Masukรถเก๋งยุโรปสีขาวของคุณนายเอมอรเลี้ยวเข้ามาจอดหน้าร้านอาหารไทยในสวนที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากเขตปั๊มน้ำมันนัก บรรยากาศของร้านเต็มไปด้วยต้นไม้ร่มรื่นและเสียงน้ำตกจำลองที่ช่วยลดอุณหภูมิความร้อนแรงจากไซต์งานก่อสร้างลงได้เป็นอย่างดี
เอมอรเดินก้าวลงจากรถในมาดเจ้าของปั๊มน้ำมันเหมือนเช่นเคย เธอขยับสูทให้เข้าที่พลางปัดฝุ่นละอองที่อาจติดมาตามทาง ขณะที่กนกอรเดินตามมาขนาบข้างด้วยจังหวะก้าวที่สม่ำเสมอ ใบหน้าหวานของสถาปนิกสาวยังคงประดับด้วยรอยยิ้มจาง ๆ ที่ทำให้เอมอรต้องแอบค้อนในใจบ่อยครั้ง
จะยิ้มอะไรนักหนา ยิ้มให้ใครต่อใครไปทั่ว ตั้งแต่เด็กโบกรถยันพนักงานต้อนรับ เห็นแล้วหงุดหงิดจริง ๆ
“ร้านนี้แน่เหรอ ทำไมมันเงียบแบบนี้ ไม่ค่อยมีคนเลย” เอมอรเอ่ยขึ้นระหว่างเดินเข้ามาในร้าน พลางกวาดสายตามองรอบร้าน
“ความสงบคือความหรูหราอย่างหนึ่งนะคะคุณนาย” สถาปนิกสาวเดินขนาบข้าง และมองหาโต๊ะที่มีป้ายจองตั้งไว้ เมื่อเห็นเป้าหมายก็รีบเดินนำไปตรงโต๊ะริมน้ำ “ที่สำคัญ ร้านนี้ไม่พลุกพล่าน คุณนายไม่ชอบร้านที่คนเยอะ ๆ ไม่ใช่เหรอคะ”
คนอายุน้อยกว่าเหลือบมองหน้าเอมอรราวกับรู้ใจ และสิ่งที่ได้รับกลับไปคือท่าทีถอนหายใจอย่างหงุดหงิด เมื่อมีคนรู้ทัน
“พูดมากจริง ๆ โต๊ะที่จองไว้อยู่ตรงไหน”
“ทางนี้ค่ะ” กนกอรยิ้มร่าเดินนำไป
เมื่อทั้งคู่นั่งลงที่โต๊ะที่จองไว้ พนักงานเสิร์ฟเดินเข้ามาส่งเมนูทันที กนกอรรับมาเปิดดูเพียงครู่เดียวก็สั่งอาหารออกไปอย่างคล่องแคล่ว
“ขอแกงเลียงกุ้งสด ผัดใบเหลียงใส่ไข่ ปลาทูทอด แล้วก็น้ำพริกกะปิกับชุดผักสดด้วยนะคะ อ้อ ขอข้าวกล้องสองจานด้วยค่ะ”
กนกอรยิ้มให้พนักงานสาวที่ยืนจดออเดอร์อย่างตั้งใจ ก่อนจะส่งเล่มเมนูกลับคืน และเมื่อพนักงานเดินจากไปแล้ว เอมอรก็เอ่ยขึ้นทันที พร้อมกับใบหน้าคิ้วขมวด
“เธอสั่งอาหารโดยไม่ถามฉันสักคำว่าอยากกินอะไร จะสั่งมากินคนเดียวรึไง ฉันไม่ได้อยากกินอาหารพวกนั้นสักหน่อย”
คนอายุน้อยกว่าอมยิ้มเบา ๆ ก่อนจะอธิบาย
“คุณไม่อยากกิน แต่ร่างกายคุณมันฟ้องนะคะ”
สถาปนิกสาวประสานมือวางบนโต๊ะ จ้องมองเอมอรด้วยสายตาที่วิเคราะห์เหมือนเวลาเธอมองแบบแปลน
“ขอบตาคุณนายเริ่มคล้ำนิด ๆ แสดงว่าพักผ่อนน้อย ผิวดูแห้งเพราะอยู่แต่ในห้องแอร์และตากแดดที่ไซต์งาน อาหารที่มีสมุนไพรสดและผักใบเขียวจะช่วยขับลมและบำรุงเลือดค่ะ เชื่อมือดีไซเนอร์อย่างฉันเถอะ ฉันไม่ได้เก่งแค่เรื่องออกแบบห้องทำงาน ฉันยังเก่งเรื่องดูแลคนอื่นด้วยนะคะ”
“หึ เค้าไม่เรียกว่าเก่ง เค้าเรียกว่าชอบยุ่งเรื่องคนอื่นต่างหาก ใครอนุญาตให้เธอสังเกตฉันขนาดนั้น”
“โถ่ คุณนายคะ ฉันไม่ได้ตั้งใจสังเกตหรอกค่ะ แต่ร่างกายคุณมันบอกชัดขนาดนั้น คุณน่ะ ไม่รู้จักดูแลตัวเองเอาซะเลยนะคะ”
“นั่นมันก็เรื่องของฉันอีกเหมือนกัน ไม่ต้องยุ่ง!”
กนกอรไม่ได้สะทกสะท้านในคำพูดของอีกฝ่าย เธอกลับยิ้มกว้างมากกว่าเดิม และรอยยิ้มร่าเริงนั้นก็ยิ่งทำให้เอมอรรู้สึกหงุดหงิด
เพราะเธอไม่เคยได้รับรอยยิ้มจากใครในรูปแบบนี้ และไม่เคยเห็นรอยยิ้มของใครสดใสได้มากเท่านี้
ยิ้มเก่งเหลือเกินนะแม่คุณ...
ระหว่างรออาหาร ความเงียบปกคลุมโต๊ะอยู่ชั่วครู่ มีเพียงเสียงน้ำตกและเสียงนกร้องเบา ๆ เอมอรหมุนแหวนเพชรบนนิ้วเล่นอย่างแก้เก้อ เธอรู้สึกประหม่าอย่างประหลาดเมื่อต้องมานั่งสองต่อสองกับผู้หญิงที่อายุน้อยกว่าสิบปี แถมผู้หญิงคนนี้ยังดูนิ่งจนเธอเดาทางไม่ถูก
“เธอบอกว่าอายุสามสิบหก...”
สุดท้ายเอมอรเป็นฝ่ายเปิดประเด็นเพื่อทำลายความเงียบ
“ใช่ค่ะ ทำไมคะ ดูเหมือนคุณนายจะมีปัญหากับอายุของฉันซะเหลือเกิน” กนกเอ่ยเย้าแหย่
“เปล้า ฉันไม่ได้มีปัญหา แค่สงสัยบางอย่าง”
“เหรอคะ สงสัยอะไรล่ะ ถามมาสิ”
คำเชิญชวนนั้นทำให้เอมอรรู้สึกประหม่ามากกว่าเดิม อันที่จริงเธอไม่เคยสนใจเรื่องส่วนตัวของใครมาก่อน โดยเฉพาะเรื่องที่กำลังอยากถามตอนนี้ มันเป็นคำถามที่ตลอดชีวิต เธอไม่เคยถามใครเลย
“ฉันกำลังสงสัยว่า...”
“ว่า?”
“เธอมีแฟนรึเปล่า”
กนกอรเลิกคิ้วเล็กน้อย แววตาหลังกรอบแว่นดูซุกซนขึ้นมาทันที
“ทำไมถึงสงสัยเรื่องนี้คะ ที่ถามนี่เพราะแค่สงสัย หรือว่าอยากรู้จริง ๆ หรือแค่หาเรื่องคุย?”
“ฉันก็แค่ถามไปตามมารยาท” เอมอรเชิดหน้า ไม่ได้เลือกตัวเลือกที่กนกเอ่ยไปก่อนหน้า “คนเก่ง ๆ อย่างเธอน่าจะมีผู้ชายมาตามจีบจนหัวบันไดไม่แห้ง หรือว่าสเปกเธอสูงเกินไป”
“สเปกของฉันไม่ได้อยู่ที่ฐานะหรือหน้าตาค่ะ” กนกอรพิงพนักเก้าอี้ ท่าทางผ่อนคลาย “ฉันแค่ชอบคนที่ทันกัน คนที่ดูเหมือนจะดุแต่จริง ๆ แล้วข้างในอ่อนโยน...คนที่ดื้อจนน่าปราบให้ยอมสยบอยู่ใต้โอวาทน่ะค่ะ”
เอมอรสำลักน้ำเปล่าที่กำลังจิบอยู่ “แค่ก! ว่าไงนะ”
“คุณนายเป็นอะไรรึเปล่าคะ” กนกอรยื่นทิชชูให้พลางแอบยิ้มมุมปาก “ฉันหมายถึง ฉันชอบความท้าทายน่ะค่ะ เหมือนงานรีโนเวทออฟฟิศปั๊มของคุณนายไงคะ ยิ่งยาก ฉันยิ่งอยากทำให้สำเร็จ”
“ชอบอะไรยาก ๆ ว่างั้น” เอมอรรับทิชชูมาเช็ดปาก ใบหน้าเริ่มขึ้นสีระเรื่อ “สรุป ที่ยังไม่มีแฟน เพราะสเปกสูง หรือเพราะยังไม่เจอคนดื้อ ๆ แบบที่เธอชอบ”
“ก็น่าจะทั้งสองอย่างค่ะ”
กนกอรจ้องเข้าไปในดวงตาคู่สวยของเอมอรอย่างมีความหมาย “อีกอย่างนะคะ คนดื้อ ๆ น่ะ มักเป็นพวกปากแข็งด้วยค่ะ รู้สึกนึกคิดอะไรก็ไม่ค่อยพูดออกมาตรง ๆ ก็เลยน่าจะคุยกันยากหน่อย”
คำพูดนั้นเหมือนศรที่ปักเข้ากลางใจคุณนายเอมอรอย่างจัง เธอรีบหลบสายตาไปมองนกมองไม้ข้างนอก และเมื่อเห็นอาหารมาเสิร์ฟก็รีบเปลี่ยนเรื่อง
“กินข้าวได้แล้ว จะได้รีบกลับไปทำงาน”
เมื่อคนตรงหน้าเปลี่ยนเรื่องคุย สถาปนิกสาวก็ไม่เอ่ยอะไรอีก กนกอรตักน้ำแกงใส่ถ้วยเล็กให้เอมอรอย่างประณีต
“ทานเยอะ ๆ นะคะพี่...อ้อ ขอโทษค่ะ ฉันควรเรียกคุณว่าคุณนายเอมอรให้ติดปากสินะ”
คำว่า 'พี่' ที่หลุดออกมาด้วยน้ำเสียงนุ่มละมุนทำเอาเอมอรแทบจะทำช้อนหลุดมือ มันฟังดูสนิทสนมและอ่อนหวานจนหัวใจที่เคยแข็งกระด้างสั่นคลอน
“ฉันชื่อเล่นชื่ออร หรือถ้าเธอสะดวกจะเรียกพี่ก็แล้วแต่ จริง ๆ ฉันเองก็ไม่ค่อยชอบสรรพนามคุณนายหรอก แต่ลูกหนี้ฉันเรียกกันแบบนั้น”
“ลูกหนี้?” กนกอรขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
“ใช่ ฉันปล่อยเงินกู้ด้วย แต่ไม่ใช่พวกเจ้าหนี้หน้าเลือดหรอกนะ ดอกเบี้ยของฉันไม่ได้โหดขนาดนั้น”
“อ้อ อย่างนี้นี่เอง งั้นฉันเรียกคุณว่าพี่อรละกันนะคะ คุณโอเคมั้ย”
พี่อร เอมอรนึกทวนคำนี้อยู่ในใจซ้ำ ๆ พูดแล้วพูดอีกอยู่ในใจพลางยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว
“พี่คะ พี่อร พี่อรคะ” กนกอรเอ่ยซ้ำ ๆ เมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าได้แต่นั่งนิ่งและอมยิ้มอยู่คนเดียว
“อ้อ อืม ๆ จะเรียกอะไรก็เรียก”
เอมอรได้สติและแสร้งหันมองไปทางอื่น ไม่แน่ใจนักว่าตัวเองใจลอยอยู่นานแค่ไหนแล้ว
กนกพยักหน้ารับ เมื่ออีกฝ่ายอนุญาต “ค่ะ...พี่อร”
มื้อเที่ยงดำเนินต่อไปด้วยบทสนทนาที่ไหลลื่นขึ้น เอมอรเริ่มเล่าเรื่องการต่อสู้ชีวิตกว่าจะมีปั๊มน้ำมันเป็นของตัวเอง ความลำบากที่ต้องทำตัวให้แข็งแกร่งเพื่อให้คนเกรงขาม กนกอรนั่งฟังอย่างตั้งใจ เธอไม่เพียงแต่ฟังด้วยหู แต่ฟังด้วยหัวใจและการสังเกต
“พี่อรเก่งมากเลยค่ะที่มาถึงจุดนี้ได้”
กนกอรเอ่ยขึ้นหลังจากอีกฝ่ายเล่าทุกอย่างที่อยากเล่าจบแล้ว และคนฟังก็เอื้อมมือไปแตะหลังมือของคนพูดที่วางอยู่บนโต๊ะเบา ๆ “แต่พี่ไม่ต้องเก่งตลอดเวลาก็ได้นะคะ มีมุมอ่อนแอบ้างก็ได้ ถ้าเมื่อไหร่พี่เหนื่อย หรือต้องการคนรับฟัง กนกพร้อมเสมอค่ะ”
สัมผัสจากปลายนิ้วของคนเด็กกว่าอบอุ่นจนเอมอรไม่อยากจะชักมือหนี เธอเงยหน้าขึ้นมองสถาปนิกสาว แววตาที่เคยมองเห็นแต่ความกวนประสาท บัดนี้กลับเห็นเพียงความอาทรและความเข้าใจที่เธอโหยหามาตลอด
“ไม่น่าเชื่อเลยว่าเธอจะอายุสามสิบหกจริง ๆ” เอมอรพึมพำกับตัวเอง “ยิ่งพูดคุยกันมากขึ้น ฉันยิ่งรู้สึกว่าเธออันตราย”
“อันตรายยังไงคะ?”
“อันตรายต่อ..” เอมอรเงียบไปครู่หนึ่ง “ช่างเถอะ”
เอมอรรีบชักมือกลับแล้วก้มหน้ากินข้าวต่อ “รีบกินเถอะ จะได้รีบกลับไปทำงาน”
กนกอรหัวเราะเบา ๆ รอยยิ้มของเธอครั้งนี้ดูหวานล้ำยิ่งกว่าขนมหวาน เธอรู้ดีว่าตอนนี้กำแพงหินที่คุณนายเอมอรสร้างไว้กำลังเริ่มแตกร้าว และเธอก็พร้อมที่จะใช้ ความหวาน และ ความนิ่ง ค่อยๆ แซะรอยร้าวนั้นจนกว่ากำแพงจะพังทลายลงมาทั้งแถบ
ระหว่างทางกลับปั๊ม เอมอรนั่งเงียบในรถ แต่ในหัวกลับวนเวียนอยู่กับคำว่า 'พี่อร' และสัมผัสที่หลังมือนั้น เธอเหลือบมองกนกอรที่นั่งฮัมเพลงเบา ๆ อยู่ข้าง ๆ อย่างมีความสุข แล้วความรู้สึกหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในใจ
ความรู้สึกที่เธอเคยบอกตัวเองว่าจะไม่มีวันเกิดขึ้นกับคนอายุน้อยกว่า...
‘ยัยเด็กคนนี้กำลังจะทำให้ฉันกลืนน้ำลายตัวเองงั้นเหรอ ไม่หรอก..มันจะไม่มีวันนั้นเกิดขึ้นแน่นอน’
ทว่าเมื่อรถเลี้ยวเข้าสู่เขตปั๊มของเอมอร ภาพที่เห็นตรงหน้ากลับทำให้รอยยิ้มของเธอหายวับไป เมื่อมีรถสปอร์ตสีแดงหรูจอดรออยู่หน้าออฟฟิศ พร้อมกับหญิงสาวร่างสูงโปร่งในชุดทำงานสุดโฉบเฉี่ยวที่ยืนกอดอกรอพบกนกอรด้วยสายตาแน่วแน่
สายลมหนาวพัดโชยผ่านระเบียงบ้านพักตากอากาศส่วนตัวริมหน้าผาที่มองเห็นวิวทะเลกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา บรรยากาศเงียบสงบและเป็นส่วนตัวนี้คือสถานที่ที่เอมอรเลือกเพื่อฉลองวันครบรอบสามปีของการใช้ชีวิตร่วมกับกนกอร เวลาสามปีผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับภาพฝัน แต่มันคือภาพฝันที่เป็นจริงและมั่นคงที่สุดในชีวิตของเจ้าแม่ปั๊มน้ำมันเอมอรในวัยที่ใกล้จะก้าวเข้าสู่เลขห้า ยังคงความสง่างามและดูเท่ไม่เปลี่ยน เส้นผมที่เคยรวบตึงเป็นมวยสูงบัดนี้ถูกปล่อยสยายรับลมทะเล แววตาที่เคยแข็งกร้าวและดุดันบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความอบอุ่นสะท้อนภาพหญิงสาวรุ่นน้องที่เดินถือถาดไวน์เข้ามาหา“ดื่มหน่อยมั้ยคะที่รัก วิวสวยขนาดนี้ ไวน์รสชาติดีสักแก้วน่าจะช่วยให้ครบรอบสามปีของเราสมบูรณ์แบบขึ้น” กนกอรในวัยเกือบสี่สิบปีเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มหวานที่ยังคงขโมยหัวใจเอมอรได้เสมอเอมอรรับแก้วไวน์มาจากมือคนรัก พร้อมกับคว้าเอวบางของอีกฝ่ายมากอดไว้ สายตาของทั้งคู่ที่มองกันยังเต็มไปด้วยความหวานฉ่ำไม่ต่างจากวันแรก“เป็นสามปีที่เราตื่นมาเจอกันทุกเช้า แล้วก็ได้เข้านอนพร้อมกันทุกคืน พี่มีความสุขมากเลยค่ะ” เอมอรโอบเอวคนรักเข้ามาแนบชิดมากกว่าเดิม “พี่ขอบคุณเธ
ค่ำคืนที่ควรจะเงียบสงบในคฤหาสน์หลังงามของทวีกิจรุ่งเรือง กลับถูกขัดจังหวะด้วยเสียงฟ้าคะนองกึกก้องเพียงครั้งเดียว ก่อนที่แสงไฟระยิบระยับทั่วทั้งบ้านจะดับวูบลง ทิ้งทุกอย่างให้อยู่ในความมืดมิดที่น่าอึดอัด เครื่องปรับอากาศที่เคยส่งเสียงครางเบา ๆ เงียบสนิทลง เหลือเพียงเสียงลมพัดแรงปะทะบานหน้าต่างกนกอรที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่นสะดุ้งเล็กน้อย เธอรีบควานหาโทรศัพท์มือถือเพื่อเปิดไฟฉาย แต่ยังไม่ทันที่จะกดเปิด เธอก็ได้ยินเสียงลมหายใจที่หอบกระชั้นและเสียงบางอย่างหล่นกระแทกพื้นมาจากทางห้องทำงานของเอมอร“พี่อร! พี่อยู่ไหนคะ!” กนกร้องเรียกพลางรีบสาวเท้าไปยังทิศทางของเสียง แสงจากไฟฉายมือถือตัดผ่านความมืดไปกระทบกับร่างของเจ้าแม่ปั๊มน้ำมันที่ตอนนี้ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นห้องทำงาน มือทั้งสองข้างกอดเข่าแน่น ใบหน้าที่เคยดูสง่าและเด็ดเดี่ยวกลายเป็นซีดเผือดและเต็มไปด้วยเหงื่อพราย“พี่อร! เป็นอะไรไปคะ” กนกปราดเข้าไปทรุดตัวลงข้าง ๆ แล้วดึงร่างที่สั่นเทาของคนรักเข้ามากอดไว้แน่น“เธออย่าไปไหนนะ อย่าทิ้งพี่ไว้ในที่มืด...”เสียงของเอมอรสั่นเครืออย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มือของเธอจิกเกร็งลงบนแขนข
ฤดูฝนเพิ่งจะผ่านพ้นไป ทิ้งความชุ่มฉ่ำและอากาศที่สดชื่นไว้ให้ปั๊มน้ำมันทวีกิจ กนกอรในชุดเสื้อยืดสีขาวและกางเกงยีนตัวเก่งกำลังง่วนอยู่กับการเตรียมดินในสวนดอกไม้หลังออฟฟิศที่เป็นผลงานออกแบบชิ้นแรกของเธอ เสียงเสียมกระทบพื้นดินดังขลุกขลักเป็นจังหวะ แต่ใบหน้าหวานกลับเปื้อนยิ้มอย่างมีความสุข“คุณภรรยาคะ ให้พี่ช่วยอะไรมั้ย”เสียงทุ้มแหบพร่าของเอมอรดังขึ้นจากด้านหลัง เธอเดินเข้ามาในชุดเสื้อผ้าที่ดูคล่องตัวไม่แพ้กัน แต่กลับมีผ้ากันเปื้อนลายดอกไม้ผูกทับอยู่ เอมอรถือตะกร้าที่บรรจุถุงมือและอุปกรณ์ทำสวนอันเล็ก ๆ มาพร้อมรอยยิ้มที่อ่อนโยนจนแฟนเด็กอดไม่ได้ที่จะแซว“โห...นี่คุณนายเจ้าของปั๊มน้ำมันจะลงมาเป็นคนสวนเองเลยเหรอคะเนี่ย”“ก็คนสวนของพี่กำลังจะปลูกดอกไม้ให้พี่นี่นา แล้วพี่จะให้นั่งดูเฉย ๆ ได้ยังไง” เอมอรวางตะกร้าลงพลางสวมถุงมืออย่างคล่องแคล่ว“พี่เตรียมพันธุ์ไม้มาให้เธอเลือกเยอะแยะเลยนะ ทั้งกล้วยไม้ พุดซ้อน ชวนชม ที่รักอยากปลูกอะไรเพิ่มมั้ย”กนกอรยิ้มรับพลางส่ายหน้า “ไม่ปลูกอะไรเพิ่มแล้วค่ะ เพราะกนกมีดอกไม้พันธุ์พิเศษที่เตรียมจะลงดินแล้ว”เธอลุกขึ้นเดินไปหยิบกระถางต้นกุหลาบพุ่มใหญ่สองกระถางที่วา
เวลาผันผ่านไปอย่างมั่นคงราวกับโครงสร้างเหล็กกล้าที่ถูกคำนวณมาอย่างดี ปั๊มน้ำมันทวีกิจในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงจุดแวะพักเติมน้ำมันอีกต่อไป แต่มันกลายเป็นแลนด์มาร์คสำคัญที่ใครผ่านไปมาต้องเหลียวมอง ออฟฟิศทรงโมเดิร์นที่โอบล้อมด้วยสวนดอกไม้บานสะพรั่งคือเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จของสถาปนิกสาว และการเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงของเจ้าแม่สายฟาดอย่างคุณนายเอมอรเช้าวันที่อากาศสดใส เอมอรในวัยที่ดูอ่อนเยาว์ลงกว่าแต่ก่อนมาก เดินถือถ้วยกาแฟคั่วบดที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นเข้าไปในออฟฟิศส่วนตัวของผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบ เธอไม่ได้เคาะประตู ไม่ได้วางมาดขรึมอย่างที่เคยเป็น แต่กลับมีรอยยิ้มที่ละมุนละไมแต้มอยู่บนใบหน้าเสมอเมื่ออยู่ต่อหน้าภรรยา“กาแฟค่ะคุณสถาปนิก...คิ้วขมวดแต่เช้าเลยเหรอ”เอมอรวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะทำงานของแฟนสาว ที่ตอนนี้กำลังตั้งหน้าตั้งตาตรวจแบบแปลนปั๊มน้ำมันสาขาใหม่ทางภาคเหนือคนเด็กกว่าเงยหน้าขึ้นจากจอไอแพด แววตาหลังกรอบแว่นดูอ่อนโยนลงกว่าวันแรกที่ทั้งคู่เจอกันมหาศาล เธอเอื้อมมือไปกุมมือของเอมอรแล้วดึงให้คนรักโน้มตัวลงมาหา“ขอบคุณค่ะที่รัก กนกได้ทำงานที่รักไม่เคยเหนื่อยเลยค่ะ แล้วกนกก็อยากให้แบบสาขานี้อ
สามสิบวันแห่งการรอคอยสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ สำหรับคุณนายเอมอรมันเป็นหนึ่งเดือนที่แสนยาวนานยิ่งกว่าช่วงเวลาที่เธอสร้างอาณาจักรปั๊มน้ำมันเสียอีก ทุกวันที่เธอขับรถจากปั๊มน้ำมันมาดักรอรับกนกอรที่หน้าบริษัทสถาปนิกในกรุงเทพฯ เธอจะคอยนับถอยหลังในใจเสมอ จนกระทั่งถึงเช้าวันจันทร์ที่สดใส วันที่กนกอรไม่ได้สวมชุดยูนิฟอร์มบริษัทเดิมอีกต่อไป แต่กลับอยู่ในชุดสูทลำลองสีขาวครีมที่เอมอรเป็นคนสั่งตัดให้เป็นพิเศษวันนี้ไม่ใช่แค่วันเริ่มงานใหม่ของกนกอร แต่มันคือวันเปิดตัวโครงการ ทวีกิจ คอมเพล็กซ์ สาขาที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งเป็นผลงานชิ้นเอกที่กนกอรออกแบบไว้ และเป็นวันแรกที่เธอจะเข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบและพัฒนาโครงการของอาณาจักรทวีกิจหน้าโครงการใหม่ที่ประดับประดาด้วยช่อดอกไม้สดส่งกลิ่นหอมฟุ้ง แขกเหรื่อระดับวีไอพี นักธุรกิจ และสื่อมวลชนท้องถิ่นต่างพากันมาร่วมแสดงความยินดี รถยุโรปคันหรูของเอมอรเลี้ยวเข้ามาจอดที่หน้าพรมแดงทันทีที่ประตูรถเปิดออก เอมอรก้าวลงมาในชุดเดรสสีน้ำเงินมิดไนท์บลูที่ดูสง่างามและทรงพลังสมฉายาเจ้าแม่ปั๊มน้ำมัน แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องฮือฮา คือการที่เธอเดินไปเปิดประตูอีกฝั่ง และส่ง
บรรยากาศภายในห้องจัดเลี้ยงชั้นบนสุดของโรงแรมหรูใจกลางกรุงเทพฯ อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมละมุนของดอกไลเซนทัสสีขาวและสีพาสเทลที่ถูกจัดแต่งอย่างประณีตแม้ว่าตอนแรกคุณนายเอมอรจะวาดฝันถึงงานหมั้นและงานแต่งงานที่ยิ่งใหญ่ระดับจังหวัด มีแขกเหรื่อนับพันเพื่อประกาศศักดาความรักของเธอให้ก้องโลกแต่เมื่อได้รับรู้ความจริงจากปากของกนกอรว่าเธอไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน พ่อแม่จากไปตั้งแต่เธอยังเป็นเด็ก และเติบโตมาด้วยลำแข้งของตัวเองมาตลอดเอมอรจึงตัดสินใจเปลี่ยนแผนทุกอย่างทันที...งานแต่งงานในวันนี้จึงกลายเป็นงานที่เรียบง่าย ทว่าหรูหราและอบอุ่นที่สุดเท่าที่หัวใจของคุณนายสายฟาดจะรังสรรค์ขึ้นมาได้“สวย...ที่รักของพี่สวยที่สุดในโลกเลย”เอมอรเอ่ยชมเสียงแผ่วในขณะที่ช่วยจัดชายผ้าลูกไม้บนชุดราตรีสีครีมเรียบหรูของคนรัก ทั้งคู่ยืนอยู่หน้ากระจกบานยักษ์ก่อนพิธีสวมแหวนจะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้สถาปนิกสาวไม่ได้ตอบอะไรนอกจากยิ้มออกมาทั้งน้ำตา เธอไม่เคยคิดเลยว่าคนที่ต้องสู้ชีวิตมาเพียงลำพังอย่างเธอ จะมีวันที่ใครสักคนจัดเตรียมทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบขนาดนี้ ตั้งแต่การเลือกสถานที่ การจดทะเบียนสมรสอย่างถูกกฎหมาย ไปจนถึงก







