกับฉันมั้ย?”
เด็กชายโพล่งออกมาทันที ใบหน้าของเขาแดงรับกับแสงแดดยามเย็น
“ได้สิ”
เด็กหญิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบพร้อมกับส่งยิ้มสดใส นัยน์ตาเป็นประกายวิบวับ
“สัญญานะ” เด็กชายรู้สึกดีใจอย่างมาก
“สัญญาเลย”
ทั้งสองคนเกี่ยวก้อยกัน โดยมีสักขีพยานเป็นท้องฟ้ายามเย็น และเหล่าดอกไม้ภายในสวนของโรงพยาบาลนั้น
หลังจากวันนั้น เด็กชายก็ตั้งหน้าตั้งตาค้นหาดอกเดซี่ตามร้านขายดอกไม้ใหญ่ๆ ที่อยู่ภายในเมือง ทำให้เลยเวลาที่ต้องไปเยี่ยมเด็กหญิงคนนั้น
ในที่สุดความพยายามของเขาก็ได้รับการตอบสนองโดยป้าของเขาเล่าให้แม่ของเขาฟังว่า มีหญิงสาวคนหนึ่งปลูกดอก เดซี่เอาไว้แถบชานเมือง
เด็กชายรบเร้าให้แม่พาเขาไป จนแม่ของเขาทนไม่ไหวจึงยอมพาเขาไปยังสถานที่นั้น ขณะที่แม่ของเขาขอตัวไปเข้าห้องน้ำ
“พี่สาวครับ ผมขอซื้อดอกเดซี่ 1 ดอกได้มั้ยครับ”
“เอาไปทำอะไรรึจ๊ะ”
หญิงสาวเจ้าของไร่ดอกเดซี่เอียงคอถาม
“คือ..เอ่อ..”
เด็กชายเอ่ยปากเล่าเรื่องของเด็กหญิงที่โรงพยาบาลให้เธอฟัง
“พี่ไม่ขายหรอกจ้ะ”
“แต่ว่า...”
“พี่ฝากไปเยี่ยมน้องคนนั้นด้วยนะ แล้วก็ขอให้หายป่วยไวๆ ด้วย”
หญิงสาวหยิบช่อดอกเดซี่ที่มัดรวมกันเป็นกำส่งให้เขา
“ขอบคุณมากๆ ครับ!!!”
...
เมื่อเขาไปถึงโรงพยาบาล เด็กชายรีบวิ่งลงจากรถและมุ่งตรงไปยังห้องที่เด็กหญิงคนนั้นพักอยู่ แต่ทว่าเมื่อไปถึงห้อง เขาก็พบว่ามีผู้คนมากมายกำลังตะโกนโหวกเหวก รวมทั้งแพทย์และพยาบาลที่ยืนอยู่ภายในห้อง ก็มีอาการร้อนรนและตื่นตระหนกมาก เขาหยุดมองอย่างงุนงง ก่อนจะพยามแทรกตัวผ่านผู้คนเหล่านั้นเพื่อไปให้ถึงตัวของเด็กหญิง
แต่แล้วเขาก็พบว่าเด็กหญิงคนนั้น นอนอยู่บนเตียงด้วยหน้าตาซีดเซียว ใบหน้าสดสวยของเธอมีฝาครอบไว้ตรงปาก และกำลังอาการหายใจหอบค่อนข้างแรง
“เตรียมรถเข็น! เอาเข้าห้องฉุกเฉิน!”
เสียงของหมอตะโกนเรียกบุรุษพยาบาลดังลั่น พยาบาลตรงเข้ารุมล้อมเด็กหญิงอย่างรวดเร็ว เพื่อพาเธอจากห้องพักแห่งนี้
เด็กชายมองอาการของผู้ใหญ่อย่างไม่เข้าใจ แต่เขาสังหรณ์ใจว่าหากเขาไม่เข้าไปหาเด็กหญิงตอนนี้ เขาคงไม่มีโอกาสได้พบกับเธออีกแล้ว
“นี่! ฉันเอาดอกไม้มาให้เธอแล้วนะ!” เด็กชายร้องตะโกนเสียงดัง และฝ่าผู้คนเข้าไปยืนชิดเตียงของเด็กหญิงคนนั้น
“ดูนี่สิ! ดอกเดซี่ยังไงเล่า! ดอกไม้ที่เธอชอบน่ะ!”
เด็กชายยื่นดอกเดซี่สีขาวบริสุทธิ์ที่มัดรวมกันไว้เป็นกำให้เธอ
“อา….”
เด็กหญิงพยายามเปล่งเสียงพูดออกมาและยื่นมือมารับดอกไม้จากเด็กชาย แต่ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากสวยได้รูป น้ำตาของเธอรื้นขึ้นมาคลอเต็มดวงตาคู่งามของเธอ
“เธอต้องหายดีนะ! แล้วแต่งงานกับฉันตามสัญญาไง”
เด็กชายละล่ำละลักบอกเด็กหญิงและคว้ามือของเธอเอาไว้อย่างกลัวว่าจะไม่ได้พบกับเธออีก
แววตาของเด็กหญิงดีใจที่ได้เห็นเขามาหาเธอ เด็กหญิงจึงเอามืออีกข้างยกขึ้นอย่างสุดแรง และดึงฝาครอบที่ปากของเธอออก
“ขอบ..คุณ..นะ…. แค่ก แค่ก…”
เด็กหญิงพยายามที่จะพูดกับเด็กชายให้ได้มากที่สุด แต่ก็ต้องหอบเนื่องจากหายใจไม่ทัน
“เร็วเข้า!!”
เสียงคำสั่งของหมอดังขึ้นกะทันหัน เมื่อเห็นอาการของเด็กหญิงเริ่มแย่ลงมากกว่าเดิม
“ขอโทษทีนะหนู”
พยาบาลบอกเด็กชายพร้อมกับพยายามนำตัวเด็กชายให้ออกห่างจากเด็กหญิงให้มากที่สุด เพื่อพวกเธอจะได้นำเด็กหญิงเข้าห้องฉุกเฉิน
เด็กชายพยายามดิ้นรนให้หลุดจากการจับกุมของพยาบาล พร้อมกับนึกขึ้นบางอย่างขึ้นได้
“ฉันชื่อ คิม! แล้วเธอล่ะ!” เด็กชายร้องตะโกนถามสุดเสียง
“………….ร่า”
เด็กหญิงพยายามเปล่งเสียงบอกชื่อของเธอ แต่ทว่าเสียงของแพทย์และพยาบาลดังจนกลบเสียงที่แสนจะเบาของเธอ
เด็กชายได้แต่ยืนมองเด็กหญิงถูกแพทย์และบุรุษพยาบาลช่วยกันเข็นเตียงที่เธอนอนอยู่ตรงเข้าห้องฉุกเฉินจนลับสายตา
“ลูกครึ่งญี่ปุ่น-อังกฤษ?”“แกจะสงสัยอะไรว้า แกเองก็เป็นลูกครึ่งไทย-เบลเยี่ยม”ไมค์พูดเหน็บแนม เนื่องจากเขาเป็นคนอังกฤษ และมาเรียนต่อที่ฝรั่งเศส เพราะพ่อของเขาต้องมาทำงานกับบริษัทในประเทศฝรั่งเศสส่วนแม่ของไมค์แยกทางกับพ่อ ตั้งแต่เขาอายุ 15 ปี และไปแต่งงานกับคนอื่น ไมค์จึงอยู่กับพ่อของเขาเพียงสองคนเท่านั้นคิมหันต์นั่งนิ่ง พยายามนึกถึงหน้าตาของนักเรียนที่ชื่อ “มิยาเกะ เซร่า” ให้ออกแต่นึกเท่าไหร่ ก็ไม่รู้สึกคุ้นเคยสักนิด และที่เขาอยากรู้เป็นพิเศษ อาจจะเป็นเพราะว่าคำชื่อท้ายเสียงของนักเรียนคนนี้ช่างเหมือนกับเด็กหญิงที่อยู่ในความทรงจำของเขาเสียจริง เวลา 12.00 น.สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำฝรั่งเศส ซึ่งออกแบบโครงสร้างภายนอกด้วยศิลปะแบบโกธิค ภายในตกแต่งด้วยภาพวาดที่สวยและมีราคาแพงส่วนมากเป็นภาพของจิตรกรที่มีชื่อเสียง เช่น ลีโอนาโด ดาร์วินซี หรือ ไมเคิล แองเจลโล เป็นต้นผนังด้านในมีการแกะสลักเป็นลวดลายรูปทรงเรขาคณิตอย่างสวยงาม รอบๆ ของสถานทูตเต็มไปด้วยสีสันของสวนดอกไม้นานาพันธุ์ เนื่องจากมีคนทำสวนคอยช่วยดูแลเอาใจใส่ดอกไม้เป็นอย่างดีภายในสถานทูตมีห้องโถงเอาไว้สำหรับเลี้ยงรับรองแขกที่มาจ
นักเรียนภายในห้องเรียนของชั้นปี 3 C กำลังนั่งฟังอาจารย์กลอเรียพูดถึงวิชาที่ ต้องเรียน รวมไปถึงการจัดตำแหน่งที่นั่งภายในห้องเรียนด้วย ซึ่งอาจารย์กลอเรียได้แจ้งให้ทุกคนทราบว่า แผนผังที่นั่งภายในห้องนั้น อาจารย์ได้เป็นคนจัดให้เรียบร้อยแล้ว โดยได้นำแผนผังที่นั่งติดไว้ที่บอร์ดด้านข้างของกระดานดำด้านหน้าห้อง และให้นักเรียนทุกคนใช้เวลาในชั่วโมงโฮมรูมนี้ ทำการเปลี่ยนที่นั่งตามแผนผังให้เสร็จสิ้น เพื่อจะได้เรียนวิชาต่อไปเมื่ออาจารย์ชี้แจงเสร็จ นักเรียนทุกคนในห้องก็ลุกฮือเดินไปด้านหน้าห้องเพื่อดูแผนผังที่นั่ง มีเพียงคิมหันต์ และนักเรียนอีกจำนวนหนึ่งเท่านั้น ที่ไม่ได้ลุกไปดูในทันที แต่ยังคงนั่งอยู่ด้านหลังของห้องไม่ขยับเขยื้อนใดๆ“เฮ้! คิม ไม่ไปดูที่นั่งใหม่เหรอวะ?”ไมค์ หรือไมเคิลเพื่อนร่วมชมรมบาสเกตบอลเดียวกับคิมหันต์และเป็นเพื่อนร่วมห้องในปีที่ 3 นี้ด้วย ลากเก้าอี้ของโต๊ะข้างๆ มานั่ง พร้อมกับถามเขา“ไว้ก่อน ขี้เกียจแทรกคนเข้าไปดู”คิมหันต์เอามือท้าวคางและพยักพเยิดบอกเพื่อนของเขาไปทางด้านหน้าห้อง สีหน้าเรียบเฉย แต่แววตาไม่ค่อยสบอารมณ์มากนักจากเรื่องครู่“กะละ ฉันเลยดูมาให้เรียบร้อยแล้ว”ไมค์พอ
คิม ชายหนุ่มที่กำลังถูกพูดถึงกำลังนั่งคิดถึงเรื่องความฝันของเขาเมื่อเช้าอยู่ภายในรถเบนซ์ราคาแพง ในระหว่างทางที่ไปโรงเรียน Saint Helena โรงเรียนคริสต์ชื่อดังของเมืองเบรอตาญแห่งนี้เขาพยายามเรียบเรียงลำดับเหตุการณ์ต่างๆ ในวัยเด็กของเขา จนบัดนี้เขายังไม่สามารถที่จะจดจำชื่อของเด็กหญิงคนนั้นได้เลย เนื่องจากเหตุการณ์ในวันนั้นชุลมุนวุ่นวายมาก และหลังจากวันนั้นสองวัน เขาได้ไปที่โรงพยาบาลแห่งนั้นอีกครั้ง ก็ไม่พบกับเด็กหญิงคนนั้นเสียแล้ว เมื่อสอบถามแพทย์ที่นั่นก็ได้รับคำตอบว่าเธอได้ถูกย้ายไปที่อื่นแล้ว ทำให้เขาไม่ได้พบกับเธออีกเลยเมื่อตอนที่คิมเข้าเรียนชั้นปี 1 ของโรงเรียน Saint Helena นี้ เขาเคยได้ยินชื่อของเด็กผู้หญิงที่ลงท้ายเสียงด้วย “ร่า” แต่เมื่อเขาไปพบกับเด็กผู้หญิงคนนั้น กลับเป็นคนอื่นไม่ใช่เด็กหญิงในความทรงจำ ซึ่งทำให้เขาผิดหวังมากชายหนุ่มพยายามค้นหาเด็กหญิงคนนั้นอยู่เป็นเวลา 1 ปีเต็ม แต่ก็พบกับความผิดหวัง จนกระทั่งมีเรื่องต่าง ๆ มากมายเข้ามาในชีวิต ทำให้เขาเริ่มลืมเลือนเด็กหญิงคนนั้นไป จวบจนเมื่อเช้าที่เขาได้ฝันถึงเหตุการณ์เมื่อตอนเด็กอีกครั้งหนึ่ง ทำให้เขารู้สึกแปลกใจ และเริ่มคิดถึ
ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลอ่อนที่อยู่บนเตียงผ้าปูที่นอนสีฟ้าอมน้ำทะเล นอนลืมตาปริบๆ มองเพดาน ภายในหัวของเขากำลังใช้ความคิดเกี่ยวกับความฝันที่เพิ่งเห็นไปเมื่อครู่อย่างเคร่งเครียดอา…นานแล้วสินะ ที่เราไม่ได้ฝันแบบนี้ ชายหนุ่มคิดป่านนี้ เด็กหญิงคนนั้นจะเป็นยังไงบ้างนะ ?จะหายดี ?หรือว่า ไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้อีกแล้วกันแน่นะ ?ชายหนุ่มพลิกตัวกระสับกระส่ายไปมา ก่อนจะลุกขึ้นนั่งบนเตียง และลุกจากเตียงเดินไปยังหน้าต่างซึ่งมีแสงแดดอ่อนๆ ส่องเข้ามาภายในห้องเพื่อเปิดม่าน พร้อมกับเปิดบานหน้าต่างออกไป และสูดกลิ่นอากาศยามเช้าอย่างสดชื่น เพื่อไล่ความคิดที่อยู่ภายในหัวของเขาออกไปให้หมดเขามองทิวทัศน์จากหน้าต่างบนห้องของเขา ซึ่งบ้านที่เขาอาศัยอยู่นั้นสามารถมองเห็นชายฝั่งที่เว้าแหว่งยื่นออกไปในทะเลได้อย่างชัดเจน สายลมพัดโชยเอื่อยๆ อย่างเย็นสบายชายหนุ่มบิดไล่ความเมื่อยล้าที่เกิดขึ้น เนื่องจากเมื่อวานเขาได้ลงแข่งขันบาสเกตบอลให้กับทางโรงเรียน และทำให้ทีมของโรงเรียนเขาได้ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายก๊อก ก๊อก!!เสียงเคาะประตูดังขึ้นด้านหน้าห้องของชายหนุ่ม ทำให้เขาหันไปมองอย่างแปลกใจ“คุณชายครับ ได้เวลาที่จะต้องไปโรงเรี
ทุกวันที่เขาเคยเห็นเธอนอนหลับอยู่บนเตียงภายในห้องที่เต็มไปด้วยเครื่องมือ แต่ ณ วันนี้ เวลานี้ เธอคนนั้นออกมาจากห้องนั้น และยังพูดคุยกับแพทย์ได้“ใครน่ะ?”เด็กหญิงถามขึ้น ขณะที่เด็กชายแปลกหน้าคนหนึ่ง กำลังเดินเข้ามาหาเธอที่เตียง“เธอเป็นใครน่ะ?”“เอ้อ…คือ....เอ่อ..ฉันคือ…” เด็กชายตอบอย่างอึกอัก“มีธุระอะไรกับฉันหรือ?” เด็กหญิงเอียงคอถามเขาโดยไม่รอฟังคำตอบ“เอ้อ….ไม่มีอะไรหรอก เพียงแต่ฉันเคยเห็นเธอนอนหลับอยู่แต่ในห้องโน้น ก็เลยแปลกใจเท่านั้นที่เธอมาอยู่ห้องนี้น่ะ”เด็กชายตอบอย่างตะกุกตะกัก ก่อนจะกัดริมฝีปากกับประโยคงี่เง่าที่ตอบออกไป“คิกคิก ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงมาอยู่ที่นี่”“รู้แต่...เหมือนฉันนอนหลับ แล้วอยู่ๆ ก็ตื่นขึ้นมา..ก็มาอยู่ตรงนี้ แล้วก็กำลังคุยกับเธออยู่นี่ไง ฮิฮิ”เด็กหญิงส่งยิ้มทะเล้นให้เขา ใบหน้าสดใสทำให้เขาหน้าแดงใจเต้นตึกตักไม่เป็นส่ำ“อ๊ะ! แย่ล่ะ ฉันต้องไปแล้วล่ะ แม่ฉันจะเป็นห่วงน่ะ”“อืม” เด็กหญิงมีสีหน้าหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด“แล้วฉันจะมาเยี่ยมเธออีกนะ”“สัญญานะ”เด็กหญิงฉีกยิ้มสดใส และยกนิ้วก้อยขึ้นมาเพื่อให้เด็กชายเกี่ยวก้อยสัญญากับเธอ“สัญญาเลย”ตั้งแต่วันน
“ออก...ไม่ได้ออก...ออก...ไม่ได้ออก...”“ว้า! ทำไมได้แต่แบบเดิมล่ะ!” เด็กหญิงคนหนึ่งร้องออกมาอย่างฉุนเฉียว ก่อนจะขยำดอกไม้ในมือทิ้งลงกับพื้นดิน“อ้าว ทำแบบนั้นไม่ดีนะจ๊ะ ดอกไม้เจ็บหมด” เสียงหญิงสาวคนหนึ่งดุแกมเอ็นดู“ก็หนูไม่เข้าใจว่า ทำไมมันถึงได้คำตอบแบบเดิมซ้ำๆ กันนี่คะ” เด็กหญิงบ่นพึมพำด้วยความน้อยใจ“ก็หนูใช้ทำนายผิดเรื่องนี่จ๊ะ”“!!”“หึหึ ดอกเดซี่เป็นดอกไม้สำหรับเสี่ยงทายรักน่ะจ้ะ”“เสี่ยงทายรัก??” เด็กหญิงเอียงคอมองอย่างงุนงง“ใช่จ้ะ หนูต้องหลับตาหยิบดอกไม้ แล้วลืมตานับจำนวนดอกเดซี่ เมื่อได้จำนวนเท่าไหร่ ก็ถือว่าเป็นอายุก่อนที่จะแต่งงาน และทำนายรักโดยการเด็ดกลีบของดอกเดซี่ทีละกลีบ เพื่อให้รู้ว่าคนที่หนูชอบมีใจให้รึเปล่า”หญิงสาวอธิบายพร้อมกับแสดงวิธีให้เด็กหญิงดูด้วยเด็กหญิงเบิกตาโพลงกับความรู้ใหม่ ก่อนจะกลอกตาไปมาอย่างครุ่นคิด“เอาไว้ โตขึ้นแล้วเดี๋ยวหนูก็รู้เองล่ะจ้ะ”“แต่....”เด็กหญิงอ้าปากจะถาม ก่อนจะมีสีหน้าบิดเบี้ยว เหยเกด้วยความเจ็บปวด เอามือกุมหน้าอก ก่อนจะคว่ำหน้าลงกับพื้นดินหมดสติไป“ใครก็ได้ มานี่ที!!!!!”หญิงสาวกรีดร้องขอความช่วยเหลือด้วยความตกใจ....โรงพยาบาล Sa







