Masukตอนที่ 2 เจ้าสาวที่ไม่มีใครต้องการ
เช้าวันแต่งงานของเฉินเยว่ หิมะยังคงปกคลุมทั่วทั้งเมืองหลวง ราวกับสวรรค์กำลังจงใจเพิ่มความหนาวเย็นให้กับวันที่ควรเป็นวันที่มีความสุขของสตรีผู้หนึ่ง
ตามธรรมเนียมของแคว้นต้าหลี่ วันที่บุตรสาวจากตระกูลใหญ่แต่งออกเรือน จวนเจ้าสาวควรเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ โคมแดงควรแขวนเรียงราย เหล่าญาติพี่น้องควรกล่าวคำอวยพร และมารดาควรร้องไห้ด้วยความอาลัยเมื่อต้องส่งบุตรสาวออกจากบ้าน
แต่ภายในจวนแม่ทัพเฉินกลับแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
ไม่มีเสียงดนตรี
ไม่มีงานเลี้ยง
ไม่มีรอยยิ้ม
ไม่มีแม้แต่บรรยากาศของการส่งลูกสาวออกเรือน
ทุกอย่างเงียบงันราวกับกำลังส่งนักโทษคนหนึ่งออกจากคุก
สาวใช้ภายในจวนต่างแอบมองเฉินเยว่ด้วยสายตาหลากหลาย บางคนสงสาร บางคนหวาดกลัว บางคนสะใจที่เห็นหญิงสาวผู้เคยสูงส่งกำลังถูกส่งไปยังสถานที่ที่ทุกคนเชื่อว่าไม่มีวันได้กลับมา
เพราะวันนี้ เฉินเยว่กำลังจะกลายเป็นชายาของเซียวหลิงอ๋อง
อ๋องปีศาจที่ผู้คนทั่วเมืองหลวงหวาดกลัว
ไม่มีใครรู้ว่า หลังจากประตูตำหนักเซียวอ๋องปิดลง นางจะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่
เฉินเยว่นั่งอยู่หน้ากระจกในชุดเจ้าสาวสีแดงสด ช่างแต่งหน้ากำลังจัดแต่งใบหน้าของนางอย่างประณีต แต่หญิงสาวในกระจกกลับไม่ได้มีสีหน้าของเจ้าสาวที่กำลังจะเข้าสู่วันสำคัญ
นางสงบนิ่งเกินไป
สงบจนผู้คนรู้สึกหวาดกลัว
สาวใช้คนหนึ่งอดไม่ได้ที่จะถามเบา ๆ
"คุณหนูใหญ่ ท่านไม่กลัวหรือเจ้าคะ?"
เฉินเยว่หยิบปิ่นปักผมขึ้นมา มองเงาสะท้อนของตนเองในกระจก
"กลัวสิ"
สาวใช้ตกใจเล็กน้อย ไม่คิดว่านางจะยอมรับง่าย ๆ
แต่เฉินเยว่กลับยิ้มบาง
"คนที่ไม่รู้จักความกลัวต่างหากที่น่ากลัวที่สุด"
"ข้าเพียงอยากรู้ว่า เซียวอ๋องผู้นั้นน่ากลัวจริง หรือเป็นเพียงข่าวลือที่ผู้คนสร้างขึ้น"
สำหรับเฉินเยว่ ข่าวลือไม่เคยเป็นความจริงทั้งหมด
นางเติบโตมาในจวนแม่ทัพ เรียนรู้ตั้งแต่เด็กว่า ในสนามรบ ศัตรูมักซ่อนดาบไว้หลังรอยยิ้ม และในวังหลวง คนที่ดูอ่อนแอที่สุดอาจเป็นคนที่ถือมีดอยู่ในมือ
ดังนั้น ต่อให้เซียวจิ่งเหยียนเป็นปีศาจจริง
นางก็อยากเห็นด้วยตาของตัวเอง
ไม่นานนัก ประตูห้องก็ถูกเปิดออก
หญิงวัยกลางคนในชุดงดงามเดินเข้ามา
ฮูหยินรอง
มารดาของเฉินหว่าน
นางมีใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเมตตา รอยยิ้มอ่อนโยน และท่าทางราวกับเป็นห่วงเฉินเยว่อย่างมาก
แต่เฉินเยว่รู้ดี
คนที่แสดงความห่วงใยในวันที่นางกำลังตกต่ำ มักไม่ได้ทำเพราะความรัก
ฮูหยินรองเดินเข้ามาจับมือของนาง
"เยว่เอ๋อร์"
"วันนี้เจ้ากำลังจะออกเรือนแล้ว"
"แม้ที่ผ่านมาอาจมีเรื่องเข้าใจผิดระหว่างพวกเรา แต่ข้าก็ยังเห็นเจ้าเป็นลูกคนหนึ่ง"
เฉินเยว่ไม่ได้ดึงมือกลับ เพียงมองนางเงียบ ๆ
ฮูหยินรองถอนหายใจเบา ๆ ก่อนกล่าวต่อ
"เจ้าแต่งกับเซียวอ๋องแล้ว ต่อไปต้องรู้จักวางตัว"
"อย่าได้ทำให้อ๋องโกรธ"
คำพูดนั้นฟังดูเหมือนคำเตือนจากผู้ใหญ่ที่หวังดี
แต่ความหมายที่ซ่อนอยู่กลับชัดเจน
หากเจ้าทำให้เซียวอ๋องไม่พอใจ
หากเจ้าตายขึ้นมา
อย่าโทษพวกเรา
เฉินเยว่ยิ้มเล็กน้อย
นางเคยสงสัยว่าทำไมฮูหยินรองถึงสามารถครองใจผู้คนได้มากมาย
วันนี้นางเข้าใจแล้ว
เพราะคนเช่นนี้ไม่ได้โกหกอย่างโจ่งแจ้ง
แต่นางเลือกพูดความจริงเพียงครึ่งเดียว
ส่วนอีกครึ่งหนึ่งปล่อยให้คนอื่นตีความเอง
"ขอบคุณฮูหยินรองที่เตือน"
เฉินเยว่กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"แต่ข้าคิดว่า คนที่ควรกังวลว่าจะทำให้อ๋องโกรธ อาจไม่ใช่ข้า"
รอยยิ้มของฮูหยินรองแข็งค้างเล็กน้อย
แต่ก่อนที่นางจะตอบ เสียงอ่อนหวานก็ดังขึ้นจากหน้าประตู
"พี่หญิง"
เฉินหว่านเดินเข้ามา
นางสวมชุดสีชมพูอ่อน ใบหน้าสวยงามและอ่อนโยน สมกับภาพลักษณ์หญิงสาวผู้บริสุทธิ์ที่ผู้คนในเมืองหลวงชื่นชม
นางเดินเข้ามาหาเฉินเยว่ด้วยสีหน้าเป็นห่วง
"พี่หญิง ข้าได้ยินว่าเซียวอ๋องน่ากลัวมาก"
"ข้าได้ยินว่าพระองค์ไม่เคยใส่ใจสตรี และชายาคนก่อนก็..."
เฉินหว่านหยุดพูดอย่างจงใจ
ท่าทางลังเลนั้นทำให้ผู้คนคิดว่านางไม่อยากพูดสิ่งเลวร้าย
แต่เฉินเยว่กลับเห็นทุกอย่าง
เฉินหว่านไม่ได้มาเพื่อปลอบนาง
นางมาเพื่อดูว่าสตรีที่เคยอยู่เหนือกว่านาง กำลังหวาดกลัวเพียงใด
"หากท่านกลัว"
"ข้าสามารถขอร้องท่านพ่อให้ช่วยได้"
"บางทีอาจยกเลิกการแต่งงานครั้งนี้ได้"
เฉินเยว่หัวเราะเบา ๆ
เฉินหว่านชะงัก
"พี่หญิงหัวเราะอะไรหรือ?"
เฉินเยว่หันไปมองน้องสาวต่างมารดา
สายตาของนางไม่ได้มีความโกรธ
กลับเต็มไปด้วยความเข้าใจ
เพราะนางรู้ว่า คนตรงหน้าไม่ได้มาด้วยความสงสาร
แต่กำลังรอเห็นนางพ่ายแพ้
"น้องหญิง"
"ข้าเคยบอกเจ้าหรือไม่?"
เฉินหว่านมองนางอย่างไม่เข้าใจ
เฉินเยว่ยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสง่างาม
"คนที่ผลักคนอื่นลงเหว"
"ควรระวังว่าสักวันหนึ่งตัวเองอาจตกลงไปก่อน"
รอยยิ้มบนใบหน้าของเฉินหว่านจางลงเล็กน้อย
เพียงชั่วครู่เท่านั้น
ก่อนกลับมาเป็นสีหน้าอ่อนโยนเช่นเดิม
แต่เฉินเยว่เห็นแล้ว
ความไม่พอใจในดวงตาคู่นั้น
หลังจากทุกคนออกไป เฉินเยว่ถูกปล่อยให้อยู่ในห้องเพียงลำพัง
คืนนี้คือคืนสุดท้ายที่นางอยู่ในจวนแม่ทัพเฉิน
พรุ่งนี้ นางจะเข้าสู่ตำหนักของบุรุษที่ทั่วแผ่นดินเรียกว่าอ๋องปีศาจ
แต่ก่อนที่นางจะได้ออกจากบ้านหลังนี้
กลับมีคนบางคนไม่ต้องการให้นางมีชีวิตถึงวันพรุ่งนี้
ยามราตรีมาเยือน
ลมหนาวพัดผ่านหน้าต่าง
เฉินเยว่ดับเทียนในห้อง เหลือเพียงแสงจันทร์ที่ส่องผ่านเข้ามา
นางนั่งอยู่บนเตียงอย่างเงียบงัน
ทันใดนั้น
เสียงกระเบื้องหลังคาขยับเบา ๆ ดังขึ้น
คนทั่วไปอาจไม่ได้ยิน
แต่สำหรับเฉินเยว่ที่ฝึกฝนการสังเกตมาตั้งแต่เด็ก เสียงนั้นชัดเจนเกินไป
มีคนเข้ามา
และไม่ได้เข้ามาเพื่อพูดคุย
เงาดำเคลื่อนผ่านหน้าต่างอย่างรวดเร็ว ก่อนชายชุดดำจะพุ่งเข้ามาพร้อมกระบี่ในมือ
ปลายกระบี่มุ่งตรงมายังหัวใจของนาง
แต่เฉินเยว่ขยับก่อน
นางพลิกตัวหลบ ปล่อยให้กระบี่แทงลงบนที่นอน จากนั้นใช้เข็มเงินที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อแทงเข้าที่ข้อมือของนักฆ่า
ชายชุดดำร้องออกมาเบา ๆ
เฉินเยว่ไม่เปิดโอกาสให้เขาตั้งตัว
นางใช้แรงทั้งหมดกดเขาลงกับพื้น
"ใครส่งเจ้ามา?"
นักฆ่าไม่ตอบ
เขาพยายามกัดพิษที่ซ่อนอยู่ในฟัน
แต่เฉินเยว่รู้ทัน นางบีบกรามเขาไว้ก่อน
"คิดจะตายเพื่อปิดปาก?"
"น่าเสียดาย"
"ข้าไม่ชอบให้คนตายต่อหน้าข้าโดยที่ยังไม่ได้ตอบคำถาม"
นางค้นตัวนักฆ่า
และพบสิ่งหนึ่ง
ป้ายโลหะขนาดเล็กที่ตกออกมาจากเสื้อด้านใน
เมื่อเห็นลวดลายบนป้ายนั้น ดวงตาของเฉินเยว่เย็นลง
ตราประจำตระกูลเฉิน
ไม่ใช่ของศัตรู
ไม่ใช่ของคนภายนอก
แต่เป็นของคนในจวนนี้
เฉินเยว่หยิบป้ายตราขึ้นมา มองมันใต้แสงเทียน
นางไม่ได้โกรธ
กลับยิ้มอย่างเย็นชา
"น่าสนใจ"
"ก่อนข้าจะออกจากบ้าน"
"ยังมีคนอยากให้ข้าตาย"
นางหมุนป้ายตราในมือช้า ๆ
"ดูเหมือนการแต่งงานครั้งนี้"
"จะไม่ได้อันตรายที่สุด"
สายตาของเฉินเยว่หันไปทางประตูจวนแม่ทัพที่อยู่ไกลออกไป
คนที่คิดว่านางกำลังเดินเข้าสู่ตำหนักอ๋องปีศาจเพื่อไปตาย
อาจคิดผิดแล้ว
เพราะก่อนที่นางจะต้องเผชิญหน้ากับเซียวจิ่งเหยียน
นางยังมีศัตรูที่ต้องจัดการอยู่ในบ้านของตัวเอง
และศัตรูเหล่านั้น
กำลังลืมไปว่า
เฉินเยว่ไม่ใช่หญิงสาวอ่อนแอที่รอให้ใครช่วย
แต่นางคือบุตรสาวแม่ทัพ
ผู้ที่เรียนรู้มาตั้งแต่เด็กว่า
หากต้องการมีชีวิตรอด
ต้องกำดาบด้วยมือตัวเอง
ตอนที่ 101 ตราของพระมารดาก่อนรุ่งสาง เซียวจิ่งเหยียนและเฉินเยว่กลับถึงจวนอ๋องพร้อมตราประทับหยกขาวซึ่งหานฉางเฟิงทิ้งไว้หน้าสุสานลับของพระมารดา ไม่มีผู้ใดกลับไปพัก ทั้งสองตรงเข้าสู่ห้องลับใต้เรือนหนังสือทันที ประตูหินปิดลงด้านหลัง ตะเกียงน้ำมันหลายดวงถูกจุดขึ้น แสงสีส้มส่องโต๊ะยาวที่เต็มไปด้วยแผนที่ สำเนาคำสั่งทหาร สมุดบัญชี และหลักฐานซึ่งรวบรวมมาหลายวัน เฉินเยว่วางตราหยกลงบนผ้าสีดำอย่างระมัดระวัง ก่อนนำสำเนารอยประทับจากคำสั่งเคลื่อนกำลังเมื่อสิบปีก่อนมาวางเคียงกัน ส่วนเซียวจิ่งเหยียนยืนอยู่อีกด้านของโต๊ะ สายตาจับจ้องตราของมารดาโดยไม่กล่าวสิ่งใด ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางตลอดคืนไม่ได้ปรากฏบนใบหน้าเขามากนัก ทว่าความหนักอึ้งในดวงตากลับชัดเจนกว่าทุกครั้ง ตราประทับชิ้นนี้เป็นสิ่งที่เขาเคยเห็นตั้งแต่วัยเด็ก พระมารดาใช้มันประทับจดหมายลับ ใช้สั่งคนในเครือข่ายของตน และใช้ส่งข้อความที่ไม่อาจผ่านมือขันทีหรือขุนนางทั่วไปได้ หลังพระนางสิ้นพระชนม์ ตรานั้นหายไปพร้อมกับเอกสาร
ตอนที่ 100 สุสานของพระมารดารถม้าสีดำแล่นผ่านประตูเมืองด้านตะวันตกท่ามกลางความมืดสนิท ถนนสู่สุสานหลวงทอดผ่านแนวป่าสนและไหล่เขาที่มีหมอกต่ำปกคลุม ล้อรถบดผ่านก้อนกรวดจนเกิดเสียงสม่ำเสมอ ภายในรถม้าไม่มีผู้ใดพูด เซียวจิ่งเหยียนนั่งนิ่ง มือข้างหนึ่งวางอยู่บนด้ามกระบี่ ดวงตาหลุบต่ำราวกับกำลังขุดค้นความทรงจำที่ถูกฝังมานาน ส่วนเฉินเยว่นั่งฝั่งตรงข้าม นางไม่ได้ถามซ้ำถึงพระมารดาของเขา เพราะรู้ว่าเพียงการกล่าวว่าสตรีผู้นั้นถูกฝังอย่างลับ ๆ ก็เพียงพอจะบอกแล้วว่าเรื่องราวในอดีตเต็มไปด้วยอันตรายเพียงใด ลมกลางคืนพัดกระแทกตัวรถเป็นระยะ กลิ่นดินชื้นและใบสนเล็ดลอดผ่านม่านเข้ามา บรรยากาศภายในหนักอึ้งจนแม้แต่เสียงหายใจก็ชัดเจนเกินไป กระทั่งรถม้าหยุดที่เชิงเขา เซียวจิ่งเหยียนจึงลืมตาขึ้น เขาไม่ได้กล่าวให้นางอยู่รอ เพียงลงจากรถก่อนแล้วหันกลับมายื่นมือให้ เฉินเยว่ชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นมือนั้น นางยังจำได้ว่าหลายวันก่อนตนเคยถอยหนีจากมือเดียวกัน แต่ครั้งนี้เส้นทางด้านหน้ามืดและลาดชัน อี
ตอนที่ 99 ดาบที่ถูกสร้างขึ้นหลังเฉาอิงถูกนำตัวไปขังในห้องใต้ดิน เรือนเหมยกลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง แต่ความเงียบนั้นมิได้สงบ หากเต็มไปด้วยถ้อยคำที่ยังคงก้องอยู่ในใจคนทั้งสอง เซียวจิ่งเหยียนยืนอยู่ข้างโต๊ะไม้นานกว่าหนึ่งเค่อ ดวงตาจับจ้องชิ้นส่วนป้ายทหารของหน่วยเงาดำโดยไม่ขยับ เงาตะเกียงทอดผ่านสันกรามคมชัด ทำให้ใบหน้าของเขาดูเย็นชาเช่นเคย ทว่าภายในกลับมีบางสิ่งกำลังแตกสลายอย่างช้า ๆ ประโยคของเฉาอิงมิใช่คำกล่าวใหม่ทั้งหมด เขาเคยสงสัยในเจตนาของหานฉางเฟิงมาหลายปี เพียงแต่ไม่เคยยอมปล่อยให้ความสงสัยนั้นงอกลึก เพราะอีกฝ่ายคือผู้ที่ยื่นมือมาช่วยในวันที่เขาไม่เหลือผู้ใด เป็นคนพาเขาออกจากความตาย เป็นอาจารย์ที่สอนให้จับดาบ และเป็นผู้มอบเส้นทางสู่อำนาจ ทว่าเมื่อหลักฐานทีละชิ้นถูกเปิดออก ความเมตตาในอดีตกลับเริ่มมีเงาอีกด้านหนึ่ง เงาที่ทำให้เขาต้องย้อนถามว่า ชีวิตที่ตนคิดว่าเลือกเองนั้น แท้จริงเคยเป็นเพียงเส้นทางที่ใครบางคนวางไว้หรือไม่ความทรงจำเมื่อสิบปีก่อนผุดขึ้นทีละภาพ หลังเขาถูกพาตัวออกจากป่าและส่งไปยังค่ายทหารเหนือ หานฉางเฟิงไม่ได้ปล่อยให้เขาพักฟื้นนานนัก บาดแผลยังไม่หายดี เขาก็ถูกปลุกก่อน
ตอนที่ 98 กับดักของหานฉางเฟิงรุ่งเช้าหลังเหตุลอบเข้าเรือนเหมย ข่าวลือหนึ่งแพร่กระจายออกจากจวนเซียวอ๋องอย่างรวดเร็วราวกับมีผู้จงใจปล่อยลมส่งต่อกันไปตามตรอกซอกซอย ข่าวนั้นกล่าวว่า ผ้าเช็ดหน้าของมารดาเฉินเยว่ไม่ได้เป็นเพียงของเก่าที่เปื้อนเลือด หากซ่อนรหัสลับซึ่งสามารถถอดออกมาเป็นแผนที่บัญชีขนส่งอาวุธและเสบียงเมื่อสิบปีก่อน ผู้คนในเมืองหลวงต่างพูดกันว่าเส้นด้ายบนลายดอกเหมยถูกปักด้วยจำนวนกลีบไม่เท่ากัน แต่ละกลีบแทนตัวเลข แต่ละกิ่งแทนเส้นทาง และรอยเลือดบนผืนผ้าคือจุดที่ใช้ระบุตำแหน่งคลังลับ บ้างก็กล่าวว่ามารดาเฉินเยว่รู้ตัวว่ากำลังถูกตามฆ่า จึงซ่อนความจริงทั้งหมดไว้ในของที่ไม่มีผู้ใดสงสัย ภายในเวลาเพียงครึ่งวัน ข่าวลือดังกล่าวก็เดินทางจากร้านน้ำชาหน้าตลาดไปถึงเรือนขุนนาง จากเรือนขุนนางไปยังตรอกขันทีเก่า และจากตรอกขันทีเก่าไปถึงคนที่กำลังเฝ้ามองจวนเซียวอ๋องอยู่ในความมืด ไม่มีผู้ใดรู้ว่าต้นทางของข่าวมาจากสาวใช้คนหนึ่งที่จงใจทำผ้าเช็ดหน้าหล่นขณะไปซื้อด้าย และไม่มีผู้ใดรู้ว่าสาวใช้ผู้นั้นเป็นคนของเฉินเยว่โดยตรงภายในเรือนเหมย เฉินเยว่นั่งอยู่หน้าโต๊ะเตี้ย ผ้าเช็ดหน้าผืนจริงถูกเก็บไว้ในกล่องเห
ตอนที่ 97 ชายาผู้ย้ายออกจากเรือนหลักเช้าวันถัดมา เรือนหลักของจวนเซียวอ๋องเงียบผิดปกติ ประตูห้องด้านในยังคงเปิดอยู่ ผ้าม่านสีเข้มถูกมัดเก็บอย่างเรียบร้อย เครื่องเรือนทุกชิ้นอยู่ในตำแหน่งเดิม มีเพียงหีบเสื้อผ้าของเฉินเยว่ที่หายไปจากมุมห้อง และโต๊ะเครื่องแป้งที่เหลือเพียงปิ่นธรรมดาสองสามชิ้นซึ่งนางไม่ได้ใช้ คนรับใช้ที่ยืนเฝ้าหน้าประตูต่างก้มหน้า ไม่มีผู้ใดกล้าสบตากัน เพราะทุกคนรู้ดีว่าพระชายาไม่ได้ออกจากจวน นางเพียงย้ายกลับไปพักที่เรือนเหมยซึ่งอยู่ห่างจากเรือนหลักไปอีกฟากหนึ่งของสวน การกระทำนี้ไม่ใช่การขอหย่า ไม่ใช่การประกาศแตกหัก และไม่ใช่การท้าทายอำนาจของเซียวอ๋อง ทว่าภายในจวนของสามีภรรยา การแยกเรือนย่อมมีความหมายชัดเจนยิ่งกว่าถ้อยคำใด เฉินเยว่ไม่ยอมอยู่ร่วมชายคาเดียวกับเซียวจิ่งเหยียนจนกว่านางจะรู้ความจริงทั้งหมดข่าวแพร่ไปทั่วจวนภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม แม้ไม่มีผู้ใดกล้าพูดตรง ๆ แต่สายตาของคนรับใช้ทุกค
ตอนที่ 96 ความผิดของเด็กชายวัยสิบห้าหลังกลับจากเมืองชิงเหอ ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงถูกเมฆสีเทาปกคลุมตลอดทั้งวัน ลมหนาวพัดผ่านกำแพงจวนเซียวอ๋องจนกิ่งเหมยในลานด้านในสั่นไหว กลีบดอกสีขาวที่เพิ่งผลิบานร่วงหล่นลงบนพื้นหินทีละกลีบ ราวกับหิมะที่กำลังละลาย เฉินเยว่ไม่ได้กลับเรือนนอน นางตรงไปยังห้องลับทันที ในมือยังถือห่อผ้าที่บรรจุชิ้นส่วนป้ายทหารจากป้าหลัว สีหน้าของนางสงบนิ่งเกินไปจนเหล่าองครักษ์ที่เฝ้าประตูไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามอง เซียวจิ่งเหยียนเดินตามหลังมาโดยเว้นระยะห่างเพียงไม่กี่ก้าว แต่ระยะสั้นนั้นกลับคล้ายมีหุบเหวลึกขวางกั้นอยู่ระหว่างคนทั้งสอง ตั้งแต่ออกจากบ้านไม้ริมแม่น้ำ เฉินเยว่แทบไม่ได้พูดกับเขาอีกเลย นางฟังคำสั่งของเขาเมื่อจำเป็น ตอบเพียงสั้น ๆ เมื่อถูกถาม และไม่แม้แต่จะหันมามองยามเขายื่นมือช่วยลงจากรถม้า ความเงียบของนางไม่ได้รุนแรงเหมือนความโกรธ หากกลับทำให้เซียวจิ่งเหยียนรู้สึกหนักอึ้งยิ่งกว่าการถูกต่อว่า เพราะเขารู้ดีว่าหลักฐานทุกชิ้นกำลังพานางเข้าใกล้ความจริงที่เขาหวาดกลัวมาตลอดภายในห้องลับ ตะเกียงเจ็ดดวงถูกจุดขึ้นพร้อมกัน แสงสีทองสาดลงบนโต๊ะหินซึ่งเต็มไปด้วยเอกสารเก่า เฉิน







