Beranda / วาย / ดั่งเราสองที่พบพานจากวันวารสู่นิจนิรันดร์ <The Amid Autumn> / บทที่7 ยักษ์ถูหลันเทพธิดาเม่งเซี๊ยะ °•.< ดั่งเราสองที่พบพานจากวันวารสู่นิจนิรันดร์ 4 >.•°

Share

บทที่7 ยักษ์ถูหลันเทพธิดาเม่งเซี๊ยะ °•.< ดั่งเราสองที่พบพานจากวันวารสู่นิจนิรันดร์ 4 >.•°

Penulis: LuL LaLiiL
last update Terakhir Diperbarui: 2025-09-13 18:15:40

ขณะที่ เทพธิดาเม่งเซี๊ยะลอยสูงขึ้นสว่างไสวเหนือบ่อศักดิ์สิทธิ์ และ ยังเล่าเรื่องราวต่างๆ อยู่นั้น

ภายในบ่อก็เกิดประกายพวยพุ่งสีแดงออกจากปากบ่อ พร้อมกับอีกร่างที่ลอยตัวขึ้น นั่นคือยักษ์ถูหลัน!

ใบหน้าคือมังกรและมีเขาโค้งงอนงามยาวเป็นวงจากด้านหน้าม้วนไปด้านหลังและยาวออกด้านข้าง กายหยาบสีแดง ในมือถือกู่เจิง ลักษณะคล้ายแพะทะเล

“เอ๊ะ! หรือว่า ตัวตนที่แท้จริงของเจ้า ยักษ์ถูหลันคือ เทพจักรราศีแห่งฟ้าตะวันออก เทพแพะทะเล” เฟยฟากล่าว

“ใช่ ข้าคือถูหลัน อดีตเทพผู้ครองจักรราศีแห่งฟ้าตะวันออก กลุ่มจักราแพะทะเล ส่วน เม่งเซี๊ยะคือเทพผู้ครองจักรราศีแห่งฟ้าทางตะวันตกกลุ่มจักราหญิงพรหมจรรย์ เราทั้งสองจะโคจรมาบรรจบกันปีละครั้งและนั่นก็เป็นจุดกำเนิดความรักของเราสองคน”

แต่ทางองค์จักพรรดิ และ องค์จักรพรรดินี รู้ข่าวเลยสั่งให้แยกกันเด็ดขาด แต่พวกเราสองคนไม่ยอม เลยโดนเนรเทศให้มาอยู่ในดินแดนขาวดำแห่งนี้ ภพฝันแห่งความเงียบงัน ภพที่ไม่มีตัวตนของดวงจิตที่ชัดเจน เป็นเพียงภพชั่วคราวของการผ่านของวิญญาณ ร่างที่พวกเจ้าเห็นนั้นคือ ยังมีดวงจิต แต่ดวงจิตล่องลอยในภพฝันนามธรรม”

“ข้ามีเรื่องอยากถามท่านทั้งสอง ทำไม พวกท่านสองคน คนหนึ่งถึงหันหลังคุย! อีกคนปิดตาไม่ลืมตา!” เจ้าวั่งซูเอ่ยถามด้วยความสงสัย

ดวงตาคู่งามของเม่งเซี๊ยะมีน้ำเอ่อล้นออกมาจากตา แม้ว่าตาคู่งามยังไม่ลืม แต่ก็ยังดูสวยงามดั่งรูปปั้น “มันคือหนึ่งในโทษทัณฑ์ที่พวกข้าได้รับ ข้าไม่อาจมองเห็นคนที่ข้ารัก คนที่ข้ารักไม่อาจหันมองมาทางข้าได้ เราสองคนจะได้อยู่ด้วยกันแต่จะไม่มีวันเห็นกันตลอดกาล และเราสองคนต้องอยู่กับพันธะนี้ไปชั่วกับป์ชั่วกัลป์” เม่งเซี๊ยะเล่าพร้อมหยดน้ำหยดเผาะจากดวงตางาม

“ทำไมกัน แค่มีความรัก เหตุใดจึงต้องตัดสินโทษอะไรมากขนาดนั้น ข้าหามองเห็นว่ามันเป็นความผิดไม่ ความรักคือสิ่งที่ดี ควรเป็นสิ่งเราจะต้องได้รับการเฉลิมฉลองมากกว่า” เจ้าวั่งซู่กอดอกพูดใส่อารมณ์ด้วยความโมโห และ เห็นใจชะตาอันอาภัพของถูหลันและเม่งเซี๊ยะ

“แต่สิ่งที่พวกท่านทำก็ไม่ถูก พวกท่านมีจุดประสงค์อะไรถึงกักขังจิตวิญาณ และ กายหยาบของพวกเค้าเหล่านี้ไว้ ถึงแม้ว่าท่านจะบอกว่าเป็นพวกเค้าเองที่ยอมจำนนต่อความต้องการการตัวเอง และ ติดอยู่ในฝัน แต่ข้าได้ยิน พิณและกู่เจิงอาวุธประจำกายพวกท่านล้วนแต่ทำหน้าที่เป็นกุญแจที่ชักจูงนำทางเข้าออกให้แก่ดวงจิต” ฮวาเฟยฟากล่าว

“ท่านคงไม่ทราบ! องค์ชายมังกร” ยักษ์ถูหลันดูพูดหัวเสีย เปลวเพลิงสีแดงสว่างโพลงขึ้นหุ้มร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า “ภพสวรรค์เนรเทศพวกเรา และกักพลังจักราวิญญาณของเราสองคนไว้แปดส่วน เหลือเพียงสองส่วนสำหรับใช้อาวุธเทพ แต่พลังชีวิตแทบไม่มี ภพสววรค์ตั้งใจให้พวกเราหมดหนทางและดูดกลืนไอวิญญาณจากอีกฝ่ายจนสลายไป” ถูหลันพูดพร้อมกำกู่เจิงแน่น ในตาโกรธแค้น

“ใช่! ดังนั้นพวกเราสองคนจำเป็นต้องดูดไอวิญญาณจากพวกที่หลงเข้ามานี่เพื่อประคองตัว พวกข้าไม่ได้ทำลายกายหยาบ หรือ แม้แต่วิญญาณพวกเค้า ในภพฝันรูปธรรมรักษากายหยาบ ในภพฝันนามธรรมรักษาดวงจิต” เม่งเซี๊ยะอธิบาย

ฮวาเฟยฟากับเจ้าวั่งซูมองหน้ากัน และ หยุดนิ่งฟังต่อ

“แล้วอย่างท่านนี้หล่ะข้ารู้จัก เทพโจววังซือ (เทพแห่งปัญญา) ท่านไม่มีความจำเป็นต้องลบลี้จากสถานะบนสวรรค์ที่เป็นอยู่มันน่าจะเป็นที่สุขสบายมีแต่คนกราบไหว้นับถือ” ฮวาเฟยฟาเอ่ยถาม

“ฮ่าๆๆๆๆ ท่านคิดอย่างนั้นหรอองค์ชายมังกร ที่ว่าบนสวรรค์เป็นที่ที่ดี เจ้าคงลืมไปละว่าพวกข้าสองคนก็คือ หนึ่งในคนที่เคยอยู่ภพสวรรค์มาก่อน และมันไม่ใช่ภพที่สวยสดงดงามขนาดนั้น!

“ท่านดูนั่น เทพลีกวางเซียน (เทพเจ้าแห่งโชคชะตา) ต้องเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตสิ่งมีชีวิตทุกภพ ท่านเห็นทั้งความทุกข์และความสุขแต่ไม่สามารถเลือกชีวิตที่สุขให้แก่ทุกชีวิตได้ บางชีวิตต้องโดนตัดสินให้ผิดหวังชั่วนิรันดร์ก็ต้องทำเพราะหน้าที่ เลยหลบหนีมาทิ้งทุกอย่างเข้าสู่ความฝันนามธรรมที่สามารถเลือกได้ดั่งใจ!”

“และทางนั้น เทพซางสี่เซียน (เทพเจ้าแห่งธัญพืช) ต้องจัดการสร้างไอชีวิตให้แก่เหล่าธัญพืชให้คืนชีวิตเพื่อชีวิตในทุกภพจะสามารถขับเคลื่อน แต่ด้วยความต้องการที่มากเกินจากการกำเนิด ทำให้การผลิตและแจกจ่ายความสมบูรณ์แก่ทุกชีวิตในแต่ละภพติดขัด มีเหล่าดวงจิตตายและดับสูญมากมายเพราะขาดไอแห่งธัญพืชในการเข้าชุบเลี้ยง ภาระที่ยิ่งใหญ่และทำให้ดวงจิตสูญสลายมากมาย ท่านก็รับไมได้และพยายามหนีเรื่องราวทั้งหมดและปวารณาตนเข้าสู่โลกแห่งฝันนามธรรมตลอดกาล” ถูหลันเล่ายาว

“พวกท่านมาสิ ข้าจะพาไปในความฝันของท่านโจววังซือ” เสียงบรรเลงพิณเริ่มถูกบรรเลง ครานี้เจ้าวั่งซูและฮวาเฟยฟา หาได้ตั้งจิตขัดขวางไม่ แต่รอเคลิ้มปล่อยตัวปล่อยใจไปกับทำนองนำพาวิญญาณนั้น

บรรยากาศรอบด้านเปลี่ยนจากภายในถ้ำเป็นภาพสีน้ำฉูดฉาดสาดกระจาย และ เรื่องราวเรียงร้อยประติดปะต่อนำร่างของคนทั้งสี่เข้าไปยืนในเหตุการณ์ที่ร้อยเรียงเสร็จ รอบๆ บริเวณเปลี่ยนเป็นทุ่งดอกไม้ ใบหญ้า สิงสาราสัตว์ บรรยากาศคือฤดูร้อนอันอบอุ่น

“นั่น ท่านโจวซือ ที่นั่งบนโต๊ะนั่น” ฮวาเฟยฟาชี้เอ่ย

“เค้ากำลังทำอะไร” เจ้าวั่งซูเอ่ยถามชะเง้อมอง

“ต้นไม้ และ สัตว์เหล่านี้ถูกปัญญาของท่านโจวซือระบายขึ้นมาทั้งหมด ทุกวันท่านจะออกมาทำการเพาะปลูกด้วยมือ ทำคลอด ให้อาหาร และขยันสร้างธรรมชาติทุ่งหญ้านี้ให้ขยายออกไป และ จะนั่งจิบชา ขับกลอน หลงใหลอยู่ในธรรมชาติเหล่านี้ เสมือนว่าได้ใช้ปัญญาของตนในการสร้างบางสิ่งที่มีคุณค่าที่แท้จริงให้กับภพฝันนามธรรมแห่งนี้ นั่นคือความสุขสงบที่แท้จริง” เม่งเซี๊ยะเล่า

“อย่างนี้นี่เอง ภพฝันแห่งความเงียบ ก็เหมาะดังชื่อ “ภพแห่งขาวดำหาทราบคำตอบที่แน่ชัดไม่” ภพรูปธรรมคือดำ และนามธรรมคือขาว ตั้งทั้งขาวและดำก็ล้วนเป็นสถานที่ปลอดภัยและหลีกลี้หนีจากความทุกข์ทั้งปวงให้กับทุกดวงจิตจากทุกภพ ภาระของพวกท่านช่างน่าเลื่อมใส” เจ้าวั่งซูกล่าว

“แล้วทำไมพวกท่านถึงตั้งใจย้ายภพฝันแห่งความเงียบงันไปทุกที่ ทั้งๆ ที่ท่านก็รู้ว่าภพฝันทำหน้าที่ดึงดูดและหว่านจับเสหมือนเป็นใยแมงมุมรอให้ดวงวิญญาณเข้าไปติด และยิ่งภพมนุษย์ที่ดวงจิตอ่อนแรงไร้พลังจักราต้านทานต่อความต้องการ” ฮวาเฟยฟาเอ่ยถาม

“กายและจิตของเราสองคนในฐานะเจ้าภพ ที่ผูกไว้กับหน้าที่และพันธสัญญาในการปลอบประโลมดวงจิตก่อนส่งต่อสู่การเวียนว่าย ได้สร้าง และ หลอมรวม ภพฝันแห่งความเงียบงันขึ้นมา การย้ายที่ของภพนั้นหาได้เกิดจากความตั้งใจ แต่หากเป็นการย้ายตามกระแสจิตที่เรียกร้องอย่างรุนแรง นั่นหมายถึงภพเลือกดวงจิต เมื่อดวงจิตจากภพใดส่งกระแสมาถึงภพฝันแห่งความเงียบงันและพวกข้าเจ้าภพ และ ตัวภพ ก็จะปรากฎขึ้นที่นั่น และ อีกอย่างคือจิตคะนึง,คำนึงหาแห่งเรา” เม่งเซี๊ยะสะอึก ใบหน้างาม ตากวางหลับน้ำตารื้น

“หลี่เลี่ยงเฟิ่ง ลูกชายคนเดียวของพวกเรา กำเนิดอยู่ในภพภูมินี้” ถูหลันกล่าวหน้าเศร้า

“ฮ!ะ หรือท่านหมายถึง หลี่เลี่ยงเฟิง ปรมาจารย์กระจกความฝัน แห่งสำนักเก้าจักยุตกรา” เจ้าวั่งซูเอ่ยตกใจ

“ใช่ เลี่ยงเฟิ่ง คือบุตรชายที่เราแอบส่งลงบนภพมนุษย์ก่อนจะถูกโทษทัณฑ์สวรรค์ ภพต้นกำเนิดเค้าคือ ภพสวรรค์และภพฝันแห่งความเงียบงัน ดวงจิตพวกเราเฝ้าคะนึงหาถึงลูกชายที่พลัดพรากที่มาอยู่ที่นี่ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมส่วนใหญ่เราถึงอยู่ที่นี่ เผื่อวันหนึ่งลูกชายเราจะเดินผ่านมา” ถูหลันเอ่ย

“แล้วทำไมท่านไม่ไปพบเค้าหรือเรียกเค้ามา” เจ้าวั่งซูเอ่ยถาม

“เลี่ยงเฟิ่งไม่รู้ว่าพวกเราคือพ่อแม่ เรากลัวว่าถ้ามีคนรู้เค้าจะตกอยู่ในอันตราย แต่ปกติพวกเรา ก็เข้าฝันเค้าสร้างโลกอุปโลกน์ว่าเราเป็นพ่อเป็นแม่แต่ไมได้ใช้ร่างจริงในฝันคือร่างจำแลง เค้าคงได้รับรู้แค่ความรู้สึกว่าเค้ามีพ่อแม่ที่รักเค้า ไม่ได้ทอดทิ้งเค้า และรับรู้ว่าเค้าเกิดมาจากความรักที่แท้จริง” เม่งเซี๊ยะกล่าวน้ำตานอง

“ข้าเคยรู้มาว่า จริงๆ แล้วกระจกความฝันนั้นนอกจากสร้างภาพจำลองภพฝัน และ สอนวิชาสร้างภาพฝันเพื่อล่อลวงศัตรูแล้ว จริงๆ มันยังสามารถเชื่อมกับภพฝันได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะว่าชิ้นส่วนที่เอามาสร้างกระจกแต่ละภพเพื่อเป็นแบบเรียนฝึกตนในการระวังภัย และ เรียนรู้สภาพแวดล้อม รวมถึงสภาพความเป็นอยู่ของดวงจิตในแต่ละภพนั้นจำเป็นต้องจำลองมาจากสถานที่จริง และ ทางเดียวคือ ต้องมีการขอชิ้นส่วนสำคัญของแต่ละภพนั้นๆ มาประกอบขึ้น พร้อม “บทสวดจิงไถ่พันธ์ผูกนิรันดร์ ” เพื่อประกอบร่างกระจกเงาที่สามารถสะท้อนและเปิดเผยความเป็นจริงทุกสิ่งของภพนั้นๆ ได้ และ ที่สำคัญคือการเชื่อมกับภพนั้นเสมือนเป็นประตูเข้าออกในกรณีเร่งด่วน และเป็นหน้าที่ของเหล่าปรมาจารย์รุ่นสู่รุ่นที่เป็นผู้ดูแลการเชื่อมโยงและรักษาความลับนั้นไว้กับตัว รวมถึงการถ่ายทอดให้ผู้สืบทอดรุ่นต่อไป เพราะถ้าในกรณีจำเป็นต้องเปิด ก็ จำเป็นต้องมีเคียวสู่ภพของสกุลเจ้าตั้งรับเพื่อปิด ไม่งั้นประตูภพที่ไม่ได้ถูกปิดก็เหมือนหลุมดำที่สร้างความผันผวนในการมีอยู่ของทุกภพและจะเกิดปัญหาใหญ่หลวงแน่นอน” ฮวาเฟยฟาเล่า

“แต่ว่าพวกท่านก็สามารถพบกันได้แม้ไม่ต้องเชื่อมและเปิดประตูภพ เพราะกระจกสามารถเดินผ่านทะลุเข้าและออกได้อิสระ แค่เราบอกท่านเลี่ยงเฟิ่ง ให้เปลี่ยนแบบจำลองภพฝันแห่งความเงียบงันให้เป็นภพฝันแห่งความเงียบงันที่แท้จริง แค่นี้เค้าก็สามารถข้ามผ่านกระจกเข้าไปหาพวกท่านได้โดยที่ไม่ต้องเปิดดประตูภพใดๆ ทั้งนั้น จริงไม๊!? เห็นไม๊ข้าไม่ได้มีดีแค่หน้าตา ฮ่าๆๆ” เจ้าวั่งซูเอ่ยหัวเราะดังลั่น ฮวาเฟยฟาเหลือบมองยิ้มอ่อนโยนส่ายหน้า

“จริงหรอ! มันสามารถทำแบบนั้นได้จริงหรอ” เม่งเซี๊ยะเอ่ยถามซ้ำ ไม่แน่ใจ

“ใช่ เพียงแต่พวกท่านต้องแสดงตัวให้เค้ารับรู้ก่อน ว่าพวกท่านคือพ่อแม่ และ ดูว่าท่านเลี่ยงเฟิงจะว่ายังไง ส่วนเรื่องการใช้ภพฝันจริงเข้าแทนที่ภาพมายาภพฝันที่สร้างขึ้นไม่ใช่ปัญหา มันยังสามารถ เรียนสอน และ ได้เรียนจากภพฝันที่แท้จริงหาใช่เรียนจากแค่ภาพมายา และ ท่านพ่อแม่ลูกก็จะได้อยู่ร่วมกันไปตลอด ข้าว่ามันช่างวิเศษ ไม่มีเรื่องใดน่ายินดีเท่านี้” เจ้าวั่งซูเอ่ยพร้อมดีดนิ้วสาแก่ใจ

ฮวาเฟยฟาเสริมว่า “ส่วนเรื่องการย้ายภพ เพื่อรับดวงวิญญาณที่มีวาสนาและพันธะเข้าสู่ภพฝัน พวกท่านก็ยังสามารถทำได้ปกติ เพราะในระหว่างที่ภพฝันแห่งความเงียบงันย้ายออก ภาพมายาก็ย้ายเข้าสลับไปมา ทุกสิ่งดูลงตัวและไม่ผิดกฎเกณฑร์ใดๆ ทั้งสิ้น”

ถูหลันและเม่งเซี๊ยะน้ำตาคลอเข่าทรุดลง คำนับ เจ้าวั่งซูและฮวาเฟยฟา “บุญคุณครั้งนี้พวกข้าไม่รู้จะตอบแทนพวกท่านยังไง”

“ช้าก่อนท่านทั้งสอง พวกเราไม่ได้ทำอะไรมากแค่ชี้ทาง และพวกท่านก็ทำหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่มาตลอด ท่านทั้งสองไม่สมควรมีชะตาที่น่าเศร้าใจเช่นนี้ นับเป็นวาสนาที่พวกเราได้พบ ข้าทั้งสองคนดีใจที่ได้มีส่วนช่วยชี้ทางสว่างในเรื่องนี้” เจ้าวั่งซูเอ่ย

เจ้าวั่งซูและฮวาเฟยฟาเดินเข้ากอปรแขนถูหลันและเม่เซี๊ยะที่คุกเข่าลงคำนับต่อหน้าขึ้นอย่างอ่อนโยน

“พวกข้าสองคนขออภัยที่ล่วงเกินท่านสองคนก่อนหน้านี้” เม่งเซี๊ยะและถูหลันกล่าวพร้อมโค้งคำนับ เจ้าวั่งซูและฮวาเฟยฟารับการคารวะอีกรอบ

“เอาหล่ะ พวกข้าจะกลับไปที่สำนักเพื่อไปแจ้งให้ท่านเลี่ยงเฟิงทราบและพาเค้ามาที่นี่” เจ้าวั่งซูกล่าว

“แต่! แต่! พวกข้า” ถูหลันเอ่ยลังเล

“พวกท่านอย่าได้กังวลไป ข้าว่าเค้าต้องดีใจยิ่งนักที่รู้ว่าพวกท่านยังมีชีวิตอยู่ และ คอยเฝ้าดู อยู่เป็นเพื่อนกับเค้ามาตลอดทั้งชีวิต พวกท่านไม่ได้ทอดทิ้งเค้า แต่พวกท่ารักเค้าทุกขณะจิต” ฮวาเฟยฟาเสริม

“ขอบคุณองค์ชาย พวกข้าจะรอข่าวดีจากพวกท่านอยู่ตรงนี้” กล่าวเสร็จ ถูหลันก็บรรเลงกู่เจิงบังคับจิตเรียกให้ประติมากรรมบนฝาผนังเหล่านั้นขยับและคลายตัวขึ้นด้านบนขยายทางที่เข้ามาให้กว้าง ถูหลันหยิบทรายขนแกะทองคำร่ายมนตร์ และ โปรยไปแหวกทางเหล่าจิตภูติฟื้นคืนสติรวมตัวระยิบระยับเปล่งแสงนำทาง ฮวาเฟยฟาและเจ้าวั่งซูให้กลับออกเส้นทางเดิมที่เดินเข้ามา

เจ้าวั่งซูและฮวาเฟยฟาเหาะตามแสงจิตภูติมาจนถึงปากทางเข้า และ หันมาพยักหน้าลากลุ่มจิตภูติ ก่อนที่เหล่ากิ่งไม้ใบหญ้าเถาวัลย์จะปิดปากถ้ำลง เหลือเพียงความมืดมิดและวังเวงในป่า เจ้าวั่งซูและและเฟยฟาเหาะต่อด้วยความเร็วทะลุออกจากป่ามาสู่หลังสำนัก และมุ่งตรงสู่เรือนที่พักหลี่เหลี่ยงเฟิ่ง

“ก็อกๆๆ!”

“ผู้ใดหน่ะ มายามค่ำคืน” หลี่เหลี่ยงเฟิ่งเอ่ยถามผู้มาเยือนยามวิกาล

“ข้าฮวาเฟยฟา เจ้าวั่งซู ขออภัยที่มารบกวนยามวิกาล อยากจะรบกวนเวลาผู้อาวุโสเพื่อแจ้งเรื่องสำคัญ” เจ้าวั่งซูเอ่ย

ประตูบานใหญ่ผลักออก เปิดให้เห็นด้านในบ้านพักของหลี่เหลี่ยงเฟิง รอบๆ บรรยากาสเต็มไปด้วยไอหมอกและฟองสบู่ เหล่าจิตภูติเหมือนที่เราพบในถ้ำนั่นเต็มไปหมด ด้านบนเพดานเปิดโล่งเป็นรูปม่านเมฆ และ สีรุ้งเปล่งประกายระยิบระยับ ที่นี่คือสถานที่ในฝันที่แท้จริง

เจ้าวั่งซูและฮวาเฟยฟามองบริเวณรอบไม่วางตา ชิงหลงที่ขดตัวเล็กเกาะบนบ่าฮวาเฟยฟาทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า หลิ่งกวางกระโจนออกจากแขนเสื้อวั่งซูวิ่งเข้าหายไปในม่านหมอก พร้อมกับการปรากฏกายขึ้นของหลี่เหลี่ยงเฟิง ขี่ปุยเมฆพร้อมเหล่าจิตภูติเกาะอยู่ตามตัวและบ่า ใบหน้าคมมีดเมตตาเปล่งสว่างลอยมาหยุดตรงหน้า เค้ายังดูไม่แก่เลยกลับดูหนุ่มมากเหมือนรุ่นราวคราวเดียวกัน

“ท่านฮวาเฟยฟา บุตรชายแห่งมังกรที่ยิ่งใหญ่ และท่านเจ้าผู้เลื่องชื่อ ฮ่าๆๆๆ! ข้ารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้พบพวกท่าน” หลี่เหลี่ยงเฟิงเอ่ยพร้อมหัวเราะร่าเสียงดัง

“เจ้าวั่งซูรู้สึกทะแม่งๆ กับคำทักทาย ทำไมคนหนึ่งดูตำแหน่งยิ่งใหญ่พร้อมคำสรรเสริญ ส่วนตำแหน่งข้ามาพร้อมกับเสียงหัวเราะนำมาเลย เห้อ! เป็นอย่างนี้อยู่ร่ำไปสิหน่า” เจ้าวั่งซูคิดในใจ

ฮวาเฟยฟาหันมอง อมยิ้มแบบรู้ทัน

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ดั่งเราสองที่พบพานจากวันวารสู่นิจนิรันดร์ <The Amid Autumn>   บทที่25 หุบเขาจินลู่ซี °•.< ผังเก้าจักยุตกรา >.•°

    “แล้วปกติการแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นมือปราบมารที่หุบเขาจินลู่ซี นี่มันมีการแข่งอะไรบ้าง” เจ้าวั่งซูเอ่ยถาม ขณะ ที่ปากก็กัดไก่คำโต และซดน้ำซุบไม่ขาด“การที่จะได้เป็นมือปราบมารต้องผ่านด่านทดสอบทั้งเก้ากระจก โดยปกติแล้ว จะมีแค่ปรมาจารย์กระจกนั้นๆ ที่สามารถทะลุผ่านข้าออกกระจกได้ ดังนั้นในการแข่งขัน ผู้เข้าแข่งขันล้วนถูกคัดเลือกว่าแกร่งสุดอันดับหนึ่ง และ สอง เป็นตัวแทนจากแต่ละบ้านทั้งเก้ากระจก ซึ่งในแต่ละปีก็จะมีตัวแทนที่เหมาะสม มีแค่บ้านละคนมากสุดสองคนไม่เกินนี้ ดังนั้นในแต่ละปี จะมีผู้เข้าแข่งขันมากสุดไม่เกิน 18 คนส่วนในวิธีการคือ ปรมาจารย์ท่านนั้นจะใช้มนต์แบ่งจิตเข้าในร่างผู้เข้าแข่งขันเพื่อหลอกกระจกให้ปล่อยกายหยาบของผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดเข้าไปในกระจกนั้นๆ ที่ทุกคนเชื่อว่าเป็นภพเสมือนจริง แต่อย่างที่พวกเรารู้กันมาว่าเบื้องหลังกระจกคือเส้นทางสู่ภพภูมินั้นๆที่แท้จริง เมื่อเข้าไปแล้วผู้เข้าแข่งขันจะเจอศัตรูที่ทางปรมาจารย์เหล่านั้นตระเตรียมไว้ซึ่งเป็นศัตรูจริงๆ จากภพนั้น และทำการสู้รบโดยใช้วิชาและไหวพริบที่ตนฝึกฝนมา ต่อกรกับสิ่งมีชีวิตจากต่างภพ ถ้าคนไหนสามารถ

  • ดั่งเราสองที่พบพานจากวันวารสู่นิจนิรันดร์ <The Amid Autumn>   บทที่24 เจ้าวั่งซูฮวาเฟยฟา °•.< ความรัก 爱情 >.•°

    ทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกัน คุยกัน คนนึงดีดผีผา อีกคนเป่าซวินดำสิบสองซุ่น ทำนองผสมผสานเข้ากัน เคล้าสุรา และอาบโฉลมแสงจันทร์กันทั้งคืน จนพล๊อยหลับหัวชนกัน อยู่ตรงบริเวณชานเรือนริมน้ำก่อนย่ำรุ่งเมื่อแสงอาทิดย์สาดแสงแยงตา เจ้าวั่งซูก็เริ่มรู้สึกตัว เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาสิ่งแรกที่เห็นคือดวงหน้าอันงดงามของฮวาเฟยฟาอยู่ตรงหน้า คนที่อยู่ตรงหน้ากำลังหลับ ผิวละเอียดขาวราวหิมะ พวงแก้มเแดงชมพูระเรื่อ วงตายาวระหงขนตายาวเข้มดำเป็นแพ ช่างงดงามไร้ที่ติราวกับเทพปั้น “แต่ก็เป็นเทพจริงๆ เนอะ” วังซูคิดกับตัวเองข้างในใจ ก่อนจะนอนมองจ้อง ดื่มด่ำ กับสิ่งมีชีวิตที่หลับเหมือนเด็กไร้พิษภัยอยู่ตรงหน้าแบบเคลิบเคลิ้ม และลืมตัวยื่นมือออกไป สัมผัสแก้มฮวาเฟยฟา มือที่ใหญ่นิ้วเรียวสวย สัมผัสใบหน้างดงาม“ข้าขอโทษนะที่ทิ้งให้เจ้าอยู่คนเดียว เจ้าจะรู้สึกเดียวดาย และเป็นทุกข์ขนาดไหนนะ ในยามที่ข้าตายจากไป ข้าหวังว่าจากนี้ไปข้าจะสามารถทำอะไรเพื่อเป็นการชดใช้ให้เจ้าได้บ้าง” เจ้าวั่งซูมองคนที่อยู่ตรงหน้าด้วยความรัก ความรู้สึกผิด และบ่นเปรยออกมา“ก็มากอยู่ ที่ว่าจะชดใช้ ได้

  • ดั่งเราสองที่พบพานจากวันวารสู่นิจนิรันดร์ <The Amid Autumn>   บทที่23 อดีตเราสองคือเราสอง °•.< The Amid Autumn 3 >.•°

    “หลายปีหลังมานี้ ไม่ใช่แค่ที่หมู่บ้านชุนเทียนที่บรรยากาศวิปริตถูกปกคลุมด้วยฤดูใบไม้ร่วง แต่ใบไม้ที่ร่วงหล่นนี้ก็ติดตามตัวข้าไปทุกๆที่ ที่ข้าไป ดอกไม้ที่งดงาม ต้นไม้ที่เขียวชอุ่มกลับร่วงโรยทันตา ยามข้าแวะเวียนผ่าน ปกติฤดูสับเปลี่ยนเป็นเรื่องปกติ แต่ครั้นที่เกิดเหตุระเบิดครั้งนั้น ร่างเจ้าวั่งซูแตกสลาย และใจของข้าก็แตกสลายไปพร้อมกันเจ้าวั่งซูแแท้จริงแล้วเป็นบุตรแห่งปีศาจหมาป่าดำเจ้าแห่งปรภพผู้ควบคุมไฟ ในขณะที่มารดาเค้าคือเทพธิดาแห่งแสงจันทร์จากภพสวรรค ส่วนข้าพระบิดาคือเทพแสงอาทิตย์ และพระมารดาคือเทพธิดามังกร เจ้าวั่งซูเหยียบอยู่สามภพคือปรโลก มนุษย์ และสวรรค์ ในขณะที่ข้า ภพเดรัจฉาน มนุษย์ และสวรรค์ และเราทั้งสองคือผู้ถือครองศาตราที่แกร่ง และสำคัญที่สุดอย่างเคียวสู่ภพ และ ดาบสุสานมังกรดังนั้น แม้การระเบิดที่จัตุรัสเฟิงสุ่ย อาจสร้างรอยแตกร้าวระหว่างภพ และความสูญเสียต่อสรรพชีวิตมากมาย แต่ การแตกสลายของเราสองคน ก็มีส่วนหนักหนาไม่แพ้กันที่ทำให้ธรรมชาติบิดเบี้ยวอย่างชัดเจน สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ คล้ายว่าชะตาของเราสองเหมือนจะถูกผูกไว้กับฤดูใบไม้ร่วง ข้าจำได้ครั้งแรกที่มัน

  • ดั่งเราสองที่พบพานจากวันวารสู่นิจนิรันดร์ <The Amid Autumn>   บทที่22 กิเลนไฟและหงส์ฟ้า °•.< The Amid Autumn 2 >.•°

    “นี่ในอดีต กับการแค่เฟยเฟยสูญเสียความเป็นตัวเอง ก็กระทบ และวุ่นวายกันถึงสามภพ นี่องค์ชายแห่งมังกรช่างยิ่งใหญ่จริง แล้วสรุปพ่อแม่เฟยเฟยไปหาความทรงจำที่ไหนกัน” วั่งซูนึกคิดกับตัวเองก่อนที่ความทรงจำจะตัดภาพกลับมา ที่ห้องอาบน้ำบ้านตระกูลเจ้า“เอ๊ะ! นี่ข้ากลับมาปัจจุบันแล้วหรอ” เจ้าวั่งซูพูดกับตัวเองก่อนที่จะเห็นบรรดาบ่าวไพร่สกุลเจ้าเดินนำทาง เทพแห่งแสงอาทิตย์และเทพธิดาสี่เอ๋อเข้ามา “ไม่ใช่นี่คืออดีตแต่เป็นที่บ้านข้า ว่าแต่พวกเค้าเข้ามาทำอะไรในนี้” วั่งซูรีบเดินตามไปดูทั้งสองต่างแยกกัน และยืนจังก้าหน้ารูปปั้นกิเลนไฟ กับ หงส์ฟ้า ที่ยืนคายน้ำอยู่ ทั้งคู่ร่ายมนต์เรียกหาดวงจิตและยิงพลังไปที่รูปปั้น ดวงตาของกิเลนไฟและหงส์ฟ้าเปล่งสว่างฉับพลัน ดวงจิตกิเลน และ หงส์ ลอยขึ้นออกจากร่างบิน และ กระโดดเข้าหาซบคลอเคลียกัน“ฮะ! นั่น! ที่นั่งอยู่บนหลังหงส์คือเฟยเฟย ส่วนบนหลังกิเลน คุ้นคุ้น นั่นมันข้าหนิ! เอ๊ะ! ไม่ใช่หรือว่าจะเป็น ท่านปู่ทวดเจ้าวั่งซู ข้ากับท่านปู่ทวดหน้าตา น้ำเสียง แล

  • ดั่งเราสองที่พบพานจากวันวารสู่นิจนิรันดร์ <The Amid Autumn>   บทที่21 ตัวข้าที่แตกสลาย °•.< The Amid Autumn 1 >.•°

    ทุกคนชลมุนวุ่นวายวิ่งกันไปมาทะลุผ่านตัวเจ้าวั่งซูไป องค์จักรพรรดิและองค์จักรพรรดินีแห่งสวรรค์ เรียกประชุมรวม เหล่าทวยเทพเทวดา และบรรดาเซียนเพื่อแก้วิกฤตที่เกิดขึ้น เรื่องราวความวิปริตของธรรมชาติไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่ภพภูมิมนุษย์ แต่เป็นอีกสองภพต้นกำเนิดขององค์ชายและเผ่าพันธุ์มังกร ภพสวรรค์ และ ภพเดรัจฉาน ทั้งสองภพต่างได้รับแรงกระเพื่อมจากการแตกสลายขององค์ชายแห่งมังกรผู้ควบคุมกระแสน้ำทั้งสามภพ เจ้าวั่งซูรีบเดินตามเหล่าทวยเทพเซียนไปที่โถงศักดิ์สิทธิ์ประชุม เหล่าเทพเซียนมากมายเข้าแถวยืนเป็นระเบียบ สักพักองค์จักรพรรดิและองค์จักรพรรดินีแห่งสวรรค์ก็เสด็จออกมา“ตัวจริงก็ยังหนุ่มสาวนะเนี๊ยะ ทำไมพวกเทพเซียนนี่ไม่รู้จักแก่ คงกินท้อพันปีกัน จนต้นนั้นโตออกลูกออกผลไม่ทัน” เจ้าวั่งซูคิด“องค์จักรพรรดิและองค์จักรพรรดินีขอจงทรงพระเจริญหมื่นปีหมื่นๆ ปี” เหล่าทวยเทพเซียนประสานเสียงกล่าวสรรเสริญ“วันนี้ มีผู้ให้เกียรติเข้าร่วมประชุมกับพวกเรา ท่านผู้ปกปักภพเดรัจฉานและผู้นำจิตวิญญาณแห่งเหล่าสรรพสัต

  • ดั่งเราสองที่พบพานจากวันวารสู่นิจนิรันดร์ <The Amid Autumn>   บทที่20 ฮวาเฟยฟา °•.< องค์ชายมังกร >.•°

    น่าจะเป็นยามดึก ในสวนดอกไม้ภายในบริเวณคฤหาสน์แห่งนี้ เก๋งจีนตรงเรือนริมน้ำตกมีเพียงเสียงน้ำไหล และ แสงจันทร์ส่องสว่างกลางท้องฟ้า นั่น “เฟยเฟย” ทำไมเค้าดูแปลกไป สีเสื้อหม่น ใบหน้าหมองเศร้า เหมือนมีน้ำตาเอ่อตรงดวงตาคู่งาม ในตากลวงว่างเปล่า เหมือนคนใจสลาย ในมือถือสุราดอกมฤตยูดำ (ดอกมฤตยูดำคือดอกไม้ที่ผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่าง ดอกมฤตยูดำที่ปลูกแค่บริเวณคฤหาสน์ตระกูลเจ้า และ พลังจักราของคนสกุลเจ้า) มีต้นกำเนิดและมีที่เดียวคือสกุลเจ้าคนที่คิดค้นคือ เจ้าวั่งซูรุ่นที่1และถูกนำมาหมักเป็นเหล้ารสเริด เมาแต่ไม่หนักหัวและสามารถช่วยสร้างความคิดและจินตนาการของผู้ดื่มให้สมจริง ดื่มเพื่อลืมความทุกข์จากโลกแห่งความเป็นจริงไป่ชิงหลงขดนอนอยู่บนโขดหินหน้าน้ำตก เกล็ดของชิงหลงจากสีขาวสว่างเปลี่ยนเป็นสีหม่นเหมือนขี้เถ้าและนอนหมดแรงอยู่ตรงนั้น “นั่นเจ้าเป็นอะไรเฟยเฟย” เจ้าวั่งซูเดินเข้าไปใกล้เพื่อฟังสิ่งที่ฮวาเฟยฟาพึมพำ “ทำไมท่านถึงทิ้งข้าไป ไหนว่าเราจะอยู่และร่วมกันต่อสู้เคียงข้างกันไปตลอด ทำไมทำไม” และเสียงก็เงียบหายไ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status