เข้าสู่ระบบภายในห้องครัวขนาดใหญ่มีหญิงสาวคนหนึ่งกำลังทำอาหารอย่างขะมักเขม้นด้วยใบหน้าที่เปี่ยมเต็มไปด้วยความสุขเมื่อเผลอนึกไปถึงตอนเห็นใครอีกคนได้ชิมฝีมือการทำอาหารของเธอ ปรียาดามั่นใจมากว่าฝีมือของเธอไม่ตกรสชาติอาหารของเธอยังคงเดิมเหมือนกับตอนอายุสิบสามปีที่เธอหัดเรียนทำอาหารเพื่อให้ธิปติพัศในวัยสิบหกปีได้ทาน
"คุณปันทำอาหารเก่งขึ้นรึเปล่าคะ ป้าจำได้ว่าตอนนั้นคุณปันเข้าครัวทีไรเป็นอันต้องเละเทะทุกที" ป้าแม่บ้านเย้าแหย่หญิงสาวอย่างไม่จริงจังมากนักด้วยความเอ็นดู ครั้นอดีตเธอจำได้ดีว่าหญิงสาวคนนี้มีความมุ่งมั่นมากขนาดไหนถึงกับไปเรียนทำอาหารเพื่อให้ชายอันเป็นที่รักได้ทานฝีมือของตัวเอง ตอนนั้นหนูปันของเธอทำเป็นแค่ของโปรดของธิปติพัศและเวลาที่เธอเข้าครัวทีไรเหล่าแม่บ้านก็ต่างพากันกุมขมับเพราะสภาพห้องครัวเละเทะจนดูไม่ได้เลย ตัดภาพมาที่ตอนนี้ปรียาดาดูคล่องแคล่วขึ้นเยอะมากสามารถทำอาหารได้หลากหลายและที่สำคัญห้องครัวไม่เละเทะเหมือนเก่าแล้ว เธอเปลี่ยนไปมากแต่หนึ่งสิ่งที่มันไม่เคยเปลี่ยนไปเลยคือความเอาใจใส่ที่เธอมีต่อธิปติพัศ "ป้าสำลีก็พูดไป คนเรามันต้องมีการพัฒนากันบ้างสิคะ" ปรียาดาเขินอายกับคำพูดของป้าแม่บ้านแต่ก็ยังเย้าแหย่กลับอย่างเป็นกันเอง ระหว่างทำอาหารก็มีเหล่าแม่บ้านคอยช่วยหยิบจับนั่นจับนี่ให้เธออยู่ตลอดเวลาภายในสองชั่วโมงกว่า ๆ อาหารมากมายหลากหลายตาก็ถูกนำมาเสิร์ฟลงบนโต๊ะอาหารขนาดใหญ่ ปรียาดามองอาหารมากมายที่เรียงรายกันด้วยความสุขใจและหวังเป็นอย่างยิ่งว่าธิปติพัศจะชอบอาหารมื้อนี้ที่เธอตั้งใจทำให้ "ให้ไปตามคุณภีมเลยไหมคะ" "เดี๋ยวปันไปตามเองค่ะ ไปพักกันได้เลย" ปรียาดายิ้มบาง ๆ ก่อนจะสาวเท้าเดินหันหลังขึ้นชั้นสองตรงมายังห้องทำงานของชายหนุ่ม ก็อก ก็อก บรรจงเคาะประตูบานหนาของห้องทำงานเบา ๆ "พี่ภีมคะ" เปล่งเสียงออกไปเพื่อให้คนด้านในรับรู้ถึงการมาเยือนของเธอ แกร่ก เพียงไม่นานประตูห้องทำงานบานหนาก็เปิดออกด้วยฝีมือคนด้านใน ปรียาดาชะงักเล็กน้อยเมื่อคนที่มาเปิดประตูไม่ใช่ธิปติพัศแต่เป็นลูกน้อยคนสนิทของเขาแทน "เชิญครับ" ต้นสนลูกน้องคนสนิทของธิปติพัศผายมือให้กับปรียาดาเข้ามาในห้องทำงานพร้อมกับโค้งศีรษะเล็กน้อยให้ความเคารพแก่เธอ "ขอบคุณค่ะ" ปรียาดากล่าวขอบคุณตามมารยาทก่อนจะแทรกตัวเข้ามาในห้องทำงานของธิปติพัศได้จนสำเร็จ เข้ามาในห้องก็เห็นว่าชายหนุ่มกำลังก้มหน้าก้มตาทำงานไม่ได้สนใจการมีอยู่ของเธอสักนิด "พี่ภีมคะ" จนกระทั่งที่ปรียาดาส่งเสียงเรียกชื่อเขาอีกครั้งคนที่เอาแต่ก้มหน้ายอมเงยหน้าขึ้นมาสบตาเธอนิ่ง ๆ "เข้ามาถึงในห้องทำงานของพี่ ปันมีอะไรรึเปล่าครับ" ธิปติพัศถามปรียาดาเสียงนิ่งเช่นเดียวกับสายตาของเขาที่มองมายังเธอ ปันเห็นว่ามันถึงเวลาทานข้าวแล้ว เลยขึ้นมาตามไปทานข้าวด้วยกันน่ะค่ะ" "พี่ยังไม่หิว" คำตอบของธิปติพัศทำเอาปรียาดานิ่งงัน "พี่ยังเคลียร์งานไม่เสร็จ ยังมีงานอีกเยอะที่พี่ต้องทำปันหิวปันทานก่อนพี่ได้เลยนะครับไม่ต้องรอ" ดวงตากลมโตกวาดมองงานที่เขาบอกว่ามันเยอะและต้องเร่งเคลียร์ให้เสร็จแต่ทว่าเธอกลับพบแค่แฟ้มเอกสารเล่มเดียวที่ตั้งอยู่ตรงหน้าชายหนุ่ม คอมพิวเตอร์ของเขาก็ปิดอยู่ "เหรอคะ" เสียงของปรียาดาแผ่วเต็มทน ความรู้สึกบางอย่างแล่นมาชนเธอเต็ม ๆ "ถ้าปันไม่มีอะไรแล้ว พี่ขอทำงานต่อนะครับ" ปรียาดาเม้มปากแน่นมองหน้าธิปติพัศด้วยความรู้สึกหลากหลาย ปรียาดากำลังรู้สึกว่าธิปติพัศเอางานมาอ้างเพื่อต้องการจะหลบหน้าเธอ "งั้นปันไม่กวนพี่ภีมแล้วค่ะ ตั้งใจทำงานนะคะ" ปรียาดาบอกอย่างไม่เต็มเสียงนักก่อนจะหันหลังเดินออกไปจากห้องนี้ แต่เดินไปไม่ทันถึงประตูด้วยซ้ำข้อมือเรียวของเธอก็ถูกคว้าไว้ ปรียาดาหันกลับมามองหน้าธิปติพัศด้วยความไม่เข้าใจในเมื่อเขาเป็นคนต้องการให้เธอออกไปแล้วจะตามมารั้งเธอไว้ทำไมอีก "คะ" ปรียาดาเลิกคิ้วถามด้วยความฉงน "พี่หิว" คำตอบสั้น ๆ ที่ออกมาจากปากของธิปติพัศก่อนที่เขาจะออกแรงดึงปรียาดาให้เดินตามตรงมายังห้องอาหารที่มีอาหารมากมายรอให้เขามาทานธิปติพัศถึงปรียาดา หลังจากที่ปรียาดามาส่งเขาที่บ้านวันนั้น ธิปติพัศก็ได้ปรับความเข้าใจกับครอบครัวและกลับมาใช้ชีวิตของตัวเองต่อไป กลับมาบริหารงานที่เขารัก ทุ่มเทเวลาทั้งหมดที่มีไปกับการทำงาน เขาทำงานหนักเพื่อไม่ให้จิตใจคิดฟุ้งซ่าน ธิปติพัศยังคงรู้สึกผิดกับสิ่งที่เคยทำไว้กับปรียาดาอยู่ทุกวัน ไม่เคยมีเลยสักวันที่เขาจะลืมเลือนสิ่งที่เขาทำกับเธอไว้ เมื่อย้อนกลับไปมองในสิ่งที่เขาทำมันช่างผิดมหันต์จนไม่น่าให้อภัยเลยด้วยซ้ำ แต่ปรียาดาก็คือปรียาดาจิตใจของเธออ่อนโยนยิ่งกว่าสิ่งใด ไม่เคยคิดโกรธหรือเกลียดใครเพราะเธอเป็นแบบนั้นธิปติพัศจึงยิ่งรู้สึกผิดที่ทำร้ายเธอ ถ้าย้อนเวลากลับไปตอนนั้นได้ธิปติพัศคงไม่ทำแบบนั้น และถ้าย้อนเวลากลับไปได้เขาก็จะไม่แต่งงานกับเธอ และถ้าย้อนเวลากลับไปได้เขาก็จะไม่บอกให้เธอรอ และถ้าย้อนเวลากลับไปได้อีกธิปติพัศก็อยากจะบอกกับปรียาดาว่าที่ผ่านมาเขาไม่เคยคิดเกินเลยกับเธอเกินกว่าพี่ชายและน้องสาวเลย ในตอนนั้นธิปติพัศกับปรียาดาสนิทกันมาก ครอบครัวทั้งสองฝ่ายไปมาหาสู่กันบ่อย ๆ อีกทั้งเขาและเธอยังเรียนอยู่ที่เดียวกัน ความสนิทระหว่างเขากับเธอในตอนนั้นมันเพิ่มทวีคูณขึ้นทุก
วันนี้รัชชานนท์พาปรียาดามาลองชุดเจ้าสาวพร้อมกับถ่ายพรีเวดดิ้งแบบครอบครัว ทุกอย่างเกิดขึ้นแบบปุบปับมากเพราะจากวันขอแต่งงาน อีกวันชายหนุ่มก็พาเธอมาลองชุดแต่งงานเลย เนื่องจากงานแต่งของเขาและเธอจะถูกจัดขึ้นอีกในหนึ่งอาทิตย์ข้างหน้า ปรียาดาไม่รู้เลยว่ารัชชานนท์เตรียมการเรื่องนี้มานานแค่ไหนแล้วเพราะทุกอย่างมันดูพร้อมไปหมดจนเธอแปลกใจ ไหนจะฤกษ์แต่งงานที่ไม่รู้รัชชานนท์แอบไปดูมาตอนไหน ไหนจะสถานที่จัดงานบลา ๆ รัชชานนท์จัดการเอาไว้อย่างเสร็จสรรพหมดแล้ว เหมือนเรื่องนี้มีแค่ปรียาดาเท่านั้นที่ไม่รู้อะไรเลย ก่อนถึงวันงานปรียาดากับรัชชานนท์ก็ต้องแยกกันอยู่ตามความเชื่อของผู้หลักผู้ใหญ่ รัชชานนท์ไปนอนที่บ้านของเขา ส่วนปรียาดาก็อยู่ที่บ้านปัจจุบันกับลูกน้อย จวบจนถึงวันแต่งงานปรียาดาตื่นตั้งแต่ตีสามเพื่อลุกขึ้นมาอาบน้ำและรอช่างแต่งหน้ามาเนรมิตตัวเธอให้เป็นเจ้าสาวที่สวยสะพรั่งที่สุดในวันนี้ ถึงจะเป็นการแต่งงานครั้งที่สองแล้ว แต่ทว่าความรู้สึกครั้งนี้มันกลับแตกต่างไปจากตอนนั้นอย่างสิ้นเชิง…. ปรียาดามองภาพตัวเองที่สะท้อนอยู่ในกระจกก่อนจะฉีกยิ้มออกมาเบา ๆ วันนี้เธอในชุดเจ้าสาวสวยมาก และลู
หนึ่งปีต่อมา… ผ่านมาหนึ่งปีแล้วกับชีวิตแม่ลูกอ่อน พิมาลาในวัยหนึ่งขวบกำลังหัดพูดหัดจาและค่อนข้างจะซนมากเลยทีเดียว เธอเป็นเด็กสดใสยิ้มเก่ง หัวเราะง่ายเป็นที่รักของทุกคน พิมาดาเป็นเด็กที่ชอบเที่ยวมากในทุก ๆ วันหยุดรัชชานนท์เลยมักจะพาแม่ลูกไปเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ ในหนึ่งปีที่ผ่านมาชีวิตของปรียาดาเป็นไปอย่างเรียบง่าย เช่นเดียวกันกับชีวิตคู่ของเธอที่ไม่ดูหวือหวามากกว่าตอนเป็นแฟนกันสักนิด รัชชานนท์ก็ยังคงเป็นรัชชานนท์เคยดูแลเธอยังไงก็ยังดูแลเธออยู่อย่างนั้น จากวันแรกที่เริ่มรู้จักกันจรดจนถึงวันนี้เขาก็ยังคงเสมอต้นเสมอปลายไม่เคยเปลี่ยน วันนี้ที่บ้านค่อนข้างจะวุ่นวาย เต็มไปด้วยเสียงเจี๊ยวจ๊าวของปู่ย่า ตายาย ลุงป้า น้า อา ที่พากันมาช่วยกันจัดงานฉลองวันเกิดปีแรกให้กับหนูน้อยพิมาลา บรรยากาศในงานถูกประดับประดาไปด้วยลูกโป่งหลากหลายสีอย่างสวยมาก มีเค้กก้อนโตวางอยู่ตรงกลาง รอบ ๆ ด้านรายล้อมไปด้วยผู้คนมากมาย รัชชานนท์ยืนอุ้มลูกอยู่ตรงกลาง ข้าง ๆ เขาเป็นภรรยาสาวสวยอย่างปรียาดา เพลงแฮปปี้เบิร์ดเดย์ถูกขับกล่อมไปอย่างเชื่องช้า ก่อนที่สามคนพ่อลูกจะก้มลงเป่าเทียนวันเกิดพร้อมกัน จากนั้นรัชชานนท
กลางดึกคืนหนึ่งแสนวุ่นวายเมื่อปรียาดาเจ็บท้องคลอดกะทันหัน บ้านทั้งบ้านวุ่นวายกันไปหมดเนื่องจากพากันตื่นเต้นจนทำอะไรไม่พูด กว่าจะพาปรียาดาส่งโรงพยาบาลได้ก็ใช้เวลาไปไม่น้อยเลยทีเดียว รัชชานนท์ที่เห็นสีหน้าเจ็บปวดของภรรยาเขาก็รู้สึกสงสารปรียาดาจับใจ เสียงร้องไห้ด้วยเจ็บปวดของเธอมันบาดลึกลงไปถึงขั้วหัวใจของเขา ความรู้สึกอยากเจ็บปวดแทนภรรยาเกิดขึ้นกับผู้ชายที่ชื่อว่ารัชชานนท์อีกครั้ง ในขณะที่รอหมอพาปรียาดาเข้าห้องคลอดรัชชานนท์คอยจับมือหญิงสาวไม่ห่าง ยอมให้หญิงสาวใช้เล็บจิกมือเขาเพื่อระบายความเจ็บโดยที่เขาไม่คิดทักท้วงสิ่งใดออกมา “อดทนหน่อยนะครับ” บอกกับภรรยาพร้อมจรดริมฝีปากจุมพิตหน้าผากมนซ้ำ ๆ อย่างต้องการปลอบประโลมเธอ “อื้อ เจ็บอะเขื่อน ฮือออ” ปรียาดาบีบมือรัชชานนท์แน่นพลางร้องไห้ออกมาด้วยความเจ็บปวด มันเจ็บมาก เจ็บเหมือนร่างกายของเธอจะแตกออกจากกันเป็นเสี่ยง ๆ เจ็บเหมือนจะตายเสียให้ได้ เธอไม่คาดคิดเลยว่าการเจ็บท้องคลอดมันจะทรมานมากขนาดนี้วันนี้เธอรู้ซึ้งแล้ว รู้ซึ้งทุกอย่างแล้วจริง ๆ ปรียาดาหลั่งน้ำตาออกมาไม่หยุด ในขณะที่รัชชานนท์ก็คอยยืนข้าง ๆ ไม่ไปไหน รอบ ๆ ห้องแห่งนี้เต็มไป
อยู่โรงพยาบาลต่อสองสามวันคุณหมอก็ให้กลับบ้านได้พร้อมให้ยามาบำรุงมาทานอีกเยอะแยะมากมายรวมถึงยาแก้แพ้ท้องที่หญิงสาวเป็นอยู่ หลังจากออกจากโรงพยาบาลพ่อกับแม่ปรียาดาที่รู้ว่าลูกสาวตั้งครรภ์และแพ้ท้องหนักก็ให้เธอกลับไปอยู่ที่บ้านเพื่อที่จะได้มีคนคอยดูแลระหว่างรอรัชชานนท์จัดการปัญหาเรื่องงานทางนี้ให้เสร็จ ครอบครัวทั้งสองฝ่ายต่างรับรู้แล้วว่าปรียาดาตั้งครรภ์ มันเป็นเรื่องที่น่ายินดีและทุกคนก็ดีใจกันมาก อย่างที่บอกว่าทั้งสองฝ่ายอยากให้รัชชานนท์กับปรียาดาแต่งงานและมีลูกด้วยกันมาตั้งนานมากแล้ว ถึงตอนนี้ปรียาดาจะท้องก่อนแต่งมันก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร นอกจากปู่ย่า ตายาย ที่ดีใจ ปรียาดากับรัชชานนท์เองก็ดีใจมากเหมือนกัน ความกลัวที่ปรียาดาเคยมีมลายหายไปจนหมดสิ้นเมื่อรับรู้ว่าทุกคนดีใจมากแค่ไหนที่รู้ว่าจะมีสมาชิกใหม่เพิ่มเข้ามาในครอบครัว ระหว่างรอรัชชานนท์เคลียร์งานที่กรุงเทพ ปรียาดาก็ย้ายกลับมาอยู่บ้านตามคำสั่งของพ่อกับแม่ เธอยังคงแพ้ท้องหนักนอนซมอยู่แต่บนที่นอน ทานอะไรเข้าไปนิดหน่อยก็อาเจียนออกมาจนหมด น้ำหนักของปรียาดาลดลงไปหลายกิโลเลยทีเดียว จากร่างกายที่เคยดูอวบอิ่มมีน้ำมีนวลก็กลับผอมลงถนัดตา
ในกลางดึกของคืนหนึ่ง หญิงสาวที่กำลังนอนหลับซุกอกกว้างของคนเป็นแฟนก็ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางคันพลางตะเกียกตะกายพาตัวเองวิ่งเข้าห้องน้ำด้วยความเร็วพลันเมื่อจู่ ๆ ก็รู้สึกคลื่นไส้ขึ้นมากะทันหันจนต้องอาเจียนออกมา “อ้วก” ปรียาดากอดชักโครกอ้วกออกมาอย่างหมดสภาพเธอรู้สึกมวลท้องไปหมด รู้สึกหมดแรงไปเสียดื้อ ๆ และเสียงโครกครากที่ดังมาจากในห้องน้ำทำให้คนที่กำลังนอนหลับอยู่อย่างรัชชานนท์สะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ เขากวาดสายตาของหาร่างแบบบางอย่างเหลอหลาก่อนจะขมวดคิ้วเป็นปมเมื่อได้ยินเสียงดังมาจากห้องน้ำ รัชชานนท์ไม่ปล่อยให้ตัวเองต้องสงสัยนานเขารีบพาตัวเองมาหาปรียาดายังห้องน้ำผลักประตูเข้าไปด้วยความร้อนใจ ก่อนจะผงะเล็กน้อยที่เห็นร่างคนตัวเล็กกำลังชะโงกหน้าอ้วกอยู่ ชายหนุ่มรีบเดินเข้าไปใช้มือลูบแผ่นหลังให้ “ไหวไหม” เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงติดห่วงใย คิ้วของเขาทั้งสองข้างขมวดเข้ากันเป็นปม ตอนตื่นขึ้นมาแล้วไม่เจอปรียาดานอนอยู่ข้าง ๆ เขาแทบบ้า ยิ่งมาเห็นเธอในสภาพแบบนี้รัชชานนท์ก็ยิ่งใจไม่ดี “ฮืออ” ปรียาดาส่ายหน้าพัลวันตอบรัชชานนท์ก่อนจะสะอื้นไห้ออกมาอย่างหนัก เธอทรมานมาก ๆ เนื่องจากอาเจียนมาเป็นเว







