LOGINยิ่งเข้าใกล้เขตกำเนิดหัวใจแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์ หมอกมรณะโดยรอบก็ยิ่งบางเบาลงเรื่อยๆ แต่แรงกดดันไม่ลดทอนลงเลยณ กลางท้องนภา เหล่าเฒ่าประหลาดต่อสู้กันเป็นวงกว้าง พื้นละแวกใกล้เคียงเสียหายรุนแรง“ถึงแล้ว” ธิดาเทพผละตัวจากไปโดยไม่แม้แต่กล่าวคำลาหลี่หลิงเฟิ่งสองคนถูกการต่อสู้ของยอดฝีมือดึงดูดสายตาเช่นกัน“ส่งหัวใจแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์มา”“สารเลว ยังคิดหนีอีกหรือ”“ระวังตัว บุคคลลึกลับผู้นี้มิใช่คนธรรมดา”เสียงตะโกนดังระงมทั่วผืนฟ้าหลี่หลิงเฟิ่งมองบุรุษที่ถูกรุมยำแล้วถึงกับเลิกคิ้วแปลกใจถึงกับเป็นเขาอีกฝ่ายแปลงโฉมไม่เหลือเค้าเดิม เนื้อด้วยนางมีถิงถิง วิชาอำพรางเหล่านี้ไร้ความหมาย มองทะลุได้หมดหลี่หลิงเฟิ่งละสายตา ถามหลี่เจี้ยน“พี่ชายท่าน ตอนนี้แข็งแกร่งระดับใดแล้ว”หลี่เจี้ยนฉงน จากนั้นความยินดีแล่นริ้วเต็มหน้า นางเอ่ยถามถึงหลี่เฟยหยาง หรือว่าในใจยังมีพวกเขาอยู่ ไม่ได้ไร้เยื่อใยอย่างที่แสดงออกสีหน้าของเขาอ่อนลงไม่น้อย “ข้าเองก็ไม่แน
เมื่อเห็นว่าเป็นเขา หลี่หลิงเฟิ่งก็เบนสายตาไปอีกทาง หมุนตัวเตรียมไปจากตรงนี้ไม่ทันจะหนี หลี่เจี้ยนขัดจังหวะขึ้นมาก่อน “น้อง...หลี่หลิงเฟิ่ง ช่วงนี้แดนศักดิ์สิทธิ์แปลกๆ ผู้ฝึกยุทธ์อยู่ๆ ก็คลั่งขึ้นมา สังหารกันเป็นผักปลา ร่วมทางกันเถอะ อย่างน้อยก็อุ่นใจกว่า”หลี่หลิงเฟิ่งมองเขาแวบหนึ่ง มองจนหลี่เจี้ยนอึดอัด แววตาเฉยเมยยากจะอ่านความคิด ผ่านไปครู่หนึ่งก็เห็นนางพยักหน้า เขาจึงถอนใจออกมา“เอาสิ” พูดจบก็เดินนำไปข้างหน้า หลี่เจี้ยนมองแผ่นหลังของนาง ก่อนตามไปเงียบๆระหว่างทางไม่มีเสียงพูดคุย บรรยากาศวังเวงอย่างประหลาด เสี่ยวจูจูและเสี่ยวไป๋มองซ้ายทีขวาที ชวนอึดอัดจนมันไม่กล้าร้องสุ่มสี่สุ่มห้าพักใหญ่ หลี่เจี้ยนเริ่มทนไม่ไหว กำมือแน่นอยู่หลายครั้ง ก่อนเอ่ยเสียงแหบพร่า “เรื่องปีนั้นในจวนหลี่ ข้า...”เปิดปากสองสามก็พูดต่อไม่ออก คำพูดมันติดอยู่ในลำคอ เขาเดิมคิดไว้มากมายคิดจะอธิบายเรื่องในอดีต อยากเล่าความรู้สึกในช่วงหลายปีมานี้ แต่พอมองหลี่หลิงเฟิ่งแล้วก็ได้แต่หุบปากคำพูดนับพันรวมไว้เพีย
“พูดต่อสิ เมื่อครู่พวกเจ้าสนุกกันไม่ใช่หรือ”หลี่หลิงเฟิ่งมองพวกเขาแล้วความสงสัยเอ่อล้น ผู้แข็งแกร่งที่สุดยังเป็นเพียงนภาขั้นกลาง แต่เข้ามาในแดนศักดิ์สิทธิ์ได้ ดูท่าคงมีใครบางคนอมเงินแอบขายโควตาอยู่เบื้องหลัง ก็ไม่รู้ว่าเทพองค์ใดหน้าใหญ่ถึงเพียงนี้ กล้าหากินอย่างเปิดเผยเช่นนี้หลี่หรูอี้เม้มริมฝีปากแน่น แม้ในใจจะสะดุ้งไปวูบหนึ่ง แต่ยังคงเชิดหน้าหยิ่งผยอง“แล้วอย่างไร ข้าพูดผิดตรงไหน เจ้าเองก็เป็นลูกของหญิงชั้นต่ำจริงๆ”พอได้ยินเช่นนั้น หลี่หลิงเฟิ่งกลับหัวเราะทีหนึ่งเสียงหัวเราะนั้นเบามาก แต่กลับทำให้หลายคนขนลุกอย่างประหลาด“ข้าชอบจริงๆ เวลาพวกเจ้ายืนอยู่รวมกัน” นางเอียงศีรษะเล็กน้อย “มันทำให้ข้ารู้สึกเหมือนกำลังมองดูหมากลุ่มหนึ่งเห่ากันเองอยู่”สีหน้าของทุกคนเปลี่ยนทันที “เจ้าด่าข้า!”ชายคนหนึ่งเพิ่งจะก้าวออกมา กลับถูกสายตาของหลี่หลิงเฟิ่งกดจนชะงัก นางมองเขาเพียงแวบเดียว แรงกดดันเย็นเยียบกลับแล่นจากสันหลังขึ้นมาถึงหนังศีรษะหลี่หลิงเฟิ่งยิ้มจาง &
หลังขุดเหมืองแร่ไปได้กองใหญ่ หลี่หลิงเฟิ่งก็เริ่มเดินสำรวจพื้นที่ใต้ดินต่ออย่างอารมณ์ดียิ่งเดิน นางยิ่งรู้สึกว่ารังของเถาหนามเขี้ยวพิษมรกตแห่งนี้สะสมสมบัติมาอย่างจริงจัง"ต้นไม้ต้นเดียวสะสมของเก่งขนาดนี้เชียว"เสี่ยวจูจูพยักหน้าแรง ดวงตากลมเป็นประกายด้วยความเห็นด้วยอย่างจริงใจในฐานะหมูผู้รักการกิน มันเคารพผู้ที่ทุ่มเทชีวิตให้กับการสะสมสิ่งดีงามเสมอ ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือสมบัติก็ตามหลี่หลิงเฟิ่งก็หยุดฝีเท้า พบห้องหินอีกแห่งหนึ่ง ยังไม่ทันเข้าไป กลิ่นหอมเข้มข้นก็ลอยออกมาก่อนแล้ว กลิ่นที่แม้แต่คนที่ไม่ดื่มสุราก็อดรู้สึกสดชื่นไม่ได้นางผลักประตูหินเข้าไป ก่อนดวงตาจะสว่างวาบภายในห้องมีไหสุราขนาดใหญ่เรียงรายแน่นขนัดหลายไห ผิวไหเต็มไปด้วยลวดลายโบราณ ดูเหมือนถูกแกะสลักด้วยเล็บพฤกษาอสูร ไอปราณเข้มข้นลอยออกมาจากด้านในแทบเป็นไอหมอก ฟุ้งกระจายไปทั่วห้องราวกับห้องนี้กำลังหายใจเพียงสูดหายใจรู้สึกสดชื่นไปทั้งร่าง"สุราเถา"หลี่หลิงเฟิ่งยกคิ้ว นางเปิดไหหนึ่งออกมาดื่มบึ้มกลิ่นหอมรุนแรงนุ่มลิ้น แค่อึกเดียวเหมือน
ผู้ฝึกยุทธ์รุ่นเยาว์จำนวนมากหนีตายมาจากทิศทางต่างๆ รวมตัวกันบริเวณรอบนอกโดยมิได้นัดหมาย ไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้าใกล้เกินเขตปลอดภัย เพราะสนามรบเบื้องหน้าคือเขตแดนของตัวตนระดับยอดพีระมิดแห่งโลกผู้ฝึกยุทธ์บนผืนฟ้าฉีกกระชาก ยอดฝีมือกำลังห้ำหั่นกันอย่างน้อยเจ็ดแปดคู่ บางคนตวัดกระบี่จนเกิดเป็นนทีกระบี่พาดผ่านสรวงสวรรค์ บางคนอัญเชิญเงาอสูรบรรพกาลมหึมาออกมาคำรามลั่น บางคนเพียงสะบัดชายแขนเสื้อเบาๆ มิติรอบกายก็แตกร้าวราวแผ่นกระจกเพียงแค่ยืนมองจากระยะไกลยังทำให้คนเห็นหนังศีรษะชาวาบ“สวรรค์ นั่นคือบรรพชนตระกูลหลินจริงๆ หรือ วิชานั่นมันเหนือล้ำไปแล้ว”“คนข้างๆ นั่นเจ้าสำนักดาบเมฆาครามมิใช่หรือ ข้าเคยเห็นท่านแค่ในภาพวาดบรรพบุรุษเท่านั้นเอง”พวกรุ่นเยาว์ต่างตกอยู่ในอารมณ์ผสมผสานระหว่างความหวาดกลัวและความตื่นเต้น หาได้ยากยิ่งที่ยอดฝีมือระดับนี้จะเปิดศึกตะลุมบอนกันกลางแจ้ง ปกติเพียงแค่ระดับราชันย์ลงมือก็ถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตายแล้ว แต่นี่กลับเป็นเหล่าเฒ่าชราที่ซ่อนตัวมานับพันปีสู้กันจนฟ้าถล่มดินทลาย สำหรับพวกเขามันมิต่างจากกา
“ใครอยู่ตรงนั้น”เสียงเย็นเยียบดังแทรกผ่านหมอกมรณะ ชิงเหยียนโหรวลุกขึ้น ดวงตาสีแดงก่ำจับจ้องพุ่มไม้แน่นิ่ง พลังชั่วร้ายแผ่ออกมาจนพื้นดินส่งเสียงแตกกรอบตูมโดยไม่คิดจะเสียเวลา ยิงพลังยุทธ์พุ่งเข้าใส่ พุ่มไม้ระเบิดกระจายร่างหนึ่งก้าวออกมาจากควันฝุ่นอย่างไม่เร่งรีบ ชุดสะอาดไร้รอยขาด ดวงเรียวทอดมองอีกฝ่ายคล้ายกำลังดูเด็กเล่นขายของ“ใจร้อนจริง” หลี่หลิงเฟิ่งปัดเศษใบไม้บนไหล่ “ข้าแค่มาเดินเล่น เจ้ากลับปาพลังใส่คนดีมีศีลธรรมเช่นข้าได้ลงคอ”‘งั้นก็สังเวยชีวิตเจ้าคนแรก ‘หลี่หลิงเฟิ่งคิดในใจอย่างรื่นเริงข้ากะจะมาเผือกเงียบๆ แต่ในเมื่อเจ้าชวนเล่นบทสายดาร์กงั้นข้าขอรับบทนางฟ้าผดุงธรรม กำจัดภัยร้ายแก่มวลมนุษย์ชั่วคราวก็แล้วกัน ดูสิ... ข้าช่างเป็นคนดีอะไรขนาดนี้ ถึงขั้นยอมลงแรงกำจัดมารร้ายด้วยตัวเองเชียวนาชิงเหยียนโหรวชะงักไปครู่หนึ่ง ใบหน้าอ่อนหวานยามนี้ดูบิดเบี้ยวสยดสยอง“หลี่หลิงเฟิ่ง? เป็นเจ้าเองรึ”ตอนแรกนางเพียงประหลาดใจ
ดวงตาหลายคู่ที่เคยวุ่นวายและหวาดกลัว พลันรวมศูนย์ไปยังหลี่หลิงเฟิ่งอย่างพร้อมเพรียง แววตาที่จ้องมองนางเต็มไปด้วยความคาดหวังอันบ้าคลั่งจนเกินพอดีพวกเขารู้ดี...ว่าตนเองไร้ซึ่งหนทางรอดแล้วจริง ๆหลี่หลิงเฟิ่งพิงผนังถ้ำ มือหนึ่งคลึงลูกกลอนหมอกม่วงอย่างเชื่องช้า แววตานิ่งดุจบึงในเหมันต์ฤดูแต่ในความนิ่ง
หลายวันถัดมา การเดินทางในเขตระดับห้ากลายเป็นเรื่องที่น่าขันหากมองจากภายนอก ที่พักหนึ่งยังไม่ทันอุ่นหลัง อีกที่พักก็ต้องย้าย ทุกค่ำคืนเปลี่ยนเส้นทาง ทุกรุ่งสางตั้งค่ายใหม่ สำหรับหลี่หลิงเฟิ่งแล้วเป็นการเอาตัวรอดต่อวันจนชินชาขณะนางคิดเรื่อยเปื่อย เสียงสนทนาของสมาชิกตระกูลเยี่ยลอดมาเข้าหู“หลายวันแล้
เสี่ยวมู่ตัวแข็งทื่อไปสามลมหายใจ ดวงตากลมโตค่อยเหลือบขึ้นมาอย่างหวาดผวา“นายท่าน ว่าอะไรนะ”“พูดหรือไม่พูด หืมม” หลี่หลิงเฟิ่งยกคิ้วสูงขึ้นนิดเดียว บีบสองแก้มย้วยของมันจนยืด“นะ นายท่าน!” เสี่ยวมู่เบะปากน้ำตาคลอ มันร้องเสียงสูงขึ้นหนึ่งระดับ “ข้าบริสุทธิ์นะ! ข้า...”“ถ้าเจ้ายังคิดว่าข้าเชื่อคำว่า ‘
เด็กหนุ่มคนหนึ่งผายมือ “ท่านหมอเทวดาเชิญทางนี้ขอรับ”สมาชิกตระกูลเยี่ยจำนวนหนึ่งมองตามติดร่างหลี่หลิงเฟิ่งไม่ละสายตา จนนนางรู้สึกร้อนผ่าวทั้งตัว อย่างที่รู้กันว่าแพทย์โอสถคือฐานะที่แม้แต่ตระกูลยักษ์ใหญ่ก็ไม่อาจล่วงเกิน หากพวกเขาค้นพบว่านางเป็นนักหลอมโอสถจะมีปฏิกิริยาขนาดไหนแค่คิดนางก็ขนลุกขนพองแล้ว







