LOGINหนังสือไร้ชื่อเล่มนั้น จะทำให้โลกโดดเดี่ยวของเธอ เปลี่ยนไปตลอดกาล… ชีวิตตัวคนเดียวของ ‘เพนนี’ จะไม่เหมือนเดิมอย่างเคย เมื่อเธอตัดสินใจซื้อหนังสือเล่มนั้น กลับบ้านมา เอ็ดมันด์ เคล อายุ 79ปี ชายชราหัวขาวโพลนคือผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในตระกูลเคล ตระกูลเก่าแก่ที่มั่งคั่งไปด้วยอำนาจ เงินทอง และเต็มไปด้วยความโลภภายในตัว เพนนี อายุ 26ปี หญิงสาวที่แม้จะมีใบหน้าสวยแต่กลับคงสีหน้าเรียบนิ่งไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ เธอใช้ชีวิตอย่างคนธรรมดาทั่วไป เพียงลำพัง วาดิม อายุ 29ปี ชายผมบลอนด์เป็นเอกลักษณ์ ใบหน้าของเขาหล่อร้าย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีเสน่ห์เหลือล้น เอเธนส์ อายุ 29ปี ชายหนุ่มผมดำขลับที่ไม่ค่อยจะลงรอยกับวาดิมเท่าไหร่นัก หรือเรียกง่าย ๆ ว่าคู่แข่งตลอดกาล สิ่งเดียวที่ทั้งสองคนมีเหมือนกันคงเป็นเบ้าหน้าฟ้าประทานที่กินกันไม่ลง ราเชล อายุ 28ปี สาวสวยทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลแฮมิลตัน สวยดุจเจ้าหญิงเพราะมาจากตระกูลสูงศักดิ์
View More“พี่คนนั้นเขาดูแปลก ๆ นะคะ เวลาทำงานก็ดูคุยเก่งบริการลูกค้าดี แต่พอหมดหน้าที่กลับเงียบซะเหมือนไม่มีปาก”
“อ๋อ ยัยเพนนีน่ะเหรอ แปลกเป็นเรื่องปกตินั่นแหละ ไม่ต้องไปยุ่งหรอก พวกนอกคอกน่ะ คุยแต่กับเพื่อนตัวเอง”
เสียงซุบซิบนินทาดังขึ้นด้านหลังอย่างประเจิดประเจ้อ ระหว่างที่เพนนีเพิ่งเดินออกมาจากร้านอาหารห้าดาวในโรงแรมหรู เธอทำงานที่นี่มาได้เกินสามปีแล้ว
หญิงสาวไม่ได้หันกลับไปมอง และไม่คิดสนใจคนรอบตัวที่เธอเดินผ่านมา เธอมีหน้าที่ทำงานเพื่อหาเงิน และให้บริการลูกค้าคนรวยที่เข้ามาใช้บริการ และเมื่อไหร่ที่ถึงเวลาเลิกงานก็นับว่าหมดหน้าที่พร้อมตรงกลับบ้านทันที
เพนนีเดินไปตามทางเดินของพนักงานเพื่อมุ่งหน้าไปยังล็อกเกอร์ของเธอ หญิงสาวถอดยูนิฟอร์มของโรงแรมออกแล้วเปลี่ยนมาใส่เสื้อตัวโคร่งกับกางเกงยีนส์ทรงหลวม มุ่งตรงกลับบ้าน
สองขาก้าวพ้นออกมาจากอาณาเขตของโรงแรมหรูที่ตั้งตระหง่านติดถนนสายหลัก เธอเดินออกมาด้านหลังแล้วเลี้ยวเข้าซอยมืด ๆ พร้อมลมที่พัดเข้ามาปะทะใบหน้าสวยจนผมสีน้ำตาลธรรมชาติลอยละลิ่วพันกัน
มือเล็กยกขึ้นมารวบผมไว้ข้างหนึ่งอย่างลวก ๆ เธอเดินทอดน่องด้วยใบหน้าอิดโรยหลังจากต้องตื่นขึ้นมาตั้งแต่รุ่งสาง และทำงานลากยาวจนหัวค่ำอย่างที่เห็น
จากที่ทำงานกลับถึงบ้านใช้เวลาในการเดินไม่ถึงสิบนาที แม้ตะวันจะเพิ่งลับขอบฟ้าไปได้ไม่นาน แต่ถนนทางเดินด้านหน้ากลับไร้ซึ่งผู้คน มีเพียงผู้หญิงแปลก ๆ อย่างเธอเดินฝ่าความมืดไปเท่านั้น
ใช่ ฉันเป็นผู้หญิงแปลก หรือคนแปลก ๆ ที่ใครก็พากันเรียกแบบนั้น…
แต่ก็ชินแล้วล่ะ ได้ยินแบบนั้นมาตั้งแต่จำความได้เลย
สาวที่มีใบหน้าสวยสวนทางกับรสนิยมการแต่งตัวเดินมาเรื่อย ๆ จนถึงหน้าบ้านหลังหนึ่ง เธอหยุดยืนแล้วเงยหน้าขึ้นเพื่อมองบ้านไม้สองชั้นที่เคยเป็นบ้านอันแสนอบอุ่นของครอบครัวเธอ…ไอ้ความอบอุ่นนั่นมันก็แค่อดีตน่ะ
‘เพนนี’ คือชื่อที่พ่อแม่ของเธอตั้งให้ในตอนที่พวกเขายังรักกัน แต่ตอนนี้น่ะเหรอ? เหลือเพียงแค่ฉันเท่านั้นแหละ เพราะพวกเขาสองคนหย่ากันไปตั้งนานแล้ว และต่างแยกย้ายกันไปมีครอบครัวใหม่แล้วด้วย
บ้านไม้วินเทจตรงหน้าเลยเป็นมรดกเพียงชิ้นเดียวที่พ่อแม่แท้ ๆ ของเธอทิ้งไว้ให้ แต่มันไม่ใช่เพราะความรักที่มีให้ลูกสาวอย่างเธอหรอก คงเป็นเพราะไม่อยากเก็บหลักฐาน หรือรอยแผลในอดีตไว้ให้แสลงใจตัวเองมากกว่า
มือทั้งสองข้างล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกง เพนนียืนตากลมก่อนจะชำเลืองมองบ้านร้างข้าง ๆ ที่เคยมีคนอยู่ แต่ตอนนี้กลับถูกทิ้งร้างเพราะขายไม่ออก เธอเบี่ยงสายตาออกจากบ้านหลังนั้นแล้วมองไปอีกข้างหนึ่งของตัวบ้านแทนที่ยังมีไฟเปิดสว่างเอาไว้
บ้านหลังนั้นเป็นบ้านของ ‘ป้าตอง’ หญิงวัยห้าสิบห้าที่ไม่ค่อยเป็นมิตรกับเธอเท่าไหร่นัก แม้จะเห็นหน้าค่าตากันมาตั้งแต่ที่เธอยังเป็นเด็ก ตอนย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่แรก ๆ ก็ตาม
หญิงสาวยื่นมือออกไปเตรียมจะไขกุญแจเปิดรั้วเหล็กที่ถูกดัดเป็นรูปทรงสุดฮิตเมื่อยี่สิบปีก่อน ระดับความสูงของรั้วบ้านและตัวของเธอห่างกันไม่มากนัก แต่ในขณะที่เพนนีกำลังจะไขกุญแจเพื่อเปิดรั้ว เธอก็ต้องชะงักมือไปเสียก่อน
ร่างเล็กถอยออกมาแล้วเก็บกุญแจเข้ากระเป๋าไป เธอหมุนตัวแล้วเดินไปตามทางเดินมืด ๆ เมื่อนึกขึ้นได้ว่านักเขียนที่เธอติดตามผลงานเขามาตลอดกำลังจะออกผลงานเรื่องใหม่ เลยว่าจะไปเอาเรื่องเก่า ๆ มาอ่านสักหน่อย
ตึก ตึก…
เพนนีเดินเลยบ้านตัวเองเข้าไปตามตรอกซอกซอยของถนน กระทั่งมาหยุดยืนอยู่หน้าร้านหนังสือเล็ก ๆ ร้านหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ในชุมชน
ใบหน้าได้รูปไล่ตามองความทรุดโทรมของร้านหนังสือตรงหน้า เธอหลุบตาลงมองขั้นบันไดเพราะตัวร้านอยู่ต่ำกว่าถนนทางเดินพอสมควร หญิงสาวดันมือเปิดประตูเข้าไปข้างในอย่างไม่รีรอ เสียงกระดิ่งเหมือนรถไอศกรีมก็ดังขึ้น แต่เจ้าของร้านกลับไม่ได้สนใจเพราะมัวแต่นั่งเล่นเกมอยู่
เธอเดินเลยเคาน์เตอร์ด้านหน้าเข้าไปมุมชั้นหนังสือด้านในทันที ภายในร้านมีกลิ่นอับของหนังสือเก่าลอยคลุ้งกับแสงไฟสลัว และลูกค้าผู้ชายใส่ฮู้ดอีกคนที่ยืนหันหน้าเข้าชั้นหนังสืออยู่
นัยน์ตาสวยสีดำสนิทชำเลืองตามองด้านหลังของผู้ชายคนนั้นเพียงครู่ก่อนจะกลับมาสนใจหนังสือหลายสิบเล่มตรงหน้า เธอไล่ปลายนิ้วอ่านนามปากกากระทั่งเจอชื่อนักเขียนคนที่เธอติดตาม
‘นามปากกา ในเงามืด’
ในเงามืด คือนักเขียนที่ถูกขนานนามว่าเป็นพ่อมดแห่งวงการนิยาย จากการดำเนินเรื่องและความสมจริงของตัวละครที่นักเขียนคนนี้สามารถทำให้นักอ่านอินไปกับเนื้อเรื่อง จนบางครั้งก็ชักจะแยกไม่ออกว่านี่มันชีวิตคนจริง ๆ หรือเรื่องแต่งกันแน่ ราวกับว่าเขามีเวทมนตร์อย่างไรอย่างนั้น
“…เล่มไหนดี”
ปากเล็กเป็นทรงพึมพำออกมาเบา ๆ พร้อมไล่ตามองชื่อหนังสือที่เธอเคยอ่านมันครบทุกเล่มแล้ว หญิงสาวนิ่งคิดเพื่อตัดสินใจก่อนที่ตาของเธอจะไปสะดุดเข้ากับหนังสือปกหนังสีดำเล่มหนึ่ง…
เพนนีหยิบมันออกมาอย่างไม่รอช้า คิ้วของเธอย่นเข้าหากันเล็ก ๆ เมื่อหน้าปกหนังสือที่ถืออยู่กลับไม่มีชื่อเรื่องอย่างที่ควรจะเป็น มีเพียงนามปากกาของนักเขียนในดวงใจประทับอยู่มุมด้านล่างเท่านั้น
“จะปิดร้านแล้วนะครับ”
เพนนีหันไปมองตามเสียงของชายเจ้าของร้านที่ผละความสนใจออกมาจากจอเกมตรงหน้าในที่สุด เธอตัดสินใจเอาหนังสือหน้าตาไม่คุ้นตรงไปที่เคาน์เตอร์แล้วทำการซื้อมันทันที
“เอาเล่มนี้ค่ะ”
“399 บาท”
หญิงสาวล้วงกระเป๋าสตางค์ออกมาแล้วยื่นธนบัตรใบสีม่วงออกไป เธอรับเงินทอนแล้วเดินออกมาจากร้าน เพนนีเก็บเศษเงินกลับเข้าไปในกระเป๋าพร้อมเอาหนังสือที่เธอเพิ่งเสียเงินซื้อมาพลิกดูอีกครั้งก่อนจะเดินกลับไปตามทางเพื่อกลับบ้านของตัวเอง
มีเรื่องไหนของนักเขียนคนนี้ที่ฉันไม่เคยอ่านด้วยเหรอ…?
“นะ นี่นาย พอแล้ว…ซี้ดดด” เพนนีผวาตัวตามร่างสูงที่สุดท้ายเขาก็ยอมถอนกายออกไปจากช่วงล่างของเธอในที่สุด นัยน์ตาสวยฉ่ำปรือหยาดเยิ้มไปด้วยพิษใคร่ เธอถูกเขาจ้วงแทงหลายรอบติดกัน จนร่างกายไร้เรี่ยวแรงไม่สามารถพยุงตัวเองขึ้นนั่งแม้กายหนาจะลุกขึ้นยืนและกำลังมองเธอนอนอ้าซ่าอยู่ก็ตาม ร่างขาวนวลเนียนเปิดเผยต่อสายตาของชายหนุ่ม เขายืนมองผลงานชิ้นเอกของตนเองด้วยความภาคภูมิใจ นัยน์ตาคมไล่สำรวจไปทั่วเรือนร่างของเพนนีที่ตอนนี้มีร่องรอยดูดเม้ม และรอยบีบเคล้นจาง ๆ ตรงหน้าอกที่เกิดจากฝีมือของเขา ทำได้ดี วาดิมคิดในใจพลันมุมปากหนาก็ยกขึ้นเองอัตโนมัติ แม้ชายหนุ่มจะอยากมองร่างสวยนั่นต่ออีกสักหน่อยแต่จิตสำนึกที่เขายังพอมีเลยเลือกจะเอาผ้าห่มมาคลุมตัวเพนนีไว้แทน ไม่ใช่เพราะความเป็นห่วง แต่ใช้คำว่าสงสารจะดีกว่า เพราะรายนั้นยังนอนหอบหายใจแหกขาโชว์กลีบดอกไม้ช้ำ ๆ อยู่เลย “แฮ่ก แฮ่ก” คนตัวเล็กเผยอปากเล็กน้อยเพื่อช่วยจมูกรั้นสูดลมหายใจเข้าไป ตอนนี้แค่จมูกของเธอคงไม่สามารถทำงานได้มากพอจากความเหน็ดเหนื่อยราวกับคนไปวิ่งมาสามสิบสี่สิบกิโลติด ๆ กัน
นักเขียนคนที่ฉันติดตามไม่มีทางเขียนนิยายอีโรติกแน่ ๆ แล้วทำไมถึงมีพล็อตแบบนี้ได้… เพนนีมองสบสายตากับวาดิม เธอปล่อยให้ใบหน้าของเขาเข้ามาใกล้ โดยที่ฝ่ามือร้อนก็กำลังบีบเคล้นรอบเอวของเธอไปด้วยในขณะนี้ ผู้ชายหล่อตรงหน้าไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก เขากำลังสังเกตเธออยู่เช่นกัน เธอรู้ดี ถ้านี่ไม่ใช่ฝันแล้วฉันหลุดเข้ามาในหนังสือที่อ่าน ยังไงมันก็ไม่ใช่เรื่องจริง แล้วฉันก็ไม่มีตัวตนในนี้ ถ้าเป็นแบบนั้นแล้วล่ะก็… นัยน์ตาสวยเป็นประกายวิ้งขึ้นมาเมื่อเธอตัดสินใจอะไรได้ เพนนีหลุบตาลงมองริมฝีปากของวาดิม ผู้ชายที่เธอมองว่าเขาช่างมีเสน่ห์เหลือเกินตั้งแต่ได้รู้จักกันผ่านตัวหนังสือ “ทำในสิ่งที่นายอยากทำ เพราะฉันก็อยากลองเหมือนกัน” เสียงของเพนนีเย็นเรียบไม่ได้ตื่นเต้นหรือประหม่า เธอยกมือทั้งสองข้างขึ้นไปวางบนบ่าวาดิมแล้วจ้องตาเขาอย่างไม่เกรงกลัว “ดี ฉันไม่ชอบเล่นเกมแมวไล่จับหนูอยู่แล้ว…เพนนี” วาดิมพูดออกมาบ้าง เขาไล่ตามองกรอบหน้าสวยแล้วเคลื่อนมือไปถกชายเสื้อตัวโคร่งของเพนนีออกจากตัว ตาคมมองผู้หญิงตรงหน้าที่ดูจะเปิดทางให้เขาถอดเสื้อผ้าเธอออ
“…เสียงอะไร?” เสียงทุ้มแบบผู้ชายมีอายุดังขึ้นทำให้เพนนีรีบคลานเข่าเข้าไปหลบตรงซอกกำแพงตามสัญชาตญาณการเอาตัวรอด เธอลีบตัวหลบมุมอยู่ข้างในก่อนที่หูจะได้ยินเสียงฝีเท้าของคนเดินเข้ามาใกล้ หญิงสาวยกมือขึ้นมาปิดจมูกกับปากตัวเองเพราะกลัวเสียงลมหายใจจะดังมากเกินไปแล้วมีคนได้ยินเข้า เธอนั่งคู้ตัวอยู่แบบนั้นกระทั่งเสียงการก้าวเดินเงียบลงแล้วค่อย ๆ ห่างออกไปในที่สุด “กรอบรูปตกครับท่าน” ท่านงั้นเหรอ… ระหว่างคิ้วของเพนนีย่นเข้าหากันยุ่งเมื่อได้ยินเสียงผู้ชายรายงานใครสักคนไปแบบนั้น เธอมองตรงไปฝั่งตรงข้ามถึงได้เห็นว่ามีกรอบรูปที่เคยแขวนอยู่ตรงผนังตกลงมาจริง ๆ “เสียงอย่างกับคนล้ม ช่างมันเถอะ” เสียงเหมือนคนแก่เลย… ใบหน้าสวยโผล่ออกมาจากมุมกำแพง เธอมองผู้ชายใส่สูทโค้งตัวให้ใครสักคนที่เธอเองก็ไม่สามารถมองเห็นจากจุดนี้ได้ “เมื่อกี้แกพูดถึงไหนแล้วนะ” “…เรื่องสัมปทานที่ปู่บอก คนของผมรายงานมาว่าฟรานซิสยังไม่มีกำหนดการที่จะเปิดเผยหรือป่าวประกาศต่อสาธารณะชน ถ้าเป็น…” “เอเธนส์ ฉันรับแกมาจากบ้านเด็กกำพร้าเพื
เพนนีเดินอยู่ท่ามกลางความมืดระหว่างทางที่เธอกำลังเดินกลับบ้านของตัวเอง แม้จะยังรู้สึกหงุดหงิดใจไม่น้อยกับหลาย ๆ เรื่องในวันนี้ที่ไม่ค่อยจะเป็นใจเท่าไหร่นัก แต่หญิงสาวก็ยังตีหน้าเรียบเฉยได้ราวกับปัจจัยภายนอกไม่สามารถทำให้ผู้หญิงอย่างเธอสั่นคลอนได้เลย ขาเรียวภายใต้กางเกงตัวใหญ่เดินไปอย่างช้า ๆ ท่ามกลางแสงไฟบนถนนที่กำลังกระพริบจะดับแหล่ไม่ดับแหล่ ใบหน้าสวยเงยมองเสาไฟขนาดกลางที่สลับกันกระพริบไปตลอดทางเดินแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้าเอือมระอากับความไม่พัฒนาแม้จะอยู่ในเมืองกรุง เธอใช้เวลาเดินพอสมควรเพราะไม่ได้เร่งรีบอะไร กระทั่งพาตัวเองมาหยุดยืนอยู่หน้าบ้านไม้คุ้นตาในที่สุด วี้ดด วิ้ววว ~ เพนนีหยิบเอากุญแจบ้านออกมาแล้วไขรั้วเหล็กเปิดเข้าไป เธอไม่คิดสนใจบรรยากาศวังเวงรอบตัวอย่างคนปกติที่คงจะเสียวสันหลังไม่น้อยกับความเงียบสงัดชวนขนหัวลุกแบบนี้ ปึงง! เหมียววว ~ ไม่ทันที่เพนนีจะได้เดินเข้าบ้าน ก็มีแมวหง่าวสีดำกระโจนลงมาจากกำแพงแล้วดักหน้าเธอไว้เสียก่อน มันมองมาที่เธอแล้วก้าวเข้ามาหาช้า ๆ อย่างไม่เกรงกลัว “เฮอะ” เพนนีพ่นลมออกจากปากแ





