LOGINเซร่านั้นเคยไปเรียนที่โรงเรียน Saint Helena ตอนปี 1 หากแต่หญิงสาวเรียนได้เพียงปีเดียว ก็ต้องออกมาเข้าโรงพยาบาลเนื่องจากโรคประจำตัวของเธอกำเริบ
แต่ตลอด 2 ปีที่ผ่านมานั้น เธอก็ไม่เคยขาดการเรียนเลยแม้แต่น้อย เพราะฮิเดกิ เด็กหนุ่มเพื่อนบ้านที่แสนใจดีจะเอา copy แล็คเชอร์แต่ละวิชาที่อาจารย์สอนในแต่ละวันมาให้เธออ่านเป็นประจำ
และการที่เซร่ายังคงสถานภาพเป็นนักเรียนได้อยู่นั้น ก็เพราะว่าผู้อำนวยการ เป็นเพื่อนสนิทของพ่อเธอ
เมื่อถึงเวลาสอบในแต่ละเทอม ผู้อำนวยการจะนำข้อสอบมาให้หญิงสาวทำ ซึ่งเธอสามารถสอบผ่านได้ทุกวิชา เพียงแต่ไม่ต้องเข้าเรียนได้เป็นกรณีพิเศษ
ขณะนี้เซร่าคิดว่าตัวเธอนั้นสามารถที่จะไปโรงเรียนได้แล้ว เธอจึงเอ่ยปากขออนุญาตพ่อกับแม่ของเธอไปโรงเรียน
เพราะตั้งแต่เธอย้ายมาอยู่ที่ฝรั่งเศส เธอรู้จักฮิเดกิเพียงคนเดียวเท่านั้น
“พ่อคิดว่า ยังไม่ถึงเวลาที่ลูกจะสามารถไปโรงเรียนได้นะ”
ท่านทูตเอ่ยปากออกมาอย่างลำบากใจ เพราะเขารู้ว่าลูกสาวของเขาเบื่อกับการอยู่ที่สถานทูตเพียงลำพังโดยที่ไม่มีเพื่อนเล่น
แต่เขาไม่วางใจในโรคประจำตัวของเซร่า ทำให้เขาและภรรยาไม่อยากปล่อยให้เซร่าไปไหนมาไหนลำพังคนเดียว
“แต่พ่อคะ…”
“อ้อนขออะไรพ่อเขาอีกล่ะ เซร่าจัง?”
เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งดังแทรกขึ้นมาในขณะที่เซร่ากำลังพูดอยู่กับพ่อของเธอ
“คุณแม่”
“เอ้า! เข้ามาสิจ๊ะ”
หญิงสาวผู้ได้ชื่อว่าเป็นแม่ของเซร่านั้นหันไปบอกชายหนุ่มหน้าตาคมเข้ม ซึ่งยืนถือของเต็มมือเก้ๆ กังๆ อยู่ด้านหน้าประตูของสถานทูต ให้เดินเข้ามา
“ฮิเดกิ!”
เซร่าอุทานออกมาอย่างดีใจมาก เมื่อเห็นหน้าของชายหนุ่มคนนั้น ชายหนุ่มส่งยิ้มให้กับเซร่า ก่อนจะเอาของส่งให้กับแม่บ้านที่มารับของไป
“พ่อลูกคุยอะไรกับอยู่รึ?”
“เซร่าอยากจะไปโรงเรียนน่ะ”
ฮิเดกิตาโตหันไปมองหน้าหญิงสาวอย่างไม่อยากเชื่อว่าเธอจะกล้าพูดกับพ่อของเธอ
“นะคะ แม่ ให้หนูไปโรงเรียนเถอะนะคะ”
“เซร่าจ๊ะ แม่เข้าใจนะที่ลูกอยากไปโรงเรียน แต่ลูกก็ควรจะรู้ ว่าสุขภาพร่างกายของลูกอ่อนแอแค่ไหน คุณหมอก็บอกลูกแล้วนี่ว่า หากรักษาสุขภาพได้ดี ลูกจะสามารถอยู่ได้ถึง 2 ปี แต่นี่ลูกจะดื้อดึงไปโรงเรียน หากเกิดอะไรขึ้น คนที่เสียใจคือพ่อกับแม่นะจ๊ะ ลูกเข้าใจที่แม่พูดใช่มั้ย?”
แม่ของเซร่าอธิบายเหตุผลยืดยาว ก่อนจะถามเซร่าในประโยคสุดท้ายด้วยน้ำเสียงจริงจัง
เซร่านิ่งอึ้งไปกับคำพูดของแม่เธอ ฮิเดกิมองเซร่าด้วยแววตาเห็นใจ หญิงสาวนั้นยังจำคำพูดของหมอที่บอกเธอครั้งล่าสุดได้เสมอ
“หนูเซร่าจ๊ะ หัวใจของหนูไม่ค่อยแข็งแรง ดังนั้นหนูอาจจะมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงแค่ 2 ปีเท่านั้น หมออยากให้หนูรักษาสุขภาพของให้ดีเพื่อให้หัวใจของหนูสามารถใช้งานได้นานเท่าที่จะนานได้นะ”
คำพูดของหมอดังขึ้นมาภายในหัว ตอนแรกเซร่าก็เห็นด้วยกับคำพูดของหมอ ทำให้เธอต้องอยู่แต่ภายในรั้วของสถานทูตมาจนถึงปัจจุบันนี้
แต่ขณะนี้เธอกลับคิดว่า หากเธออยู่ไม่ถึง 2 ปีล่ะ แล้วเวลาที่เธอเหลืออยู่
เธอจะปล่อยให้มันผ่านไปแบบนี้หรือ? ดังนั้นเธอจึง...
“หนูเข้าใจที่คุณแม่พูดและเป็นห่วงค่ะ”
“แต่ว่า….”
เซร่ายังคงพูดไม่จบ ทำให้พ่อกับแม่ของเธอชะงักและมองเซร่าด้วยความแปลกใจ
“อ้าว ก็ตะกี้เห็นคุณบอกว่า สนใจอยากเรียนต่อด้านนี้ไม่ใช่หรือคะ?” เซร่าถามเหมันต์อย่างแปลกใจ“มันก็ใช่……เพียงแต่ดูเหมือนไม่มีใครสนับสนุนให้ฉันเรียนด้านนี้น่ะสิ” เหมันต์สีหน้าเคร่งขรึม น้ำเสียงท้ายประโยคปนเยาะเย้ยในชะตากรรมของตัวเอง“เอ….แต่ถ้ามันเป็นความฝันของคุณ คุณก็น่าจะทำให้มันเป็นจริงได้สิคะ?” เซร่ากลอกดวงตากลมโตของเธอมองเหมันต์อย่างสงสัย“เธอไม่รู้หรอกว่า ฉันน่ะต้องเจอกับอะไรบ้าง หากคิดจะเรียนต่อด้านนี้ ไม่ว่าจะครอบครัวหรือคนรอบข้าง ก็ไม่มีใครเข้าใจฉันสักคน” เหมันต์พูดออกมาน้ำเสียงขมขื่น“แต่ทุกอย่างมันก็มีทางออก และมีทางแก้ไขได้ไม่ใช่หรือคะ?”เหมันต์นิ่งอึ้งกับคำพูดของเซร่า เพราะเขายังไม่เคยคิดถึงการหาทางออกสำหรับการแก้ปัญหาที่เขาเผชิญอยู่เลยเหมันต์เคยชินกับการทำตามคำสั่งของคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นพ่อที่คาดหวังให้เขามาสืบทอดกิจการต่อ หรืออาจารย์ที่คาดหวังให้เขาเป็นนักเรียนตัวอย่างของโรงเรียนภาระที่เขาแบกเอาไว้มันช่างหนักหนาเหลือเกิน ชายหนุ่มอยากมีใครซักคนมาช่วยรับรู้ถึงภาระของเขา แต่เขาก็ยังมองไม่เห็นใครเลยแม้กระทั่งออยเฟ่ย์ หญิงสาวที่เขาเคยคิดว่า คงเป็นคนที่แตกต่างจากคนอื่น แต่เธ
เหมันต์และออยเฟ่ย์ตกใจและยืนมองอย่างตะลึง เพราะไม่คิดว่าในห้องวิทยาศาสตร์จะมีคนอยู่“อูย.. อ๊ะ...แหะๆ”เซร่าคลำไหล่ด้านที่คิมหันต์บีบป้อยๆ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าแอบฟังพวกเหมันต์อยู่ และเมื่อมองเห็นสายตาของทั้งคู่ที่มองมายังเธอและคิมหันต์ เซร่าก็ได้แต่หัวเราะเฝื่อนๆออยเฟ่ย์นั้นน้อยใจเหมันต์เป็นที่สุด เธอก็หันไปมองเหมันต์ และพบว่าสายตาที่จ้องมองเธอนั้นเต็มไปด้วยความเย็นชา“ตกลงคุณจะเรียนต่อด้านออกแบบภายในจริงๆ รึ?”ออยเฟ่ย์สะกดกลั้นความเสียใจและน้อยใจที่กำลังพุ่งขึ้นมาในความรู้สึกของเธอ สายตาที่จ้องมองเหมันต์เต็มไปด้วยความน้อยใจ“ไม่เกี่ยวกับเธอ!!”เหมันต์ตอบออยเฟ่ย์ด้วยน้ำเสียงเย็นชาออยเฟ่ย์เม้มริมฝีปากแน่น น้ำตาค่อยๆ ไหลออกมาจากดวงตาคู่งามของเธอ ก่อนจะหันหลังกลับและวิ่งหนีออกจากห้องวิทยาศาสตร์ไปอย่างรวดเร็ว“ออยเฟ่ย์!!!!!!!!!!!!!”คิมหันต์ตะโกนเรียกออยเฟ่ย์ที่วิ่งหนีออกไป ก่อนจะรีบลุกขึ้นวิ่งตามออกไปอย่างทันที โดยทิ้งเซร่าที่นั่งมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยสีหน้าที่มึนงง รวมทั้งเหมันต์ที่ยังคงยืนนิ่งด้วยทิฐิสีหน้าเรียบเฉย“…………………”เซร่ายืนมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าด้วยอาการงงๆ ปนไม
เสียงของผู้ชายคนหนึ่งแผดดังขึ้นด้านนอกของห้องวิทยาศาสตร์ พร้อมกับฝีเท้าของคนจำนวนหนึ่ง กำลังเดินตรงเข้ามาที่ห้องนี้ ทำให้ชายหนุ่มและหญิงสาวหันไปมองดูอย่างแปลกใจคิมหันต์คุ้นเคยกับเสียงผู้ชายเป็นอย่างดี เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เขาตัดสินใจดึงตัวเซร่าเข้ามาใกล้ และพาหลบเข้าไปอยู่ภายในตู้เก็บอุปกรณ์ทำความสะอาด โดยมีเพียงช่องเล็กๆ ที่สามารถมองลอดผ่านออกมาเห็นเหตุการณ์ด้านนอกได้“นี่! นายจะ.......อุ๊บ!”เซร่าร้องออกมาอย่างตกใจที่เขาดึงตัวเธอเข้าไปกอดเอาไว้ เพราะตู้เก็บอุปกรณ์ค่อนข้างแคบ ก่อนจะถูกปิดปากด้วยฝ่ามือหนาใหญ่“ทำไมเธอถึงพูดไม่รู้เรื่องนะ!!!”เสียงของผู้ชายดังเข้ามาในห้องวิทยาศาสตร์ ทำให้ดึงความสนใจของเซร่าไปจากคิมหันต์ และอดไม่ได้ที่จะแอบมองผ่านช่องเล็กๆ ของบานประตูตู้เก็บอุปกรณ์ทำความสะอาดชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งคนหนึ่ง เปิดประตูห้องวิทยาศาสตร์เข้ามาค่อนข้างแรง ตามด้วยร่างของหญิงสาวที่ดูบอบบางที่เดินตามเข้ามาด้วยอาการฉุนเฉียวเซร่าไม่สามารถเห็นหน้าทั้งสองคนชัดได้ เนื่องจากแสงอาทิตย์ยามเย็นที่ส่องกระทบกับกระจกด้านหน้า สะท้อนทำให้เห็นหน้าของชายหนุ่มและหญิงสาวไม่ชัดเจนมากนัก“เ
คิมหันต์เดินนำเซร่าออกไปค่อนข้างห่าง หญิงสาวเดินตามไปอย่างเชื่องช้า เนื่องจากของที่อยู่ในมือค่อนข้างหนักพอสมควร พร้อมกับทำหน้ามุ่ย เพราะเซร่ากำลังคิดว่าคงไม่มีทางถือเดินไปถึงห้องวิทยาศาสตร์แน่คิมหันต์ที่กำลังเดินนำอยู่นั้น หยุดเดินและหันกลับไปมองเซร่า เพราะเห็นว่าเธอเดินค่อนข้างช้าเกินไป ก็เห็นเซร่ากำลังถือของอย่างทุลักทุเล ชายหนุ่มส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ก่อนจะเดินกลับไปหา“เอามานี่! เธอน่ะถือแค่แผนผังไปละกัน”คิมหันต์ตรงเข้าดึงกล้องจุลทรรศน์ที่เซร่ากำลังถืออยู่อย่างรวดเร็ว โดยที่เธอไม่ทันตั้งตัวพร้อมกับเดินนำต่อไปอย่างรวดเร็ว โดยมีหญิงสาวมองตามอย่างประหลาดใจอีตานี่ ก็มีน้ำใจเหมือนกันแฮะ....เซร่าครุ่นคิดในใจก่อนจะรีบเร่งฝีเท้าเดินตามคิมหันต์ไปให้ทัน เพราะเธอยังไม่ค่อยรู้จักตึกเรียนของที่นี่ดีมากนักเซร่าเดินตามคิมหันต์ไปยังห้องวิทยาศาสตร์ซึ่งอยู่ทางด้านปีกตะวันออกของตึกขณะที่เดินผ่านนักเรียนที่อยู่ภายในตึก ทุกคนต่างพากันมองเซร่าอย่างแปลกใจปนสงสัย ทำให้หญิงสาวค่อนข้างหงุดหงิดอย่างมาก เพราะเธอไม่เข้าใจถึงความหมายของสายตาในแต่ละคู่ที่จ้องมองเธอส่วนคิมหันต์นั้นสีหน้าเรียบเฉยไม่สนใจนักเร
เซร่าเห็นคิมหันต์พูดคุยกับหญิงสาวคนนั้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ทำให้เธอรู้สึกแปลกใจ เพราะตลอดเวลาที่เธอเห็นเขาในคาบเรียน หน้าตาของคิมหันต์จะเคร่งเครียดตลอดเวลา ไม่มีการพูดคุยหรือส่งยิ้มให้กับใครๆ ทั้งสิ้นเอ..แปลกแฮะนายบ้องตื้นนี่ ทำหน้ายิ้มก็เป็นแล้วไหงชอบทำแต่หน้าดุฟะเซร่าคิดอยู่ในใจ ก่อนจะหันกลับมาสนใจอาหารตรงหน้าต่อ ไม่หันกลับไปมองทางคิมหันต์อีกเลย“เออนี่ เซร่า เดี๋ยวเลิกเรียนฉันจะรอหน้าประตูโรงเรียนนะ จะได้ไปส่งที่บ้าน พ่อกับแม่ของเธอหายห่วงน่ะ”“คงเย็นหน่อยนะ เพราะฉันโดนทำโทษให้ไปทำความสะอาดห้องวิทยาศาสตร์ที่ตึก C น่ะ” เซร่าตอบด้วยสีหน้าเซ็งๆ“ทำไมล่ะ?”“อย่าถามได้มะ? ยิ่งพูดยิ่งโมโห”เซร่านึกถึงเหตุการณ์เมื่อเช้า หน้าตาเธอก็บูดบึ้งขึ้นมาอัตโนมัติ เอริโกะแอบกลั้นหัวเราะคิกคักเอาไว้ โดยไม่สนใจสายตาของเซร่าที่เหลือบมองมา“คืองี้ค่ะ....แฮ่ม...เซร่าน่ะ เขาไปทะเลาะกับคิมหันต์เข้า แล้วทั้งคู่ก็ดันตวาดอาจารย์ซะเสียงดังลั่นห้อง อาจารย์ก็เลยทำโทษทั้งคู่เลยนะค่ะ คิกคิก...อุ๊ย!”เอริโกะกลั้นหัวเราะไม่อยู่จึงปล่อยหัวเราะออกมาก่อนจะรีบเอามือปิดปากตัวเองเมื่อเห็นเซร่ามองตาเขียว“อืม...งั้นหรือ?
12.00 น. โรงอาหารเวลาพักกลางวันของโรงเรียน Saint Helena นั้นแบ่งเป็นรอบเวลา เพื่อป้องกันการแออัดของนักเรียนที่ต่างพากันมารับประทานอาหาร โดยแบ่งเป็น 2 รอบ คือ นักเรียนชั้นปีที่1-2 จะได้พักเวลา 11.00 น. ส่วนนักเรียนชั้นปี 3-4 จะได้พักเวลา 12.00 น. ดังนั้นเวลาเที่ยงจึงคลาคล่ำไปด้วยเด็กนักเรียนชั้นปี3-4 คละกันเต็มไปหมดฮิเดกิซึ่งเรียนอยู่คนละตึกได้เดินมาหาเซร่าที่กำลังนั่งกินข้าวอยู่กับเอริโกะและดูเหมือนกำลังบ่นอะไรบางอย่างให้เอริโกะฟังอย่างหน้าดำคร่ำเครียด“สวัสดีตอนบ่ายครับ สาวๆ”“สวัสดีค่ะ” เอริโกะทักทายฮิเดกิยิ้มๆ มีเพียงเซร่าที่ยังคงหน้าตาบูดบึ้งอยู่“อ้าว! เป็นอะไรอีกล่ะ เซร่า? หน้าตายังกับไปกินรังแตนที่ไหนมางั้นล่ะ”“ไม่ตลกเลยนะ ฮิเดกิ”เซร่าค้อนควับให้กับฮิเดกิ สีหน้าบูดบึ้ง“เอ๋า! ถามดีๆ ดันมาค้อนใส่เราซะได้”ฮิเดกิหัวเราะออกมาตามหลังประโยคที่พูดจบ ยิ่งทำให้เซร่าหน้างอมากยิ่งขึ้น“ฮิฮิ คือเซร่าน่ะ เขาอารมณ์ไม่ดีเพราะว่าดันไปทะเลาะกับคนในห้องน่ะค่ะ”เอริโกะหัวเราะคิกคักก่อนจะรีบหยุดเมื่อเห็นสายตาดุของเซร่า“เอ? ใครกันที่ทำให้เซร่าหน้างอได้ขนาดนี้นะ”“จะมีใคร!! ก็นายบ้องตื้นที่เรา







