LOGIN"เชิญปันตามสบายเลยนะครับ พี่มีงานที่ทำค้างไว้ต้องเคลียร์อีกเยอะ" เมื่อได้ยินธิปติพัศพูดแบบนั้นแววตาหวานใส่ที่กำลังมองสำรวจสิ่งของภายในห้องอย่างสนอกสนใจต้องจำยอมล่าถอยเบนสายตากลับมามองยังคงเป็นสามี
"ค่ะ" ปรียาดาตอบรับอย่างไม่เต็มใจนักเพราะตั้งแต่แต่งงานจวบจน ณ ปัจจุบันที่เธอมายืนอยู่ตรงนี้เป็นเวลารวมกันถึงสองอาทิตย์ที่ธิปติพัศไม่มีเวลาให้เธอเลย หลังจากแต่งงานธิปติพัศให้เธออยู่ที่บ้านก่อนเขาให้เหตุผลว่าเขาต้องเคลียร์งานที่ทำค้างไว้ให้เสร็จเพื่อที่จะได้รับเธอมาอยู่ด้วยกันและมีเวลาพาเธอไปฮันนีมูนตามที่ต่าง ๆ ที่เคยวางแพลนกันไว้ก่อนแต่งงาน แต่ทว่าความจริงกลับไม่เป็นอย่างนั้นเมื่อถึงกำหนดวันที่เธอกับเขาต้องย้ายมาอยู่ด้วยกันธิปติพัศไม่ได้ไปรับเธอตามคำสัญญาที่ให้ไว้แต่กลับให้ลูกน้องคนสนิทไปรับเธอมาที่นี่แทนเขา จนกระทั่งตอนนี้ที่เธอยืนอยู่ใต้หลังคาเดียวกัน คนเป็นสามีก็ยังไม่มีเวลาให้ แม้นจะน้อยใจธิปติพัศแค่ไหนปรียาดาก็ไม่อยากงี่เง่า เพราะจำได้ว่าครั้นวัยเยาว์ธิปติพัศเกลียดเวลาที่เธองี่เง่ามากแค่ไหน "ไม่งอแงนะครับพี่มีงานที่ต้องทำจริง ๆ " ธิปติพัศสังเกตุเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของปรียาดาก็โน้มหน้าลงมาให้สายตาของเขาและเธออยู่ระดับเดียวกันเอ่ยบอกหญิงสาวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำพลันวางมือหนาบนศีรษะเล็กของหญิงสาวแล้วโยกไปมาเบา ๆ คล้ายปลอบประโลม "ปันไม่งี่เง่าหรอกค่ะ ปันเข้าใจ" ถึงแม้นจะบอกไปอย่างนั้นแต่ใครเหล่าจะเข้าใจว่าแท้จริงแล้วปรียาดารู้สึกเช่นไร เพียงแค่วันแรกที่เธอย้ายเข้ามาอยู่ คนเป็นสามีก็ไม่มีเวลาให้เสียแล้ว "น่ารักมากครับเมียพี่" ธิปติพัศหยอกเย้าปรียาดาด้วยถ้อยคำหวานชวนเขินอายและมันได้ผลเมื่อตอนนี้ใบหน้างดงามของปรียาดาร้อนผ่านขึ้นสีแดงระเรื่อจนเห็นได้ชัด "พี่ภีมบ้าพูดอะไรแบบนั้นกันคะ" ปรียาดาแสร้งด่าธิปติพัศแก้เก้อพลางใช้มือตีไปที่อกแกร่งของเขาเบา ๆ "หึ" การกระทำของเธอส่งผลให้ธิปติพัศที่มองอยู่ถึงขั้นเค้นหัวเราะเย้ยหยันอยู่ในลำคอ สิบสองปีที่ห่างหายกันไปคนตรงหน้าเขาดูไม่เปลี่ยนไปเลย เธอยังคงน่ารักและสดใสเหมือนครั้นยังเป็นเด็ก ธิปติพัศเคยชอบที่ปรียาดาเป็นแบบนี้ แต่ทว่าตอนนี้เขาไม่ได้ชอบมันแล้ว "อยู่ได้นะครับ" ธิปติพัศสลัดเรื่องของหญิงสาวตรงหน้าออกจากสมองก่อนจะถามเธอย้ำเพื่อความแน่ใจว่าถ้าเกิดเขาจะทิ้งเธอไว้ตามลำพังในห้องแห่งนี้เธอจะโอเคไหม แต่ต่อให้เธอตอบว่าไม่! ยังไงเขาก็จะทิ้งเธอไว้คนเดียวอยู่ดี "อยู่ได้ค่ะ พี่ภีมไปทำงานได้ตามสบายเลยค่ะแต่อย่าโหมงานหนักนะคะปันเป็นห่วง" มุมปากหยักกระตุกยิ้มบางให้กับคำพูดของปรียาดาก่อนจะพยักหน้ารับคำพูดของเธอ "ขอบคุณครับ" กล่าวขอบคุณในความห่วงใยที่อีกฝ่ายมีให้ ฟอด พร้อมทั้งหอมแก้มภรรยาสาวอย่างแผ่วเบาแล้วเดินออกจากห้องนอนมาโดยมีสาวตาของปรียาดามองตามแผ่นหลังหนาจนสุดสายตาด้วยความเขินอายเมื่อโดนอีกฝ่ายจู่โจมหอมแก้มเธอโดยไม่ทันได้ตั้งตัว "พี่ภีมบ้า" ปรียาดาก่นด่าตามหลังธิปติพัศอย่างไม่จริงจังมากนักพลางทาบฝ่ามือลงกับแก้มข้างที่โดนชายหนุ่มหอมด้วยความเขินอาย ความรู้สึกเก่า ๆ ที่เธอเคยมีให้ธิปติพัศมันไม่เคยจางหายและตอนนี้มันก็ยิ่งทวีคูณเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ระหว่างรอธิปติพัศทำงานปรียาดาก็จัดข้าวจัดของ ของเธอเข้าที่ไปพลาง ๆ เมื่อทำทุกอย่างเสร็จสรรพหญิงสาวก็เดินตรงมายังห้องครัวเพื่อเตรียมจะทำอาหารมื้อเย็นให้คนเป็นสามีได้ทาน "ป้าทำเองได้ค่ะคุณปัน" ในขณะที่เธอกำลังรื้อของเตรียมจะทำอาหารป้าแม่บ้านก็เดินมาห้ามเธอเสียงหลง "ให้ปันทำเถอะค่ะป้าสำลี ปันอยากทำอาหารให้พี่ภีมได้ทาน" ปรียาดาทำหน้าอ้อนใส่ป้าแม่บ้าน เธออยากทำอาหารให้คนเป็นสามีทานจริง ๆ เพราะจำได้ดีว่าธิปติพัศเคยชอบฝีมือการทำอาหารของเธอแค่ไหน และเขามักขอร้องให้เธอทำให้เขาทานอยู่บ่อย ๆ ในตอนที่เธอมาหาเขาที่บ้าน "คุณปันยังเอาใจคุณภีมเก่งไม่เปลี่ยนเลยนะคะ ถึงว่าคุณภีมถึงได้รักคุณปันมาก" "พี่ภีมรักปันเหรอคะ" ปรียาดาถามกลับป้าแม่บ้านด้วยความตื่นเต้น หัวใจเธอเต้นไม่เป็นจังหวะริมฝีปากปรากฏรอยยิ้มกว้างท่าทีของเธอคล้ายกับดีใจอะไรบางอย่าง "ถ้าไม่รักคุณภีมคงไม่แต่งงานกับคุณปันหรอกค่ะ" และคำตอบของป้าแม่บ้านก็ทำเธอยิ้มกว้างขึ้นไปอีก เธอมีความสุขมากจนหลงลืมฉุกคิดว่า.....จริง ๆ แล้วคนเราสามารถแต่งงานกันได้โดยปราศจากความรัก!ธิปติพัศถึงปรียาดา หลังจากที่ปรียาดามาส่งเขาที่บ้านวันนั้น ธิปติพัศก็ได้ปรับความเข้าใจกับครอบครัวและกลับมาใช้ชีวิตของตัวเองต่อไป กลับมาบริหารงานที่เขารัก ทุ่มเทเวลาทั้งหมดที่มีไปกับการทำงาน เขาทำงานหนักเพื่อไม่ให้จิตใจคิดฟุ้งซ่าน ธิปติพัศยังคงรู้สึกผิดกับสิ่งที่เคยทำไว้กับปรียาดาอยู่ทุกวัน ไม่เคยมีเลยสักวันที่เขาจะลืมเลือนสิ่งที่เขาทำกับเธอไว้ เมื่อย้อนกลับไปมองในสิ่งที่เขาทำมันช่างผิดมหันต์จนไม่น่าให้อภัยเลยด้วยซ้ำ แต่ปรียาดาก็คือปรียาดาจิตใจของเธออ่อนโยนยิ่งกว่าสิ่งใด ไม่เคยคิดโกรธหรือเกลียดใครเพราะเธอเป็นแบบนั้นธิปติพัศจึงยิ่งรู้สึกผิดที่ทำร้ายเธอ ถ้าย้อนเวลากลับไปตอนนั้นได้ธิปติพัศคงไม่ทำแบบนั้น และถ้าย้อนเวลากลับไปได้เขาก็จะไม่แต่งงานกับเธอ และถ้าย้อนเวลากลับไปได้เขาก็จะไม่บอกให้เธอรอ และถ้าย้อนเวลากลับไปได้อีกธิปติพัศก็อยากจะบอกกับปรียาดาว่าที่ผ่านมาเขาไม่เคยคิดเกินเลยกับเธอเกินกว่าพี่ชายและน้องสาวเลย ในตอนนั้นธิปติพัศกับปรียาดาสนิทกันมาก ครอบครัวทั้งสองฝ่ายไปมาหาสู่กันบ่อย ๆ อีกทั้งเขาและเธอยังเรียนอยู่ที่เดียวกัน ความสนิทระหว่างเขากับเธอในตอนนั้นมันเพิ่มทวีคูณขึ้นทุก
วันนี้รัชชานนท์พาปรียาดามาลองชุดเจ้าสาวพร้อมกับถ่ายพรีเวดดิ้งแบบครอบครัว ทุกอย่างเกิดขึ้นแบบปุบปับมากเพราะจากวันขอแต่งงาน อีกวันชายหนุ่มก็พาเธอมาลองชุดแต่งงานเลย เนื่องจากงานแต่งของเขาและเธอจะถูกจัดขึ้นอีกในหนึ่งอาทิตย์ข้างหน้า ปรียาดาไม่รู้เลยว่ารัชชานนท์เตรียมการเรื่องนี้มานานแค่ไหนแล้วเพราะทุกอย่างมันดูพร้อมไปหมดจนเธอแปลกใจ ไหนจะฤกษ์แต่งงานที่ไม่รู้รัชชานนท์แอบไปดูมาตอนไหน ไหนจะสถานที่จัดงานบลา ๆ รัชชานนท์จัดการเอาไว้อย่างเสร็จสรรพหมดแล้ว เหมือนเรื่องนี้มีแค่ปรียาดาเท่านั้นที่ไม่รู้อะไรเลย ก่อนถึงวันงานปรียาดากับรัชชานนท์ก็ต้องแยกกันอยู่ตามความเชื่อของผู้หลักผู้ใหญ่ รัชชานนท์ไปนอนที่บ้านของเขา ส่วนปรียาดาก็อยู่ที่บ้านปัจจุบันกับลูกน้อย จวบจนถึงวันแต่งงานปรียาดาตื่นตั้งแต่ตีสามเพื่อลุกขึ้นมาอาบน้ำและรอช่างแต่งหน้ามาเนรมิตตัวเธอให้เป็นเจ้าสาวที่สวยสะพรั่งที่สุดในวันนี้ ถึงจะเป็นการแต่งงานครั้งที่สองแล้ว แต่ทว่าความรู้สึกครั้งนี้มันกลับแตกต่างไปจากตอนนั้นอย่างสิ้นเชิง…. ปรียาดามองภาพตัวเองที่สะท้อนอยู่ในกระจกก่อนจะฉีกยิ้มออกมาเบา ๆ วันนี้เธอในชุดเจ้าสาวสวยมาก และลู
หนึ่งปีต่อมา… ผ่านมาหนึ่งปีแล้วกับชีวิตแม่ลูกอ่อน พิมาลาในวัยหนึ่งขวบกำลังหัดพูดหัดจาและค่อนข้างจะซนมากเลยทีเดียว เธอเป็นเด็กสดใสยิ้มเก่ง หัวเราะง่ายเป็นที่รักของทุกคน พิมาดาเป็นเด็กที่ชอบเที่ยวมากในทุก ๆ วันหยุดรัชชานนท์เลยมักจะพาแม่ลูกไปเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ ในหนึ่งปีที่ผ่านมาชีวิตของปรียาดาเป็นไปอย่างเรียบง่าย เช่นเดียวกันกับชีวิตคู่ของเธอที่ไม่ดูหวือหวามากกว่าตอนเป็นแฟนกันสักนิด รัชชานนท์ก็ยังคงเป็นรัชชานนท์เคยดูแลเธอยังไงก็ยังดูแลเธออยู่อย่างนั้น จากวันแรกที่เริ่มรู้จักกันจรดจนถึงวันนี้เขาก็ยังคงเสมอต้นเสมอปลายไม่เคยเปลี่ยน วันนี้ที่บ้านค่อนข้างจะวุ่นวาย เต็มไปด้วยเสียงเจี๊ยวจ๊าวของปู่ย่า ตายาย ลุงป้า น้า อา ที่พากันมาช่วยกันจัดงานฉลองวันเกิดปีแรกให้กับหนูน้อยพิมาลา บรรยากาศในงานถูกประดับประดาไปด้วยลูกโป่งหลากหลายสีอย่างสวยมาก มีเค้กก้อนโตวางอยู่ตรงกลาง รอบ ๆ ด้านรายล้อมไปด้วยผู้คนมากมาย รัชชานนท์ยืนอุ้มลูกอยู่ตรงกลาง ข้าง ๆ เขาเป็นภรรยาสาวสวยอย่างปรียาดา เพลงแฮปปี้เบิร์ดเดย์ถูกขับกล่อมไปอย่างเชื่องช้า ก่อนที่สามคนพ่อลูกจะก้มลงเป่าเทียนวันเกิดพร้อมกัน จากนั้นรัชชานนท
กลางดึกคืนหนึ่งแสนวุ่นวายเมื่อปรียาดาเจ็บท้องคลอดกะทันหัน บ้านทั้งบ้านวุ่นวายกันไปหมดเนื่องจากพากันตื่นเต้นจนทำอะไรไม่พูด กว่าจะพาปรียาดาส่งโรงพยาบาลได้ก็ใช้เวลาไปไม่น้อยเลยทีเดียว รัชชานนท์ที่เห็นสีหน้าเจ็บปวดของภรรยาเขาก็รู้สึกสงสารปรียาดาจับใจ เสียงร้องไห้ด้วยเจ็บปวดของเธอมันบาดลึกลงไปถึงขั้วหัวใจของเขา ความรู้สึกอยากเจ็บปวดแทนภรรยาเกิดขึ้นกับผู้ชายที่ชื่อว่ารัชชานนท์อีกครั้ง ในขณะที่รอหมอพาปรียาดาเข้าห้องคลอดรัชชานนท์คอยจับมือหญิงสาวไม่ห่าง ยอมให้หญิงสาวใช้เล็บจิกมือเขาเพื่อระบายความเจ็บโดยที่เขาไม่คิดทักท้วงสิ่งใดออกมา “อดทนหน่อยนะครับ” บอกกับภรรยาพร้อมจรดริมฝีปากจุมพิตหน้าผากมนซ้ำ ๆ อย่างต้องการปลอบประโลมเธอ “อื้อ เจ็บอะเขื่อน ฮือออ” ปรียาดาบีบมือรัชชานนท์แน่นพลางร้องไห้ออกมาด้วยความเจ็บปวด มันเจ็บมาก เจ็บเหมือนร่างกายของเธอจะแตกออกจากกันเป็นเสี่ยง ๆ เจ็บเหมือนจะตายเสียให้ได้ เธอไม่คาดคิดเลยว่าการเจ็บท้องคลอดมันจะทรมานมากขนาดนี้วันนี้เธอรู้ซึ้งแล้ว รู้ซึ้งทุกอย่างแล้วจริง ๆ ปรียาดาหลั่งน้ำตาออกมาไม่หยุด ในขณะที่รัชชานนท์ก็คอยยืนข้าง ๆ ไม่ไปไหน รอบ ๆ ห้องแห่งนี้เต็มไป
อยู่โรงพยาบาลต่อสองสามวันคุณหมอก็ให้กลับบ้านได้พร้อมให้ยามาบำรุงมาทานอีกเยอะแยะมากมายรวมถึงยาแก้แพ้ท้องที่หญิงสาวเป็นอยู่ หลังจากออกจากโรงพยาบาลพ่อกับแม่ปรียาดาที่รู้ว่าลูกสาวตั้งครรภ์และแพ้ท้องหนักก็ให้เธอกลับไปอยู่ที่บ้านเพื่อที่จะได้มีคนคอยดูแลระหว่างรอรัชชานนท์จัดการปัญหาเรื่องงานทางนี้ให้เสร็จ ครอบครัวทั้งสองฝ่ายต่างรับรู้แล้วว่าปรียาดาตั้งครรภ์ มันเป็นเรื่องที่น่ายินดีและทุกคนก็ดีใจกันมาก อย่างที่บอกว่าทั้งสองฝ่ายอยากให้รัชชานนท์กับปรียาดาแต่งงานและมีลูกด้วยกันมาตั้งนานมากแล้ว ถึงตอนนี้ปรียาดาจะท้องก่อนแต่งมันก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร นอกจากปู่ย่า ตายาย ที่ดีใจ ปรียาดากับรัชชานนท์เองก็ดีใจมากเหมือนกัน ความกลัวที่ปรียาดาเคยมีมลายหายไปจนหมดสิ้นเมื่อรับรู้ว่าทุกคนดีใจมากแค่ไหนที่รู้ว่าจะมีสมาชิกใหม่เพิ่มเข้ามาในครอบครัว ระหว่างรอรัชชานนท์เคลียร์งานที่กรุงเทพ ปรียาดาก็ย้ายกลับมาอยู่บ้านตามคำสั่งของพ่อกับแม่ เธอยังคงแพ้ท้องหนักนอนซมอยู่แต่บนที่นอน ทานอะไรเข้าไปนิดหน่อยก็อาเจียนออกมาจนหมด น้ำหนักของปรียาดาลดลงไปหลายกิโลเลยทีเดียว จากร่างกายที่เคยดูอวบอิ่มมีน้ำมีนวลก็กลับผอมลงถนัดตา
ในกลางดึกของคืนหนึ่ง หญิงสาวที่กำลังนอนหลับซุกอกกว้างของคนเป็นแฟนก็ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางคันพลางตะเกียกตะกายพาตัวเองวิ่งเข้าห้องน้ำด้วยความเร็วพลันเมื่อจู่ ๆ ก็รู้สึกคลื่นไส้ขึ้นมากะทันหันจนต้องอาเจียนออกมา “อ้วก” ปรียาดากอดชักโครกอ้วกออกมาอย่างหมดสภาพเธอรู้สึกมวลท้องไปหมด รู้สึกหมดแรงไปเสียดื้อ ๆ และเสียงโครกครากที่ดังมาจากในห้องน้ำทำให้คนที่กำลังนอนหลับอยู่อย่างรัชชานนท์สะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ เขากวาดสายตาของหาร่างแบบบางอย่างเหลอหลาก่อนจะขมวดคิ้วเป็นปมเมื่อได้ยินเสียงดังมาจากห้องน้ำ รัชชานนท์ไม่ปล่อยให้ตัวเองต้องสงสัยนานเขารีบพาตัวเองมาหาปรียาดายังห้องน้ำผลักประตูเข้าไปด้วยความร้อนใจ ก่อนจะผงะเล็กน้อยที่เห็นร่างคนตัวเล็กกำลังชะโงกหน้าอ้วกอยู่ ชายหนุ่มรีบเดินเข้าไปใช้มือลูบแผ่นหลังให้ “ไหวไหม” เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงติดห่วงใย คิ้วของเขาทั้งสองข้างขมวดเข้ากันเป็นปม ตอนตื่นขึ้นมาแล้วไม่เจอปรียาดานอนอยู่ข้าง ๆ เขาแทบบ้า ยิ่งมาเห็นเธอในสภาพแบบนี้รัชชานนท์ก็ยิ่งใจไม่ดี “ฮืออ” ปรียาดาส่ายหน้าพัลวันตอบรัชชานนท์ก่อนจะสะอื้นไห้ออกมาอย่างหนัก เธอทรมานมาก ๆ เนื่องจากอาเจียนมาเป็นเว







