Masukตอนที่ 3 ขบวนเจ้าสาวสู่จวนอ๋องปีศาจ
เช้าวันแต่งงานมาถึงเร็วกว่าที่เฉินเยว่คาดคิด
เสียงกลองมงคลดังขึ้นทั่วเมืองหลวง แต่เสียงเหล่านั้นกลับไม่ได้ทำให้ผู้คนรู้สึกยินดีเท่าใดนัก เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่า ขบวนเจ้าสาวในวันนี้ไม่ได้กำลังพาหญิงสาวผู้โชคดีไปสู่ชีวิตคู่ที่งดงาม
แต่กำลังพานางไปยังสถานที่ที่ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้
จวนเซียวอ๋อง
สถานที่ซึ่งผู้คนกล่าวขานว่าเย็นเยียบยิ่งกว่าฤดูหนาว
ขบวนเจ้าสาวสีแดงเคลื่อนผ่านถนนสายหลักของเมืองหลวงอย่างช้า ๆ เกี้ยวเจ้าสาวประดับด้วยผ้าไหมสีแดงและลวดลายงดงาม แต่ไม่อาจกลบความเงียบของผู้คนสองข้างทางได้
ชาวบ้านต่างออกมายืนดู
แต่ไม่มีสายตาใดเต็มไปด้วยความอิจฉา
ไม่มีหญิงสาวคนใดมองชุดเจ้าสาวของเฉินเยว่ด้วยความฝัน
มีเพียงความสงสาร
เพราะในสายตาของพวกเขา
เฉินเยว่ไม่ได้กำลังแต่งงาน
นางกำลังเดินเข้าสู่ความตาย
"นั่นคือคุณหนูใหญ่เฉินใช่หรือไม่?"
"ใช่ นางคงโชคร้ายจริง ๆ"
"ได้ยินว่าก่อนหน้านี้นางก็มีข่าวเสียหาย ตอนนี้ยังต้องแต่งกับเซียวอ๋องอีก"
"ข้าว่าอีกไม่นานคงมีข่าวออกมา"
"ข่าวอะไรหรือ?"
ชายชราคนหนึ่งถอนหายใจ
"อีกสามวันคงมีข่าวว่าชายาคนใหม่ตาย"
คำพูดนั้นทำให้คนรอบข้างเงียบไป
แต่ไม่มีใครคิดว่าเป็นเรื่องเกินจริง
เพราะชื่อของเซียวจิ่งเหยียนน่ากลัวเกินไป
"เซียวอ๋องไม่เคยไว้ชีวิตคนอ่อนแอ"
"ได้ยินว่าพระองค์แม้แต่แม่ทัพฝ่ายศัตรูที่ยอมจำนน ยังไม่ลังเลที่จะลงโทษ"
"หญิงสาวอย่างคุณหนูใหญ่เฉิน จะอยู่ข้างกายพระองค์ได้อย่างไร"
เสียงเหล่านั้นลอยเข้ามาในเกี้ยวเจ้าสาว
เฉินเยว่นั่งอยู่ภายในอย่างสงบนิ่ง
มือของนางวางอยู่บนผ้าคลุมสีแดง
หากเป็นหญิงสาวทั่วไป คงหวาดกลัวจนร้องไห้
แต่เฉินเยว่กลับกำลังคิด
ชายคนหนึ่งที่สามารถทำให้ทั้งเมืองหวาดกลัวได้
ชายคนหนึ่งที่แม้ไม่ได้อยู่ตรงหน้า แต่เพียงเอ่ยชื่อก็ทำให้ผู้คนเงียบเสียง
เขาไม่ได้ธรรมดา
คนที่แข็งแกร่งจริง ไม่จำเป็นต้องประกาศให้ใครรู้ว่าตนเองน่ากลัว
แต่เซียวจิ่งเหยียนกลับกลายเป็นบุรุษที่ทุกคนสร้างตำนานความหวาดกลัวขึ้นมา
นั่นหมายความว่า
เบื้องหลังข่าวลือทั้งหมด อาจมีบางสิ่งที่ผู้คนไม่รู้
เฉินเยว่ยกมือเปิดม่านเกี้ยวเล็กน้อย มองผ่านช่องว่างออกไปยังถนนที่ทอดยาว
เมืองหลวงแห่งนี้เต็มไปด้วยผู้คน
แต่ในความจริงแล้ว
ทุกคนต่างสวมหน้ากาก
ผู้คนที่กำลังสงสารนางในวันนี้
อาจเป็นคนเดียวกับที่หัวเราะเยาะนางเมื่อวาน
นางเรียนรู้เรื่องนี้มานานแล้ว
ทันใดนั้น ขบวนเจ้าสาวหยุดลง
เสียงม้าร้องดังขึ้นด้านหน้า
สาวใช้ที่ติดตามมาด้วยมีสีหน้าตกใจ
"เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ?"
ไม่มีใครตอบ
เพราะในเวลานั้นเอง
กลิ่นอายสังหารได้แผ่เข้ามา
เฉินเยว่ขมวดคิ้วเล็กน้อย
นี่ไม่ใช่การปล้น
ไม่ใช่โจรธรรมดา
เพราะคนที่ซ่อนตัวอยู่รอบด้านไม่ได้สนใจหีบสินสอด ไม่ได้สนใจทรัพย์สินของขบวนเจ้าสาว
เป้าหมายของพวกเขามีเพียงอย่างเดียว
นาง
เสียงลูกธนูพุ่งแหวกอากาศดังขึ้น
"ระวัง!"
องครักษ์ของจวนแม่ทัพรีบเข้าป้องกัน
แต่จำนวนของศัตรูมีมากเกินไป
ชายชุดดำหลายสิบคนปรากฏตัวจากหลังคาและตรอกเล็ก ๆ พุ่งเข้าใส่ขบวนเจ้าสาว
เหล่าทหารชักดาบออกต่อสู้
เสียงเหล็กกระทบกันดังสนั่นไปทั่วถนน
ภายในเกี้ยวเจ้าสาว สาวใช้หน้าซีด
"คุณหนูใหญ่ ท่านต้องหลบก่อนเจ้าค่ะ"
เฉินเยว่มองนางอย่างสงบ
"หลบ?"
สาวใช้พยักหน้าอย่างรวดเร็ว
"พวกมันต้องการชีวิตท่านนะเจ้าคะ"
เฉินเยว่กลับยิ้ม
"ในเมื่อพวกมันต้องการชีวิตข้า"
"ข้าก็ต้องถามก่อนว่า พวกมันมีความสามารถพอหรือไม่"
ทันทีที่พูดจบ เงาดำคนหนึ่งก็ทะลวงผ่านองครักษ์เข้ามาถึงเกี้ยว
ปลายดาบยกขึ้น
เป้าหมายคือหัวใจของนาง
แต่ก่อนที่ดาบจะลงถึงตัว
เฉินเยว่ขยับมือ
เข็มเงินเล็ก ๆ หลายเล่มพุ่งออกจากแขนเสื้อ
ชายชุดดำชะงักกลางอากาศ
ดวงตาของเขาเบิกกว้าง
เข็มพิษปักเข้าที่จุดสำคัญบนร่างกาย
ร่างของเขาล้มลงกับพื้นทันที
สาวใช้มองภาพตรงหน้าอย่างตกตะลึง
คุณหนูใหญ่ที่ทุกคนคิดว่าเป็นเพียงหญิงสาวเอาแต่ใจ
กลับสามารถจัดการนักฆ่าที่ฝึกฝนมาอย่างดีได้ในเวลาไม่กี่ลมหายใจ
เฉินเยว่ก้าวออกจากเกี้ยว
ชุดเจ้าสาวสีแดงของนางสะบัดไปตามสายลม หญิงสาวไม่ได้มีท่าทีเหมือนเจ้าสาวที่กำลังหวาดกลัว
แต่นางเหมือนนักรบที่กำลังเผชิญหน้ากับศัตรู
ชายชุดดำอีกคนพุ่งเข้ามา
เฉินเยว่หมุนตัวหลบ ก่อนใช้แขนเสื้อปัดผ่านใบหน้าของเขา
เขาล้มลงเช่นเดียวกัน
ผู้คนรอบข้างต่างตกตะลึง
ไม่มีใครคิดว่าเจ้าสาวที่กำลังถูกส่งไปตาย
กลับเป็นคนที่ทำให้นักฆ่าต้องล้มลงทีละคน
เฉินเยว่ยืนท่ามกลางความวุ่นวาย ดวงตาของนางเย็นชา
"ใครสอนพวกเจ้าว่าข้าคือหญิงอ่อนแอ?"
คำพูดนั้นทำให้เหล่านักฆ่าชะงัก
เพราะพวกเขาเพิ่งเข้าใจ
ข่าวลือที่พวกเขาได้รับมา
อาจผิดทั้งหมด
คุณหนูใหญ่เฉินไม่ใช่หญิงสาวที่รอให้คนอื่นปกป้อง
นางคือคนที่สามารถปกป้องตัวเองได้
การต่อสู้ดำเนินต่อไปอีกไม่นาน
เหล่านักฆ่าที่เหลือเริ่มถอย
เพราะเป้าหมายของพวกเขาไม่ใช่การสู้จนตาย
แต่เป็นการกำจัดเฉินเยว่
เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ไม่เป็นไปตามแผน พวกเขาจึงเลือกถอนตัว
แต่ไม่มีใครรู้ว่า
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้น
มีคนผู้หนึ่งเฝ้ามองอยู่
บนยอดอาคารสูงไม่ไกลจากถนน
ชายหนุ่มในชุดดำยืนอยู่ท่ามกลางสายลมหิมะ
ใบหน้าคมเข้มไร้อารมณ์
ดวงตาเย็นชามองหญิงสาวในชุดเจ้าสาวสีแดงเบื้องล่าง
เขาไม่ได้ตกใจ
ไม่ได้แปลกใจ
เพียงมองนางเงียบ ๆ
องครักษ์ข้างกายก้มศีรษะ
"ท่านอ๋อง"
"ให้พวกเราลงมือช่วยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?"
ชายหนุ่มไม่ตอบทันที
สายตาของเขายังคงอยู่ที่เฉินเยว่
หญิงสาวคนนั้นยังคงเหมือนเดิม
แม้เวลาจะผ่านไปสิบปี
นางยังคงเดินเข้าหาอันตรายโดยไม่ถอย
ยังคงใช้ความฉลาดมากกว่าน้ำตา
ยังคงไม่รอให้ใครช่วยเหลือ
ริมฝีปากของเซียวจิ่งเหยียนขยับเล็กน้อย
น้ำเสียงของเขาเบาจนแทบกลืนไปกับสายลม
"นางยังเหมือนเดิม"
องครักษ์มองเจ้านายด้วยความสงสัย
เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาไม่เคยเห็นเซียวอ๋องสนใจสตรีคนใด
แต่วันนี้
บุรุษผู้เย็นชาที่ไม่เคยหวั่นไหว
กลับมองหญิงสาวคนหนึ่งราวกับกำลังมองสมบัติล้ำค่าที่หายไปนาน
เซียวจิ่งเหยียนกำปิ่นหยกในมือแน่น
ความทรงจำเมื่อสิบปีก่อนกลับมาอีกครั้ง
เด็กหญิงตัวเล็กที่ยื่นมือช่วยเขา
เด็กหญิงที่ไม่กลัวเขา
เด็กหญิงที่บอกเขาว่า
อย่ายอมแพ้ต่อความตาย
เขาตามหานางมานานสิบปี
และในที่สุด
นางก็กลับมาอยู่ตรงหน้าเขา
"สิบปีผ่านไป"
เซียวจิ่งเหยียนมองร่างของเฉินเยว่ที่กำลังยืนท่ามกลางหิมะ
ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ไม่มีใครเคยได้ยินจากเขามาก่อน
"นางยังไม่เปลี่ยน"
หิมะยังคงตกลงมา
ขบวนเจ้าสาวยังคงเดินทางต่อไปยังจวนเซียวอ๋อง
โดยที่เฉินเยว่ไม่รู้เลยว่า
ชายที่ผู้คนเรียกว่าอ๋องปีศาจ
ไม่ได้มองนางเป็นเจ้าสาวที่ถูกส่งมา
แต่กำลังมองนางเป็นคนสำคัญ
เพียงคนเดียว
ที่เขารอคอยมาตลอดสิบปี
ตอนที่ 101 ตราของพระมารดาก่อนรุ่งสาง เซียวจิ่งเหยียนและเฉินเยว่กลับถึงจวนอ๋องพร้อมตราประทับหยกขาวซึ่งหานฉางเฟิงทิ้งไว้หน้าสุสานลับของพระมารดา ไม่มีผู้ใดกลับไปพัก ทั้งสองตรงเข้าสู่ห้องลับใต้เรือนหนังสือทันที ประตูหินปิดลงด้านหลัง ตะเกียงน้ำมันหลายดวงถูกจุดขึ้น แสงสีส้มส่องโต๊ะยาวที่เต็มไปด้วยแผนที่ สำเนาคำสั่งทหาร สมุดบัญชี และหลักฐานซึ่งรวบรวมมาหลายวัน เฉินเยว่วางตราหยกลงบนผ้าสีดำอย่างระมัดระวัง ก่อนนำสำเนารอยประทับจากคำสั่งเคลื่อนกำลังเมื่อสิบปีก่อนมาวางเคียงกัน ส่วนเซียวจิ่งเหยียนยืนอยู่อีกด้านของโต๊ะ สายตาจับจ้องตราของมารดาโดยไม่กล่าวสิ่งใด ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางตลอดคืนไม่ได้ปรากฏบนใบหน้าเขามากนัก ทว่าความหนักอึ้งในดวงตากลับชัดเจนกว่าทุกครั้ง ตราประทับชิ้นนี้เป็นสิ่งที่เขาเคยเห็นตั้งแต่วัยเด็ก พระมารดาใช้มันประทับจดหมายลับ ใช้สั่งคนในเครือข่ายของตน และใช้ส่งข้อความที่ไม่อาจผ่านมือขันทีหรือขุนนางทั่วไปได้ หลังพระนางสิ้นพระชนม์ ตรานั้นหายไปพร้อมกับเอกสาร
ตอนที่ 100 สุสานของพระมารดารถม้าสีดำแล่นผ่านประตูเมืองด้านตะวันตกท่ามกลางความมืดสนิท ถนนสู่สุสานหลวงทอดผ่านแนวป่าสนและไหล่เขาที่มีหมอกต่ำปกคลุม ล้อรถบดผ่านก้อนกรวดจนเกิดเสียงสม่ำเสมอ ภายในรถม้าไม่มีผู้ใดพูด เซียวจิ่งเหยียนนั่งนิ่ง มือข้างหนึ่งวางอยู่บนด้ามกระบี่ ดวงตาหลุบต่ำราวกับกำลังขุดค้นความทรงจำที่ถูกฝังมานาน ส่วนเฉินเยว่นั่งฝั่งตรงข้าม นางไม่ได้ถามซ้ำถึงพระมารดาของเขา เพราะรู้ว่าเพียงการกล่าวว่าสตรีผู้นั้นถูกฝังอย่างลับ ๆ ก็เพียงพอจะบอกแล้วว่าเรื่องราวในอดีตเต็มไปด้วยอันตรายเพียงใด ลมกลางคืนพัดกระแทกตัวรถเป็นระยะ กลิ่นดินชื้นและใบสนเล็ดลอดผ่านม่านเข้ามา บรรยากาศภายในหนักอึ้งจนแม้แต่เสียงหายใจก็ชัดเจนเกินไป กระทั่งรถม้าหยุดที่เชิงเขา เซียวจิ่งเหยียนจึงลืมตาขึ้น เขาไม่ได้กล่าวให้นางอยู่รอ เพียงลงจากรถก่อนแล้วหันกลับมายื่นมือให้ เฉินเยว่ชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นมือนั้น นางยังจำได้ว่าหลายวันก่อนตนเคยถอยหนีจากมือเดียวกัน แต่ครั้งนี้เส้นทางด้านหน้ามืดและลาดชัน อี
ตอนที่ 99 ดาบที่ถูกสร้างขึ้นหลังเฉาอิงถูกนำตัวไปขังในห้องใต้ดิน เรือนเหมยกลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง แต่ความเงียบนั้นมิได้สงบ หากเต็มไปด้วยถ้อยคำที่ยังคงก้องอยู่ในใจคนทั้งสอง เซียวจิ่งเหยียนยืนอยู่ข้างโต๊ะไม้นานกว่าหนึ่งเค่อ ดวงตาจับจ้องชิ้นส่วนป้ายทหารของหน่วยเงาดำโดยไม่ขยับ เงาตะเกียงทอดผ่านสันกรามคมชัด ทำให้ใบหน้าของเขาดูเย็นชาเช่นเคย ทว่าภายในกลับมีบางสิ่งกำลังแตกสลายอย่างช้า ๆ ประโยคของเฉาอิงมิใช่คำกล่าวใหม่ทั้งหมด เขาเคยสงสัยในเจตนาของหานฉางเฟิงมาหลายปี เพียงแต่ไม่เคยยอมปล่อยให้ความสงสัยนั้นงอกลึก เพราะอีกฝ่ายคือผู้ที่ยื่นมือมาช่วยในวันที่เขาไม่เหลือผู้ใด เป็นคนพาเขาออกจากความตาย เป็นอาจารย์ที่สอนให้จับดาบ และเป็นผู้มอบเส้นทางสู่อำนาจ ทว่าเมื่อหลักฐานทีละชิ้นถูกเปิดออก ความเมตตาในอดีตกลับเริ่มมีเงาอีกด้านหนึ่ง เงาที่ทำให้เขาต้องย้อนถามว่า ชีวิตที่ตนคิดว่าเลือกเองนั้น แท้จริงเคยเป็นเพียงเส้นทางที่ใครบางคนวางไว้หรือไม่ความทรงจำเมื่อสิบปีก่อนผุดขึ้นทีละภาพ หลังเขาถูกพาตัวออกจากป่าและส่งไปยังค่ายทหารเหนือ หานฉางเฟิงไม่ได้ปล่อยให้เขาพักฟื้นนานนัก บาดแผลยังไม่หายดี เขาก็ถูกปลุกก่อน
ตอนที่ 98 กับดักของหานฉางเฟิงรุ่งเช้าหลังเหตุลอบเข้าเรือนเหมย ข่าวลือหนึ่งแพร่กระจายออกจากจวนเซียวอ๋องอย่างรวดเร็วราวกับมีผู้จงใจปล่อยลมส่งต่อกันไปตามตรอกซอกซอย ข่าวนั้นกล่าวว่า ผ้าเช็ดหน้าของมารดาเฉินเยว่ไม่ได้เป็นเพียงของเก่าที่เปื้อนเลือด หากซ่อนรหัสลับซึ่งสามารถถอดออกมาเป็นแผนที่บัญชีขนส่งอาวุธและเสบียงเมื่อสิบปีก่อน ผู้คนในเมืองหลวงต่างพูดกันว่าเส้นด้ายบนลายดอกเหมยถูกปักด้วยจำนวนกลีบไม่เท่ากัน แต่ละกลีบแทนตัวเลข แต่ละกิ่งแทนเส้นทาง และรอยเลือดบนผืนผ้าคือจุดที่ใช้ระบุตำแหน่งคลังลับ บ้างก็กล่าวว่ามารดาเฉินเยว่รู้ตัวว่ากำลังถูกตามฆ่า จึงซ่อนความจริงทั้งหมดไว้ในของที่ไม่มีผู้ใดสงสัย ภายในเวลาเพียงครึ่งวัน ข่าวลือดังกล่าวก็เดินทางจากร้านน้ำชาหน้าตลาดไปถึงเรือนขุนนาง จากเรือนขุนนางไปยังตรอกขันทีเก่า และจากตรอกขันทีเก่าไปถึงคนที่กำลังเฝ้ามองจวนเซียวอ๋องอยู่ในความมืด ไม่มีผู้ใดรู้ว่าต้นทางของข่าวมาจากสาวใช้คนหนึ่งที่จงใจทำผ้าเช็ดหน้าหล่นขณะไปซื้อด้าย และไม่มีผู้ใดรู้ว่าสาวใช้ผู้นั้นเป็นคนของเฉินเยว่โดยตรงภายในเรือนเหมย เฉินเยว่นั่งอยู่หน้าโต๊ะเตี้ย ผ้าเช็ดหน้าผืนจริงถูกเก็บไว้ในกล่องเห
ตอนที่ 97 ชายาผู้ย้ายออกจากเรือนหลักเช้าวันถัดมา เรือนหลักของจวนเซียวอ๋องเงียบผิดปกติ ประตูห้องด้านในยังคงเปิดอยู่ ผ้าม่านสีเข้มถูกมัดเก็บอย่างเรียบร้อย เครื่องเรือนทุกชิ้นอยู่ในตำแหน่งเดิม มีเพียงหีบเสื้อผ้าของเฉินเยว่ที่หายไปจากมุมห้อง และโต๊ะเครื่องแป้งที่เหลือเพียงปิ่นธรรมดาสองสามชิ้นซึ่งนางไม่ได้ใช้ คนรับใช้ที่ยืนเฝ้าหน้าประตูต่างก้มหน้า ไม่มีผู้ใดกล้าสบตากัน เพราะทุกคนรู้ดีว่าพระชายาไม่ได้ออกจากจวน นางเพียงย้ายกลับไปพักที่เรือนเหมยซึ่งอยู่ห่างจากเรือนหลักไปอีกฟากหนึ่งของสวน การกระทำนี้ไม่ใช่การขอหย่า ไม่ใช่การประกาศแตกหัก และไม่ใช่การท้าทายอำนาจของเซียวอ๋อง ทว่าภายในจวนของสามีภรรยา การแยกเรือนย่อมมีความหมายชัดเจนยิ่งกว่าถ้อยคำใด เฉินเยว่ไม่ยอมอยู่ร่วมชายคาเดียวกับเซียวจิ่งเหยียนจนกว่านางจะรู้ความจริงทั้งหมดข่าวแพร่ไปทั่วจวนภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม แม้ไม่มีผู้ใดกล้าพูดตรง ๆ แต่สายตาของคนรับใช้ทุกค
ตอนที่ 96 ความผิดของเด็กชายวัยสิบห้าหลังกลับจากเมืองชิงเหอ ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงถูกเมฆสีเทาปกคลุมตลอดทั้งวัน ลมหนาวพัดผ่านกำแพงจวนเซียวอ๋องจนกิ่งเหมยในลานด้านในสั่นไหว กลีบดอกสีขาวที่เพิ่งผลิบานร่วงหล่นลงบนพื้นหินทีละกลีบ ราวกับหิมะที่กำลังละลาย เฉินเยว่ไม่ได้กลับเรือนนอน นางตรงไปยังห้องลับทันที ในมือยังถือห่อผ้าที่บรรจุชิ้นส่วนป้ายทหารจากป้าหลัว สีหน้าของนางสงบนิ่งเกินไปจนเหล่าองครักษ์ที่เฝ้าประตูไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามอง เซียวจิ่งเหยียนเดินตามหลังมาโดยเว้นระยะห่างเพียงไม่กี่ก้าว แต่ระยะสั้นนั้นกลับคล้ายมีหุบเหวลึกขวางกั้นอยู่ระหว่างคนทั้งสอง ตั้งแต่ออกจากบ้านไม้ริมแม่น้ำ เฉินเยว่แทบไม่ได้พูดกับเขาอีกเลย นางฟังคำสั่งของเขาเมื่อจำเป็น ตอบเพียงสั้น ๆ เมื่อถูกถาม และไม่แม้แต่จะหันมามองยามเขายื่นมือช่วยลงจากรถม้า ความเงียบของนางไม่ได้รุนแรงเหมือนความโกรธ หากกลับทำให้เซียวจิ่งเหยียนรู้สึกหนักอึ้งยิ่งกว่าการถูกต่อว่า เพราะเขารู้ดีว่าหลักฐานทุกชิ้นกำลังพานางเข้าใกล้ความจริงที่เขาหวาดกลัวมาตลอดภายในห้องลับ ตะเกียงเจ็ดดวงถูกจุดขึ้นพร้อมกัน แสงสีทองสาดลงบนโต๊ะหินซึ่งเต็มไปด้วยเอกสารเก่า เฉิน







