LOGINจางเย่วชิงคือพระชายาเอกที่ชินอ๋องรังเกียจ เพราะมาแย่งชิงวาสนาของสตรีที่เขาพึงใจ หลังแต่งงานนางถูกวางยาพิษในอาหารจนตาย แต่ฟื้นขึ้นมาอีกครั้งเพราะมีดวงจิตของสายลับสาวจากหน่วย FBI ในยุค2024มาเข้าร่าง
View Moreจางเย่วชิง บุตรสาวของภรรยาเอกผู้ล่วงลับของเสนาบดีฝ่ายซ้ายจางเนี่ยนเจิน สตรีวัย18 ปี ที่ถูกหลงลืมจากบิดาแม้กระทั่งใบหน้าของนาง บิดาก็จดจำไม่ได้
เมื่อครั้งเยาว์วัยนางถูกเลี้ยงดูอยู่ในจวนอันใหญ่โตโอ่อ่า สมศักดิ์ศรีบุตรีคนโตที่ถือกำเนิดจากฮูหยินตราตั้ง แต่เมื่อมารดาได้ล้มป่วยจนสิ้นลมจากไปตั้งแต่นางอายุเพียง 5 หนาว ก็ต้องระเห็จไปอยู่ท้ายจวนกับแม่นมและสาวใช้คนสนิทเพียงลำพัง เพราะบิดาหลงใหลฮูหยินรองจนหน้ามืดตามัวเชื่อฟังสตรีใจร้ายผู้นั้นทุกอย่าง
ราชโองการสมรสที่ถูกส่งมายังจวนตระกูลจาง ถูกบิดานำมามอบให้กับสตรีหัวอ่อนไร้ซึ่งความมั่นใจในตนเอง อีกทั้งยังหลบซ่อนตัวอยู่แต่ในเรือนทรุดโทรมท้ายจวน เพียงเพราะว่าน้องสาวต่างมารดาของนาง ไม่อยากอภิเษกสมรสกับชินอ๋องผู้โหดเหี้ยมของแคว้น เพราะมีจุดมุ่งหมายที่สูงส่งยิ่งกว่านั้นคือการเป็นไท่จื่อเฟยขององค์รัชทายาท
ชินอ๋องหยางหนิงหลง อนุชาขององค์ฮ่องเต้หยางหนิงเทียนแห่งแคว้นเหว่ยหยาง บุรุษที่ไม่เคยรักหยก ถนอมบุปผา[1]ทว่าในใจของเขากลับมีสตรีผู้หนึ่งอยู่ในหัวใจมาเนิ่นนานหลายปี
ยามนั้นเขาได้พบเจอโฉมสะคราญล่มเมือง ถึงแม้จะอยู่ในวัยที่ยังไม่ปักปิ่น เขาบังเอิญได้พบเจอนางเดินเล่นอยู่ในย่านการค้าของเมืองหลวง พอให้องครักษ์สืบดูจึงทราบว่านางคือบุตรีของเสนาบดีจางเนี่ยนเจิน เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสมเขาจึงไปขอสมรสพระราชทานจากพระเชษฐา ผู้ซึ่งเป็นจักรพรรดิผู้ปกครองแว่นแคว้น
ทว่าในวันอภิเษกสมรส เขากลับได้รับรู้ความจริงว่า สตรีที่ขึ้นเกี้ยวแต่งมาเป็นพระชายาเอกของตนเองนั้นไม่ใช่คนที่เขาพึงใจ ชินอ๋องจึงไม่แม้กระทั่งมาเปิดผ้าคลุมใบหน้าของเจ้าสาวที่เขาชิงชังรังเกียจ ทิ้งให้ห้องหอที่ควรจะต้องอบอวลไปด้วยความสุขกลายเป็นห้องหอร้าง ที่บรรดาบ่าวไพร่ในตำหนักได้แต่นึกขบขันในวาสนาอันเลวร้ายของพระชายาเอก
เขาสั่งให้บ่าวไพร่ในตำหนักปฏิบัติต่อสตรีที่น่ารังเกียจเฉกเช่นบ่าวไพร่ทั่ว ๆ ไป ทั้งยังให้มอบแต่ความยากลำบาก หากมีโอกาสกลั่นแกล้งได้ก็ให้กระทำ เพื่อกดดันให้พระชายาเอกที่เขาไม่ได้ต้องการมอบหนังสือหย่าให้โดยเร็ว
และในวันรุ่งขึ้นหลังจากผ่านพ้นวันเข้าหอ ชินอ๋องก็สั่งขับไล่พระชายาแสนชัง ให้ไปอยู่ท้ายตำหนักพร้อมกับสาวใช้คนสนิทของนางที่ติดตามมาจากจวนตระกูลจาง ก่อนที่เขาจะเดินทางไปออกรบที่ชายแดน เพราะได้รับสารสำคัญจากชายแดนทิศประจิมว่ามีไส้ศึกแอบแฝงเข้ามาหลายคน และกำลังเกิดคลื่นใต้น้ำที่น่ารำคาญ จึงจำเป็นต้องออกเดินทางไปจัดการด้วยตนเอง
ผ่านไปเพียง 3 เดือนเท่านั้น หลังจากงานอภิเษกสมรส ในตำหนักท้ายวังก็เกิดเรื่องราวการสูญเสียครั้งใหญ่ ที่ไม่มีใครในตำหนักของชินอ๋องรับรู้นอกจากจูลี่ สาวใช้คนสนิทของพระชายาเอกจางเย่วชิง
จูลี่ร่ำไห้อยู่ข้าง ๆ ร่างไร้ลมหายใจของพระชายาผู้มีใบหน้าที่งดงามล่มแคว้น ทว่าพระชายาผู้นี้ช่างอาภัพยิ่งนัก เมื่อมารดาตายจากไป บิดาก็ไม่เหลียวแล ครั้นพอได้รับราชโองการสมรสจากฮ่องเต้ ก็ถูกสวามีทอดทิ้งไว้ในห้องหอตั้งแต่วันแรกที่ตบแต่งเข้าตำหนัก และยามนี้แม้กระทั่งลมหายใจ นางก็มิสามารถรักษาเอาไว้ได้
อาหารที่จูลี่ไปขอมาจากห้องครัวของตำหนักใหญ่ เพื่อนำมาให้พระชายาได้กินประทังชีวิตในแต่ละวัน ทว่าวันนี้กลับเป็นอาหารมื้อสุดท้ายในวันที่ต้องจากลากันไปตลอดชีวิต
เมื่อผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความเศร้าโศกเสียใจ สาวใช้คนสนิทกำลังจะไปแจ้งเรื่องการสิ้นชีพของพระชายาเอกให้พ่อบ้านผู้ดูแลตำหนักของชินอ๋องรับรู้ พระชายาจางเย่วชิง ผู้ที่จู่ลี่เห็นกับตาว่านางได้สิ้นลมไปแล้ว กลับลืมตาฟื้นตื่นขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับตั้งคำถามที่จูลี่ฟังไม่ค่อยจะเข้าใจสักเพียงนิด
“บ้านใครวะเนี่ย ทำไมเก่าและทรุดโทรมขนาดนี้ แล้วรถเฟอร์รารี่ลูกรักของฉันล่ะเป็นอะไรมากหรือเปล่า ไอ้ระยำคนไหนบังอาจเอาระเบิดมาปารถฉันแม่จะยิงให้ไส้แตก!!”
[1] รักหยก ถนอมบุปผา - เป็นสำนวน หมายถึง อ่อนโยนต่อผู้หญิง
วันเวลาผันผ่าน จวบจนกระทั่งสองปีผ่านไป เย่วชิงกับหยางหนิงเฉิงได้ออกเดินทางไปตามหาดอกบัวสีเลือดในกลางป่าลึก ที่ติดแถบชายแดนแคว้นซ่ง ตามที่เย่วชิงตั้งใจเอาไว้เมื่อครั้งย้ายมาปักหลักอยู่เมืองเสิ่นหนานครั้งแรก เพราะเย่วชิงต้องการปรุงยาถอนพิษที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดให้สำเร็จจงได้ ในคราแรกนางตั้งใจจะปรุงยาถอนพิษเพื่อนำไปประมูลหาตำลึงมาเลี้ยงดูผู้ติดตามทั้งสามคน แต่หลังจากแต่งงานกับจวิ้นอ๋องผู้ร่ำรวย นางก็ตั้งใจปรุงเอาไว้ให้สวามีใช้งานกับองครักษ์ของเขา จะได้ไม่มีผู้ใดจากไปเพราะพิษร้าย ซึ่งยามนี้ชายแดนแคว้นซ่งก็เงียบสงบดี เพราะรัชทายาทซ่งฉางอี้ นำสัญญาลงนามที่เป็นหลักประกันฉบับคัดลอก กลับไปให้ฮ่องเต้แคว้นซ่งอ่านอย่างละเอียดถี่ถ้วน นับจากวันนั้นเป็นต้นมา ไส้ศึกที่แฝงตัวอยู่ในแคว้นเหว่ยหยางก็ถูกเรียกตัวกลับแคว้นซ่งทั้งหมด วันนี้เป็นวันที่ห้าของการเดินทางในป่า หยางหนิงเฉิงกำลังอยู่ในอาการคิดถึงคนตัวหอมจนอดทนเกือบไม่ไหว เขาเดินทางรอนแรมในป่ามาห้าวัน ถึงจะได้นอนกอดร่างนุ่มนิ่มทุกค่ำคืน แต่ทว่าไม่สามารถกระทำการสิ่งใดนอกเหนือจากนั้นได้ เพราะต้องพักแรมรวมกับองครักษ์ท
“เย่วเอ๋อร์เจ้าห้ามนึกชื่นชมรัชทายาทในใจเป็นอันขาด ข้าหวงรู้หรือไม่เล่า เขารูปงามจนคุณหนูทั้งเมืองหลวงลงความเห็นว่าเขาเป็นบุรุษที่สตรีหมายปองเป็นอันดับหนึ่ง”เสียงพึมพำเอ่ยขึ้นแผ่วเบา เพราะไม่กล้าสั่งการชายาแสนรักให้ทำตามที่ตนเองต้องการ เนื่องจากหวั่นเกรงว่านางจะอึดอัดใจที่มีสวามีขี้หึงขี้หวงถึงเพียงนี้ เขาก็พึ่งรู้ตัวว่าตนเองเป็นบุรุษขี้หึงเมื่อมีนางเข้ามาในชีวิต“เจ้าค่ะ ข้าจะคิดถึงแต่ท่านพี่เพียงผู้เดียว”กล่าวจบแขนเรียวเล็กก็เข้าไปกอดรัดเอวสอบของบุรุษขี้น้อยใจ ใบหน้างดงามซุกซบอยู่กับกล้ามอกแน่น ๆ ที่นางชื่นชอบ เย่วชิงรู้ดีว่าเขาไม่สบายใจทุกครั้งที่นางต้องพบปะกับบุรุษอื่น ตัวก็โตเพียงนี้ เหตุใดจึงขี้ใจน้อยและขี้หวงอย่างกับเด็กห้าขวบก็มิปาน“อืม ข้าเชื่อใจเจ้า”ข้อนิ้วสากระคายเกลี่ยแก้มเนียนใส ที่วันนี้แต่งแต้มสีสันบางเบาเพิ่มเติม ทำให้ใบหน้าที่หวานซึ้งเป็นทุนเดิมยิ่งงดงามหวานซึ้งยิ่งกว่าเดิม จนจิตใจของเขาแทบไม่อยู่กับเนื้อกับตัวยามบ่ายมาเยือน รถม้าคันใหญ่ที่มีตราสัญลักษณ์ของวังหลวง แล่นเข้ามาจอดบริเวณหน้าจวนหลังใหญ่ พร้อมกับรถม้าอีกสองคันที่มีตราสัญลักษณ์ประจำจวนแม่ทัพ และจวนของท่
เมืองหลวง เหยี่ยวสื่อสารสีดำตัวใหญ่ของจวิ้นอ๋องหยางหนิงเฉิง บินมาส่งสาส์นลับสำคัญในตำหนักหลวงเมื่อกลางดึก ที่อุ้งเท้าของเหยี่ยวตัวใหญ่มีสาส์นสีแดงพันหุ้มข้อเท้าไว้อย่างแน่นหนา องครักษ์เงาในสังกัดองครักษ์เสื้อแพรเห็นเช่นนั้นจึงยืนรอรับเหยี่ยวสื่อสาร เพื่อจะได้นำความไปแจ้งแก่หลงขันที ฮ่องเต้หยางหนิงเทียนลุกขึ้นมาจากเตียงบรรทมส่วนพระองค์ ซึ่งวันนี้ไร้ซึ่งสตรีข้างกาย เนื่องจากพระองค์ทรงเหนื่อยล้าจากการทรงงานแทนชินอ๋อง อนุชาที่กำลังล้มป่วยจากอาการตรอมใจ จนกระทั่งไม่สามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายได้เลยสักอย่าง พระองค์จึงรับสั่งให้ชินอ๋องหยางหนิงหลงพักงานราชการทุกอย่าง จนกว่าอาการทางจิตใจจะดีขึ้น งานเอกสารทุกอย่างพระองค์จึงต้องนำมาสะสางแทน ในส่วนงานทางกองทัพจึงมอบหมายให้เป็นหน้าที่ขององค์รัชทายาทหยางเฟยเทียนมาสานต่อ จนกว่าชินอ๋องจะอยู่ในสภาวะร่างกายและจิตใจที่พร้อมรับผิดชอบต่อหน้าที่ เพราะหน้าที่ขุนศึกไม่มีผู้ใดเหมาะสมไปกว่าชินอ๋องหยางหนิงหลงอีกแล้ว เมื่อฮ่องเต้ได้ยินเสียงเรียกขานจากขันทีคนสนิทอยู่นอกประตูตำหนัก พระองค์จึงลืมตาตื่นขึ้นมาทัน
มือเรียวสาละวนปรุงยาอย่างเร่งรีบ โดยมีจูลี่เข้ามาเป็นผู้ช่วยหยิบจับสมุนไพร ใช้เวลาเพียงไม่นาน เม็ดยาสีเขียวเข้มก็หลอมรวมเป็นเม็ดอยู่ในเตาหลอมยาจำนวนสิบสองเม็ด เย่วชิงต้องเร่งรีบปรุงซ้ำอีกถึงสองรอบเพื่อให้ได้ยาถอนพิษในจำนวนที่มากพอต่อความต้องการร่างบางรีบพุ่งทะยานกลับเข้ามาในจวนย่านชานเมืองเสิ่นหนานของรัชทายาทซ่งฉางอี้ ยาถอนพิษที่พึ่งปรุงเสร็จใหม่ ๆ ถูกป้อนเข้าปากหยางหนิงเฉิงเป็นคนแรก จากนั้นจึงแจกจ่ายให้องครักษ์เจียงหยวนและองครักษ์พยัคฆ์เงาทุกคนอย่างเร่งด่วน เพราะทุกคนอยู่ในสภาพที่กำลังเจ็บปวดส่วนนั้นของบุรุษ จนกระทั่งหน้าเขียวคล้ำลงอย่างเห็นได้ชัดเย่วชิงไม่ได้สนใจนำยาถอนพิษไปมอบให้กับบุรุษทั้งสิบสองคน ที่นั่งหมดเรี่ยวแรงอยู่อีกฟากฝั่งของห้องโถง เพราะนางต้องการให้หยางหนิงเฉิงไปจัดการเรื่องนี้ด้วยตนเองเหตุการณ์ในครั้งนี้ที่ผิดพลาดต้องยอมรับว่าเกิดจากหยางหนิงเฉิงที่ใจร้อนวู่วาม ทั้ง ๆ ที่ในยามปกติมักจะใจเย็นอยู่เสมอ ทั้งยังใจอ่อนเพียงเพราะคิดว่าสัจจะของบุรุษสามารถใช้ได้กับทุกคน จนตัวเองเกือบเอาชีวิตแทบไม่รอดหรืออาจจะเพราะเขาไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับกลการเมืองระหว่างสองแคว้น เพื่อลดความหว





