LOGINคุณเชื่อเรื่องปาฏิหาริย์หรือไม่ เรื่องที่แม้แต่วิทยาศาสตร์ก็ยังพิสูจน์ไม่ได้ ถ้าวันหนึ่งคุณเกิดโชคดีได้รับโอกาสนั้นขึ้นมา คุณจะปล่อยโอกาสนั้นไป หรือคว้ามันไว้ให้แน่นกันล่ะ? ชีวิตของคนเราจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นสักกี่ครั้ง เธอ "หลี่หลิงเฟิ่ง" ผู้ไม่เคยเชื่อในโชคชะตา เรื่องมหัศจรรย์เป็นเรื่องหลอกเด็กอะไรพรรค์นั้น ให้เชื่อเรื่องพวกนี้สู้กินนมนอนฝันกลางวันยังดีซะกว่า แต่แล้ววันหนึ่งโชคชะตานี้กลับหล่นทับใส่หัวเธอ ส่งให้เธอทะลุมิติมายังดินแดนที่ไม่เคยปรากฏในหน้าประวัติศาสตร์ ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ ดูซีรีส์ อ่านนิยายจีนมาก็หลายเรื่อง ก็ยังไม่เคยมีนางเอกคนไหนที่จะมืดแปดด้านไม่รู้อะไรเลยแบบเธอ อย่างน้อยต้องมีสกิลติดตัว แม้แต่ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมก็ยังไม่มี แต่ในฐานะนักเรียนหัวกะทิอันดับหนึ่งขององกรณ์อัจริยะ เธอไม่มีทางยอมแพ้ เหมือนสวรรค์จะเห็นใจในความอาภัพของเธอจึงได้ให้ "มิติมายา" ที่ล่องหนไปกับเธอในทุกๆ ที่ ในดินแดนที่ผู้มีพลังยุทธ์เป็นใหญ่แห่งนี้ หญิงสาวก็ไม่รู้ว่าของวิเศษที่ติดตัวมาจะสามารถทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน เพราะเจ้าของร่างเดิมนี้ไร้พลังยุทธ์ ถูกขนานนามว่า 'ตัวไร้ค่า' แห่งตระกูลหลี่
View Moreหลี่หลิงเฟิ่งเปิดคัมภีร์ในมือออกอย่างระมัดระวัง เพียงเห็นอักษรบรรทัดแรก รูม่านตาของนางก็หดตัว“มหาคัมภีร์สวรรค์เก้าชั้นฟ้า… ครึ่งหลัง?”ลมหายใจของนางถี่กระชั้น สมองว่างเปล่าอยู่หลายอึดใจ ราวกับถูกสายฟ้าฟาดเข้าเต็มๆ คลื่นยักษ์ก็ระเบิดขึ้นในใจไม่หยุดหย่อน‘ครึ่งหลัง!?’‘นี่คือครึ่งหลังจริงๆ!’หลี่หลิงเฟิ่งกรีดร้อง นางได้มหาคัมภีร์สวรรค์เก้าชั้นฟ้ามาครึ่งหนึ่ง ฝึกจนแตกฉาน ตอนแรกคิดว่าทั้งชาติอาจหาอีกครึ่งไม่เจอ ใครจะคิดวันนี้ นางกลับพบอีกครึ่งหนึ่งในหอคัมภีร์ของตำหนักธิดาสวรรค์!หลี่หลิงเฟิ่งสูดลมหายใจลึก พยายามกดความตื่นเต้นเอาไว้ ก่อนรีบเปิดอ่านอย่างรวดเร็ว ยิ่งอ่าน แววตายิ่งสว่างขึ้นไม่ผิดแน่ทั้งแนวทาง กลิ่นอายของคัมภีร์ รวมถึงอักขระโบราณ ล้วนเชื่อมต่อกับครึ่งแรกอย่างสมบูรณ์แบบ จิ๊กซอว์ที่แตกหักมานาน ในที่สุดก็กลับมาสมบูรณ์อีกครั้งมุมปากของหลี่หลิงเฟิ่งกระตุกขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ หากมิใช่ยังมีคนรออยู่ด้านนอก นางเกรงว่าตนคงหัวเราะออกมาแล้วจริงๆนางจึงเก็บคัมภีร์ลงอย่างแนบเนียน ก่อนเริ่มเดินดูเคล็ดวิชาอื่นต่อน่าเสียดาย…แม้เคล็ดวิชาในชั้นนี้จะล้วนเป็นสมบัติสะเทือนโลก กระนั้นไม่มีวิชา
อวิ๋นหลิ่วมองเงาร่างของหลี่หลิงเฟิ่งที่ค่อยๆ ก้าวลึกเข้าไปในหอคัมภีร์ชั้นสูงสุด แววตาพลันซับซ้อนขึ้นหลายส่วนประตูหินโบราณปิดลง เสียงครืนต่ำหนักดังสะท้อนภายในตำหนัก ตัดขาดกลิ่นอายภายนอกโดยสมบูรณ์ภายในศาลาจึงเหลือเพียงอาจารย์และศิษย์สองคน สายลมยามราตรีพัดผ่านม่านโปร่ง เปลวตะเกียงส่ายไหว เงาของคนทั้งสองทอดยาวอยู่บนพื้นหินสีขาวผ่านไปพักใหญ่ อวิ๋นหลิ่วจึงเม้มริมฝีปาก ก่อนเอ่ยเสียงเบา“อาจารย์ เหตุใดท่านต้องทำถึงเพียงนี้ด้วย” ถึงขั้นยอมเปิดหอคัมภีร์ชั้นสูงสุดให้อีกฝ่ายปุโรหิตชุดขาวเพียงยิ้มบาง ดวงตาอ่อนโยนดังสายน้ำ ทว่าเบื้องลึกกลับซ่อนความอิดโรยที่ปกปิดไม่มิด“ศิษย์เอ๋ย ตำหนักธิดาสวรรค์ในวันนี้ ไม่เหมือนวันวานแล้ว” น้ำเสียงของเขาแผ่วเบา คล้ายลอยมากับสายลม“เหล่าอาวุโสพวกนั้น ในหัวมีเพียงผลประโยชน์กับการช่วงชิงอำนาจ พวกเขาลืมเจตนารมณ์ดั้งเดิมของตำหนักไปหมดสิ้น”อวิ๋นหลิ่วเงียบลง รู้ดีว่าอาจารย์ไม่ได้กล่าวเกินจริงหลายปีมานี้ ภายนอกตำหนักดูสงบเยือกเย็นดุจแดนเซียน ทว่ากระแสน้
“ในยุคนั้น สำนักไร้ขอบยังคงเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งแห่งแดนไร้ขอบ”ปุโรหิตชุดขาวเอ่ยเนิบช้า น้ำเสียงเรียบเฉย หากกลับให้ความรู้สึกราวแบกกาลเวลาหลายพันปีเอาไว้เบื้องหลัง“เจ้าสำนักในเวลานั้นมีนามว่า เฮ่อจื่อชิว”เพียงชื่อเดียวหลุดออกมา หลี่หลิงเฟิ่งก็ชะงักชื่อนี้ นางเคยได้ยินมาก่อนครั้งก่อนเผชิญหน้ากับกลุ่มมือสังหาร คนพวกนั้นเคยเอ่ยถึงบุคคลผู้นี้ด้วยสีหน้าเกรงกลัวปนคลุ้มคลั่ง ตอนนั้นนางไม่รู้จัก ดูไปแล้วสงสัยมีส่วนคล้ายบิดาไม่ทางใดก็ทางหนึ่งกระทั่งวันนี้ ปุโรหิตทอดสายตามองออกไปไกล ราวกับมองผ่านม่านหมอกแห่งกาลเวลาอันเลือนราง“เฮ่อจื่อชิวคือผู้แข็งแกร่งที่สุดแห่งยุค และก็เป็นสหายร่วมตายของข้า”ภายในศาลาเงียบลงโดยไม่รู้ตัว อวิ๋นหลิ่วก็ไม่กล้าเอ่ยแทรกแม้แต่คำเดียว“ห้าพันปีก่อน เขตจิตลวงเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ มีบางสิ่งตื่นขึ้นจากส่วนลึก มันมิใช่มารทั่วไป หากแต่เป็นสิ่งโสมมจากนอกฟ้าดิน”ทันทีที่คำว่า “นอกฟ้าดิน” หลุดออกมา บรรยากาศทั้งห้องพลัน
ทั้งคู่นั่งวิหคหงส์เพลิงบินกลับหอสิบทิศ บรรยากาศหวานชื่น ส่วนหลี่หลิงเฟิ่งกลอกตาในใจ หมอนี่พอเนื้อเข้าปากแล้วไม่ยอมคายเลยนะโม่จื่อหลิงก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง“ออกจากเมืองหลักเถอะ”หลี่หลิงเฟิ่งเลิกคิ้ว “รีบขนาดนั้น?”“อืม” เขาพยักหน้า “ข้าถอนกำลังหลักของหอสิบทิศออกไปเกือบหมดแล้ว ธุระทางนี้เสร็จสิ้นแล้วเช่นกัน”หลี่หลิงเฟิ่งได้ยินแล้วก็เข้าใจ ดูเหมือนแม้แต่โม่จื่อหลิงเอง ก็ไม่คิดอยู่ท่ามกลางกระแสน้ำวนครั้งนี้ต่อ โม่จื่อหลิงมองนาง กล่าวด้วยรอยยิ้ม“เทพเซียนทะเลาะกัน ปุถุชนอย่างพวกเราควรหนีให้ไกลที่สุด”หลี่หลิงเฟิ่งหัวเราะออกมาในทันที หากคำพูดนี้ออกจากปากคนอื่น นางคงเชื่ออยู่บ้างแต่พอออกจากปากคนผู้นี้ ไม่ว่าอย่างไรนางก็รู้สึกว่า “ปุถุชน” ที่เขาพูดถึง ค่อนข้างไม่มีความจริงใจเท่าใดนัก โม่จื่อหลิงเห็นนางหัวเราะ มุมปากก็ยกขึ้นจางๆ เช่นกันจากนั้นจึงกล่าวต่อ“นางมารน้อย ฟ้ากำลังจะเปลี่ยนแล้ว พวกเรากลับบ้านกันสักระยะดีไหม”
“นายท่านจัดการเลยหรือไม่” เสี่ยวไป๋ที่เงียบมาตลอดเอ่ยขึ้นอย่างกระตือรือร้นเท้าอวบข้างหนึ่งของเสี่ยวมู่ตบเข้าที่หัวเสี่ยวไป๋อย่างแรง เอ่ยเสียงดุ “จัดการอะไรล่ะ เจ้าคิดว่านายท่านเป็นแมวเก้าชีวิต ฆ่าไม่ตายรึ ลำพังคนเดียวสู้ทั้งค่ายไม่ได้อยู่แล้ว วัน ๆ เอาแต่แช่น้ำ จนน้ำท่วมสมองหมดแล้วหรือไร คิดบ้างสิ
เสียงกรนเบาของพวกโจรในห้องเวรยังดังลอยมาเรื่อย ๆ หลี่หลิงเฟิ่งยังเคลื่อนตัวบนคานไม้หลีกเลี่ยงอย่างแนบเนียนที่สุด ก่อนจะหยุดห้องหนึ่งเริ่มวาดแผนที่ สักพักมีสองคนเข้ามานั่งดื่มเหล้าสนทนา นางวาดไปพลางแอบฟังไปพลาง“เจ้าว่าหัวหน้าสามคนนี้คิดจะทำอะไรกันแน่” เสียงชายผอมเอ่ยขึ้นหลังดื่มไปอีกอึก ความอยากรู้
หลี่หลิงเฟิ่งหมดคำพูดอันนี้เป็นตรรกะใหม่ที่นางเพิ่งพบในสองชาติหญิงชรามองด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อหูตัวเองของนาง แล้วหัวเราะดังกว่าเดิม“ไม่ใช่แค่เพราะหน้าตาหรอก อันที่จริง เจ้ามีจิตสำนึกนิ่ง ไม่แปรปรวนง่ายมีสติยามเจออันตราย ใจแข็งดั่งหินผา ทระนงตนแต่ไม่เย่อหยิ่ง”นางยิ้มน้อย ๆ “นิสัยแบบนี้ ข้าชอบ”
หลี่หลิงเฟิ่งเดินลึกเข้าไปในป่าอีกหลายร้อยจั้งจนแน่ใจว่าปลอดภัย นางหยุดอยู่ใต้ร่มเงาสูดหายใจลึกเพื่อปรับสมดุลร่างกายพาตนเองเข้าสู่มิติมายา หยิบผลึกสีแดงพลังงานบริสุทธิ์และทำความเข้าใจการทำงานของมันโดยเร็วที่สุด เริ่มโคจรพลังยุทธ์เข้าสู่ผลึกเพื่อวิเคราะห์โครงสร้าง ตั้งใจจะดูดซับพลังงานส่วนหนึ่งเพื่












reviews