Mag-log in[ทรมานก่อน สะใจทีหลัง] แต่งงานกันตามข้อตกลงมาห้าปี แม้รู้ทั้งรู้ว่าฟู่ซือเหยียนเลี้ยงชู้รักสวยเย้ายวนยั่วใจไว้ข้างนอก เสิ่นชิงซูก็ยังคงเลือกที่จะกล้ำกลืนฝืนทน กระทั่งเธอค้นพบว่าลูกชายที่เธอเห็นเป็นลูกในไส้เกิดจากฟู่ซือเหยียนกับชู้รัก เธอถึงตระหนักว่าที่แท้การแต่งงานครั้งนี้เป็นการหลอกลวงตั้งแต่ต้น ชู้รักทำเหมือนตัวเองเป็นเมียหลวง บุกมาถึงบ้านพร้อมกับใบหย่าที่ฟู่ซือเหยียนร่างขึ้นมา ในวันนั้นเอง เสิ่นชิงซูตรวจสอบรู้ว่ากำลังตั้งครรภ์ ในเมื่อผู้ชายได้แปดเปื้อนไปแล้ว งั้นก็อย่าเอามันเลย ส่วนลูกชายที่เป็นลูกชู้ก็ส่งคืนให้ชู้ไปเสีย เสิ่นชิงซูที่ตัดขาดจากความรักและความสัมพันธ์ได้แสดงความสามารถอย่างเฉิดฉาย หาเงินเองอย่างสง่างามตามลำพัง ญาติใกล้ชิดที่เคยดูถูกเหยียดหยามเธอในวันวานนึกเสียใจแล้ว พยายามแย่งกันมาประจบเอาใจเธอกันยกใหญ่ บรรดาลูกหลานตระกูลเศรษฐีที่เคยหัวเราะเยาะเธอว่าพึ่งผู้ชายในการไต่เต้าก็นึกเสียใจแล้วเหมือนกัน ต่างพากันทุ่มเงินวิงวอนขอความรักจากเธอ เด็กน้อยซึ่งถูกหญิงอื่นสั่งสอนจนเสียผู้เสียคนก็เสียใจแล้วเหมือนกัน จึงร้องห่มร้องไห้พลางเรียกเธอว่าแม่ ...... กลางดึกในคืนนั้น เสิ่นชิงซูได้รับสายหนึ่งจากหมายเลขที่ไม่รู้จัก น้ำเสียงเมามายของฟู่ซือเหยียนดังมาจากปลายสาย “อาซู คุณจะตอบตกลงแต่งงานกับหมอนั่นไม่ได้นะ ผมยังไม่ได้เซ็นใบหย่า”
view more“ผมปิดบังคุณเอง ไม่โทษคุณหรอก”“แต่ฉันโกรธจริง ๆ นะคะ” เสิ่นชิงซูมองเขา น้ำเสียงแผ่วเบาแต่จริงจัง “ตอนนั้นฉันไม่คิดเลยว่าคุณจะแต่งงานใหม่เร็วขนาดนั้น ถึงขั้น เสียใจอยู่เหมือนกัน”ฟู่ซือเหยียนอึ้งไปผ่านไปหลายวินาที กว่าเขาจะตั้งสติได้ ขนตาเขาสั่นไหว ร่างกายเกร็งขึ้นมาทันที “อาซู คุณหมายความว่า...”คำพูดต่อจากนั้น ฟู่ซือเหยียนไม่ได้เอ่ยออกมา แต่ทั้งสองฝ่ายต่างก็เข้าใจกันดีนัยน์ตาคู่สวยของหญิงสาวเจือรอยยิ้มจาง ๆ ที่ก้นบึ้งของดวงตานั้น สะท้อนเพียงใบหน้าหล่อเหลาคมคายของชายหนุ่มนี่คือคำตอบที่ไร้เสียงของเธอภายในรถเงียบสนิทลูกกระเดือกของชายหนุ่มขยับขึ้นลง หัวใจเต้นรัวราวกับกลองนิ้วมือที่พันผ้ากอซกุมท้ายทอยของหญิงสาวไว้ ภายใต้สายตาที่ตื่นตะลึงเล็กน้อยของเธอ ชายหนุ่มก็ก้มหน้าลงจูบวินาทีที่ริมฝีปากสัมผัสกัน หัวใจทั้งสองดวงราวกับระเบิดออกในฉับพลันเลือดลมร้อนผ่าวสูบฉีดไปทั่วร่าง ความรู้สึกซาบซ่านแผ่กระจายจากริมฝีปากลามไปจนถึงกลางกระหม่อมทีละน้อยจูบของฟู่ซือเหยียนทั้งแผ่วเบาและอ่อนโยน เต็มไปด้วยความอดกลั้นและยับยั้งชั่งใจแยกทางกันไปหลายปี ต่างฝ่ายต่างครองตัวเป็นโสด ทั้งคู่จึงด
เสิ่นชิงซูเดินไปนั่งลงที่ฝั่งตรงข้ามกับฟู่ซือเหยียนป้าอวิ๋นตักโจ๊กข้าวฟ่างวางลงตรงหน้าเธอ ปรายตามองฟู่ซือเหยียนแวบหนึ่ง แล้วช่วยพูดแก้ต่างให้“คุณฟู่แค่ฝืนทำเก่งไปงั้นแหละค่ะ เขาไม่อยากเสียฟอร์มต่อหน้าเด็ก ๆ น่ะค่ะ!”ฟู่ซือเหยียนกระแอมเบา ๆ พยายามหาข้ออ้างให้ตัวเองสุดฤทธิ์“คือวันนี้รู้สึกว่าแผลดีขึ้นมากแล้ว ผ้ากอซก็พันหลวมลงหน่อย นิ้วเลยพอจะขยับถูไถได้บ้าง”ความจริงเสิ่นชิงซูมองลูกไม้ตื้น ๆ ของฟู่ซือเหยียนออกตั้งนานแล้ว แต่เห็นแก่ที่ครั้งนี้เขาเสียสละเพื่อเธอมากขนาดนี้ เธอจึงทำใจร้ายให้เขาผิดหวังไม่ลงก็แค่ไม่กี่วันนี้ ถือซะว่าเลี้ยงเด็กก็แล้วกัน“อาการดีขึ้นก็ดีแล้ว กินข้าวเสร็จฉันจะพาคุณไปล้างแผลให้น้ำเกลือที่โรงพยาบาล” เสิ่นชิงซูเอ่ยขึ้นพอได้ยินดังนั้น ฟู่ซือเหยียนก็มองหน้าเธอเสิ่นชิงซูก้มหน้าก้มตากินโจ๊กฟู่ซือเหยียนเห็นสีหน้าเธอเป็นปกติ แน่ใจแล้วว่าเธอไม่ได้โกรธ ถึงได้ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกหลังกินมื้อเช้าเสร็จ เสิ่นชิงซูจะพาฟู่ซือเหยียนไปล้างแผลที่โรงพยาบาล และจะแวะไปเยี่ยมเฉียวซิงเจียด้วยเสี่ยวอันหนิงกับเนี่ยนอันรบเร้าจะขอตามไปด้วยโรงพยาบาลเชื้อโรคเยอะ เสิ่นชิ
เสียงหัวเราะร่าเริงของเด็ก ๆ ดังแว่วมาจากชั้นล่างวันนี้เป็นวันเสาร์ เด็กทั้งสองคนไม่ต้องไปโรงเรียนอนุบาลเสิ่นชิงซูนอนหงาย จ้องมองเพดานอย่างเหม่อลอยอยู่ครู่หนึ่งห้านาทีต่อมา เธอก็ลุกขึ้นนั่ง เลิกผ้าห่มลงจากเตียง แล้วเดินเข้าห้องน้ำไปล้างหน้าแปรงฟัน.........ที่ชั้นล่าง เสียงเจื้อยแจ้วไร้เดียงสาของเด็ก ๆ ราวกับนกน้อยที่มีความสุข ส่งเสียงจิ๊บ ๆ จั๊บ ๆ แทบไม่หยุดพักเมื่อเช้าตอนเจ็ดโมง หลังจากเนี่ยนอันกับเสี่ยวอันหนิงแปรงฟันเปลี่ยนชุดเสร็จเรียบร้อย ก็จูงมือน้อย ๆ เดินลงบันไดมาด้วยกันพอมาถึงห้องรับแขกก็เห็นฟู่ซือเหยียนนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่บนโซฟา สองพี่น้องดีใจกันยกใหญ่!ทว่า พวกเขาก็สังเกตเห็นอย่างรวดเร็วว่ามือทั้งสองข้างของฟู่ซือเหยียนพันผ้ากอซไว้หนาเตอะถึงจะยังเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ แต่ก็รู้จักสงสารพ่อ ต่างคนต่างจับมือพ่อคนละข้าง ยื่นปากจู๋ออกแรงเป่าลม ‘ฟู่ว ๆ’ ให้ท่าทางน่าเอ็นดูนั้นทำเอาป้าอวิ๋นและจางอวิ๋นที่เดินผ่านมาอดขำไม่ได้สองพี่น้องรุมถามฟู่ซือเหยียนว่ามือไปโดนอะไรมา?ฟู่ซือเหยียนตอบเพียงว่า “พ่อไม่ระวังเลยบาดเจ็บ อีกไม่กี่วันก็หายแล้ว”ถานอีอี้ในฐานะพยานเหตุการณ
ดูท่าทางแล้วคงจะถือช้อนไม่ได้จริง ๆ“งั้นช่างมันเถอะ” ฟู่ซือเหยียนวางมือลง “ผมไม่กินแล้ว คุณกลับห้องไปพักผ่อนเถอะ”เสิ่นชิงซูจ้องเขาเขม็ง “ฟู่ซือเหยียน คุณกำลังแกล้งทำตัวน่าสงสารเรียกคะแนนเห็นใจเหรอ”พอแผนตื้น ๆ ถูกจับได้ ฟู่ซือเหยียนก็หลุบตาลง กระแอมแก้เก้อเบา ๆ “โดนคุณมองออกซะแล้ว”เสิ่นชิงซูเม้มปากเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจ “ช่างเถอะ คุณกินยาแก้อักเสบอยู่ ยังไงก็ควรต้องกินโจ๊กสักหน่อย”พอได้ยินดังนั้น ฟู่ซือเหยียนก็เงยหน้ามองเธอขวับ แววตาร้อนแรงเสิ่นชิงซูเร่ง “นั่งลงสิ ฉันจะป้อน”หัวคิ้วของฟู่ซือเหยียนกระตุกวูบ แทบไม่อยากเชื่อว่าเสิ่นชิงซูจะยอมป้อนเขาจริงๆเขารีบเดินไปนั่งลงที่ขอบเตียงทันทีเสิ่นชิงซูเดินเข้าไป ยกชามโจ๊กเปล่าขึ้น ใช้ช้อนตักมาหนึ่งคำแล้วยื่นไปจ่อที่ริมฝีปากเขาฟู่ซือเหยียนรีบอ้าปากยื่นหน้าเข้ามา...เสิ่นชิงซูชะงัก รีบดึงช้อนกลับทันทีชายหนุ่มชะงัก มองเธออย่างไม่เข้าใจเสิ่นชิงซูขมวดคิ้ว “คุณต้องเป่าก่อนสิ โจ๊กเพิ่งต้มเสร็จ ร้อนมากนะ”ฟู่ซือเหยียนหัวเราะในลำคอ “ได้”เสิ่นชิงซูไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาขำอะไร เธอมองค้อนใส่เขาแวบหนึ่ง แล้วยื่นช้อนไปให้อีกค
Mga Ratings
RebyuMore