Masukบรรยากาศในร้านกาแฟขนาดกะทัดรัดเงียบสนิทจนได้ยินเสียงเข็มนาฬิกาบนผนังเดินเป็นจังหวะ ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุนลงชั่วขณะเมื่ออคินทร์จ้องมองไปยังเด็กหญิงตัวน้อยที่ยืนกะพริบตาปริบๆ อยู่ข้างกายม่านไหม ความรู้สึกที่เขาพยายามกดทับไว้ตลอดห้าปีพรั่งพรูออกมาจนหน้าอกข้างซ้ายปวดร้าว
"น้องไหม... ไปหยิบสมุดเล่มอื่นมาดูหลังร้านก่อนลูก แม่มีธุระกับแขก" ม่านไหมเอ่ยเสียงเรียบ แม้จะพยายามคุมโทนเสียงไม่ให้สั่น แต่ปลายนิ้วที่กำแขนลูกสาวไว้แน่นจนขึ้นข้อขาวกลับฟ้องความตื่นตระหนกที่เธอกำลังเผชิญ "แต่ลุงคนนี้หน้าคุ้นๆ เหมือนในรูปที่แม่เก็บไว้ในลิ้นชักเลยนะแม่" ประโยคใสซื่อของเด็กห้าขวบดั่งสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจคนทั้งคู่ ม่านไหมหน้าถอดสีทันที เธอรีบดันหลังลูกสาวให้เดินเข้าหลังร้านไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับอคินทร์ที่ตอนนี้แววตาเปลี่ยนจากความตะลึงงันเป็นความสั่นไหวอย่างรุนแรง "อย่ามาทำให้ชีวิตของฉันกับลูกต้องพังเพราะความเห็นแก่ตัวของคุณอีกเลย อคินทร์" ม่านไหมเอ่ยเสียงลอดไรฟัน "ห้าปีที่แล้วคุณเลือกทางเดินของคุณไปแล้ว วันนี้ทางของใครของมันเถอะนะ" อคินทร์ไม่ได้ถอยหนี เขาก้าวข้ามความกดดันนั้นเข้ามาประชิดเคาน์เตอร์ กลิ่นกาแฟคั่วบดอบอวลไม่อาจกลบกลิ่นน้ำหอมหรูหราที่เธอจำได้ดี เขาใช้มือวางลงบนเคาน์เตอร์ขวางกั้นทางออกเดียวของเธอไว้ "ทางเดินเหรอ?" เขาทวนคำด้วยน้ำเสียงขมขื่น "เธอก็รู้ว่าตอนนั้นฉันไม่มีทางเลือก พ่อฉันขู่ว่าจะทำลายครอบครัวของเธอ... ทำลายงานที่เธอรัก ทำลายทุกอย่างที่เธอสร้างมา ถ้าฉันไม่ไปจากเธอในวันนั้น วันนี้เธอก็คงไม่มีชีวิตที่ดีแบบนี้หรอก" "แล้วมันต่างอะไรกับการที่คุณทำลายใจฉันล่ะ!" ม่านไหมตวาดกลับ ดวงตาคู่สวยรื้นไปด้วยหยดน้ำตาที่เธอพยายามกักเก็บไว้ "คุณคิดว่าเงินทองและอำนาจของตระกูลคุณจะชดเชยเวลาห้าปีที่ฉันต้องร้องไห้จนเกือบขาดใจได้ไหม? คุณคิดว่ามันชดเชยช่วงเวลาที่ลูกถามถึงพ่อ แล้วฉันต้องโกหกจนน้ำตาตกในได้หรือเปล่า!" อคินทร์นิ่งเงียบ แววตาของเขาที่เคยดุดันและทรงอำนาจในสายตาคนภายนอก บัดนี้กลับดูอ่อนแรงลงอย่างน่าประหลาด "ฉันไม่ได้มาเพื่อชดเชยด้วยเงิน... ฉันมาเพื่อทวงคืน" เขาพูดเสียงต่ำแต่หนักแน่น "ทวงคืนครอบครัวที่ฉันมีสิทธิ์โดยชอบธรรม และถ้าเธอจะบอกว่าฉันไม่มีสิทธิ์... งั้นเธอก็ลองถามใจตัวเองดู ว่าลูกสาวตัวน้อยคนนั้นน่ะ เธอจะปิดบังความจริงไปได้อีกนานแค่ไหน" ม่านไหมรู้สึกเหมือนโลกกำลังหมุนคว้าง เธอรู้ดีว่าไม่สามารถปิดบังเรื่องพ่อของลูกไปได้ตลอดชีวิต แต่การให้เขาเข้ามาในตอนนี้... มันคือความเสี่ยงเกินกว่าที่เธอจะรับไหว ในจังหวะนั้นเอง เสียงกรุ๊งกริ๊งของกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดลำลองสบายๆ เดินเข้ามาพร้อมกับถือถุงขนมเต็มมือ "ม่านไหม! วันนี้ผมซื้อพายร้านโปรดของน้องไหมมาฝาก..." ชายหนุ่มชะงักเมื่อเห็นผู้ชายแปลกหน้าในชุดสูทหรูยืนเผชิญหน้ากับม่านไหมด้วยท่าทีคุกคาม เขาคือ 'ธันวา' สถาปนิกหนุ่มที่แวะเวียนมาช่วยดูแลร้านและเป็นเพื่อนสนิทของเธอตลอดหลายปีที่ผ่านมา สายตาของธันวาเปลี่ยนเป็นระแวดระวังทันที เขาวางถุงขนมลงบนโต๊ะแล้วก้าวเข้ามาขวางระหว่างอคินทร์กับม่านไหม "มีปัญหาอะไรหรือเปล่าครับม่านไหม? ผู้ชายคนนี้รังแกคุณเหรอ?" ธันวาถามด้วยน้ำเสียงข่มขวัญ อคินทร์หรี่ตามองชายตรงหน้าด้วยสายตาเย็นชา เขารู้สึกถึงความหงุดหงิดที่อธิบายไม่ได้เมื่อเห็นท่าทีปกป้องของชายคนนี้ที่มีต่อผู้หญิงของเขา... แม้เขาจะทิ้งเธอไป แต่ม่านไหมก็ยังเป็นผู้หญิงของเขาเสมอ! "ฉันมาธุระกับเจ้าของร้าน... เรื่องส่วนตัว ไม่ทราบว่าคุณเป็นใครถึงได้มีสิทธิ์เข้ามาแทรก?" น้ำเสียงของอคินทร์ราบเรียบแต่เต็มไปด้วยรังสีอำนาจที่ทำให้คนฟังรู้สึกหนาวสันหลัง "ผมเป็นคนที่จะดูแลเธอ แทนคนที่ทิ้งเธอไปเมื่อห้าปีก่อนครับ" ธันวาตอบกลับอย่างไม่เกรงกลัว บรรยากาศในร้านร้อนระอุขึ้นมาทันที ม่านไหมมองทั้งสองคนสลับไปมาด้วยความเหนื่อยอ่อน เธอไม่ได้ต้องการให้ใครมาเป็นเจ้าของชีวิต หรือมาทำสงครามประสาทกันในร้านของเธอ "พอทั้งคู่เลย!" ม่านไหมตะโกนลั่นร้าน "ออกไปจากร้านของฉันทั้งคู่! ฉันต้องการความสงบ... ถ้าคุณอคินทร์ไม่มีอะไรจะสั่งกาแฟ ก็เชิญออกไปเดี๋ยวนี้ ส่วนคุณธันวา... วันนี้ฉันขอปิดร้านก่อนนะคะ" อคินทร์มองม่านไหมด้วยสายตาที่ซับซ้อน เขาเห็นความเด็ดขาดที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความอ่อนโยนของเธอ มันไม่ใช่ผู้หญิงคนเดิมที่เขาเคยทิ้งไปเมื่อห้าปีก่อนอีกแล้ว "ได้... ถ้าวันนี้เธอไม่พร้อมจะคุย" อคินทร์ยอมถอยออกไปหนึ่งก้าว เขาหยิบการ์ดสีดำเงาสลักชื่อบริษัทของเขาออกมาวางลงบนเคาน์เตอร์ "แต่นี่คือเบอร์ส่วนตัวของฉัน ถ้าวันไหนที่เธอเปลี่ยนใจ หรือลูก... ต้องการอะไรที่เหนือกว่าสิ่งที่คนแถวนี้จะให้ได้ โทรหาฉัน" เขาสบตากับม่านไหมเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันหลังเดินออกจากร้านไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและกลิ่นน้ำหอมที่ยังคงวนเวียนอยู่รอบตัวเธอ ม่านไหมมองการ์ดใบนั้นด้วยใจที่สั่นคลอน เธอหยิบมันขึ้นมาแล้วมองอย่างว่างเปล่า ก่อนจะตัดสินใจโยนมันลงในถังขยะข้างเคาน์เตอร์โดยไม่ลังเล แต่แล้ว... เสียงฝีเท้าเล็กๆ ก็เดินออกมาจากหลังร้านอีกครั้ง น้องไหมเดินตรงมาที่ถังขยะ ก้มลงเก็บการ์ดใบนั้นขึ้นมาดูด้วยความใสซื่อ "แม่คะ... ลุงคนนี้เขาจะมาเป็นป๊าของหนูจริงๆ เหรอคะ?" คำถามนั้นทำให้ม่านไหมน้ำตาร่วง เธอไม่สามารถตอบลูกสาวได้เลยว่า ชะตากรรมที่เธอกลัวที่สุด กำลังจะย้อนกลับมาทวงคืนชีวิตของเธอ... อีกครั้งแสงแดดอ่อนโยนของช่วงเช้าตรู่ทอดยาวผ่านม่านโปร่งสีขาวเข้ามาภายในห้องนอนกว้าง ตกกระทบลงบนพื้นไม้ปาร์เกต์ขัดมันอย่างอบอุ่น เสียงคลื่นซัดสาดกระทบฝั่งเบาๆ ดังแว่วมาจากภายนอก หน้าต่างบานใหญ่เปิดรับอากาศบริสุทธิ์ของทะเลสาบโคโม่ ประเทศอิตาลี ลมเย็นพัดพาเอาความสดชื่นเข้ามาเติมเต็มปอด ม่านไหมในชุดคลุมอาบน้ำผ้าไหมเนื้อนุ่มยืนอยู่ที่ระเบียงห้องพัก กลิ่นหอมจางๆ ของกาแฟคั่วบดสดใหม่ลอยอบอวลมาจากมุมห้องครัวด้านหลังนี่คือสัปดาห์ที่สามแล้วที่เธอและรวีเดินทางมาพักผ่อนหลีกหนีความวุ่นวายจากโลกธุรกิจในกรุงเทพฯ ทริปนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การท่องเที่ยวพักผ่อนธรรมดา แต่เป็นการเยียวยาจิตใจและเติมเต็มช่องว่างที่เคยขาดหายไป หลังจากผ่านพ้นเรื่องราวอันหนักหน่วงและบททดสอบมากมายในอดีต บัดนี้ชีวิตของเธอก้าวเข้าสู่บทใหม่อย่างงดงามเสียงฝีเท้าแผ่วเบาก้าวเข้ามาใกล้ พร้อมกับอ้อมกอดอุ่นที่สวมกอดเธอจากด้านหลังอย่างคุ้นเคย คางคมเกยลงบนลาดไหล่มนของหญิงสาว พร้อมกับเสียงทุ้มนุ่มที่เอ่ยทักทายยามเช้า"ตื่นนานแล้วเหรอครับคนดี? ทำไมไม่นอนต่ออีกหน่อย อากาศกำลังสบายเลยนะ" รวีเอ่ยกระซิบชิดใบหู ลมหายใจอุ่นๆ ทำ1ให้ม่านไหมรู้สึกจั๊กจี้จน
แสงแดดยามบ่ายสาดส่องผ่านกระจกใสบานใหญ่ของห้องทำงานประธานบริหาร กลุ่มบริษัทอคินทร์ทอประกายอบอุ่น อาการตึงเครียดที่เคยเกาะกุมหัวใจของม่านไหมมานานแรมปีถูกแทนที่ด้วยความปลอดโปร่งโล่งสบายอย่างแท้จริง ซองเอกสารสีน้ำตาลที่ส่งตรงมาจากต่างประเทศของปารวีถูกเก็บเข้าแฟ้มอย่างมิดชิด ปิดฉากเรื่องราวอันมืดมนในอดีตลงอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่มีเงาทมิฬ ไม่มีความหวาดระแวง และไม่มีความแค้นเคืองหลงเหลือให้อีกต่อไปในขณะที่ม่านไหมกำลังจัดการกับงานเอกสารชุดสุดท้ายบนโต๊ะทำงาน เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งตามมารยาท ก่อนที่ร่างเพรียวสง่าของเลขาฯ ส่วนตัวจะเดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มเจื่อนๆ ที่ปิดไม่มิด"ท่านประธานคะ... เอ่อ คือว่ามีแขกมารอพบค่ะ" เลขานุการสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงลังเลม่านไหมเงยหน้าขึ้นจากกองกระดาษ ขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย "แขก? ฉันไม่ได้มีตารางนัดหมายส่วนตัวช่วงบ่ายนี้นี่คะ ใครกัน?""คือ... คุณแม่ของคุณค่ะ" เลขานุการตอบเสียงเบาคำว่า "แม่" ทำให้บรรยากาศรอบตัวของม่านไหมชะงักไปชั่วขณะ หัวใจที่เพิ่งสงบลงกลับไหววาระรัวขึ้นมาอีกครั้ง ไม่ใช่ด้วยความโกรธเกรี้ยวเช่นในอดีต แต่เป็นความรู้สึกซับซ้อนยากจะอธิบาย
แสงอาทิตย์สาดแสงสะท้อนผิวกระจกตึกระฟ้าใจกลางมหานครกรุงเทพฯ บรรยากาศยามเย็นของร้านอาหารบนดาดฟ้าหรูหราเต็มไปด้วยความผ่อนคลาย เสียงดนตรีแจ๊สบรรเลงแผ่วเบาคลอไปกับสายลมเย็นที่พัดโชยมาปะทะผิวกาย ม่านไหมในชุดเดรสยาวผ้าไหมสีเอิร์ธโทนเรียบหรู นั่งไขว่ห้างจิบไวน์ขาวเบาๆ พลางทอดสายตาชมทัศนียภาพยามค่ำคืนของเมืองหลวงที่เริ่มเปิดไฟระยิบระยับเบื้องหน้าของเธอคือรวี ชายหนุ่มในชุดสูทลำลองไม่ผูกเนกไทที่ยังคงรักษามาดกุมภาพันธ์ความอบอุ่นไว้อย่างเหนียวแน่น ตั้งแต่วันที่ม่านไหมประกาศตัวชัดเจนว่าจะยังไม่ขอรับรักและขอเว้นระยะความสัมพันธ์ รวีก็ไม่ได้ถอยห่างหรือแสดงความอึดอัดใจออกมาเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม เขากลับทำตามสัญญาที่จะ "จีบใหม่" ด้วยความเสมอต้นเสมอปลาย คอยดูแลเอาใจใส่ในฐานะเพื่อนสนิทและที่ปรึกษาคนสนิทที่รู้ใจเธอมากที่สุด"มองหน้าผมแบบนี้ มีอะไรจะติเรื่องอาหารหรือเปล่าครับ ท่านประธาน?" รวีเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์เล็กน้อย ขณะวางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะม่านไหมหลุดหัวเราะเบาๆ "เปล่าเสียหน่อย ฉันแค่มองว่าคุณนี่แปลกคนดีนะ โดนปฏิเสธคำสารภาพรักไปแท้ๆ แต่ทำไมถึงยังดูอารมณ์ดีและขยันมาวนเวียนอยู่ใกล้ฉันได้ทุกวันไ
แสงแดดยามบ่ายสาดส่องผ่านกระจกใสบานใหญ่ของห้องประชุมใหญ่ สะท้อนเงาร่างโปร่งในชุดสูทกางเกงเข้ารูปสีครีมของม่านไหม เธอเพิ่งเสร็จสิ้นจากการประชุมร่วมกับคณะผู้บริหารชุดใหม่ บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นและพลังงานเชิงบวกที่ขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า แต่อีกมุมหนึ่งของหัวใจ ความรู้สึกภายในกลับไม่ได้เรียบง่ายและราบรื่นเหมือนดั่งงานที่กำลังไปได้สวยเมื่อประตูกลุ่มผู้บริหารปิดลงจนหมด เหลือเพียงเธอกับรวีที่ยังคงยืนอยู่ภายในห้อง ม่านไหมขยับตัวเล็กน้อย แววตาที่เคยฉายความมั่นใจเมื่อครู่กลับเจือด้วยความลังเลและร่องรอยความอึดอัดที่ซ่อนไว้ภายใต้รอยยิ้มบางเบารวีที่ยืนกอดอกพิงขอบโต๊ะประชุมมองเธอด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความอ่อนโยน เขายังคงจำสัมผัสและคำพูดที่อบอุ่นเมื่อช่วงเช้าได้ดี คิดว่าระยะห่างระหว่างเขากับเธอได้ถูกทลายลงจนหมดสิ้นแล้ว ทว่าบรรยากาศรอบตัวที่เปลี่ยนไปกลับทำให้เขาต้องเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ"เป็นอะไรไปครับม่านไหม ตั้งแต่จบการประชุมแล้ว ดูเธอมีเรื่อง(กังวลในใจ) อะไรอยู่หรือเปล่า" รวีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล พร้อมกับก้าวเข้าไปใกล้เธออีกนิดม่านไหมสูดลมหายใจเข้าลึ
แสงแดดยามสายสาดส่องลอดผ่านกลุ่มเมฆบางเบา ทอประกายระยิบระยับบนผืนน้ำเจ้าพระยา สายลมเย็นพัดโชยเข้ามาปะทะระเบียงห้องทำงานส่วนตัวที่ตั้งอยู่บนชั้นสูงของอาคารพาณิชย์ใจกลางเมือง ซึ่งเวลานี้ถูกใช้เป็นศูนย์บัญชาการชั่วคราวและจุดเริ่มต้นชีวิตใหม่ของม่านไหมบรรยากาศภายในห้องเงียบสงบและผ่อนคลาย ต่างจากความตึงเครียดของค่ำคืนแห่งการชำระแค้นเมื่อวานอย่างสิ้นเชิง บนโต๊ะทำงานไม้เนื้อดีมีแฟ้มเอกสารทางกฎหมายกองโตวางเรียงรายอยู่ ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิ์ในการถือครองทรัพย์สินและกิจการทั้งหมดของตระกูลที่ถูกยึดคืนกลับมาอย่างถูกต้องตามกฎหมายภายใต้คำสั่งศาลม่านไหมในชุดสูทกางเกงเข้ารูปสีครีมดูเรียบหรูและทรงอำนาจ เธอยืนมองทัศนียภาพของเมืองหลวงเบื้องล่างผ่านกระจกใสบานใหญ่ มือเรียวถือแก้วกาแฟอุ่นๆ ไว้พลอมปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับอดีตที่ผ่านพ้น ภาพของความอยุติธรรม คราบน้ำตา และความหวาดกลัวในวันที่ตระกูลอคินทร์พยายามทำลายล้างเธอ ค่อยๆ เลือนหายไป เหลือไว้เพียงความจริงที่ว่าเธอยืนหยัดอยู่ ณ จุดสูงสุดของชัยชนะด้วยลำแข้งของตัวเองเสียงฝีเท้าก้าวเข้ามาเบาๆ พร้อมกับสัมผัสอบอุ่นที่โอบกอดเธอจากทางด้านหลัง วงแขนแกร่งของรวีรวบเอวค
เสียงฮือฮาดังเซ็งแซ่ไปทั่วห้องจัดเลี้ยงหรูหรา แสงแฟลชจากกล้องนับร้อยตัวสาดส่องเข้าใส่ร่างเพรียวระหงของม่านไหมราวกับพายุฝนดาวตก นักข่าวและแขกเหรื่อต่างพากันกระซิบกระซาบด้วยความตื่นตระหนก บ้างก็ตกใจราวกับเห็นผีสาง บ้างก็อยากรู้อยากเห็นจนเนื้อเต้น เพราะการปรากฏตัวของทายาทสาวตระกูลดังที่ถูกประกาศว่าเสียชีวิตไปแล้ว กลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งที่สั่นสะเทือนวงการธุรกิจและสังคมไฮโซในชั่วพริบตาที่โต๊ะประธาน นายใหญ่อคินทร์พยายามควบคุมสติที่กระเจิดกระเจิงของตัวเองให้กลับคืนมาอย่างยากลำบาก ใบหน้าคมเข้มที่เคยหยิ่งผยองบัดนี้ซีดเผือดริมฝีปากสั่นระริกด้วยความโกรธและหวาดกลัวระคนกัน เขากัดฟันกรอดจนสันกรามูนนูน ส่งสัญญาณมือให้บอดี้การ์ดชุดสูทสากลนับสิบคนที่ยืนคุมเชิงอยู่รอบห้องพุ่งเข้ามาจัดการทันที"จับนังนี่ออกไป! อย่าให้มันมาสร้างความวุ่นวายในงาน!" นายใหญ่อคินทร์ตวาดลั่นด้วยเสียงอันกร้าวร้าว พยายามกลบเกลื่อนความตื่นตระหนกของตนเองต่อหน้าธารกำนัลบอดี้การ์ดร่างยักษ์สี่คนก้าวเท้าเข้ามาอย่างรวดเร็ว หมายจะรวบตัวม่านไหมให้ออกไปจากรัศมีสายตาของสื่อมวลชน ทว่าม่านไหมกลับไม่มีทีท่าหวาดกลัวแม้แต่น้อย เธอยังคงยืนหยัดอ







