เข้าสู่ระบบตอนที่ 4 คืนเข้าหอที่ไร้ความรัก
ขบวนเจ้าสาวเดินทางมาถึงจวนเซียวอ๋องในยามค่ำ
ประตูใหญ่ของจวนตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางแสงโคมสีแดง แต่แทนที่จะให้ความรู้สึกอบอุ่น กลับให้ความรู้สึกเย็นเยียบอย่างประหลาด
จวนของอ๋องผู้กุมกองทัพเหนือ ไม่เหมือนจวนของบุรุษผู้เพิ่งแต่งงานเลยแม้แต่น้อย
ไม่มีเสียงดนตรี
ไม่มีเสียงหัวเราะ
ไม่มีเหล่าสาวใช้มายืนต้อนรับเจ้าสาว
ไม่มีแม้แต่คำอวยพรจากคนในจวน
ทุกอย่างเงียบเกินไป
เงียบจนเหมือนสถานที่แห่งนี้ไม่ได้กำลังต้อนรับพระชายาคนใหม่
แต่กำลังรอดูว่า
หญิงสาวผู้นี้จะอยู่ได้นานแค่ไหน
เฉินเยว่ก้าวลงจากเกี้ยวเจ้าสาวอย่างสง่างาม นางยังคงสวมผ้าคลุมหน้าสีแดง แม้จะผ่านเหตุการณ์ลอบสังหารระหว่างทางมาแล้ว แต่ไม่มีร่องรอยความหวาดกลัวอยู่บนใบหน้า
เหล่าสาวใช้ของจวนเซียวอ๋องแอบมองนางอย่างเงียบ ๆ
บางคนสงสัย
บางคนดูถูก
บางคนมองด้วยความเห็นใจ
เพราะทุกคนต่างได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับพระชายาคนใหม่
คุณหนูใหญ่จวนแม่ทัพ
หญิงสาวผู้ถูกกล่าวหาว่าร้ายกาจ
หญิงสาวที่ถูกส่งมาเพื่อแต่งงานกับนายเหนือหัวของพวกเขา
แต่สิ่งที่พวกเขาไม่เข้าใจคือ
เหตุใดเซียวอ๋องจึงยอมรับการแต่งงานครั้งนี้
เพราะทุกคนรู้ดี
เซียวจิ่งเหยียนไม่เคยสนใจสตรี
เขาไม่เคยปล่อยให้ใครเข้าใกล้
แล้วเหตุใดจึงเลือกหญิงสาวที่มีชื่อเสียงเช่นนี้มาเป็นชายา?
เฉินเยว่สัมผัสได้ถึงสายตารอบข้าง
แต่ไม่ได้สนใจ
นางเคยถูกผู้คนทั้งเมืองหลวงกล่าวหาแล้ว
สายตาไม่กี่สิบคู่ในจวนนี้ไม่อาจทำให้นางรู้สึกอะไรได้
นางเดินผ่านประตูจวนเข้าไปอย่างมั่นคง
สถานที่แห่งนี้อาจเป็นกรงของคนอื่น
แต่สำหรับนาง
ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด
นางก็จะหาทางควบคุมสถานการณ์ให้ได้
พิธีแต่งงานดำเนินไปอย่างเรียบง่าย
ไม่มีความหวานชื่น
ไม่มีคำสาบานรัก
มีเพียงพิธีการตามธรรมเนียม
หลังจากเสร็จสิ้นทุกอย่าง เฉินเยว่ถูกพาไปยังเรือนหอ
ห้องเจ้าสาวถูกตกแต่งด้วยโคมแดงและผ้าสีมงคล แต่ความเงียบภายในห้องกลับทำให้สถานที่แห่งนี้ดูเย็นชามากกว่างดงาม
นางนั่งอยู่บนเตียง รอคอย
ไม่ใช่ด้วยความเขินอาย
แต่ด้วยการเตรียมพร้อม
เฉินเยว่ไม่รู้ว่าเซียวจิ่งเหยียนเป็นคนเช่นไร
แต่จากข่าวลือทั้งหมด
เขาไม่ใช่บุรุษที่ควรประมาท
นางไม่คิดฝากชีวิตไว้กับความเมตตาของใคร
โดยเฉพาะบุรุษที่ผู้คนเรียกว่าอ๋องปีศาจ
เวลาผ่านไป
เสียงประตูห้องเปิดออก
เฉินเยว่เงยหน้าขึ้น
ชายหนุ่มผู้หนึ่งเดินเข้ามา
เขาสวมชุดสีดำเรียบง่าย ไม่มีเครื่องประดับฟุ่มเฟือย ไม่มีท่าทีของเจ้าบ่าวในคืนเข้าหอ
แต่เพียงการปรากฏตัวของเขา
ก็ทำให้อากาศภายในห้องเปลี่ยนไป
นี่คือเซียวจิ่งเหยียน
อ๋องแห่งกองทัพเหนือ
ชายที่เมืองหลวงหวาดกลัว
ใบหน้าของเขาคมเข้ม ดวงตาเย็นชา ราวกับผ่านสงครามมานับครั้งไม่ถ้วน
สายตาคู่นั้นไม่ได้มองนางเหมือนบุรุษมองเจ้าสาว
แต่มองเหมือนกำลังอ่านความคิดของนาง
เฉินเยว่คิดในใจ
นี่สินะ
อ๋องปีศาจ
ข่าวลือไม่ได้เกินจริงทั้งหมด
ชายผู้นี้มีบรรยากาศที่ทำให้คนทั่วไปอยากถอยห่าง
แต่สิ่งที่แปลกคือ
เฉินเยว่กลับไม่รู้สึกกลัว
อาจเพราะนางเองก็เคยอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเผชิญหน้ากับความตายหลายครั้ง
หรืออาจเพราะนางรู้สึกว่า
ดวงตาของชายผู้นี้ไม่ได้เย็นชาอย่างที่ผู้คนเล่าขาน
มันมีบางสิ่งซ่อนอยู่
บางสิ่งที่นางยังมองไม่ออก
เซียวจิ่งเหยียนหยุดอยู่ตรงหน้า
ความเงียบระหว่างทั้งสองยาวนาน
ก่อนที่เขาจะเอ่ยขึ้น
"เจ้ารู้หรือไม่ว่ามาที่นี่หมายถึงอะไร?"
เฉินเยว่ไม่ได้หลบสายตาเขา
นางตอบทันที
"หมายถึงข้าอาจตาย"
ห้องทั้งห้องเงียบลง
เซียวจิ่งเหยียนนิ่งไป
เพราะตลอดชีวิตของเขา
ไม่มีสตรีคนใดกล้าพูดกับเขาเช่นนี้
ผู้คนเมื่ออยู่ต่อหน้าเขามักก้มหน้า
หวาดกลัว
พยายามเอาใจ
แต่เฉินเยว่กลับพูดถึงความตายของตัวเองด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
ราวกับกำลังพูดถึงเรื่องธรรมดา
"เจ้าไม่กลัว?"
เซียวจิ่งเหยียนถาม
เฉินเยว่ยิ้มบาง
"หากข้ากลัว แล้วจะเปลี่ยนอะไรได้หรือ?"
"ราชโองการถูกประกาศแล้ว"
"ข้าอยู่ที่นี่แล้ว"
"สิ่งที่ข้าทำได้ คือหาทางมีชีวิตต่อไป"
คำตอบนั้นทำให้ดวงตาของเซียวจิ่งเหยียนเปลี่ยนไปเล็กน้อย
นางยังเหมือนเดิม
เหมือนเด็กหญิงเมื่อสิบปีก่อน
เด็กหญิงที่แม้เห็นเขาเต็มไปด้วยบาดแผลและเลือด
ก็ยังเลือกยื่นมือช่วย
โดยไม่ถามว่าเขาเป็นใคร
โดยไม่ถามว่าคุ้มค่าหรือไม่
หลังจากนั้น ทั้งสองไม่ได้พูดอะไรอีก
เวลาผ่านไปจนถึงยามดึก
เฉินเยว่คิดว่า คืนนี้คงเป็นคืนที่นางต้องเผชิญกับบททดสอบแรกของการเป็นชายาเซียวอ๋อง
นางเตรียมใจไว้แล้ว
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับแตกต่างจากที่คาด
เซียวจิ่งเหยียนลุกขึ้น
เขาไม่ได้เดินเข้าหานาง
แต่กลับเดินไปทางประตู
เฉินเยว่ขมวดคิ้วเล็กน้อย
"ท่านอ๋อง?"
ชายหนุ่มหยุดฝีเท้า
เขาหันกลับมา
แสงเทียนส่องผ่านใบหน้าที่เย็นชาของเขา
แต่เสียงที่เอ่ยออกมากลับทำให้เฉินเยว่ประหลาดใจ
"ในจวนข้า"
"ไม่มีใครแตะต้องเจ้าได้"
เขาหยุดเล็กน้อย
ก่อนกล่าวต่อ
"แม้แต่ข้า"
หลังพูดจบ
เซียวจิ่งเหยียนก็เดินออกจากห้องไป
ประตูปิดลงอย่างเงียบงัน
เหลือเพียงเฉินเยว่ที่นั่งอยู่บนเตียง
นางไม่ได้รู้สึกโล่งใจอย่างที่ควรจะเป็น
กลับรู้สึกสับสน
เพราะทุกอย่างไม่เหมือนที่นางคิด
ข่าวลือบอกว่าเซียวอ๋องเป็นปีศาจ
ข่าวลือบอกว่าเขาไร้หัวใจ
ข่าวลือบอกว่าเขาไม่สนใจชีวิตของผู้อื่น
แต่คืนนี้
บุรุษผู้นั้นกลับเลือกเดินออกไป
แทนที่จะบังคับนาง
เฉินเยว่มองไปยังประตูที่ปิดสนิท
ความสงสัยค่อย ๆ ปรากฏขึ้นในใจ
"อ๋องปีศาจ..."
นางพึมพำเบา ๆ
"เหตุใดถึงไม่เหมือนข่าวลือ?"
นอกเรือน
เซียวจิ่งเหยียนยืนอยู่ใต้แสงจันทร์
องครักษ์ของเขาเดินเข้ามาอย่างเงียบงัน
"ท่านอ๋อง เหตุใดพระองค์จึงไม่บอกพระชายา?"
เซียวจิ่งเหยียนไม่ได้ตอบ
สายตาของเขามองไปยังเรือนที่มีแสงเทียนส่องอยู่
สิบปี
เขารอคอยนางมาสิบปี
แต่เมื่อได้พบกันอีกครั้ง
เขากลับไม่สามารถบอกนางได้ทันทีว่า
เขาคือเด็กชายคนนั้น
เด็กชายที่นางช่วยชีวิตไว้
เด็กชายที่ไม่เคยลืมดวงตาคู่นั้น
เพราะเขารู้ว่า
ตอนนี้เฉินเยว่ยังมองเขาเป็นเพียงบุรุษแปลกหน้าที่น่ากลัว
เขาไม่ต้องการให้นางอยู่ข้างกายเพราะความรู้สึกผิด
เขาต้องการให้นางเลือกเขาด้วยหัวใจของตัวเอง
เซียวจิ่งเหยียนกำมือแน่น
ก่อนเอ่ยเสียงต่ำ
"ยังไม่ถึงเวลา"
ค่ำคืนแรกของการแต่งงานผ่านไปอย่างเงียบงัน
ไม่มีคำรัก
ไม่มีความอ่อนโยน
ไม่มีความใกล้ชิดของสามีภรรยา
แต่ไม่มีใครรู้ว่า
คืนเข้าหอที่ไร้ความรักนี้
กลับเป็นจุดเริ่มต้นของความผูกพัน
ระหว่างหญิงสาวผู้ถูกเรียกว่าหญิงร้าย
กับบุรุษผู้ถูกเรียกว่าอ๋องปีศาจ
เพราะในค่ำคืนนี้
เฉินเยว่เริ่มสงสัยว่า
บางที
ปีศาจที่ผู้คนหวาดกลัว
อาจไม่ได้น่ากลัวอย่างที่ทุกคนคิด
ตอนที่ 101 ตราของพระมารดาก่อนรุ่งสาง เซียวจิ่งเหยียนและเฉินเยว่กลับถึงจวนอ๋องพร้อมตราประทับหยกขาวซึ่งหานฉางเฟิงทิ้งไว้หน้าสุสานลับของพระมารดา ไม่มีผู้ใดกลับไปพัก ทั้งสองตรงเข้าสู่ห้องลับใต้เรือนหนังสือทันที ประตูหินปิดลงด้านหลัง ตะเกียงน้ำมันหลายดวงถูกจุดขึ้น แสงสีส้มส่องโต๊ะยาวที่เต็มไปด้วยแผนที่ สำเนาคำสั่งทหาร สมุดบัญชี และหลักฐานซึ่งรวบรวมมาหลายวัน เฉินเยว่วางตราหยกลงบนผ้าสีดำอย่างระมัดระวัง ก่อนนำสำเนารอยประทับจากคำสั่งเคลื่อนกำลังเมื่อสิบปีก่อนมาวางเคียงกัน ส่วนเซียวจิ่งเหยียนยืนอยู่อีกด้านของโต๊ะ สายตาจับจ้องตราของมารดาโดยไม่กล่าวสิ่งใด ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางตลอดคืนไม่ได้ปรากฏบนใบหน้าเขามากนัก ทว่าความหนักอึ้งในดวงตากลับชัดเจนกว่าทุกครั้ง ตราประทับชิ้นนี้เป็นสิ่งที่เขาเคยเห็นตั้งแต่วัยเด็ก พระมารดาใช้มันประทับจดหมายลับ ใช้สั่งคนในเครือข่ายของตน และใช้ส่งข้อความที่ไม่อาจผ่านมือขันทีหรือขุนนางทั่วไปได้ หลังพระนางสิ้นพระชนม์ ตรานั้นหายไปพร้อมกับเอกสาร
ตอนที่ 100 สุสานของพระมารดารถม้าสีดำแล่นผ่านประตูเมืองด้านตะวันตกท่ามกลางความมืดสนิท ถนนสู่สุสานหลวงทอดผ่านแนวป่าสนและไหล่เขาที่มีหมอกต่ำปกคลุม ล้อรถบดผ่านก้อนกรวดจนเกิดเสียงสม่ำเสมอ ภายในรถม้าไม่มีผู้ใดพูด เซียวจิ่งเหยียนนั่งนิ่ง มือข้างหนึ่งวางอยู่บนด้ามกระบี่ ดวงตาหลุบต่ำราวกับกำลังขุดค้นความทรงจำที่ถูกฝังมานาน ส่วนเฉินเยว่นั่งฝั่งตรงข้าม นางไม่ได้ถามซ้ำถึงพระมารดาของเขา เพราะรู้ว่าเพียงการกล่าวว่าสตรีผู้นั้นถูกฝังอย่างลับ ๆ ก็เพียงพอจะบอกแล้วว่าเรื่องราวในอดีตเต็มไปด้วยอันตรายเพียงใด ลมกลางคืนพัดกระแทกตัวรถเป็นระยะ กลิ่นดินชื้นและใบสนเล็ดลอดผ่านม่านเข้ามา บรรยากาศภายในหนักอึ้งจนแม้แต่เสียงหายใจก็ชัดเจนเกินไป กระทั่งรถม้าหยุดที่เชิงเขา เซียวจิ่งเหยียนจึงลืมตาขึ้น เขาไม่ได้กล่าวให้นางอยู่รอ เพียงลงจากรถก่อนแล้วหันกลับมายื่นมือให้ เฉินเยว่ชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นมือนั้น นางยังจำได้ว่าหลายวันก่อนตนเคยถอยหนีจากมือเดียวกัน แต่ครั้งนี้เส้นทางด้านหน้ามืดและลาดชัน อี
ตอนที่ 99 ดาบที่ถูกสร้างขึ้นหลังเฉาอิงถูกนำตัวไปขังในห้องใต้ดิน เรือนเหมยกลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง แต่ความเงียบนั้นมิได้สงบ หากเต็มไปด้วยถ้อยคำที่ยังคงก้องอยู่ในใจคนทั้งสอง เซียวจิ่งเหยียนยืนอยู่ข้างโต๊ะไม้นานกว่าหนึ่งเค่อ ดวงตาจับจ้องชิ้นส่วนป้ายทหารของหน่วยเงาดำโดยไม่ขยับ เงาตะเกียงทอดผ่านสันกรามคมชัด ทำให้ใบหน้าของเขาดูเย็นชาเช่นเคย ทว่าภายในกลับมีบางสิ่งกำลังแตกสลายอย่างช้า ๆ ประโยคของเฉาอิงมิใช่คำกล่าวใหม่ทั้งหมด เขาเคยสงสัยในเจตนาของหานฉางเฟิงมาหลายปี เพียงแต่ไม่เคยยอมปล่อยให้ความสงสัยนั้นงอกลึก เพราะอีกฝ่ายคือผู้ที่ยื่นมือมาช่วยในวันที่เขาไม่เหลือผู้ใด เป็นคนพาเขาออกจากความตาย เป็นอาจารย์ที่สอนให้จับดาบ และเป็นผู้มอบเส้นทางสู่อำนาจ ทว่าเมื่อหลักฐานทีละชิ้นถูกเปิดออก ความเมตตาในอดีตกลับเริ่มมีเงาอีกด้านหนึ่ง เงาที่ทำให้เขาต้องย้อนถามว่า ชีวิตที่ตนคิดว่าเลือกเองนั้น แท้จริงเคยเป็นเพียงเส้นทางที่ใครบางคนวางไว้หรือไม่ความทรงจำเมื่อสิบปีก่อนผุดขึ้นทีละภาพ หลังเขาถูกพาตัวออกจากป่าและส่งไปยังค่ายทหารเหนือ หานฉางเฟิงไม่ได้ปล่อยให้เขาพักฟื้นนานนัก บาดแผลยังไม่หายดี เขาก็ถูกปลุกก่อน
ตอนที่ 98 กับดักของหานฉางเฟิงรุ่งเช้าหลังเหตุลอบเข้าเรือนเหมย ข่าวลือหนึ่งแพร่กระจายออกจากจวนเซียวอ๋องอย่างรวดเร็วราวกับมีผู้จงใจปล่อยลมส่งต่อกันไปตามตรอกซอกซอย ข่าวนั้นกล่าวว่า ผ้าเช็ดหน้าของมารดาเฉินเยว่ไม่ได้เป็นเพียงของเก่าที่เปื้อนเลือด หากซ่อนรหัสลับซึ่งสามารถถอดออกมาเป็นแผนที่บัญชีขนส่งอาวุธและเสบียงเมื่อสิบปีก่อน ผู้คนในเมืองหลวงต่างพูดกันว่าเส้นด้ายบนลายดอกเหมยถูกปักด้วยจำนวนกลีบไม่เท่ากัน แต่ละกลีบแทนตัวเลข แต่ละกิ่งแทนเส้นทาง และรอยเลือดบนผืนผ้าคือจุดที่ใช้ระบุตำแหน่งคลังลับ บ้างก็กล่าวว่ามารดาเฉินเยว่รู้ตัวว่ากำลังถูกตามฆ่า จึงซ่อนความจริงทั้งหมดไว้ในของที่ไม่มีผู้ใดสงสัย ภายในเวลาเพียงครึ่งวัน ข่าวลือดังกล่าวก็เดินทางจากร้านน้ำชาหน้าตลาดไปถึงเรือนขุนนาง จากเรือนขุนนางไปยังตรอกขันทีเก่า และจากตรอกขันทีเก่าไปถึงคนที่กำลังเฝ้ามองจวนเซียวอ๋องอยู่ในความมืด ไม่มีผู้ใดรู้ว่าต้นทางของข่าวมาจากสาวใช้คนหนึ่งที่จงใจทำผ้าเช็ดหน้าหล่นขณะไปซื้อด้าย และไม่มีผู้ใดรู้ว่าสาวใช้ผู้นั้นเป็นคนของเฉินเยว่โดยตรงภายในเรือนเหมย เฉินเยว่นั่งอยู่หน้าโต๊ะเตี้ย ผ้าเช็ดหน้าผืนจริงถูกเก็บไว้ในกล่องเห
ตอนที่ 97 ชายาผู้ย้ายออกจากเรือนหลักเช้าวันถัดมา เรือนหลักของจวนเซียวอ๋องเงียบผิดปกติ ประตูห้องด้านในยังคงเปิดอยู่ ผ้าม่านสีเข้มถูกมัดเก็บอย่างเรียบร้อย เครื่องเรือนทุกชิ้นอยู่ในตำแหน่งเดิม มีเพียงหีบเสื้อผ้าของเฉินเยว่ที่หายไปจากมุมห้อง และโต๊ะเครื่องแป้งที่เหลือเพียงปิ่นธรรมดาสองสามชิ้นซึ่งนางไม่ได้ใช้ คนรับใช้ที่ยืนเฝ้าหน้าประตูต่างก้มหน้า ไม่มีผู้ใดกล้าสบตากัน เพราะทุกคนรู้ดีว่าพระชายาไม่ได้ออกจากจวน นางเพียงย้ายกลับไปพักที่เรือนเหมยซึ่งอยู่ห่างจากเรือนหลักไปอีกฟากหนึ่งของสวน การกระทำนี้ไม่ใช่การขอหย่า ไม่ใช่การประกาศแตกหัก และไม่ใช่การท้าทายอำนาจของเซียวอ๋อง ทว่าภายในจวนของสามีภรรยา การแยกเรือนย่อมมีความหมายชัดเจนยิ่งกว่าถ้อยคำใด เฉินเยว่ไม่ยอมอยู่ร่วมชายคาเดียวกับเซียวจิ่งเหยียนจนกว่านางจะรู้ความจริงทั้งหมดข่าวแพร่ไปทั่วจวนภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม แม้ไม่มีผู้ใดกล้าพูดตรง ๆ แต่สายตาของคนรับใช้ทุกค
ตอนที่ 96 ความผิดของเด็กชายวัยสิบห้าหลังกลับจากเมืองชิงเหอ ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงถูกเมฆสีเทาปกคลุมตลอดทั้งวัน ลมหนาวพัดผ่านกำแพงจวนเซียวอ๋องจนกิ่งเหมยในลานด้านในสั่นไหว กลีบดอกสีขาวที่เพิ่งผลิบานร่วงหล่นลงบนพื้นหินทีละกลีบ ราวกับหิมะที่กำลังละลาย เฉินเยว่ไม่ได้กลับเรือนนอน นางตรงไปยังห้องลับทันที ในมือยังถือห่อผ้าที่บรรจุชิ้นส่วนป้ายทหารจากป้าหลัว สีหน้าของนางสงบนิ่งเกินไปจนเหล่าองครักษ์ที่เฝ้าประตูไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามอง เซียวจิ่งเหยียนเดินตามหลังมาโดยเว้นระยะห่างเพียงไม่กี่ก้าว แต่ระยะสั้นนั้นกลับคล้ายมีหุบเหวลึกขวางกั้นอยู่ระหว่างคนทั้งสอง ตั้งแต่ออกจากบ้านไม้ริมแม่น้ำ เฉินเยว่แทบไม่ได้พูดกับเขาอีกเลย นางฟังคำสั่งของเขาเมื่อจำเป็น ตอบเพียงสั้น ๆ เมื่อถูกถาม และไม่แม้แต่จะหันมามองยามเขายื่นมือช่วยลงจากรถม้า ความเงียบของนางไม่ได้รุนแรงเหมือนความโกรธ หากกลับทำให้เซียวจิ่งเหยียนรู้สึกหนักอึ้งยิ่งกว่าการถูกต่อว่า เพราะเขารู้ดีว่าหลักฐานทุกชิ้นกำลังพานางเข้าใกล้ความจริงที่เขาหวาดกลัวมาตลอดภายในห้องลับ ตะเกียงเจ็ดดวงถูกจุดขึ้นพร้อมกัน แสงสีทองสาดลงบนโต๊ะหินซึ่งเต็มไปด้วยเอกสารเก่า เฉิน







