Mag-log inขณะที่ เทพธิดาเม่งเซี๊ยะลอยสูงขึ้นสว่างไสวเหนือบ่อศักดิ์สิทธิ์ และ ยังเล่าเรื่องราวต่างๆ อยู่นั้น
ภายในบ่อก็เกิดประกายพวยพุ่งสีแดงออกจากปากบ่อ พร้อมกับอีกร่างที่ลอยตัวขึ้น นั่นคือยักษ์ถูหลัน!
ใบหน้าคือมังกรและมีเขาโค้งงอนงามยาวเป็นวงจากด้านหน้าม้วนไปด้านหลังและยาวออกด้านข้าง กายหยาบสีแดง ในมือถือกู่เจิง ลักษณะคล้ายแพะทะเล
“เอ๊ะ! หรือว่า ตัวตนที่แท้จริงของเจ้า ยักษ์ถูหลันคือ เทพจักรราศีแห่งฟ้าตะวันออก เทพแพะทะเล” เฟยฟากล่าว
“ใช่ ข้าคือถูหลัน อดีตเทพผู้ครองจักรราศีแห่งฟ้าตะวันออก กลุ่มจักราแพะทะเล ส่วน เม่งเซี๊ยะคือเทพผู้ครองจักรราศีแห่งฟ้าทางตะวันตกกลุ่มจักราหญิงพรหมจรรย์ เราทั้งสองจะโคจรมาบรรจบกันปีละครั้งและนั่นก็เป็นจุดกำเนิดความรักของเราสองคน”
แต่ทางองค์จักพรรดิ และ องค์จักรพรรดินี รู้ข่าวเลยสั่งให้แยกกันเด็ดขาด แต่พวกเราสองคนไม่ยอม เลยโดนเนรเทศให้มาอยู่ในดินแดนขาวดำแห่งนี้ ภพฝันแห่งความเงียบงัน ภพที่ไม่มีตัวตนของดวงจิตที่ชัดเจน เป็นเพียงภพชั่วคราวของการผ่านของวิญญาณ ร่างที่พวกเจ้าเห็นนั้นคือ ยังมีดวงจิต แต่ดวงจิตล่องลอยในภพฝันนามธรรม”
“ข้ามีเรื่องอยากถามท่านทั้งสอง ทำไม พวกท่านสองคน คนหนึ่งถึงหันหลังคุย! อีกคนปิดตาไม่ลืมตา!” เจ้าวั่งซูเอ่ยถามด้วยความสงสัย
ดวงตาคู่งามของเม่งเซี๊ยะมีน้ำเอ่อล้นออกมาจากตา แม้ว่าตาคู่งามยังไม่ลืม แต่ก็ยังดูสวยงามดั่งรูปปั้น “มันคือหนึ่งในโทษทัณฑ์ที่พวกข้าได้รับ ข้าไม่อาจมองเห็นคนที่ข้ารัก คนที่ข้ารักไม่อาจหันมองมาทางข้าได้ เราสองคนจะได้อยู่ด้วยกันแต่จะไม่มีวันเห็นกันตลอดกาล และเราสองคนต้องอยู่กับพันธะนี้ไปชั่วกับป์ชั่วกัลป์” เม่งเซี๊ยะเล่าพร้อมหยดน้ำหยดเผาะจากดวงตางาม
“ทำไมกัน แค่มีความรัก เหตุใดจึงต้องตัดสินโทษอะไรมากขนาดนั้น ข้าหามองเห็นว่ามันเป็นความผิดไม่ ความรักคือสิ่งที่ดี ควรเป็นสิ่งเราจะต้องได้รับการเฉลิมฉลองมากกว่า” เจ้าวั่งซู่กอดอกพูดใส่อารมณ์ด้วยความโมโห และ เห็นใจชะตาอันอาภัพของถูหลันและเม่งเซี๊ยะ
“แต่สิ่งที่พวกท่านทำก็ไม่ถูก พวกท่านมีจุดประสงค์อะไรถึงกักขังจิตวิญาณ และ กายหยาบของพวกเค้าเหล่านี้ไว้ ถึงแม้ว่าท่านจะบอกว่าเป็นพวกเค้าเองที่ยอมจำนนต่อความต้องการการตัวเอง และ ติดอยู่ในฝัน แต่ข้าได้ยิน พิณและกู่เจิงอาวุธประจำกายพวกท่านล้วนแต่ทำหน้าที่เป็นกุญแจที่ชักจูงนำทางเข้าออกให้แก่ดวงจิต” ฮวาเฟยฟากล่าว
“ท่านคงไม่ทราบ! องค์ชายมังกร” ยักษ์ถูหลันดูพูดหัวเสีย เปลวเพลิงสีแดงสว่างโพลงขึ้นหุ้มร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า “ภพสวรรค์เนรเทศพวกเรา และกักพลังจักราวิญญาณของเราสองคนไว้แปดส่วน เหลือเพียงสองส่วนสำหรับใช้อาวุธเทพ แต่พลังชีวิตแทบไม่มี ภพสววรค์ตั้งใจให้พวกเราหมดหนทางและดูดกลืนไอวิญญาณจากอีกฝ่ายจนสลายไป” ถูหลันพูดพร้อมกำกู่เจิงแน่น ในตาโกรธแค้น
“ใช่! ดังนั้นพวกเราสองคนจำเป็นต้องดูดไอวิญญาณจากพวกที่หลงเข้ามานี่เพื่อประคองตัว พวกข้าไม่ได้ทำลายกายหยาบ หรือ แม้แต่วิญญาณพวกเค้า ในภพฝันรูปธรรมรักษากายหยาบ ในภพฝันนามธรรมรักษาดวงจิต” เม่งเซี๊ยะอธิบาย
ฮวาเฟยฟากับเจ้าวั่งซูมองหน้ากัน และ หยุดนิ่งฟังต่อ
“แล้วอย่างท่านนี้หล่ะข้ารู้จัก เทพโจววังซือ (เทพแห่งปัญญา) ท่านไม่มีความจำเป็นต้องลบลี้จากสถานะบนสวรรค์ที่เป็นอยู่มันน่าจะเป็นที่สุขสบายมีแต่คนกราบไหว้นับถือ” ฮวาเฟยฟาเอ่ยถาม
“ฮ่าๆๆๆๆ ท่านคิดอย่างนั้นหรอองค์ชายมังกร ที่ว่าบนสวรรค์เป็นที่ที่ดี เจ้าคงลืมไปละว่าพวกข้าสองคนก็คือ หนึ่งในคนที่เคยอยู่ภพสวรรค์มาก่อน และมันไม่ใช่ภพที่สวยสดงดงามขนาดนั้น!
“ท่านดูนั่น เทพลีกวางเซียน (เทพเจ้าแห่งโชคชะตา) ต้องเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตสิ่งมีชีวิตทุกภพ ท่านเห็นทั้งความทุกข์และความสุขแต่ไม่สามารถเลือกชีวิตที่สุขให้แก่ทุกชีวิตได้ บางชีวิตต้องโดนตัดสินให้ผิดหวังชั่วนิรันดร์ก็ต้องทำเพราะหน้าที่ เลยหลบหนีมาทิ้งทุกอย่างเข้าสู่ความฝันนามธรรมที่สามารถเลือกได้ดั่งใจ!”
“และทางนั้น เทพซางสี่เซียน (เทพเจ้าแห่งธัญพืช) ต้องจัดการสร้างไอชีวิตให้แก่เหล่าธัญพืชให้คืนชีวิตเพื่อชีวิตในทุกภพจะสามารถขับเคลื่อน แต่ด้วยความต้องการที่มากเกินจากการกำเนิด ทำให้การผลิตและแจกจ่ายความสมบูรณ์แก่ทุกชีวิตในแต่ละภพติดขัด มีเหล่าดวงจิตตายและดับสูญมากมายเพราะขาดไอแห่งธัญพืชในการเข้าชุบเลี้ยง ภาระที่ยิ่งใหญ่และทำให้ดวงจิตสูญสลายมากมาย ท่านก็รับไมได้และพยายามหนีเรื่องราวทั้งหมดและปวารณาตนเข้าสู่โลกแห่งฝันนามธรรมตลอดกาล” ถูหลันเล่ายาว
“พวกท่านมาสิ ข้าจะพาไปในความฝันของท่านโจววังซือ” เสียงบรรเลงพิณเริ่มถูกบรรเลง ครานี้เจ้าวั่งซูและฮวาเฟยฟา หาได้ตั้งจิตขัดขวางไม่ แต่รอเคลิ้มปล่อยตัวปล่อยใจไปกับทำนองนำพาวิญญาณนั้น
บรรยากาศรอบด้านเปลี่ยนจากภายในถ้ำเป็นภาพสีน้ำฉูดฉาดสาดกระจาย และ เรื่องราวเรียงร้อยประติดปะต่อนำร่างของคนทั้งสี่เข้าไปยืนในเหตุการณ์ที่ร้อยเรียงเสร็จ รอบๆ บริเวณเปลี่ยนเป็นทุ่งดอกไม้ ใบหญ้า สิงสาราสัตว์ บรรยากาศคือฤดูร้อนอันอบอุ่น
“นั่น ท่านโจวซือ ที่นั่งบนโต๊ะนั่น” ฮวาเฟยฟาชี้เอ่ย
“เค้ากำลังทำอะไร” เจ้าวั่งซูเอ่ยถามชะเง้อมอง
“ต้นไม้ และ สัตว์เหล่านี้ถูกปัญญาของท่านโจวซือระบายขึ้นมาทั้งหมด ทุกวันท่านจะออกมาทำการเพาะปลูกด้วยมือ ทำคลอด ให้อาหาร และขยันสร้างธรรมชาติทุ่งหญ้านี้ให้ขยายออกไป และ จะนั่งจิบชา ขับกลอน หลงใหลอยู่ในธรรมชาติเหล่านี้ เสมือนว่าได้ใช้ปัญญาของตนในการสร้างบางสิ่งที่มีคุณค่าที่แท้จริงให้กับภพฝันนามธรรมแห่งนี้ นั่นคือความสุขสงบที่แท้จริง” เม่งเซี๊ยะเล่า
“อย่างนี้นี่เอง ภพฝันแห่งความเงียบ ก็เหมาะดังชื่อ “ภพแห่งขาวดำหาทราบคำตอบที่แน่ชัดไม่” ภพรูปธรรมคือดำ และนามธรรมคือขาว ตั้งทั้งขาวและดำก็ล้วนเป็นสถานที่ปลอดภัยและหลีกลี้หนีจากความทุกข์ทั้งปวงให้กับทุกดวงจิตจากทุกภพ ภาระของพวกท่านช่างน่าเลื่อมใส” เจ้าวั่งซูกล่าว
“แล้วทำไมพวกท่านถึงตั้งใจย้ายภพฝันแห่งความเงียบงันไปทุกที่ ทั้งๆ ที่ท่านก็รู้ว่าภพฝันทำหน้าที่ดึงดูดและหว่านจับเสหมือนเป็นใยแมงมุมรอให้ดวงวิญญาณเข้าไปติด และยิ่งภพมนุษย์ที่ดวงจิตอ่อนแรงไร้พลังจักราต้านทานต่อความต้องการ” ฮวาเฟยฟาเอ่ยถาม
“กายและจิตของเราสองคนในฐานะเจ้าภพ ที่ผูกไว้กับหน้าที่และพันธสัญญาในการปลอบประโลมดวงจิตก่อนส่งต่อสู่การเวียนว่าย ได้สร้าง และ หลอมรวม ภพฝันแห่งความเงียบงันขึ้นมา การย้ายที่ของภพนั้นหาได้เกิดจากความตั้งใจ แต่หากเป็นการย้ายตามกระแสจิตที่เรียกร้องอย่างรุนแรง นั่นหมายถึงภพเลือกดวงจิต เมื่อดวงจิตจากภพใดส่งกระแสมาถึงภพฝันแห่งความเงียบงันและพวกข้าเจ้าภพ และ ตัวภพ ก็จะปรากฎขึ้นที่นั่น และ อีกอย่างคือจิตคะนึง,คำนึงหาแห่งเรา” เม่งเซี๊ยะสะอึก ใบหน้างาม ตากวางหลับน้ำตารื้น
“หลี่เลี่ยงเฟิ่ง ลูกชายคนเดียวของพวกเรา กำเนิดอยู่ในภพภูมินี้” ถูหลันกล่าวหน้าเศร้า
“ฮ!ะ หรือท่านหมายถึง หลี่เลี่ยงเฟิง ปรมาจารย์กระจกความฝัน แห่งสำนักเก้าจักยุตกรา” เจ้าวั่งซูเอ่ยตกใจ
“ใช่ เลี่ยงเฟิ่ง คือบุตรชายที่เราแอบส่งลงบนภพมนุษย์ก่อนจะถูกโทษทัณฑ์สวรรค์ ภพต้นกำเนิดเค้าคือ ภพสวรรค์และภพฝันแห่งความเงียบงัน ดวงจิตพวกเราเฝ้าคะนึงหาถึงลูกชายที่พลัดพรากที่มาอยู่ที่นี่ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมส่วนใหญ่เราถึงอยู่ที่นี่ เผื่อวันหนึ่งลูกชายเราจะเดินผ่านมา” ถูหลันเอ่ย
“แล้วทำไมท่านไม่ไปพบเค้าหรือเรียกเค้ามา” เจ้าวั่งซูเอ่ยถาม
“เลี่ยงเฟิ่งไม่รู้ว่าพวกเราคือพ่อแม่ เรากลัวว่าถ้ามีคนรู้เค้าจะตกอยู่ในอันตราย แต่ปกติพวกเรา ก็เข้าฝันเค้าสร้างโลกอุปโลกน์ว่าเราเป็นพ่อเป็นแม่แต่ไมได้ใช้ร่างจริงในฝันคือร่างจำแลง เค้าคงได้รับรู้แค่ความรู้สึกว่าเค้ามีพ่อแม่ที่รักเค้า ไม่ได้ทอดทิ้งเค้า และรับรู้ว่าเค้าเกิดมาจากความรักที่แท้จริง” เม่งเซี๊ยะกล่าวน้ำตานอง
“ข้าเคยรู้มาว่า จริงๆ แล้วกระจกความฝันนั้นนอกจากสร้างภาพจำลองภพฝัน และ สอนวิชาสร้างภาพฝันเพื่อล่อลวงศัตรูแล้ว จริงๆ มันยังสามารถเชื่อมกับภพฝันได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะว่าชิ้นส่วนที่เอามาสร้างกระจกแต่ละภพเพื่อเป็นแบบเรียนฝึกตนในการระวังภัย และ เรียนรู้สภาพแวดล้อม รวมถึงสภาพความเป็นอยู่ของดวงจิตในแต่ละภพนั้นจำเป็นต้องจำลองมาจากสถานที่จริง และ ทางเดียวคือ ต้องมีการขอชิ้นส่วนสำคัญของแต่ละภพนั้นๆ มาประกอบขึ้น พร้อม “บทสวดจิงไถ่พันธ์ผูกนิรันดร์ ” เพื่อประกอบร่างกระจกเงาที่สามารถสะท้อนและเปิดเผยความเป็นจริงทุกสิ่งของภพนั้นๆ ได้ และ ที่สำคัญคือการเชื่อมกับภพนั้นเสมือนเป็นประตูเข้าออกในกรณีเร่งด่วน และเป็นหน้าที่ของเหล่าปรมาจารย์รุ่นสู่รุ่นที่เป็นผู้ดูแลการเชื่อมโยงและรักษาความลับนั้นไว้กับตัว รวมถึงการถ่ายทอดให้ผู้สืบทอดรุ่นต่อไป เพราะถ้าในกรณีจำเป็นต้องเปิด ก็ จำเป็นต้องมีเคียวสู่ภพของสกุลเจ้าตั้งรับเพื่อปิด ไม่งั้นประตูภพที่ไม่ได้ถูกปิดก็เหมือนหลุมดำที่สร้างความผันผวนในการมีอยู่ของทุกภพและจะเกิดปัญหาใหญ่หลวงแน่นอน” ฮวาเฟยฟาเล่า
“แต่ว่าพวกท่านก็สามารถพบกันได้แม้ไม่ต้องเชื่อมและเปิดประตูภพ เพราะกระจกสามารถเดินผ่านทะลุเข้าและออกได้อิสระ แค่เราบอกท่านเลี่ยงเฟิ่ง ให้เปลี่ยนแบบจำลองภพฝันแห่งความเงียบงันให้เป็นภพฝันแห่งความเงียบงันที่แท้จริง แค่นี้เค้าก็สามารถข้ามผ่านกระจกเข้าไปหาพวกท่านได้โดยที่ไม่ต้องเปิดดประตูภพใดๆ ทั้งนั้น จริงไม๊!? เห็นไม๊ข้าไม่ได้มีดีแค่หน้าตา ฮ่าๆๆ” เจ้าวั่งซูเอ่ยหัวเราะดังลั่น ฮวาเฟยฟาเหลือบมองยิ้มอ่อนโยนส่ายหน้า
“จริงหรอ! มันสามารถทำแบบนั้นได้จริงหรอ” เม่งเซี๊ยะเอ่ยถามซ้ำ ไม่แน่ใจ
“ใช่ เพียงแต่พวกท่านต้องแสดงตัวให้เค้ารับรู้ก่อน ว่าพวกท่านคือพ่อแม่ และ ดูว่าท่านเลี่ยงเฟิงจะว่ายังไง ส่วนเรื่องการใช้ภพฝันจริงเข้าแทนที่ภาพมายาภพฝันที่สร้างขึ้นไม่ใช่ปัญหา มันยังสามารถ เรียนสอน และ ได้เรียนจากภพฝันที่แท้จริงหาใช่เรียนจากแค่ภาพมายา และ ท่านพ่อแม่ลูกก็จะได้อยู่ร่วมกันไปตลอด ข้าว่ามันช่างวิเศษ ไม่มีเรื่องใดน่ายินดีเท่านี้” เจ้าวั่งซูเอ่ยพร้อมดีดนิ้วสาแก่ใจ
ฮวาเฟยฟาเสริมว่า “ส่วนเรื่องการย้ายภพ เพื่อรับดวงวิญญาณที่มีวาสนาและพันธะเข้าสู่ภพฝัน พวกท่านก็ยังสามารถทำได้ปกติ เพราะในระหว่างที่ภพฝันแห่งความเงียบงันย้ายออก ภาพมายาก็ย้ายเข้าสลับไปมา ทุกสิ่งดูลงตัวและไม่ผิดกฎเกณฑร์ใดๆ ทั้งสิ้น”
ถูหลันและเม่งเซี๊ยะน้ำตาคลอเข่าทรุดลง คำนับ เจ้าวั่งซูและฮวาเฟยฟา “บุญคุณครั้งนี้พวกข้าไม่รู้จะตอบแทนพวกท่านยังไง”
“ช้าก่อนท่านทั้งสอง พวกเราไม่ได้ทำอะไรมากแค่ชี้ทาง และพวกท่านก็ทำหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่มาตลอด ท่านทั้งสองไม่สมควรมีชะตาที่น่าเศร้าใจเช่นนี้ นับเป็นวาสนาที่พวกเราได้พบ ข้าทั้งสองคนดีใจที่ได้มีส่วนช่วยชี้ทางสว่างในเรื่องนี้” เจ้าวั่งซูเอ่ย
เจ้าวั่งซูและฮวาเฟยฟาเดินเข้ากอปรแขนถูหลันและเม่เซี๊ยะที่คุกเข่าลงคำนับต่อหน้าขึ้นอย่างอ่อนโยน
“พวกข้าสองคนขออภัยที่ล่วงเกินท่านสองคนก่อนหน้านี้” เม่งเซี๊ยะและถูหลันกล่าวพร้อมโค้งคำนับ เจ้าวั่งซูและฮวาเฟยฟารับการคารวะอีกรอบ
“เอาหล่ะ พวกข้าจะกลับไปที่สำนักเพื่อไปแจ้งให้ท่านเลี่ยงเฟิงทราบและพาเค้ามาที่นี่” เจ้าวั่งซูกล่าว
“แต่! แต่! พวกข้า” ถูหลันเอ่ยลังเล
“พวกท่านอย่าได้กังวลไป ข้าว่าเค้าต้องดีใจยิ่งนักที่รู้ว่าพวกท่านยังมีชีวิตอยู่ และ คอยเฝ้าดู อยู่เป็นเพื่อนกับเค้ามาตลอดทั้งชีวิต พวกท่านไม่ได้ทอดทิ้งเค้า แต่พวกท่ารักเค้าทุกขณะจิต” ฮวาเฟยฟาเสริม
“ขอบคุณองค์ชาย พวกข้าจะรอข่าวดีจากพวกท่านอยู่ตรงนี้” กล่าวเสร็จ ถูหลันก็บรรเลงกู่เจิงบังคับจิตเรียกให้ประติมากรรมบนฝาผนังเหล่านั้นขยับและคลายตัวขึ้นด้านบนขยายทางที่เข้ามาให้กว้าง ถูหลันหยิบทรายขนแกะทองคำร่ายมนตร์ และ โปรยไปแหวกทางเหล่าจิตภูติฟื้นคืนสติรวมตัวระยิบระยับเปล่งแสงนำทาง ฮวาเฟยฟาและเจ้าวั่งซูให้กลับออกเส้นทางเดิมที่เดินเข้ามา
เจ้าวั่งซูและฮวาเฟยฟาเหาะตามแสงจิตภูติมาจนถึงปากทางเข้า และ หันมาพยักหน้าลากลุ่มจิตภูติ ก่อนที่เหล่ากิ่งไม้ใบหญ้าเถาวัลย์จะปิดปากถ้ำลง เหลือเพียงความมืดมิดและวังเวงในป่า เจ้าวั่งซูและและเฟยฟาเหาะต่อด้วยความเร็วทะลุออกจากป่ามาสู่หลังสำนัก และมุ่งตรงสู่เรือนที่พักหลี่เหลี่ยงเฟิ่ง
“ก็อกๆๆ!”
“ผู้ใดหน่ะ มายามค่ำคืน” หลี่เหลี่ยงเฟิ่งเอ่ยถามผู้มาเยือนยามวิกาล
“ข้าฮวาเฟยฟา เจ้าวั่งซู ขออภัยที่มารบกวนยามวิกาล อยากจะรบกวนเวลาผู้อาวุโสเพื่อแจ้งเรื่องสำคัญ” เจ้าวั่งซูเอ่ย
ประตูบานใหญ่ผลักออก เปิดให้เห็นด้านในบ้านพักของหลี่เหลี่ยงเฟิง รอบๆ บรรยากาสเต็มไปด้วยไอหมอกและฟองสบู่ เหล่าจิตภูติเหมือนที่เราพบในถ้ำนั่นเต็มไปหมด ด้านบนเพดานเปิดโล่งเป็นรูปม่านเมฆ และ สีรุ้งเปล่งประกายระยิบระยับ ที่นี่คือสถานที่ในฝันที่แท้จริง
เจ้าวั่งซูและฮวาเฟยฟามองบริเวณรอบไม่วางตา ชิงหลงที่ขดตัวเล็กเกาะบนบ่าฮวาเฟยฟาทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า หลิ่งกวางกระโจนออกจากแขนเสื้อวั่งซูวิ่งเข้าหายไปในม่านหมอก พร้อมกับการปรากฏกายขึ้นของหลี่เหลี่ยงเฟิง ขี่ปุยเมฆพร้อมเหล่าจิตภูติเกาะอยู่ตามตัวและบ่า ใบหน้าคมมีดเมตตาเปล่งสว่างลอยมาหยุดตรงหน้า เค้ายังดูไม่แก่เลยกลับดูหนุ่มมากเหมือนรุ่นราวคราวเดียวกัน
“ท่านฮวาเฟยฟา บุตรชายแห่งมังกรที่ยิ่งใหญ่ และท่านเจ้าผู้เลื่องชื่อ ฮ่าๆๆๆ! ข้ารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้พบพวกท่าน” หลี่เหลี่ยงเฟิงเอ่ยพร้อมหัวเราะร่าเสียงดัง
“เจ้าวั่งซูรู้สึกทะแม่งๆ กับคำทักทาย ทำไมคนหนึ่งดูตำแหน่งยิ่งใหญ่พร้อมคำสรรเสริญ ส่วนตำแหน่งข้ามาพร้อมกับเสียงหัวเราะนำมาเลย เห้อ! เป็นอย่างนี้อยู่ร่ำไปสิหน่า” เจ้าวั่งซูคิดในใจ
ฮวาเฟยฟาหันมอง อมยิ้มแบบรู้ทัน
“แล้วปกติการแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นมือปราบมารที่หุบเขาจินลู่ซี นี่มันมีการแข่งอะไรบ้าง” เจ้าวั่งซูเอ่ยถาม ขณะ ที่ปากก็กัดไก่คำโต และซดน้ำซุบไม่ขาด“การที่จะได้เป็นมือปราบมารต้องผ่านด่านทดสอบทั้งเก้ากระจก โดยปกติแล้ว จะมีแค่ปรมาจารย์กระจกนั้นๆ ที่สามารถทะลุผ่านข้าออกกระจกได้ ดังนั้นในการแข่งขัน ผู้เข้าแข่งขันล้วนถูกคัดเลือกว่าแกร่งสุดอันดับหนึ่ง และ สอง เป็นตัวแทนจากแต่ละบ้านทั้งเก้ากระจก ซึ่งในแต่ละปีก็จะมีตัวแทนที่เหมาะสม มีแค่บ้านละคนมากสุดสองคนไม่เกินนี้ ดังนั้นในแต่ละปี จะมีผู้เข้าแข่งขันมากสุดไม่เกิน 18 คนส่วนในวิธีการคือ ปรมาจารย์ท่านนั้นจะใช้มนต์แบ่งจิตเข้าในร่างผู้เข้าแข่งขันเพื่อหลอกกระจกให้ปล่อยกายหยาบของผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดเข้าไปในกระจกนั้นๆ ที่ทุกคนเชื่อว่าเป็นภพเสมือนจริง แต่อย่างที่พวกเรารู้กันมาว่าเบื้องหลังกระจกคือเส้นทางสู่ภพภูมินั้นๆที่แท้จริง เมื่อเข้าไปแล้วผู้เข้าแข่งขันจะเจอศัตรูที่ทางปรมาจารย์เหล่านั้นตระเตรียมไว้ซึ่งเป็นศัตรูจริงๆ จากภพนั้น และทำการสู้รบโดยใช้วิชาและไหวพริบที่ตนฝึกฝนมา ต่อกรกับสิ่งมีชีวิตจากต่างภพ ถ้าคนไหนสามารถ
ทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกัน คุยกัน คนนึงดีดผีผา อีกคนเป่าซวินดำสิบสองซุ่น ทำนองผสมผสานเข้ากัน เคล้าสุรา และอาบโฉลมแสงจันทร์กันทั้งคืน จนพล๊อยหลับหัวชนกัน อยู่ตรงบริเวณชานเรือนริมน้ำก่อนย่ำรุ่งเมื่อแสงอาทิดย์สาดแสงแยงตา เจ้าวั่งซูก็เริ่มรู้สึกตัว เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาสิ่งแรกที่เห็นคือดวงหน้าอันงดงามของฮวาเฟยฟาอยู่ตรงหน้า คนที่อยู่ตรงหน้ากำลังหลับ ผิวละเอียดขาวราวหิมะ พวงแก้มเแดงชมพูระเรื่อ วงตายาวระหงขนตายาวเข้มดำเป็นแพ ช่างงดงามไร้ที่ติราวกับเทพปั้น “แต่ก็เป็นเทพจริงๆ เนอะ” วังซูคิดกับตัวเองข้างในใจ ก่อนจะนอนมองจ้อง ดื่มด่ำ กับสิ่งมีชีวิตที่หลับเหมือนเด็กไร้พิษภัยอยู่ตรงหน้าแบบเคลิบเคลิ้ม และลืมตัวยื่นมือออกไป สัมผัสแก้มฮวาเฟยฟา มือที่ใหญ่นิ้วเรียวสวย สัมผัสใบหน้างดงาม“ข้าขอโทษนะที่ทิ้งให้เจ้าอยู่คนเดียว เจ้าจะรู้สึกเดียวดาย และเป็นทุกข์ขนาดไหนนะ ในยามที่ข้าตายจากไป ข้าหวังว่าจากนี้ไปข้าจะสามารถทำอะไรเพื่อเป็นการชดใช้ให้เจ้าได้บ้าง” เจ้าวั่งซูมองคนที่อยู่ตรงหน้าด้วยความรัก ความรู้สึกผิด และบ่นเปรยออกมา“ก็มากอยู่ ที่ว่าจะชดใช้ ได้
“หลายปีหลังมานี้ ไม่ใช่แค่ที่หมู่บ้านชุนเทียนที่บรรยากาศวิปริตถูกปกคลุมด้วยฤดูใบไม้ร่วง แต่ใบไม้ที่ร่วงหล่นนี้ก็ติดตามตัวข้าไปทุกๆที่ ที่ข้าไป ดอกไม้ที่งดงาม ต้นไม้ที่เขียวชอุ่มกลับร่วงโรยทันตา ยามข้าแวะเวียนผ่าน ปกติฤดูสับเปลี่ยนเป็นเรื่องปกติ แต่ครั้นที่เกิดเหตุระเบิดครั้งนั้น ร่างเจ้าวั่งซูแตกสลาย และใจของข้าก็แตกสลายไปพร้อมกันเจ้าวั่งซูแแท้จริงแล้วเป็นบุตรแห่งปีศาจหมาป่าดำเจ้าแห่งปรภพผู้ควบคุมไฟ ในขณะที่มารดาเค้าคือเทพธิดาแห่งแสงจันทร์จากภพสวรรค ส่วนข้าพระบิดาคือเทพแสงอาทิตย์ และพระมารดาคือเทพธิดามังกร เจ้าวั่งซูเหยียบอยู่สามภพคือปรโลก มนุษย์ และสวรรค์ ในขณะที่ข้า ภพเดรัจฉาน มนุษย์ และสวรรค์ และเราทั้งสองคือผู้ถือครองศาตราที่แกร่ง และสำคัญที่สุดอย่างเคียวสู่ภพ และ ดาบสุสานมังกรดังนั้น แม้การระเบิดที่จัตุรัสเฟิงสุ่ย อาจสร้างรอยแตกร้าวระหว่างภพ และความสูญเสียต่อสรรพชีวิตมากมาย แต่ การแตกสลายของเราสองคน ก็มีส่วนหนักหนาไม่แพ้กันที่ทำให้ธรรมชาติบิดเบี้ยวอย่างชัดเจน สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ คล้ายว่าชะตาของเราสองเหมือนจะถูกผูกไว้กับฤดูใบไม้ร่วง ข้าจำได้ครั้งแรกที่มัน
“นี่ในอดีต กับการแค่เฟยเฟยสูญเสียความเป็นตัวเอง ก็กระทบ และวุ่นวายกันถึงสามภพ นี่องค์ชายแห่งมังกรช่างยิ่งใหญ่จริง แล้วสรุปพ่อแม่เฟยเฟยไปหาความทรงจำที่ไหนกัน” วั่งซูนึกคิดกับตัวเองก่อนที่ความทรงจำจะตัดภาพกลับมา ที่ห้องอาบน้ำบ้านตระกูลเจ้า“เอ๊ะ! นี่ข้ากลับมาปัจจุบันแล้วหรอ” เจ้าวั่งซูพูดกับตัวเองก่อนที่จะเห็นบรรดาบ่าวไพร่สกุลเจ้าเดินนำทาง เทพแห่งแสงอาทิตย์และเทพธิดาสี่เอ๋อเข้ามา “ไม่ใช่นี่คืออดีตแต่เป็นที่บ้านข้า ว่าแต่พวกเค้าเข้ามาทำอะไรในนี้” วั่งซูรีบเดินตามไปดูทั้งสองต่างแยกกัน และยืนจังก้าหน้ารูปปั้นกิเลนไฟ กับ หงส์ฟ้า ที่ยืนคายน้ำอยู่ ทั้งคู่ร่ายมนต์เรียกหาดวงจิตและยิงพลังไปที่รูปปั้น ดวงตาของกิเลนไฟและหงส์ฟ้าเปล่งสว่างฉับพลัน ดวงจิตกิเลน และ หงส์ ลอยขึ้นออกจากร่างบิน และ กระโดดเข้าหาซบคลอเคลียกัน“ฮะ! นั่น! ที่นั่งอยู่บนหลังหงส์คือเฟยเฟย ส่วนบนหลังกิเลน คุ้นคุ้น นั่นมันข้าหนิ! เอ๊ะ! ไม่ใช่หรือว่าจะเป็น ท่านปู่ทวดเจ้าวั่งซู ข้ากับท่านปู่ทวดหน้าตา น้ำเสียง แล
ทุกคนชลมุนวุ่นวายวิ่งกันไปมาทะลุผ่านตัวเจ้าวั่งซูไป องค์จักรพรรดิและองค์จักรพรรดินีแห่งสวรรค์ เรียกประชุมรวม เหล่าทวยเทพเทวดา และบรรดาเซียนเพื่อแก้วิกฤตที่เกิดขึ้น เรื่องราวความวิปริตของธรรมชาติไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่ภพภูมิมนุษย์ แต่เป็นอีกสองภพต้นกำเนิดขององค์ชายและเผ่าพันธุ์มังกร ภพสวรรค์ และ ภพเดรัจฉาน ทั้งสองภพต่างได้รับแรงกระเพื่อมจากการแตกสลายขององค์ชายแห่งมังกรผู้ควบคุมกระแสน้ำทั้งสามภพ เจ้าวั่งซูรีบเดินตามเหล่าทวยเทพเซียนไปที่โถงศักดิ์สิทธิ์ประชุม เหล่าเทพเซียนมากมายเข้าแถวยืนเป็นระเบียบ สักพักองค์จักรพรรดิและองค์จักรพรรดินีแห่งสวรรค์ก็เสด็จออกมา“ตัวจริงก็ยังหนุ่มสาวนะเนี๊ยะ ทำไมพวกเทพเซียนนี่ไม่รู้จักแก่ คงกินท้อพันปีกัน จนต้นนั้นโตออกลูกออกผลไม่ทัน” เจ้าวั่งซูคิด“องค์จักรพรรดิและองค์จักรพรรดินีขอจงทรงพระเจริญหมื่นปีหมื่นๆ ปี” เหล่าทวยเทพเซียนประสานเสียงกล่าวสรรเสริญ“วันนี้ มีผู้ให้เกียรติเข้าร่วมประชุมกับพวกเรา ท่านผู้ปกปักภพเดรัจฉานและผู้นำจิตวิญญาณแห่งเหล่าสรรพสัต
น่าจะเป็นยามดึก ในสวนดอกไม้ภายในบริเวณคฤหาสน์แห่งนี้ เก๋งจีนตรงเรือนริมน้ำตกมีเพียงเสียงน้ำไหล และ แสงจันทร์ส่องสว่างกลางท้องฟ้า นั่น “เฟยเฟย” ทำไมเค้าดูแปลกไป สีเสื้อหม่น ใบหน้าหมองเศร้า เหมือนมีน้ำตาเอ่อตรงดวงตาคู่งาม ในตากลวงว่างเปล่า เหมือนคนใจสลาย ในมือถือสุราดอกมฤตยูดำ (ดอกมฤตยูดำคือดอกไม้ที่ผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่าง ดอกมฤตยูดำที่ปลูกแค่บริเวณคฤหาสน์ตระกูลเจ้า และ พลังจักราของคนสกุลเจ้า) มีต้นกำเนิดและมีที่เดียวคือสกุลเจ้าคนที่คิดค้นคือ เจ้าวั่งซูรุ่นที่1และถูกนำมาหมักเป็นเหล้ารสเริด เมาแต่ไม่หนักหัวและสามารถช่วยสร้างความคิดและจินตนาการของผู้ดื่มให้สมจริง ดื่มเพื่อลืมความทุกข์จากโลกแห่งความเป็นจริงไป่ชิงหลงขดนอนอยู่บนโขดหินหน้าน้ำตก เกล็ดของชิงหลงจากสีขาวสว่างเปลี่ยนเป็นสีหม่นเหมือนขี้เถ้าและนอนหมดแรงอยู่ตรงนั้น “นั่นเจ้าเป็นอะไรเฟยเฟย” เจ้าวั่งซูเดินเข้าไปใกล้เพื่อฟังสิ่งที่ฮวาเฟยฟาพึมพำ “ทำไมท่านถึงทิ้งข้าไป ไหนว่าเราจะอยู่และร่วมกันต่อสู้เคียงข้างกันไปตลอด ทำไมทำไม” และเสียงก็เงียบหายไ



![อุบัติรักฟีโรโมน [Omagaverse]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



