Masuk[2]
หัวใจที่บอบช้ำกับการกระทำของคุณ
สองเท้าของไหมขวัญก้าวขึ้นบนศาลาช้าๆ ความประหม่าเกาะกินหัวใจพอๆ กับความเกรงกลัว เธอต้องใช้ความกล้ามากมายกับการมาที่นี่ในวันนี้ ทว่าหากไม่มา เธอคงได้เสียใจไปตลอดชีวิต นี่อาจเป็นการบอกลาครั้งสุดท้ายกับผู้ที่ล่วงลับ เธอไม่ได้มาเพื่อกล่าวโทษเขา แต่มา...เพื่อให้อภัย
‘ฉันอโหสิกรรมให้คุณ ขอให้คุณไปสู่สุคติ ความโกรธเกลียดใดๆ ที่เรามีให้กันในชาตินี้ ฉันขอให้มันจบลง อย่าได้มีกรรมใดๆ ต่อกันอีกเลย’
นั่นคือสิ่งที่ไหมขวัญภาวนาในใจ แต่สิ่งที่กำลังเห็นต่อหน้ากลับมิได้เฉียดใกล้คำว่าจบเลย
“ออกไป!ออกไปเดี๋ยวนี้นะ!”
กฤติกาชี้มือไปยังทางที่คนทั้งสองเพิ่งเดินขึ้นมา แสงแฟลชเริ่มสว่างวาบที่มุมหนึ่ง ราวกับว่านักข่าวกำลังเฝ้ารอฉากนี้ ฉากที่กฤติกากำลังเสียสติแล้วกระโจนใส่สตรีตรงหน้า
เวหาพยายามข่มใจไม่โกรธเคือง เขาเข้าใจว่าหล่อนรู้สึกอย่างไรในตอนนี้
“ฉันมาดี แค่อยากมาส่งเขา เป็นครั้งสุดท้าย” ไหมขวัญเอื้อนเอ่ย เดินลงยังศาลาอีกฝั่งเพื่อออกสู่ลานกว้าง ที่ที่สามารถมองกลุ่มควันที่กำลังพวยพุ่งสู่เบื้องบน หยดน้ำตาของนางเอกรุ่นใหญ่ คล้ายว่าจะรินไหลออกมา
“คิดจะทำอะไร! ตอนยังไม่ตายไม่เคยว่าอยากมาเจอนี่ ตอนนี้มันเป็นยังไง ทำไมต้องอยากมาด้วย!”
“หนูกุ๊กใจเย็นๆ ก่อน” เจ๊หวีพยายามห้ามปราม
“ไม่เย็นแล้วเจ๊! เจ๊บอกให้ผู้หญิงคนนี้ออกไปเลย ออกไป!!” กฤติกาน้ำตาพรั่งพรู ทั้งโกรธทั้งแค้น ทั้งเสียใจ จะมาทำไมตอนนี้เล่า ตอนที่บิดาของเธอยังอยู่ เธออ้อนวอนแทบตายอีกฝ่ายก็ไม่ยอมมา
“พี่ไหมแค่อยากมาแสดงความเสียใจเป็นครั้งสุดท้าย ในฐานะเจ้าภาพ เธอต้องเสียมารยาทขนาดนี้เลยเหรอ” เวหาประชดแล้วหันมองรอบๆ นักข่าวหลายคนเริ่มต้นบันทึกภาพพวกเขา คงได้มีข่าวเอาไปเขียนสนุกมือ
“ฉันไม่ต้อนรับไง ออกไปซะ! ออกไป!”
ไหมขวัญร้องไห้อย่างเงียบงัน เฝ้ามองคนที่ยืนขวางเธออยู่ เธอมาไม่ทันวางดอกไม้จันทน์ และตอนนี้ผู้ชายคนนั้นก็กำลังจะเหลือเพียงเถ้ากระดูก
“ขอยืน...อยู่ตรงนี้สักนาทีได้ไหม”
คนที่สูงวัยกว่าร้องขอ แต่คนอ่อนวัยกว่าส่ายหน้าระรัว
“ออกไปเดี๋ยวนี้ ออกไป!”
“กฤติกา!” เวหาร้องเรียกหล่อน ถึงจะโกรธเกลียดกันแค่ไหน แต่ในเวลานี้หล่อนก็ควรรู้กาละเทศะบ้าง คนตายยังเผาไม่หมดด้วยซ้ำ ทำไมต้องทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ พี่ไหมแค่อยากมาลาเขา มันจะอะไรนักหนา
“ทำไม! เรียกทำไม เดือดร้อนแทนกันเหรอ ได้...ไม่ไปใช่ไหม!จะไม่ไปใช่ไหม!” ร้องใส่หน้าแล้วแลหาอะไรสักอย่าง ถาดดอกไม้จันทน์ยังวางอยู่บนโต๊ะไม่ไกลจากมือ เธอคว้ามันมาทั้งถาด ก่อนจะสาดใส่ร่างของไหมขวัญ
“กรี๊ดดด!!! พี่ไหม พี่ไหมคะ!”
เจ๊หวีรีบเข้าไปหาคนที่โดนดอกไม้จันทน์ถาดใหญ่สาดใส่ร่าง
ไหมขวัญถึงกับเซถอยหลัง ไม่ใช่เพราะเจ็บกาย แต่เจ็บที่หัวใจจนร่างกายไม่อาจต้านทาน ตั้งแต่วินาทีนี้ เธอคงได้เป็นคนที่กฤติกาเกลียดชัง ทำไมถึงเจ็บได้ขนาดนี้นะ เจ็บสุดๆ ไปเลย
“นี่!เป็นบ้าหรือไง!ต้องทำถึงขนาดนี้เลยเหรอ!”
เวหาก้าวไปเผชิญหน้ากับความโกรธเกรี้ยวนั้น
“ฉันจะทำมากกว่านี้อีกถ้าไม่พาผู้หญิงคนนี้ออกไปซะ!”
“เธอมันบ้า! นักข่าวถ่ายรูปไปเป็นร้อยแล้ว ไม่สนหน้าตาบ้างหรือไง”
“ไม่สน!หรืออยากโดนอีกคนฮะ!อยากโดนอีกคนใช่ไหม!”
กฤติกาแลหาอาวุธ น้ำตาที่รินไหลไม่สามารถอธิบายความรู้สึกในใจที่มันเจ็บแค้นแน่นอก ทว่าเพียงแค่เธอหันหลังเพื่อหาอาวุธ แขนข้างหนึ่งก็ถูกกระชากอย่างแรง
“มานี่! มากับฉันนี่!”
“ฉันไม่ไป!มีสิทธิ์อะไรมาแตะต้องฉัน! ปล่อยนะ!ปล่อย! ออกไปจากงานศพพ่อฉัน ออกไป!!ฉันเกลียดพวกคุณได้ยินไหม ฉันเกลียดพวกคุณ! กรี๊ดดด!!!”
ร่างอ่อนแรงของไหมขวัญเอนพิงร่างของเจ๊หวี กฤติกาเพิ่งถูกเวหาแบกพาดบ่าพาออกไปท่ามกลางแสงแฟลชของกล้องนักข่าว อะไรจะเกิดก็ขอให้มันเกิดเถิด เธอไม่สนอะไรแล้ว
“พี่ไหมไปนั่งในศาลาก่อนเถอะค่ะ”
“หวี ไปดูเด็กนั่นที กลัวว่าจะไปยั่วโมโหเวย์เข้า”
“อย่าห่วงเลยค่ะพี่ อย่างหนูกุ๊กไม่ยอมให้คุณเวย์รังแกได้หรอกค่า”
เจ๊หวีเอ่ยตามจริง รับรู้ถึงความห่วงใยที่ถูกส่งผ่านคำพูดแสนธรรมดานั้น
“กุ๊กคงเกลียดฉันจริงๆ”
“พวกพี่ควรคุยกันนี่คะ ลองคิดดูดีๆ ว่าห้าปีที่ผ่านมาหนูกุ๊กต้องเจ็บปวดแค่ไหน หวีไม่รู้ว่ามันเกิดเรื่องอะไร แต่หนูกุ๊กของหวีไม่ได้ผิดอะไรนะคะ เธอเป็นแค่เด็กดื้อคนหนึ่งที่อยู่ตรงกลาง เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมถึงโดนแม่ทิ้ง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมแม่ไม่รักเธอ”
ยิ่งเจ๊หวีพูด ไหมขวัญก็ยิ่งพรั่งพรูหยดน้ำตา มันจริงอย่างที่หวีพูดนั่นแหละ แต่ว่า...กว่าเธอจะคิดได้ ทุดอย่างก็สายเกินไปเสียแล้ว...
อีกฟากหนึ่งของวัด
ใต้ร่มสาละสูงใหญ่ เวหาวางกฤติกาลงจากบ่า ก่อนที่แผ่นอกเขาจะถูกทุบตีไม่ยั้ง กำปั้นของหล่อนเบาเสียเมื่อไหร่ มันทุบอกเขาดังตุบตับไม่หยุดเลย
“พอแล้ว พอซะทีเถอะ!”
ตุบตับ!ตุบตับ!
“พอ! ฉันบอกให้พอ!”
“ไม่พอ! ฉันจะทุบคุณให้ตายคามือเลย กล้าดียังไงพาผู้หญิงคนนั้นมาฮะ!กล้าดียังไง!”
“ก็เขาเป็นแม่เธอนี่!”
“เขาไม่ใช่แม่ฉัน! ผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่แม่ฉัน เธอไม่สมควรเป็นแม่ใครด้วยซ้ำ!ไม่สมควรเลย ฮือออ...” แล้วร่างอวบอิ่มของกฤติกาก็ทรุดลงที่โคนต้นสาละ สองเข่าจูบพื้นดิน หยดน้ำตาหลั่งไหลราวกับเขื่อนใหญ่ที่กำลังปริแยกแตกออก
“ฉันเกลียดคุณ...ฮึกๆ เกลียดผู้หญิงคนนั้น! เกลียดโรคบ้าๆ ที่มาพรากพ่อไปจากฉัน! ฉันไม่เหลือใครแล้ว! ทุกคนเอาแต่ทิ้งฉัน ทิ้งไปหมดเลย! ฉันต้องอยู่คนเดียวใช่ไหม ฉันทำผิดอะไรทำไมสวรรค์ต้องลงโทษฉัน ทำไม!ฮือออ....”
- ooooooo - หลังมื้อค่ำครอบครัววัฒนนท์นั่งล้อมวงอยู่ที่ห้องโถงใหญ่ ปู่รงค์ดูข่าวช่วงสองทุ่ม ตังเมทำการบ้านในขณะที่สองแฝดเป็นตัวป่วน แต่พี่ชายยังยิ้มแป้น รักน้องห่วงน้อง ไม่ตีไม่ว่า น้องทำอะไรก็ดีไปหมด ก็คนไม่เคยมีน้องนี่นา“พี่ตาง หนูฟ้าช่วยพี่ตางเขียนกอไก่นะคะ”“โอ...อย่าๆ ไม่เอา นี่การบ้านพี่”“ก็หนูฟ้าอยากเขียน”“ของตัวเองล่ะ”“ปายแย่ง” ว่าแล้วชี้ให้ดูสมุดวาดเขียนที่ตอนนี้มีแต่สีน้ำเงินเข้มข้นระบายอยู่บนนั้น“โอ้...ปลายไม่เอา เอาสมุดตัวเองมาวาด ไม่แย่งของฟ้าสิ”“ป่าวแย่งฟ้า..ฟ้าให้”หนูฟ้าส่ายหน้ารัวๆ พี่ตังเลยต้องฉีกกระดาษสมุดให้หนูฟ้าแล้วจับสองแฝดนั่งดีๆ โดยที่ตัวเองนั่งคั่นกลาง ปลายยังแอบเอื้อมมือมาดึงกระดาษของฟ้ายิกๆ“อย่าแกล้งกันนะ ใครแกล้งไม่ซื้อขนมให้กินด้วย”เด็กน้อยทั้งสองรีบหันมานั่งดีๆ และสนใจแต่เฉพาะกระดาษที่อยู่ตรงหน้าตัวเองเท่านั้นเวหามองลูกๆ หลานๆ แล้วยิ้มชื่นใจ ในขณะที่กฤติกาเอาแต่ทำเสียงฮึดฮัดขัดใจอยู่ข้างๆ เขาแอบวาดแขนไปข้างหลังหล่อน ใช้มือร้อนๆ แอบลูบไล้สีข้างอวบๆ ของภรรยา “พี่เวย์....เอามือออกไป กุ๊กยุ่งอยู่” เธอกระซิบ มือทั้งสองยังอยู่ที่หน้าจอโทรศัพท์“อะไ
เสียงตังเมเรียกน้องอยู่หน้าประตู ลูกบอลลูกใหม่ช่างเข้ากันเหลือเกินกับสนามหญ้าเขียวๆ เธอมองออกไปตรงนั้น มองนิ่งนาน แลเห็นพ่อสามีกำลังเอามือไขว้หลัง เดินไปเดินมาบนหญ้านุ่มๆ ที่สนาม ท่านยังคงเฝ้ามองหลานๆ ไม่ห่างสายตา...ดีจัง ครอบครัวของเธอไม่ได้มีแค่เธอกับพ่อเหมือนที่เคยเป็นแล้วนะ วันนี้เธอมีครอบครัวที่อบอุ่นแล้วจริงๆ “พ่อ...หนูรักพ่อนะคะ ไม่ว่าเรื่องอะไร หนูไม่เคยโกรธพ่อเลย สำหรับคนอื่นหนูไม่รู้ แต่สำหรับหนู พ่อคนนี้แสนดีที่หนึ่ง ไม่ต้องห่วงนะคะ หนูจะมีความสุข จะใช้ชีวิตให้ดีอย่างที่พ่อเลี้ยงหนูมา” บอกกล่าวกับรูปถ่ายของบิดา ก่อนจะเลื่อนสายตามายังรูปที่อยู่ข้างกัน “ไม่ต้องห่วงนะคะ หนูจะเลี้ยงเด็กๆ ให้ดี ไปอยู่ในดินแดนแสนสงบให้สบายนะคะ...แม่”คำพูดแผ่วเบาแต่เจ้าตัวได้ยินอย่างชัดเจน เวหาเดินเข้ามาหาภรรยา วางมือบนบ่าแล้วยิ้มอ่อนโยนมาให้“เอาไว้จัดของเสร็จ ตกแต่งทุกอย่างจนเรียบร้อย เราค่อยทำบุญบ้านกันนะ จะได้เริ่มต้นใหม่กับที่นี่อีกครั้ง เราจะอยู่ที่นี่ ที่นี่จะเป็นบ้านของเรา ตลอดไป”“ตลอดไป...ชอบคำนี้จัง อยู่ด้วยกันนานๆ นะคะ”“แน่นอนที่รัก” บอกเมียแล้วไม่ลืมดึงมากอดมาหอม อยู่ใกล้เมียแล้วอ
เสียงทุ้มนุ่มนั้นฟังดูคุ้นๆ แต่สมองบอกว่าอย่าไปใส่ใจ เธอเริ่มประหม่าหนักขึ้นเมื่อรู้ว่าหมอที่จะมาตรวจ เป็นผู้ชาย“เสร็จแล้วค่ะ” “ถอดบราด้วยครับ” ครูสาวกะพริบตาถี่ๆ หมอมีตาทิพย์หรือไง เธอรีบถอดบราแล้ววางไว้ นั่งอยู่บนเตียง มือสองข้างโอบอุ้มพุ่มทรวงครืด...เสียงผ้าม่านถูกเลื่อนออก แล้ววินาทีที่ดวงตาสองคู่สานสบ ความตื่นตกใจก็ตามมา“กรี๊.... อื้อ...”หมอหนุ่มรีบปิดปากเล็กๆ นั่นให้ไว เขาเปล่านะ เขาไม่ได้ทำอะไรจริงๆ“ชู่ว์...ไม่เอาน่า ไม่กรี๊ดนะ คุณจะกรี๊ดทำไม ผมไม่ได้ทำอะไรซะหน่อย”“อื้อ...อื้อ...” หญิงสาวส่งเสียงอู้อี้เมื่อถูกปิดปากแน่น มือข้างหนึ่งรีบควานหาเสื้อมาปิดหน้าอกหน้าใจ ชานนท์ปล่อยมือจากปากของครูเอย หญิงสาวทอดมองเขาตาขวางขุ่น แขนเล็กเรียวกอดหน้าอกแนบแน่น หล่อนเอาเสื้อมาปิดหน้าอกไว้ ปิดทำไม เห็นหมดแล้ว“อย่ามองหน้าอกฉันนะ”“ไม่มองจะตรวจได้ยังไง”“ก็...” เหมือนจะถูกต้อนให้จนมุมชานนท์นึกขัน หล่อนคงไม่คิดไม่ฝันว่าจะเจอเขาละสิ สวรรค์นี่ก็นะ ชอบเล่นตลกเสียจริง ส่งหล่อนมาให้เขาตรวจ แล้วเขาน่ะ...จะเป็นหมอที่ดีได้ยังไง“เร็วๆ คุณ ผมรีบนะ มีคนไข้รออยู่อีกเยอะเลย”“...ให้พยาบาลตรวจแท
“ฟ้าทำความสะอาด พี่ตังเปิดยูทูปให้ดู ยาสีฟันทำความสะอาดได้”เวหาเม้มปากแล้วถอนหายใจ ดีเท่าไหร่ที่เจ้าฟ้าไม่เอาแปรงสีฟันตัวเองมาถูอ่างเล่น และดีเท่าไหร่ที่เจ้าปลายไม่บีบโฟมล้างหน้าเข้าปาก“เอาละนะเด็กๆ ถ้าใครดื้อละก็พ่อจะทำซุปข้าวโพดให้กิน โอเคนะ”ดูเหมือนว่าคำขู่นั้นจะทำให้เด็กแฝดยอมศิโรราบ ก็บิดาที่เคารพชอบบังคับให้กินผัก ผัดผัก ซุปผัด ยี้....“ดีมาก เป็นเด็กดี แก้ผ้าแล้วอาบน้ำทีละคน พ่อเปิดน้ำอุ่นให้แล้ว เร็วๆ เลย” แล้วการต้อนเด็กแฝดอาบน้ำก็เกิดขึ้นตอนใกล้หกโมงเช้า ความป่วนของเจ้าสองแฝดทำเอาปวดหัว แต่ความน่ารักน่าเอ็นดูก็มีมาก เขายินดีให้เจ้าสองแสบแสนซนไปอย่างนี้ ขอเพียงให้ครอบครัวอยู่พร้อมหน้าเท่านั้นก็พอ- ooooooo - สองชั่วโมงให้หลังเตียงที่ยุบยวบทำให้คนที่กำลังหลับขยับตัวตื่น กฤติกาปรือตาขึ้นมอง แลเห็นสามีกำลังคลานขึ้นเตียงมา“อือ...เด็กๆ ละคะ”“ส่งขึ้นรถแล้ว คุณพ่อขับรถไปส่งเอง”“ดีจัง คุณพ่อน่ารักที่สุดเลย”“ห้ามไม่ฟังน่ะสิ ความสุขของแกก็ให้ทำไป เหนื่อยเมื่อไหร่คงเรียกเราเองนั่นแหละ” ว่าแล้วขยับไปเบียดร่างของภรรยา กอดร่างนุ่มๆ ของหล่อนไว้แล้วไซ้ซอกคอแรงๆ“ไม่เอา พี่เวย์ กุ๊ก
- ooooooo - ตอนพิเศษ- ooooooo - งานแต่งเล็กๆ แต่อบอุ่นยังตราตรึงในหัวใจของหมอหนุ่มและครูสาว ทั้งสองนอนไม่หลับ เลยเดินออกจากบ้านพักมาเดินตากลมเล่น หัวใจเปล่าเปลี่ยวของคนทั้งสอง ยังไม่จูนมาเจอกันสักครา แม้ว่าบางเวลาคุณหมอคล้ายจะทอดสะพานอยู่บ้าง แต่ครูสาวนั้นทึ่มเกินกว่าจะเข้าใจ“ลมแรงนะคุณ เสื้อแขนยาวก็ไม่เอามา” หมอว่าแล้วถอดเสื้อคลุมของตัวเองให้ครูสาว อย่างที่สุภาพบุรุษพึงทำ แต่ครูสาวส่ายหน้ารัวๆ ส่งเสื้อคืนให้เขา“ไม่เอา ฉันร้อน เดินตากลมเล่นเย็นดี”คุณหมอกะพริบตาช้าๆ ท้าแรงลม โอเค...ไม่เอาเสื้อก็ไม่เอา “คุณเป็นยังไงบ้าง ที่โรง’บาลไม่มีพยาบาลสาวๆ มาจีบบ้างเหรอ”“มี แต่ไม่ชอบ สวยๆ ก็มี แต่คุณคิดสิ อยู่ที่ทำงานก็เห็นแต่พยาบาล กลับมาบ้านยังจะให้เห็นพยาบาลอีกเหรอ ถ้าเห็น...คนอื่นที่ไม่ใช่พยาบาลก็คงดี” อย่างเช่น คุณครู เป็นต้น ประโยคนั้นหมอหนุ่มก็ได้แต่เอ่ยในใจ ครูเอยไม่ใช่คนสวยมากมาย แต่หล่อนเป็นพวกเรียบเรื่อย มองได้เรื่อยๆ ติดเชยไปสักหน่อย แต่เขาว่ามันท้าทายดี บางทีก็นึกทะลึ่งตึงตัง อยากรู้ว่าใต้เสื้อผ้ารัดกุมของหล่อนนั้น...มันจะเป็นอย่างไรอา...สงสัยจะเมาเบียร์แฮะเรา คิดอะไรบ้าๆ“น
วันเวลาที่ผ่านมา แม้มีทะเบียนสมรสแต่เขาไม่เคยรู้สึกเป็นเจ้าของ ผิดกับเวลานี้ ตอนที่ได้สวมแหวนให้กฤติกา ตอนที่หล่อนมองมาด้วยสายตาแห่งความรัก นั่นต่างหากที่ทำให้เขารู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ เจ้าของความรักอย่างไรเล่า“จะไม่จูบเจ้าสาวหรือคะพี่!” ครูเอยร้องเชียร์ ชานนท์เปิดเพลงหวานอีกคราหนึ่ง ความหวานละมุนโอบล้อมรอบด้าน สร้างบรรยากาศแห่งความสุขแสนหวาน เขาเฝ้ามองคนที่กำลังจุมพิตเจ้าสาว คิดว่าจะมีสักครั้งไหมที่ได้ทำเช่นนั้น กับใครสักคนที่รักเขาบ้าง ความมั่นคงของเวหาถูกพิสูจน์ด้วยกาลเวลา จนแม้แต่ครูเอยยังต้องพ่ายแพ้ ความโสดยังปักหลักอยู่ที่เขากับคุณครู จนต้องมานั่งอิจฉาบ่าวสาวอย่างนี้เวหาโน้มหน้าไปหากฤติกา บรรจงจูบเบาๆ แต่ความหวานช่างล้ำลึกหนักหน่วง ริมฝีปากที่แตะต้องสัมผัส ราวกับไม่อยากผละจาก“พ่อคะ...จุ๊บๆ ฟ้าด้วย จุ๊บ!”“ปายด้วยค้าบ! จ๊วบๆ แม่ค้าบจ๊วบๆ”เจ้าสองแฝดร้องขอให้พ่อกับแม่จุ๊บพวกเขาบ้าง เรียกเสียงฮาครืนให้กับทุกคนที่เฝ้ามองอยู่ กฤติกากับเวหาอุ้มลูกชายลูกสาว เดินฝ่าทรายเม็ดเล็กๆ ไม่กี่ก้าวไปนั่งยังโต๊ะที่ตั้งอยู่ ก่อนที่งานฉลองเล็กๆ จะเริ่มต้นขึ้นในตอนนั้น กฤติกาไม่เคยมีความสุขอ







