Masukหรงฉือรู้ว่าจี้ชิงเยว่มาหาเธอหมายความว่ายังไงนอกจากนี้ สิ่งที่ควรพูด เธอก็เคยพูดไปหมดแล้วแต่ว่า ท่าทีของจี้ชิงเยว่นี้...เธอหยุดลงเล็กน้อย มองจี้ชิงเยว่ แล้วพูดอย่างจริงจังว่า “ขอโทษนะคะ ฉันน่าจะยังไม่คิดเริ่มความสัมพันธ์ใหม่ไปอีกนาน ดังนั้น คุณจี้ ต่อไปคุณ...”เธอไม่อยากรั้งเขาไว้จี้ชิงเยว่เข้าใจความหมายของเธอ ไม่รอให้เธอพูดจบ เขาก็พูดว่า “ผมเข้าใจความหมายของคุณ แต่คุณไม่ต้องมาเกลี้ยกล่อมผมหรอกครับ”พูดจบ ก็ยัดดอกไม้ที่อยู่ในมือใส่ในอ้อมแขนของเธอเบา ๆ แล้วพูดว่า “หวังว่าคุณจะชอบ”พูดจบ พอเห็นเธอยืนนิ่งไม่ขยับ ก็ยิ้มเล็กน้อย แล้วพูดว่า “คุณขึ้นไปบนตึกก่อนเถอะ ผมไม่รบกวนคุณแล้ว”หรงฉือดูดอกไม้ในมือ หยุดเล็กน้อย สุดท้ายก็ยังส่ายหน้า แล้วส่งดอกไม้คืนให้จี้ชิงเยว่ ก่อนจะพูดว่า “ขอบคุณค่ะ แต่...ขอโทษนะ”พูดจบ เธอไม่พูดอะไรอีก ก็หันหลังเดินขึ้นตึกไปแล้วจี้ชิงเยว่กลับไม่ได้รู้สึกโกรธอะไรเขามองส่งเธอจากไป จนกระทั่งแผ่นหลังของเธอลาลับสายตา เขาจึงจะหันหลังแล้วจากไป แต่ในจังหวะนี้เอง เขากลับเห็นกู้เหยียนที่อยู่ไม่ไกลพวกเขาสบตากัน จี้ชิงเยว่พยักหน้าเล็กน้อย ไม่ได้พูดอะไรก็หันหลัง
เหยาซินปั๋วและเหรินจี่เฟิงต่างสงสัยว่าตัวเองฟังผิดแล้วหลังจากที่ตอบสนองกลับมาได้ เหยาซินปั๋วและเหรินจี่เฟิงยังคงไม่กล้าเชื่อแต่ปฏิกิริยาของจี้ชิงเยว่ดู ๆ ไปแล้วกลับไม่เหมือนกำลังล้อเล่นอยู่อีกอย่าง ด้วยนิสัยของจี้ชิงเยว่ พวกเขาต่างรู้ดีว่า เขาไม่ใช่คนที่จะเอาเรื่องแบบนี้มาล้อเล่นเหยาซินปั๋วกลืนน้ำลายอย่างประหม่า พูดว่า “งั้นนาย...”แต่อีกฝ่ายเป็นคนที่แต่งงานแล้วนะ นี่จะทำยังไงดี? หรือว่า...เขาจะเข้าไปแทรกแซงครอบครัวคนอื่นจริง ๆ อย่างนั้นเหรอ?แม้เขาจะคิดว่าด้วยคุณสมบัติของจี้ชิงเยว่ ตราบใดที่เขาต้องการ การคิดจะแย่งคนรักของคนอื่นก็คงไม่ใช่เรื่องยาก แต่...จี้ชิงเยว่ “เธอใกล้จะหย่าแล้ว” พูดจบ เมื่อเห็นปฏิกิริยาของพวกเขา กลัวว่าพวกเขาจะเข้าใจผิด จึงพูดเสริมอีกหนึ่งประโยคว่า “เดินทีพวกเขาก็กำลังเตรียมจะหย่ากันอยู่แล้ว”จี้ชิงเยว่พูดขนาดนี้ เหยาซินปั๋วกับเหรินจี่เฟิงย่อมเชื่อใจเขาอยู่แล้ว พอได้ยินแบบนี้ พวกเขาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่ออารมณ์ผ่อนคลายแล้ว เหยาซินปั๋วก็เริ่มเผือกขึ้นมา “อีกฝ่ายเป็นใครเหรอ?”หลายปีแล้วไม่เคยเห็นนายชอบผู้หญิงคนไหนเลย เขารู้สึกอยากรู้มากเกินไปแล
หลังจากที่เฟิงถิงเซินทักทายกับพวกเขาอย่างสุภาพเสร็จ ก็ขึ้นรถแล้วจากไปพอมองรถของเขาค่อย ๆ ขับห่างออกไป ในที่สุดเหยาซินปั๋วก็ได้สติกลับมา ก่อนจะมองไปทางเหรินจี่เฟิงด้วยความตกใจและตื่นเต้น พร้อมพูดว่า “ดังนั้น เฟิงถิงเซินกับหรงฉือต่างนอกใจกันทั้งคู่...เชี่ย เป็นข่าวใหญ่ขนาดนี้เลย?!”เหรินจี่เฟิงไม่ได้พูดอะไรเขาไม่ได้เห็นเฟิงถิงเซินและหรงฉือไปมาหาสู่กันเป็นการส่วนตัวนานมากแล้วตอนแรกคิดว่าระหว่างพวกเขาจบลงแล้วเสียอีก คิดไม่ถึงเลยว่า...เขาหันหลังขึ้นรถไปด้วยสีหน้าบึ้งตึงเหยาซินปั๋วรีบตามขึ้นไป ก็ในตอนนั้นเอง เขาจึงจะพบว่าเกี่ยวกับเรื่องของเฟิงถิงเซินและหรงฉือ ดูเหมือนเหรินจี่เฟิงจะไม่ได้รู้สึกตกใจเหมือนอย่างเขาเลยเขารีบตอบสนองกลับมาทันที “เฮ้ย จริง ๆ นายรู้เรื่องนี้นานแล้วใช่ไหม?!”เหรินจี่เฟิงไม่ได้พูดอะไรเหยาซินปั๋วขึ้นรถตามไป ถามว่า “มันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไร? ข่าวใหญ่ขนาดนี้ นายกลับไม่เคยเล่าให้ฉันฟังเลยอย่างนั้นเหรอ?!”เหรินจี่เฟิงสีหน้าบึ้งตึง ไม่ยอมพูดอะไรเลย เหยาซินปั๋วยังนั่งไม่ทันมั่นคงดี เขาก็เหยียบคันเร่งออกตัวมิดเท้าแล้วเหยาซินปั๋วถูกทำให้ตกใจแล้วแต่ว่า พอเห
หลังจากที่เฟิงถิงเซินและหลินอู๋พบกันครั้งก่อน ตอนแรกพวกเขาคิดว่าการที่หลินอู๋จะเอาชนะใจเฟิงถิงเซินกลับมานั้นเป็นเรื่องง่ายมาก แต่ความเป็นจริงกลับแตกต่างจากที่พวกเขาคิดไว้มาก เพราะตั้งแต่วันนั้นที่พวกเขาไปทานอาหารด้วยกัน ผ่านไปสี่ห้าวันแล้ว เฟิงถิงเซินก็ยังไม่เป็นฝ่ายติดต่อมาหาหลินอู๋ก่อนเลยแม้ว่าหลินอู๋เป็นฝ่ายไปหาเฟิงถิงเซินที่เฟิงซื่อ แต่ก็ไม่เคยได้พบเขาเลยหากจะบอกว่าเฟิงถิงเซินแค่ยุ่งมาก ข้ออ้างนี้แม้แต่พวกเขาก็ยังไม่เชื่ออย่างไรก็ตาม ต่อให้จะยุ่งแค่ไหน เวลาทานข้าวหรือดื่มน้ำก็ยังคงมีอยู่หากคนคนหนึ่งใส่ใจอีกฝ่ายจริง ตอนทานข้าว หรือแม้กระทั่งระหว่างประชุม ก็ยังสามารถส่งข้อความไปหาอีกฝ่ายได้ เพื่อรายงานความเคลื่อนไหวของตัวเองดังนั้น ที่เฟิงถิงเซินไม่ได้เป็นฝ่ายติดต่อมาก่อน หลินอู๋พยายามไปหาเขากลับคว้าน้ำเหลว จริง ๆ พวกเขาพอจะเข้าใจแล้วว่า แท้จริงเฟิงถิงเซินก็แค่หลบหน้าไม่อยากพบหลินอู๋แต่พวกเขาคาดไม่ถึงว่าเฟิงถิงเซินไม่เพียงหลบหน้าหลินอู๋ ตอนนี้ยังถึงขึ้นอยู่กับหรงฉือ และพาเฟิงจิ่งซินมายังสถานที่แบบนี้ด้วย หรือว่าหัวใจของเฟิงถิงเซิน จะเอียงเอนไปทางหรงฉืออย่างสิ้นเชิงแล้ว ดั
หรงฉือหยุดฝีเท้าลงเฟิงจิ่งซินเห็นว่าจู่ ๆ เธอก็หยุดฝีเท้า เงยหน้าขึ้นก็พูดว่า “คุณแม่คะ?”แค่ออกไปเที่ยวกับเฟิงจิ่งซินเท่านั้น ทางฝั่งเฟิงถิงเซินก็เห็นว่าไม่มีปัญหา ทางเธอเองก็ย่อมไม่มีปัญหาเช่นกันหรงฉือไม่ได้พูดอะไรอีกเธอขับรถมาเอง พอออกจากบ้านไป กำลังจะขึ้นรถของตัวเอง ก็ได้ยินเฟิงถิงเซินพูดขึ้นว่า “ให้ผมขับไหม?”หรงฉือยังไม่ได้พูดอะไร เฟิงถิงเซินก็เดินมายังรถของเธอ และเปิดประตูฝั่งคนขับแล้วหรงฉือชะงักไปแต่พอเห็นเฟิงจิ่งซินขึ้นรถอย่างดีใจ เธอก็ไม่ได้พูดอะไรอีกเฟิงจิ่งซินอยากไปชอปปิง พวกเขาจึงไปที่ศูนย์การค้าแม้ว่าช่วงหลังมานี้ เพราะเฟิงจิ่งซิน ทำให้พวกเขาสามคนออกไปข้างนอกด้วยกันบ่อยขึ้นกว่าแต่ก่อนมากแต่ก่อนหน้านี้ ส่วนใหญ่แล้วพวกเขามักจะไปที่วิลล่าส่วนตัว มีเพียงบางครั้งจึงจะไปร้านอาหารที่มีคนพลุกพล่านด้วยกันเหมือนอย่างวันนี้ พวกเขามาเดินชอปปิงด้วยกันในศูนย์การค้าที่คนเยอะและคึกคักแบบนี้ ตลอดสองปีมานี้ ยังคงเป็นครั้งแรกเมื่อมายังสถานที่ที่มีคนเยอะขนาดนี้ หรือว่าเฟิงถิงเซินจะไม่กลัวถูกคนบังเอิญเห็น?เมื่อคิดถึงตรงนี้ พอลงจากรถแล้ว หรงฉือก็เหลือบมองเฟิงถิงเซินแวบห
แม้เฉิงหยวนจะไม่ได้พูดอะไร แต่ดูจากสีหน้าของเขา หลินอู๋ก็เดาได้ทันทีว่า เฟิงถิงเซินต้องทำเรื่องบางอย่างเพราะหรงฉือ ซึ่งเป็นเรื่องที่เธอไม่รู้แน่ ๆ สำหรับเรื่องนี้ หลินอู๋ไม่แปลกใจเลยถึงขนาดมีการเตรียมใจเอาไว้แล้วด้วยแต่ทว่า ในยามนี้หัวใจของเธอกลับไม่ได้สงบนิ่งอย่างที่เธอคาดไว้เมื่อก่อนหน้านี้ในเมื่อเป็นแบบนี้ เธอก็ไม่ได้เผยความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองออกมา ยังคงยิ้มแย้ม หลังจากนั้นก็พูดกับเฉิงหยวนว่า “ฉันรู้แล้ว ขอบคุณสำหรับการเตือนของคุณ”เฉิงหยวนเห็นรอยยิ้มของเธอ ก็ชะงักไปหลินอู๋กลับไม่ได้พูดอะไรมาก ก็หันหลังจากไปแล้ว......พริบตาเดียว ก็วันอาทิตย์แล้วนับตั้งแต่คุณยายหรงป่วยหนักเมื่อคราวก่อน คุณย่าเฟิงได้อ้างอิงตามสภาพร่างกายของคุณยายหรง แล้วส่งของมีค่าจำนวนไม่น้อยมาให้เธอเข้าวันนี้ ญาติที่เมืองเหยียนเฉิงของคุณยายหรงส่งของพื้นเมืองมาให้ คุณยายหรงเห็นว่าหรงฉือว่าง ๆ เลยจะให้เธอแบ่งของส่งไปให้คุณย่าเฟิงบ้างหรงฉือมาถึงบ้านเดิมแล้ว พอเข้าบ้านไป ไม่เห็นคุณย่าเฟิง กลับเห็นเฟิงถิงเซินและเฟิงจิ่งซินแค่สองคนเฟิงถิงเซินกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องรับแขกเฟิงจิ่งซินเห็







