LOGINคุณเชื่อเรื่องปาฏิหาริย์หรือไม่ เรื่องที่แม้แต่วิทยาศาสตร์ก็ยังพิสูจน์ไม่ได้ ถ้าวันหนึ่งคุณเกิดโชคดีได้รับโอกาสนั้นขึ้นมา คุณจะปล่อยโอกาสนั้นไป หรือคว้ามันไว้ให้แน่นกันล่ะ? ชีวิตของคนเราจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นสักกี่ครั้ง เธอ "หลี่หลิงเฟิ่ง" ผู้ไม่เคยเชื่อในโชคชะตา เรื่องมหัศจรรย์เป็นเรื่องหลอกเด็กอะไรพรรค์นั้น ให้เชื่อเรื่องพวกนี้สู้กินนมนอนฝันกลางวันยังดีซะกว่า แต่แล้ววันหนึ่งโชคชะตานี้กลับหล่นทับใส่หัวเธอ ส่งให้เธอทะลุมิติมายังดินแดนที่ไม่เคยปรากฏในหน้าประวัติศาสตร์ ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ ดูซีรีส์ อ่านนิยายจีนมาก็หลายเรื่อง ก็ยังไม่เคยมีนางเอกคนไหนที่จะมืดแปดด้านไม่รู้อะไรเลยแบบเธอ อย่างน้อยต้องมีสกิลติดตัว แม้แต่ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมก็ยังไม่มี แต่ในฐานะนักเรียนหัวกะทิอันดับหนึ่งขององกรณ์อัจริยะ เธอไม่มีทางยอมแพ้ เหมือนสวรรค์จะเห็นใจในความอาภัพของเธอจึงได้ให้ "มิติมายา" ที่ล่องหนไปกับเธอในทุกๆ ที่ ในดินแดนที่ผู้มีพลังยุทธ์เป็นใหญ่แห่งนี้ หญิงสาวก็ไม่รู้ว่าของวิเศษที่ติดตัวมาจะสามารถทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน เพราะเจ้าของร่างเดิมนี้ไร้พลังยุทธ์ ถูกขนานนามว่า 'ตัวไร้ค่า' แห่งตระกูลหลี่
View Moreราตรีกาลมืดมิดกลบซ่อนเงาจันทรา แสงดาวมืดหม่นไม่ส่องแสงสว่างดังเช่นทุกค่ำคืนที่ผ่านมา
รถยนต์สีดำคันหนึ่งพุ่งทะยานสู่เบื้องหน้าด้วยความเร็วบนถนนสายหลักใจกลางเมืองหลวง ก่อนที่จะหยุดลงตรงหน้าตึกระฟ้าที่สูงที่สุดในเมืองปักกิ่ง
สีหน้าคนขับที่อยู่บนรถเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด เหงื่อเย็นผุดขึ้นบนขมับทั้งสองข้าง มือทั้งสองที่กำพวงมาลัยอยู่เกร็งแน่น ต่างจากน้ำเสียงที่ราบเรียบสงบนิ่งราวอยู่ในใต้น้ำลึก แผ่วเบาและเฉียบขาด
“คาดว่าเป้าหมายอยู่ชั้น 21 ห้อง 13 ฝั่งซ้าย และห้อง 7 ที่ติดกับลิฟต์ มีเวลา 15นาทีก่อนที่ตึกจะถล่ม” อุปกรณ์สื่อสารส่งผ่านเสียงทุ้มเย็นยะเยือกให้กับผู้บังคับบัญชาสามคนที่อยู่บนตึก
“ความเป็นไปได้อยู่ที่เท่าไหร่” เสียงเรียบนิ่งดั่งสายน้ำของหญิงสาวผู้หนึ่งดังมาตามสาย หากแต่ยังขาดความรู้สึกราวกับไม่แยแสสถานการณ์คับขันนี้
“9 ใน 10 นี่เป็นภารกิจสุดท้ายของพวกเรา อย่าให้พลาดเป็นอันขาด แอลไปห้อง 13 ส่วนที่เหลือไปห้อง 7” ไม่มีเสียงตอบรับกลับมาจากปลายสาย แต่ทั้งสามบนตึกก็วิ่งเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย ชายหนุ่มทิ้งตัวลงบนเบาะรถอย่างหมดเรี่ยวแรงพลางหลับตาแน่น ยิ่งเข้าใกล้เป้าหมายมากเท่าไหร่หัวใจยิ่งเต้นเร็วมากเท่านั้น ราวกับว่ามันจะหลุดออกมาจากอก เขาสังหรณ์ใจว่าจะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้น ความรู้สึกมันบอกว่าอันตราย!
“ไม่พบเป้าหมาย” ไม่กี่นาทีต่อมาเสียงจากเพื่อนร่วมงานอีกสองคนดังขึ้น ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป้าหมายนั้นอยู่ที่ห้องของเธอ หญิงสาวค่อยๆ ผลักประตูเข้าไปอย่างระมัดระวัง
สิ่งที่กระทบกับดวงตาของเธอคือแสงวิบวับจากอัญมณีโปร่งใสแวววาว วางอยู่บนโต๊ะกลางห้อง อัญมณีเหล่านั้นติดล้อมรอบกล่องสี่เหลี่ยมใส กำไลสีม่วงลวดลายมังกรเก้าหางวงเล็กวงหนึ่งนอนสงบนิ่งอยู่ภายในกล่อง ของ “สิ่ง” นี้ต้องมีอายุไขไม่ต่ำกว่าพันปี เมื่อเธอเดินเข้าไปใกล้หัวใจก็ยิ่งเต้นแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เจ็บแปลบๆ ที่หน้าอกด้านซ้ายอย่างไม่ทราบสาเหตุ หญิงสาวสงบสติอารมณ์สักพักหนึ่งก่อนจะรายงาน
“ยืนยันเป้าหมาย” หลังจากได้ยินเสียงตอบรับลอยมาจากอุปกรณ์สื่อสาร หญิงสาวมองไปรอบๆเพื่อสำรวจกับดักต่างๆ ภายในห้อง เมื่อพบว่าปลอดภัยจึงเดินเข้าไปหยิบกล่องแปลกประหลาดนั้นขึ้นมา เก็บมันไว้ภายใต้อกเสื้อ พร้อมออกไปอย่างรีบเร่ง พลางคิดอย่างสงสัยว่าทำไมภารกิจสุดท้ายก่อนผ่านการทดสอบถึงได้ง่ายดายนัก
ตึง!
“เร็วเข้า! ตึกกำลังถล่ม ทุกคนรีบออกมา!” ยังไม่ทันจะได้รู้คำตอบ ก็ได้ยินเสียงร้อนรนของหัวหน้าทีมร้องออกมาอย่างตื่นตระหนก ในชั่วขณะนั้นไม่มีใครสังเกตวัตถุโบราณชิ้นนี้ค่อยๆ ส่งแสงเรืองรองออกมาทีละน้อย
ทำไมถึงได้พังลงมาก่อนเวลาล่ะ? หญิงสาวครุ่นคิดแต่ก็ไม่ได้รับคำตอบ ในค่ำคืนอันเงียบสงบได้บังเกิดแรงสั่นสะเทือน เสียงถล่มของตึกระฟ้ากึกก้องจนหูแทบจะดับ เธอตัดสินใจวิ่งไปที่หน้าต่าง จากนั้นโหนตัวลงกระโดดลงมา เงาร่างยาวเมื่อกระทบกับแสงสว่างค่อยๆ ปรากฏเด่นชัดราวกับนางปีศาจร้ายยั่วเย้าที่ผุดขึ้นมาจากขุมอเวจี เสื้อคลุมสีดำตัวยาวพลิ้วไหวไปตามจังหวะก้าวกระโดด ผมสีดำสนิทถูกปล่อยสู้แรงลมปลิวสะบัดท้าทายความมืด รูปโฉมงดงามราวประติมากรรมเลื่องชื่อไม่แสดงออกถึงอาการหวาดกลัว ต่างก็แต่ดวงตาเมล็ดซิ่ง* เรียวสวยได้รูปหรี่ลงเล็กน้อยเนื่องจากอาการปวดหนึบบนข้อมือและอาการเจ็บหน้าอกที่ทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ
หญิงสาวยกมือขวาขึ้นมา นัยน์ตาที่เคยหรี่ลง ทันใดนั้นก็เบิกกว้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อ บนข้อมือขวาปรากฏกำไลสีม่วงวงนั้น มันรัดแน่นและพยายามดูดเลือดของเธออย่างหื่นกระหาย
“นี่...นี่มันเกิดอะไรขึ้น” เป็นครั้งแรกที่อัจริยะอย่างเธอสูญเสียการควบคุม กำไลที่ควรจะนอนอยู่อย่างสงบในกล่องกลับมาอยู่บนข้อมือของเธอ มันเรื่องบ้าอะไรกัน!
หญิงสาวพยายามใช้ปากดึงมันออกมา แต่ยิ่งออกแรงดึงมากเท่าไหร่กำไลวงนั้นก็ยิ่งรัดแน่นขึ้นเรื่อยๆ สีของมันจากสีม่วงค่อยๆ ย้อมเป็นสีแดง แสงสีขาวสว่างไสวเรืองรองจนตาพร่ามัว สติสัมปชัญญะของหญิงสาวค่อยๆเลือนราง เรี่ยวแรงทั้งหมดถูกใช้ไปกับการหนีเอาตัวรอด ร่างกายของเธอเริ่มอ่อนล้าลงเรื่อยๆ มืออีกข้างค่อยๆ ปล่อยจากเชือกที่เธอใช้โหนลงมา ร่างของเธอทิ้งตัวลงบนพื้นตามแรงโน้มถ่วง ก่อนที่สติจะดับวูบเธอเห็นกำไลวงนั้นแตกกระจายบนอากาศสว่างพร่างพราวระยิบระยับราวหมู่ดาวในค่ำคืนสุดท้ายที่สวยงามของเธอ หญิงสาวพลางคิดอย่างทดท้อใจว่า
นี่ฉันจะมาตายเพราะเสียเลือดจากกำไลเวรนี่เนี่ยนะ! มันจะไม่ยุติธรรมเกินไปหน่อยหรอ!
“หลี่หลิงเฟิ่ง” หรือ แอล นักเรียนอันดับหนึ่งในองค์กรลับของรัฐบาลที่บ่มเพาะเฉพาะอัจริยะทั่วประเทศชั้นปีสุดท้าย ปฏิบัติภารกิจสุดท้ายก่อนจะได้เป็นเจ้าหน้าที่หน่วยลับอย่างเต็มตัว อนาคตที่สดใสกำลังรอเธออยู่ แต่เธอต้องมาตายเพราะกำไลบ้าบอนี่หรือ ช่างน่าขำสิ้นดี
กว่าจะได้เข้ามาในองค์กรลับที่ทรงอานุภาพที่สุดนี้ กว่าจะผ่านการทดสอบแสนทรหดที่สามารถคร่าชีวิตเธอได้ทุกเวลา แต่เธอก็ผ่านมันมาได้ด้วยสมองและความสามารถที่ไม่เป็นสองรองใคร
รัตติกาลมืดมิด สายลมสงบนิ่ง แอลไม่เคยคิดว่าภารกิจที่ง่ายแสนง่ายเช่นนี้ จะทำให้ชีวิตของเธอต้องดับสูญ
โลกใบนี้มันช่างประหลาดโดยแท้ แม้แต่วิทยาศาสตร์ก็ยังหาข้อพิสูจน์ไม่ได้
*เมล็ดซิ่ง คือ เมล็ดอัลมอนด์ สื่อถึงดวงตากลมโตรับกับตาสองชั้น เรียวสวย ไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป เป็นดวงตาที่งดงาม
หลี่หลิงเฟิ่งเปิดคัมภีร์ในมือออกอย่างระมัดระวัง เพียงเห็นอักษรบรรทัดแรก รูม่านตาของนางก็หดตัว“มหาคัมภีร์สวรรค์เก้าชั้นฟ้า… ครึ่งหลัง?”ลมหายใจของนางถี่กระชั้น สมองว่างเปล่าอยู่หลายอึดใจ ราวกับถูกสายฟ้าฟาดเข้าเต็มๆ คลื่นยักษ์ก็ระเบิดขึ้นในใจไม่หยุดหย่อน‘ครึ่งหลัง!?’‘นี่คือครึ่งหลังจริงๆ!’หลี่หลิงเฟิ่งกรีดร้อง นางได้มหาคัมภีร์สวรรค์เก้าชั้นฟ้ามาครึ่งหนึ่ง ฝึกจนแตกฉาน ตอนแรกคิดว่าทั้งชาติอาจหาอีกครึ่งไม่เจอ ใครจะคิดวันนี้ นางกลับพบอีกครึ่งหนึ่งในหอคัมภีร์ของตำหนักธิดาสวรรค์!หลี่หลิงเฟิ่งสูดลมหายใจลึก พยายามกดความตื่นเต้นเอาไว้ ก่อนรีบเปิดอ่านอย่างรวดเร็ว ยิ่งอ่าน แววตายิ่งสว่างขึ้นไม่ผิดแน่ทั้งแนวทาง กลิ่นอายของคัมภีร์ รวมถึงอักขระโบราณ ล้วนเชื่อมต่อกับครึ่งแรกอย่างสมบูรณ์แบบ จิ๊กซอว์ที่แตกหักมานาน ในที่สุดก็กลับมาสมบูรณ์อีกครั้งมุมปากของหลี่หลิงเฟิ่งกระตุกขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ หากมิใช่ยังมีคนรออยู่ด้านนอก นางเกรงว่าตนคงหัวเราะออกมาแล้วจริงๆนางจึงเก็บคัมภีร์ลงอย่างแนบเนียน ก่อนเริ่มเดินดูเคล็ดวิชาอื่นต่อน่าเสียดาย…แม้เคล็ดวิชาในชั้นนี้จะล้วนเป็นสมบัติสะเทือนโลก กระนั้นไม่มีวิชา
อวิ๋นหลิ่วมองเงาร่างของหลี่หลิงเฟิ่งที่ค่อยๆ ก้าวลึกเข้าไปในหอคัมภีร์ชั้นสูงสุด แววตาพลันซับซ้อนขึ้นหลายส่วนประตูหินโบราณปิดลง เสียงครืนต่ำหนักดังสะท้อนภายในตำหนัก ตัดขาดกลิ่นอายภายนอกโดยสมบูรณ์ภายในศาลาจึงเหลือเพียงอาจารย์และศิษย์สองคน สายลมยามราตรีพัดผ่านม่านโปร่ง เปลวตะเกียงส่ายไหว เงาของคนทั้งสองทอดยาวอยู่บนพื้นหินสีขาวผ่านไปพักใหญ่ อวิ๋นหลิ่วจึงเม้มริมฝีปาก ก่อนเอ่ยเสียงเบา“อาจารย์ เหตุใดท่านต้องทำถึงเพียงนี้ด้วย” ถึงขั้นยอมเปิดหอคัมภีร์ชั้นสูงสุดให้อีกฝ่ายปุโรหิตชุดขาวเพียงยิ้มบาง ดวงตาอ่อนโยนดังสายน้ำ ทว่าเบื้องลึกกลับซ่อนความอิดโรยที่ปกปิดไม่มิด“ศิษย์เอ๋ย ตำหนักธิดาสวรรค์ในวันนี้ ไม่เหมือนวันวานแล้ว” น้ำเสียงของเขาแผ่วเบา คล้ายลอยมากับสายลม“เหล่าอาวุโสพวกนั้น ในหัวมีเพียงผลประโยชน์กับการช่วงชิงอำนาจ พวกเขาลืมเจตนารมณ์ดั้งเดิมของตำหนักไปหมดสิ้น”อวิ๋นหลิ่วเงียบลง รู้ดีว่าอาจารย์ไม่ได้กล่าวเกินจริงหลายปีมานี้ ภายนอกตำหนักดูสงบเยือกเย็นดุจแดนเซียน ทว่ากระแสน้
“ในยุคนั้น สำนักไร้ขอบยังคงเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งแห่งแดนไร้ขอบ”ปุโรหิตชุดขาวเอ่ยเนิบช้า น้ำเสียงเรียบเฉย หากกลับให้ความรู้สึกราวแบกกาลเวลาหลายพันปีเอาไว้เบื้องหลัง“เจ้าสำนักในเวลานั้นมีนามว่า เฮ่อจื่อชิว”เพียงชื่อเดียวหลุดออกมา หลี่หลิงเฟิ่งก็ชะงักชื่อนี้ นางเคยได้ยินมาก่อนครั้งก่อนเผชิญหน้ากับกลุ่มมือสังหาร คนพวกนั้นเคยเอ่ยถึงบุคคลผู้นี้ด้วยสีหน้าเกรงกลัวปนคลุ้มคลั่ง ตอนนั้นนางไม่รู้จัก ดูไปแล้วสงสัยมีส่วนคล้ายบิดาไม่ทางใดก็ทางหนึ่งกระทั่งวันนี้ ปุโรหิตทอดสายตามองออกไปไกล ราวกับมองผ่านม่านหมอกแห่งกาลเวลาอันเลือนราง“เฮ่อจื่อชิวคือผู้แข็งแกร่งที่สุดแห่งยุค และก็เป็นสหายร่วมตายของข้า”ภายในศาลาเงียบลงโดยไม่รู้ตัว อวิ๋นหลิ่วก็ไม่กล้าเอ่ยแทรกแม้แต่คำเดียว“ห้าพันปีก่อน เขตจิตลวงเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ มีบางสิ่งตื่นขึ้นจากส่วนลึก มันมิใช่มารทั่วไป หากแต่เป็นสิ่งโสมมจากนอกฟ้าดิน”ทันทีที่คำว่า “นอกฟ้าดิน” หลุดออกมา บรรยากาศทั้งห้องพลัน
ทั้งคู่นั่งวิหคหงส์เพลิงบินกลับหอสิบทิศ บรรยากาศหวานชื่น ส่วนหลี่หลิงเฟิ่งกลอกตาในใจ หมอนี่พอเนื้อเข้าปากแล้วไม่ยอมคายเลยนะโม่จื่อหลิงก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง“ออกจากเมืองหลักเถอะ”หลี่หลิงเฟิ่งเลิกคิ้ว “รีบขนาดนั้น?”“อืม” เขาพยักหน้า “ข้าถอนกำลังหลักของหอสิบทิศออกไปเกือบหมดแล้ว ธุระทางนี้เสร็จสิ้นแล้วเช่นกัน”หลี่หลิงเฟิ่งได้ยินแล้วก็เข้าใจ ดูเหมือนแม้แต่โม่จื่อหลิงเอง ก็ไม่คิดอยู่ท่ามกลางกระแสน้ำวนครั้งนี้ต่อ โม่จื่อหลิงมองนาง กล่าวด้วยรอยยิ้ม“เทพเซียนทะเลาะกัน ปุถุชนอย่างพวกเราควรหนีให้ไกลที่สุด”หลี่หลิงเฟิ่งหัวเราะออกมาในทันที หากคำพูดนี้ออกจากปากคนอื่น นางคงเชื่ออยู่บ้างแต่พอออกจากปากคนผู้นี้ ไม่ว่าอย่างไรนางก็รู้สึกว่า “ปุถุชน” ที่เขาพูดถึง ค่อนข้างไม่มีความจริงใจเท่าใดนัก โม่จื่อหลิงเห็นนางหัวเราะ มุมปากก็ยกขึ้นจางๆ เช่นกันจากนั้นจึงกล่าวต่อ“นางมารน้อย ฟ้ากำลังจะเปลี่ยนแล้ว พวกเรากลับบ้านกันสักระยะดีไหม”
คราวนี้หลี่หลิงเฟิ่งไม่ยอมปล่อยสองแม่ลูกตระกูลถังอีก ต่อให้ไร้หลักฐานเชิงจะเปิดโปงพวกนาง ส่วนต่อสู้ซึ่งหน้าหรือ ล้วนไม่ใช่ทางเลือกของคนฉลาด นางเลือกยืมดาบฆ่าคนแจ้งเรื่องราวแก่คนตระกูลเป่ยแต่ไหนแต่ไรหลี่หลิงเฟิ่งก็เป็นผู้มีพระคุณของพวกเขา ประมุขตระกูลเป่ยย่อมไม่ปฏิเสธ จริงเท็จอย่างไรไม่สำคัญ“แม่นา
“ชาระดับนี้ ท่านได้ประสบวาสนามาจากที่ใดกันแน่รึ” คำถามนี้มิใช่การซักไซ้เพื่อจับผิด ทว่าคือความอัศจรรย์ใจที่เปี่ยมล้นจากก้นบึ้งของหัวใจหลี่หลิงเฟิ่งวางถ้วยชาลงอย่างแผ่วเบา กิริยาเรียบง่ายทว่าแฝงด้วยความสูงส่ง “ข้าเพียงพบวาสนาเล็กน้อยระหว่างอยู่ในเขตจิตลวง บั
หลี่หลิงเฟิ่งวาดแผนที่ จนกระทั่งร่างชายผอมเดินโซเซออกจากห้องเวรด้วยกลิ่นเหล้าติดตัว หลี่หลิงเฟิ่งย่อกายต่ำ ติดตามชายผอมไป ทิศทางของเขาไม่ใช่ที่พัก ชายผอมเดินลึกเข้าไปในค่าย ทางเดินที่ควรเป็นเขตร้างยามกลับสว่างจ้าจากแสงไฟ เมื่อเดินผ่านอาคารสามหลัง ทั่วบริเวณเริ่มไร้เสียงผู้คน มี
อสูรฝูงแรกถูกกำจัดในไม่ช้า เหลือเพียงลมหอบสะท้านของคนทั้งสองคณะ แต่แรงสั่นของพื้นยังดำเนินต่อ แถมหนักกว่าเดิมหลายเท่า ชัดเจนเหลือเกินว่าอีกฝูงกำลังพุ่งทะลุเข้ามาเป็นคลื่นที่สองใครบางคนกลืนน้ำลาย แล้วเอ่ยเสียงสั่น“มาอีกฝูงรึ”หลี่หลิงเฟิ่งหลุบตาลง เกร












reviews