Mag-log in“ป้ามาเรียยังไม่ได้กินมื้อค่ำหรือคะ” เธอถาม
“อ้อ...เปล่าจ้ะ ของคุณชาร์ลส์น่ะ เขาเพิ่งกลับมาเมื่อกี้ คงยังไม่ได้กินอะไร ป้าเลยทำเผื่อ เดี๋ยวเสร็จแล้วป้าจะไปเรียกมากินพร้อมกับครูเอลลี่ไงคะ” นางมาเรียชี้แจงพลางปาดเหงื่อที่เริ่มซึมเพราะความร้อนจากหน้าเตา
อรุณฉัตรเห็นเช่นนั้นก็อยากแบ่งเบาภาระของแม่ครัวร่างท้วมที่เหนื่อยมาตลอดทั้งวัน เธอเลยอาสาไปตามคุณชาร์ลส์ให้ แล้วคุณชาร์ลส์อะไรนี่ไม่ใช่เจ้านายหรอกหรือ ถึงต้องมากินอาหารในห้องครัวเหมือนเธอ
“เดี๋ยวเอลลี่ไปตามคุณชาร์ลส์ให้ค่ะ ป้ามาเรียจะได้ไม่เหนื่อย ถ้าเอลลี่มาช้า ป้าก็กลับไปอาบน้ำนอนเลยนะคะ เดี๋ยวเอลลี่จัดการต่อเองค่า”
“จริงหรือคะครูเอลลี่ แหม...น่ารักจริงๆ มีแฟนหรือยังคะเนี่ย”
มาเรียลองเลียบเคียงถาม
“โอย...ยังไม่มีหรอกค่า ป้ามาเรียหาให้เอลลี่หน่อยสิค้า เอลลี่จีบผู้ชายไม่เป็นค่ะ สงสัยชาตินี้จะขึ้นคาน”
อรุณฉัตรพูดทีเล่นทีจริงกับคุณป้าแม่ครัว แต่มาเรียคิดจริงจังจนวางแผนไว้แล้วว่าจะดักตีหัวคุณชาร์ลส์รูปหล่อแล้วลากไปซ่อนไว้ในห้องของครูเอลลี่ในสักวันหนึ่ง แค่คิดมาเรียก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ให้กับไส้กรอกในกระทะที่กำลังสุกได้ที่
ครูสาวออกจากประตูหลังห้องครัวเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางที่มีต้นไม้น้อยใหญ่ขึ้นปกคลุมราวกับป่าย่อมๆ เธออยากจะถือไฟฉายมาด้วยจริงๆ เพราะหนทางมันมืดจนน่ากลัว คงไม่ค่อยมีใครเดินมาทางนี้กระมังถึงได้รกขนาดนี้ ความจริงมันก็ไม่ได้ไกลจากตัวบ้านหลังใหญ่นักหรอก แค่มันมืดจนมองทางไม่ถนัดเท่านั้นเอง
“ยู้ฮู เฮลโล! มีใครอยู่ไหมค้า”
อรุณฉัตรป้องปากแล้วส่งเสียงร้อง ก้าวเข้าไปในบ้านที่เปิดไฟสลัวๆ เธอเห็นด้านในไม่ชัดเพราะติดกระจกทึบโดยรอบ เธอเดินขึ้นไปทางบันไดหินเตี้ยๆ ความจริงบ้านหลังนี้ก็ไม่ได้เล็กและเตี้ยอย่างที่เธอคิด อาจจะเป็นเพราะว่าเธอมองจากมุมสูงมันจึงดูเล็กในตอนนั้น
เธอลองเคาะประตูสองสามครั้งแต่เมื่อไม่มีคนมาเปิดจึงถือวิสาสะผลักประตูเข้าไป ภายในบ้านที่ล้อมรอบด้วยกระจกสีทึมทึบ ด้านในกลับใช้เฟอร์นิเจอร์สีขาว ทั้งโซฟา โต๊ะตู้ ไม่เว้นแม้แต่แจกันลายสวยใบใหญ่ที่ตั้งอยู่มุมหนึ่งของบ้านก็เป็นสีขาวขุ่นๆ เหมือนสีงาช้าง เช่นเดียวกับสีของโซฟา และมันช่างตัดกับพรมสีแดงอิฐที่ปูเต็มพื้นเหลือเกิน
“มีใครอยู่ไหมค้า!”
คุณครูพี่เลี้ยงส่งเสียงร้องเรียก แต่ได้รับเพียงความเงียบงันกลับคืนมา เธอเดินผ่านห้องนั่งเล่นที่จัดไว้อย่างเป็นระเบียบแล้วผลักประตูห้องหนึ่งในสามห้องที่มีอยู่ในบ้าน เธอเดาว่าห้องนี้แหละที่สมควรจะมีเจ้าของบ้านหลบซ่อนตัวอยู่ แต่แล้วการคาดเดาของเธอก็ได้ผลที่น่าตกใจ เมื่อห้องดังกล่าวมันเป็นมากกว่าห้องส่วนตัว เพราะมีเตียงขนาดใหญ่วางอยู่กลางห้อง ขนาดของมันใหญ่เสียจนเธอสามารถลงไปนอนกลิ้งเกลือกกับผู้ชายได้อีกสักสิบคน
“ตายแล้ว! นี่คิดบ้าบออะไรเนี่ยยัยเอลลี่”
อรุณฉัตรส่ายศีรษะให้กับความคิดห่ามๆ เรื่องเตียงนอน เธอเดินเบาๆ ไม่แน่ใจว่าเจ้าบ้านอยู่ในนี้หรือเปล่า เพราะนอกจากเสียงลมหายใจของเธอและเสียงครางเบาๆ ของเครื่องปรับอากาศ เธอก็ไม่เห็นวี่แววของเขาเลย
ฉับพลันสายตาของอรุณฉัตร ก็ปะทะเข้ากับบางอย่างที่วางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้ง เธอตรงรี่ไปหามันทันที เพราะแค่สีของขอบผ้าเช็ดหน้าผืนนั้น เธอก็จำได้ไม่มีวันลืม
“นี่มันผ้าเช็ดหน้าของฉันนี่นา แล้วทำไมมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ”
อรุณฉัตรวกกลับไปคิดเรื่องพ่อเทพบุตรของเธออีกครั้ง แม้ว่าจะผ่านมากว่าอาทิตย์แต่เธอก็ยังจำได้ไม่มีวันลืมเช่นกัน เรือนผมสีน้ำตาลอมทอง ใบหน้าคมได้รูปจมูกโด่งเป็นสัน ผิวขาวสะอาดและเรือนร่างสูงใหญ่ของเขา เหลือก็เพียงสีนัยน์ตาเท่านั้นที่ถูกบดบังไว้ด้วยแว่นสีชาเข้ม หรือจะเป็นเขาจริงๆ ชาร์ลส์คือพ่อเทพบุตรสุดหล่อจริงๆ หรือ
เธอกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้อง และก็เห็นเสื้อสูทที่พาดอยู่กับราวหน้าห้องน้ำ และทันทีที่คว้ามันได้ เธอก็ยกมันจ่อจมูกทันที
“โอ...พระเจ้า คุณคือคนนั้นจริงๆ ด้วย!”
ครูสาวยิ้มอย่างดีใจ เธอจำกลิ่นพ่อเทพบุตรสุดหล่อได้ โอ...พระเจ้า อย่างนี้เขาเรียกว่าบุพเพสันนิวาสใช่ไหม ต้องเป็นบุพเพแน่ๆ คุณชาร์ลส์ของเอลลี่
ขณะที่อรุณฉัตรกำลังตกอยู่ในห้วงแห่งภาพฝันอันบรรเจิด เจ้าของห้องที่หญิงสาวตามหาก็ปรากฏกายที่หน้าห้องน้ำ ทิ้งระยะห่างจากร่างบอบบางเพียงหนึ่งช่วงตัวเท่านั้น
ร่างสูงโปร่งของชาร์ลส์ยืนนิ่งงันอยู่หน้าห้องน้ำในสภาพที่ทั่วทั้งร่างมีผ้าเช็ดตัวเพียงผืนเดียว แต่กระนั้นมันก็มิได้พันไว้ที่รอบเอวสอบ แต่กลับคล้องไว้รอบคอแกร่งแบบลวกๆ ก็ใครจะไปนึกละว่าพอเปิดประตูห้องน้ำออกมาจะเจอสาวแปลกหน้ากำลังยืนดมเสื้อของเขาอยู่
นัยน์ตาสีเทาเซ็กซี่ทอดตรงไปยังสตรีแปลกหน้าที่บุกรุกเข้ามาในห้องเขาด้วยความงุนงง เจ้าหล่อนเป็นใคร และจะยืนดมเสื้อกันอีกนานไหม
“เสื้อนั่นไม่ได้ซักมาสามวันแล้ว แต่ถ้าเธอชอบกลิ่นมันนักฉันยกให้เอาไหมล่ะ” เขาถามออกไปแล้วยกสองแขนขึ้นกอดอก รอดูว่าเจ้าหล่อนจะตอบเช่นไร แต่ดูเหมือนว่าหล่อนจะยังไม่หลุดจากภวังค์ ความจริงแล้วแค่เห็นเพียงเสี้ยวหน้า เขาก็ว่าหล่อนหน้าคุ้นๆ ชอบกล
“ปะ...ปล่อย ได้โปรดเถอะชาร์ลส์ อย่าทำแบบนี้เลย ฉันขอร้อง” เสียงของนิลอรไร้พลังเกินกว่าจะตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ มันเจ็บแสบในลำคอที่ยังอักเสบ และต่อให้ร้องเสียงดังสักเท่าไหร่คนที่อยู่บนบ้านหลังใหญ่ก็คงไม่มีใครได้ยิน“ปล่อย! ชาร์ลส์...ปล่อยนะ ขอร้อง...ฉัน...ฉันเป็นเมียของเจ้านายคุณนะชาร์ลส์!” ชาร์ลส์ไม่ฟังเสียง เขาหมดสิ้นแล้วซึ่งสติที่สมควรจะมี พอช้อนร่างบางขึ้นมาได้ก็แทบจะเหาะเข้าไปในห้องนอนตุ้บ!ร่างบอบบางของนิลอรร่วงหล่นลงบนฟูกหนา หญิงสาวดิ้นรนจนตกจากอ้อมแขนของชาร์ลส์ก่อนที่เขาจะวางลงบนเตียงให้เรียบร้อย เวลานี้ชาร์ลส์ถูกฤทธิ์ยานรกที่เอลิซผสมมาในบรั่นดี ปลุกสัญชาติญาณอันดิบเถื่อนจนพลุ่งพล่านทั่วเรือนกาย และในที่สุด เขาก็มิอาจต้านทานแรงปรารถนาอันล้ำลึกในครั้งนี้ นิลอรถูกจับตรึงไว้กับเตียง ร่างของเธอจมลงในฟูกนุ่มเกือบครึ่งค่อน ใบหน้าสีน้ำผึ้งอ่อนจางบัดนี้สีสันเพียงหนึ่งเดียวก็คือสีเดียวกับแผ่นกระดาษ หยดน้ำตารินรดทางหางตาเมื่อริมฝีปากของชายหนุ่มผู้ซึ่งสามีรักประดุจญาติพี่น้องตรงเข้าซุกไซ้ซอกคอระหงอย่างหื่นกระหาย ลมหายใจของชาร์ลส์รินรดลำคอเธอจนร้อนผ่าว ประดุจหยอกเย้าด้วยลมหายใจแห่งมัจ
“นายรักแองจี้หรือชาร์ลส์” เอ่ยถามตรงๆ ยังผลให้ชาร์ลส์ตัวแข็งทื่อ นัยน์ตาสีเทาแสนเซ็กซี่กวาดไปรอบๆ บริเวณชานระเบียงที่นั่งอยู่ และเขาก็ประหลาดใจนักที่เวลานี้ไม่มีแสงอาทิตย์ให้เห็น นี่เขานั่งดื่มมานานแค่ไหนแล้วนะ“ชาร์ลส์...อย่าทำเป็นนิ่งหน่อยเลยน่า ถ้ารักแองจี้จริงๆ ฉันมีทางช่วยนะ” เอลิซเปิดทางพร้อมๆ กับรินบรั่นดีที่เหลือเพียงค่อนขวดให้ชายหนุ่ม ใบหน้าที่เริ่มแดงระเรื่อใต้แสงไฟสลัวทำให้ใบหน้าของชาร์ลส์ยิ่งดูน่ามอง น่าเสียดายนักที่วันนี้ไม่อาจพาชายหนุ่มคนนี้ไปเริงรักบนเตียงตามที่ใจปรารถนา ด้วยว่าวันนี้มีงานใหญ่ที่สำคัญกว่าเรื่องนั้น รอท่าอยู่“หึๆ ช่วยเหรอ ไม่มีทางหรอก แองจี้รักโจนาธาน และผมคงไม่มีวันหักหลังเขาอย่างเด็ดขาด” ชาร์ลส์ตอบ แม้ว่าเสียงจะฟังเหมือนเยาะเย้ยตัวเอง แต่เขาก็มั่นใจในคำพูดของตน เขาคงดึงแองจี้ที่รักมาแนบชิดไม่ได้หากว่าโจนาธานยังอยู่ข้างๆ หล่อน“ฉันก็ไม่ได้บอกให้หักหลังเขานี่นา ฉันแค่อยากให้เธอหาความสุขใส่ตัว ตอนนี้โจนาธานไม่อยู่ และแองจี้ก็นอนอยู่คนเดียวบนตึก ฉันว่าผู้หญิงที่ยังสาวและสวยอย่างแองจี้คงไม่ปฏิเสธหนุ่มๆ รูปหล่ออย่างนายหรอกชาร์ลส์ นายก็รู้ดีนี่นาว่าโจนาธานอ
แล้วทำไมเขาต้องอยากเห็นใบหน้าตื่นๆ ของเจ้าหล่อนด้วยเล่า คนที่เขาสมควรคิดถึงคือนิลอรมิใช่หรือ?...........บ่ายแก่ๆ ของวันที่สาม หลังจากที่เจ้าของบ้านและผู้ช่วยหนุ่มเดินทางสู่ประเทศสหรัฐฯ สายลมแห่งกาลเวลาพัดแผ่วเบาอย่างเงียบเชียบ น่าแปลกใจนักที่คนทั้งสองมิได้ส่งข่าวคราวมาบ้างว่าการเจรจาเรื่องคดีความเป็นอย่างไร นิลอรที่ป่วยนอนซมมาตั้งแต่วันนั้นจนตอนนี้ก็ยังไม่หายดี หญิงสาวเป็นหวัดและปวดศีรษะอยู่เป็นนิจ บางเวลาก็คลื่นไส้อาเจียนจนสาวใช้ต้องส่ายหน้าเพราะนายสาวรับประทานอะไรลงไปก็มีแต่จะคายออกมาหมด นิลอรต้องสั่งให้พวกเขาไม่ต้องเอาอะไรมาให้เธอกินอีก และตั้งแต่คำสั่งนั้นจนถึงตอนนี้ก็เป็นเวลาหนึ่งวันเต็มๆ ที่เธอไม่มีอาหารตกถึงท้องเลยแม้แต่อย่างเดียว คุณแม่ลูกแฝดนอนแบ็บอยู่บนเตียง เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าวันนี้เป็นวันที่เท่าไหร่หรือเวลาเท่าไหร่ของวัน แสงอาทิตย์สีส้มจัดสาดทะลุผ้าม่านกระทบกับบานกระจกที่โต๊ะเครื่องแป้งเข้ามาแยงตาจนไม่สามารถนอนต่อได้ และนั่นก็เป็นสาเหตุให้เจ้าตัวต้องลุกขึ้นนั่งพร้อมอาการหายใจหอบถี่ นาทีนี้แม้แต่การลุกนั่งนิลอรก็ยังต้องใช้เรี่ยวแรงมากมายสาวใช้นางหนึ่งเดินเข้ามาดูอาการข
ชาร์ลส์ก่นด่าตัวเองอยู่อีกหลายประโยค ไม่ได้สังเกตเลยว่าบัดนี้ไม่ได้ยืนอยู่เพียงลำพัง นาทีนี้อรุณฉัตรมั่นใจแล้วว่าสตรีที่อยู่ในหัวใจของพ่อเทพบุตรรูปงามที่แท้ก็คือศรีภรรยาของโจนาธานนี่เอง น่าสงสารเขาเหลือเกินที่ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ เขาคงอึดอัดและทรมานอย่างหาที่เปรียบมิได้ เธอเข้าใจดีว่ามันทรมานแค่ไหนกับการหลงรักคนที่เขามิได้มีใจ แต่ชาร์ลส์คงทรมานมากกว่าเธอหลายเท่า เมื่อต้องเฝ้ามองเจ้านายที่เคารพทั้งสองหมั่นแสดงความรักต่อกันให้เขาได้เห็น จะพูดออกมาก็คงไม่ได้ จะทำร้ายเจ้านายที่เคารพด้วยการแย่งนายสาวมาครอบครองก็คงไม่สมควร น่าเวทนาแท้ๆ“คุณน่าจะเช็ดตัวสักหน่อย หรือไม่ก็ไปเปลี่ยนเสื้อผ้า นี่มันจะค่ำแล้วนะคะ ฝนก็ทำท่าว่าจะตก เดี๋ยวจะไม่สบาย”อรุณฉัตรเอ่ยกับแผ่นหลังกว้างอยู่เบื้องหน้า มันเปียกชุ่มด้วยหยาดธาราเพราะเขาเพิ่งลงไปช่วยนายสาวขึ้นมาจากสระกระมัง เมื่อครู่นี้เธอเดินสวนกับโจนาธานและแองจี้ที่โถงทางเดิน โจนาธานบอกว่าให้เธอช่วยเรียกคุณหมอมาให้ด้วยเพราะคุณแองจี้จมน้ำ นาทีนั้นเธอตกใจจนกายสั่นเทิ้ม ยิ่งเห็นวงหน้าสีน้ำผึ้งนวลเนียนในวงแขนของผู้เป็นเจ้านายซีดเผือด เธอก็ยิ่งหวั่นกลัว แต่เมื่อโจนาธา
คุณแม่ลูกแฝดถอยหลังเล็กน้อยเมื่อสามีขยับเข้ามาใกล้ ในเมื่อโจนาธานอยากให้ภรรยาของเขาเป็นผิดในเรื่องนี้ เธอก็จะทำให้เขาสมหวัง“ไม่เอาน่าแองจี้ เธออย่าพูดเรื่องนั้นได้ไหม เราคุยกันจบไปแล้วนะ และมันไม่เห็นจะเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย” หนุ่มใหญ่โอดครวญอย่างเหนื่อยหน่าย ก้าวขาเข้าใกล้ศรีภรรยามากยิ่งขึ้นนิลอรโบกมือให้เขาว่าอย่าเข้ามา และก้าวถอยหลังไปจนชิดขอบสระ“ในเมื่อคุณคิดว่าฉันผิด ฉันก็จะพิสูจน์ว่าฉันไม่ได้ทำ”นิลอรเอ่ยขึ้นพร้อมหยดน้ำตา ในขณะที่โจนาธานกลอกตาขึ้นฟ้าอย่างอิดหนาระอาใจ แม่ศรีภรรยาของเขาเอาแต่ใจที่สุด ช่างประชดประชันและไม่ยอมรับความจริงเอาเสียเลย“เอาเถอะแองจี้! เธอจะทำอะไรก็ทำ ถ้าการที่เธอจะกระโดดลงไปมันจะช่วยพิสูจน์ว่าตัวเองบริสุทธิ์ก็เอาเลย!”ตูม!สิ้นเสียงท้าของโจนาธาน นิลอรก็ทิ้งกายลงสู่ผิวน้ำ ร่างอรชรที่เรี่ยวแรงอ่อนล้าถูกสายธาราบีบอัดจนเนื้อในแทบปริแยก เธอพยายามใช้เท้าและแขนพุ้ยน้ำให้มากที่สุดเพื่อลดแรงกระแทกที่ก้นสระ อากาศที่สูบเข้าปอดก่อนทิ้งกายลงมาเริ่มหมดไปทีละน้อย หมดไปพร้อมๆ กับภาพพร่ามัวของสามีที่ยืนอยู่ขอบสระ เขาช่างใจดำไม่ทำแม้แต่จะลงมาช่วยเธอ เขาจะรู้บ้างไหมว่าเธ
...........บทที่ 13ซ้อนแผน...........“ขอโทษเอลิซเถอะแองจี้ ถ้าเธอยังพอมีหัวใจ”นิลอรตัวแข็งทื่อ แขนขาชาดิกไร้ความรู้สึก สามีที่รักเอ่ยออกมาแบบนี้แสดงว่าเขาตัดสินไปแล้วว่าใครเป็นคนผิด ช่างน่าขันนักที่เรื่องความเชื่อใจกำลังมีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้อีกแล้ว “ถ้าฉันบอกว่าไม่มีละคะโจนาธาน ตอนนี้หัวใจฉันถูกคำพูดของคุณทำลายจนหมดสิ้นแล้ว เอลิซทำยังไงนะ เธอถึงทำให้คุณเชื่อได้ว่าฉันเป็นคนผิด ทั้งๆ ที่ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลย” นิลอรตีหน้าเศร้าลงอีกเท่าตัว จ้องมองเอลิซด้วยดวงตาที่กำลังจะปลดปล่อยหยดน้ำตา แม่ม่ายพราวเสน่ห์หรี่ตามองนิลอรอย่างใช้ความคิด อยากรู้นักว่านิลอรจะแก้เกมหนนี้อย่างไร โจนาธานไม่มีวันเชื่อหรอกว่าภรรยาของเขาไม่ผิดในเมื่อสิ่งที่เขาเห็นและสิ่งที่เธอใส่ไคล้เข้าไปสามารถช่วยให้เขาเดาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ในทันที และเขาก็กล่าวหาภรรยาของเขาในทันทีเช่นกัน“อย่า! พยายามโยนความผิดให้กับเจ้าทุกข์ที่นั่งเปียกซ่กอยู่ต่อหน้าเธอเลยแองจี้ เห็นๆ กันอยู่ว่าเอลิซเกือบจะจมน้ำในขณะที่เธอนั่งดูอยู่เฉยๆ” โจนาธานเหวี่ยงผ้าเช็ดตัวลงพื้น การได้รับรู้ว่าภรรยาที่รักเป็นสตรีที่ใจไม้ไส้ระกำกระทำต่อเพื่อนมน




![หนี้สวาทพ่อเลี้ยงทมิฬ [ Drama,Comedy 18+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


