Masukหนึ่งสัปดาห์ผ่านไปหลังจากเหตุการณ์ที่ร้านกาแฟ ม่านไหม พยายามใช้ชีวิตให้เป็นปกติที่สุด แต่เธอก็รู้สึกเหมือนถูกจับตามองอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่สายตาของอคินทร์ แต่เป็นบรรยากาศรอบตัวที่เปลี่ยนไปอย่างน่าประหลาด
เริ่มจากป้าสมร เจ้าของร้านขายของชำปากซอยที่มักจะบ่นเรื่องค่าเช่าที่ขึ้นราคา วันนี้กลับมาบอกเธอด้วยท่าทางตื่นเต้นว่า มี "นักลงทุนใจดี" เข้ามาเหมาจ่ายค่าเช่าให้ป้าสมรล่วงหน้า 5 ปี แถมยังสั่งให้ซ่อมแซมหน้าร้านใหม่จนสวยสะอาดตา "คุณม่านไหมคะ ป้าโชคดีจริงๆ มีเสี่ยคนหนึ่งเขามาติดต่อ บอกว่าเป็นเพื่อนเก่าของคุณที่อยากทำบุญช่วยคนในละแวกนี้ เขาใจดีมากเลยนะ แถมยังบอกว่าถ้าใครต้องการทุนขยายกิจการ ให้ไปสมัครได้ที่สำนักงานในตึกใจกลางเมืองได้เลย" ม่านไหมนิ่งอึ้ง เธอรู้ดีว่า 'เพื่อนเก่า' คนนั้นคือใคร ความโกลาหลยังไม่จบแค่นั้น เมื่อเช้าวันรุ่งขึ้น ขณะที่เธอกำลังจะพาน้องไหมไปส่งที่โรงเรียนอนุบาลเอกชนเล็กๆ หน้าปากซอย ก็มีรถตู้คันหรูมาจอดเทียบท่า พร้อมกับชายชุดดำสองคนที่ลงมาโค้งคำนับให้เธอและน้องไหมอย่างนอบน้อม "คุณม่านไหมครับ ท่านอคินทร์สั่งไว้ว่า ความปลอดภัยของลูกสาวท่านคือเรื่องสำคัญที่สุด ตั้งแต่วันนี้ไป เราจะคอยดูแลรับส่งคุณหนูไปเรียนเองครับ" "ฉันไม่ต้องการ!" ม่านไหมกอดลูกสาวไว้แน่น "บอกเขานะว่าอย่ามาทำอะไรแบบนี้ ชีวิตฉันปกติสุขดีอยู่แล้ว" "แต่แม่คะ... ลุงคนนั้นเขาให้ตุ๊กตาหมีตัวใหญ่มากที่หนูเคยอยากได้ด้วยนะ!" น้องไหมที่เพิ่งสังเกตเห็นตุ๊กตาหมีตัวเบ้อเริ่มวางอยู่เบาะหลังรถตู้ ส่งเสียงร้องด้วยความดีใจ ม่านไหมรู้สึกเหมือนลมจะจับ อคินทร์ไม่ได้เข้ามาง้อเธอด้วยคำพูด แต่เขาใช้ "เงิน" และ "ความสะดวกสบาย" บีบเข้ามาในชีวิตของเธอทีละน้อย ทำให้คนรอบข้างเริ่มมองเขาในแง่ดี และทำให้เธอกลายเป็นคนใจร้ายในสายตาของคนอื่นทันทีที่ปฏิเสธ ตกบ่ายวันนั้น ที่ร้านกาแฟ ลูกค้าน้อยลงอย่างผิดสังเกต แต่กลับมีออเดอร์กาแฟและขนมจำนวนมหาศาลจากบริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ที่อคินทร์เป็นเจ้าของ สั่งเข้ามาแบบรายวัน ให้ไปส่งที่สำนักงานใหญ่ของเขา ม่านไหมยืนมองบิลสั่งซื้อที่ยอดเงินสูงลิ่วจนเธอแทบมือสั่น เธอตัดสินใจปิดร้านก่อนเวลา แล้วขับรถมอเตอร์ไซค์คันเก่าของเธอตรงไปยังตึกระฟ้าใจกลางเมืองที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า เธอขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นบนสุดด้วยความโกรธที่พุ่งพล่าน เมื่อประตูลิฟต์เปิดออก เธอพบกับเลขาฯ หน้าห้องที่ดูเหมือนจะรอเธออยู่แล้ว "คุณม่านไหมครับ เชิญด้านในเลยครับ ท่านอคินทร์รออยู่" ม่านไหมผลักประตูห้องทำงานบานใหญ่เข้าไปโดยไม่เคาะ อคินทร์กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานตัวใหญ่ เขาสวมแว่นสายตาและดูสุขุมกว่าวันนั้นมาก เมื่อเห็นเธอ เขาก็ถอดแว่นออกแล้วคลี่ยิ้มจางๆ "รับกาแฟหรือชาดีครับ? หรือจะรับเป็นเช็คเงินสดสำหรับค่าเสียเวลาที่ต้องมาหาฉันถึงที่นี่?" เขาถามด้วยน้ำเสียงกวนประสาท "หยุดแผนสกปรกของคุณซะทีอคินทร์!" ม่านไหมเดินตรงเข้าไปตบโต๊ะเสียงดัง "คุณคิดว่าคุณจะซื้อฉันได้ด้วยของพวกนี้เหรอ? คุณกำลังทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนและทำให้ลูกของฉันสับสน!" อคินทร์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาก้าวช้าๆ เข้ามาหาเธอจนหลังของเธอชิดกับผนังห้อง กลิ่นน้ำหอมเย็นๆ ของเขาทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะ "ฉันไม่ได้ซื้อเธอ... ฉันกำลังทำในสิ่งที่พ่อคนหนึ่งควรทำสำหรับลูกสาว และกำลังทำในสิ่งที่ผู้ชายคนหนึ่งควรทำเพื่อชดเชยเวลาที่เสียไป" เขาโน้มหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน "และถ้าเธออยากให้ฉันหยุด... ก็ลองหาเหตุผลที่ดีกว่าคำว่า 'เกลียด' มาบอกฉันสิ" "ฉันเกลียดคุณ!" "คำพูดกับหัวใจ... บางทีมันก็ไม่ตรงกันนะ" เขาหัวเราะในลำคอเบาๆ "พรุ่งนี้ฉันจะส่งรถไปรับลูกสาว... และถ้าเธออยากปฏิเสธ ก็เชิญปฏิเสธที่หน้าโรงเรียนลูกต่อหน้าเด็กๆ ได้เลยนะ ม่านไหม" เขาท้าทายเธออย่างเลือดเย็นที่สุด และม่านไหมก็รู้ดีว่า... เธอพ่ายแพ้ให้กับแผนการที่แยบยลของเขาตั้งแต่วินาทีที่ก้าวเข้ามาในห้องนี้แล้วแสงแดดอ่อนโยนของช่วงเช้าตรู่ทอดยาวผ่านม่านโปร่งสีขาวเข้ามาภายในห้องนอนกว้าง ตกกระทบลงบนพื้นไม้ปาร์เกต์ขัดมันอย่างอบอุ่น เสียงคลื่นซัดสาดกระทบฝั่งเบาๆ ดังแว่วมาจากภายนอก หน้าต่างบานใหญ่เปิดรับอากาศบริสุทธิ์ของทะเลสาบโคโม่ ประเทศอิตาลี ลมเย็นพัดพาเอาความสดชื่นเข้ามาเติมเต็มปอด ม่านไหมในชุดคลุมอาบน้ำผ้าไหมเนื้อนุ่มยืนอยู่ที่ระเบียงห้องพัก กลิ่นหอมจางๆ ของกาแฟคั่วบดสดใหม่ลอยอบอวลมาจากมุมห้องครัวด้านหลังนี่คือสัปดาห์ที่สามแล้วที่เธอและรวีเดินทางมาพักผ่อนหลีกหนีความวุ่นวายจากโลกธุรกิจในกรุงเทพฯ ทริปนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การท่องเที่ยวพักผ่อนธรรมดา แต่เป็นการเยียวยาจิตใจและเติมเต็มช่องว่างที่เคยขาดหายไป หลังจากผ่านพ้นเรื่องราวอันหนักหน่วงและบททดสอบมากมายในอดีต บัดนี้ชีวิตของเธอก้าวเข้าสู่บทใหม่อย่างงดงามเสียงฝีเท้าแผ่วเบาก้าวเข้ามาใกล้ พร้อมกับอ้อมกอดอุ่นที่สวมกอดเธอจากด้านหลังอย่างคุ้นเคย คางคมเกยลงบนลาดไหล่มนของหญิงสาว พร้อมกับเสียงทุ้มนุ่มที่เอ่ยทักทายยามเช้า"ตื่นนานแล้วเหรอครับคนดี? ทำไมไม่นอนต่ออีกหน่อย อากาศกำลังสบายเลยนะ" รวีเอ่ยกระซิบชิดใบหู ลมหายใจอุ่นๆ ทำ1ให้ม่านไหมรู้สึกจั๊กจี้จน
แสงแดดยามบ่ายสาดส่องผ่านกระจกใสบานใหญ่ของห้องทำงานประธานบริหาร กลุ่มบริษัทอคินทร์ทอประกายอบอุ่น อาการตึงเครียดที่เคยเกาะกุมหัวใจของม่านไหมมานานแรมปีถูกแทนที่ด้วยความปลอดโปร่งโล่งสบายอย่างแท้จริง ซองเอกสารสีน้ำตาลที่ส่งตรงมาจากต่างประเทศของปารวีถูกเก็บเข้าแฟ้มอย่างมิดชิด ปิดฉากเรื่องราวอันมืดมนในอดีตลงอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่มีเงาทมิฬ ไม่มีความหวาดระแวง และไม่มีความแค้นเคืองหลงเหลือให้อีกต่อไปในขณะที่ม่านไหมกำลังจัดการกับงานเอกสารชุดสุดท้ายบนโต๊ะทำงาน เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งตามมารยาท ก่อนที่ร่างเพรียวสง่าของเลขาฯ ส่วนตัวจะเดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มเจื่อนๆ ที่ปิดไม่มิด"ท่านประธานคะ... เอ่อ คือว่ามีแขกมารอพบค่ะ" เลขานุการสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงลังเลม่านไหมเงยหน้าขึ้นจากกองกระดาษ ขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย "แขก? ฉันไม่ได้มีตารางนัดหมายส่วนตัวช่วงบ่ายนี้นี่คะ ใครกัน?""คือ... คุณแม่ของคุณค่ะ" เลขานุการตอบเสียงเบาคำว่า "แม่" ทำให้บรรยากาศรอบตัวของม่านไหมชะงักไปชั่วขณะ หัวใจที่เพิ่งสงบลงกลับไหววาระรัวขึ้นมาอีกครั้ง ไม่ใช่ด้วยความโกรธเกรี้ยวเช่นในอดีต แต่เป็นความรู้สึกซับซ้อนยากจะอธิบาย
แสงอาทิตย์สาดแสงสะท้อนผิวกระจกตึกระฟ้าใจกลางมหานครกรุงเทพฯ บรรยากาศยามเย็นของร้านอาหารบนดาดฟ้าหรูหราเต็มไปด้วยความผ่อนคลาย เสียงดนตรีแจ๊สบรรเลงแผ่วเบาคลอไปกับสายลมเย็นที่พัดโชยมาปะทะผิวกาย ม่านไหมในชุดเดรสยาวผ้าไหมสีเอิร์ธโทนเรียบหรู นั่งไขว่ห้างจิบไวน์ขาวเบาๆ พลางทอดสายตาชมทัศนียภาพยามค่ำคืนของเมืองหลวงที่เริ่มเปิดไฟระยิบระยับเบื้องหน้าของเธอคือรวี ชายหนุ่มในชุดสูทลำลองไม่ผูกเนกไทที่ยังคงรักษามาดกุมภาพันธ์ความอบอุ่นไว้อย่างเหนียวแน่น ตั้งแต่วันที่ม่านไหมประกาศตัวชัดเจนว่าจะยังไม่ขอรับรักและขอเว้นระยะความสัมพันธ์ รวีก็ไม่ได้ถอยห่างหรือแสดงความอึดอัดใจออกมาเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม เขากลับทำตามสัญญาที่จะ "จีบใหม่" ด้วยความเสมอต้นเสมอปลาย คอยดูแลเอาใจใส่ในฐานะเพื่อนสนิทและที่ปรึกษาคนสนิทที่รู้ใจเธอมากที่สุด"มองหน้าผมแบบนี้ มีอะไรจะติเรื่องอาหารหรือเปล่าครับ ท่านประธาน?" รวีเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์เล็กน้อย ขณะวางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะม่านไหมหลุดหัวเราะเบาๆ "เปล่าเสียหน่อย ฉันแค่มองว่าคุณนี่แปลกคนดีนะ โดนปฏิเสธคำสารภาพรักไปแท้ๆ แต่ทำไมถึงยังดูอารมณ์ดีและขยันมาวนเวียนอยู่ใกล้ฉันได้ทุกวันไ
แสงแดดยามบ่ายสาดส่องผ่านกระจกใสบานใหญ่ของห้องประชุมใหญ่ สะท้อนเงาร่างโปร่งในชุดสูทกางเกงเข้ารูปสีครีมของม่านไหม เธอเพิ่งเสร็จสิ้นจากการประชุมร่วมกับคณะผู้บริหารชุดใหม่ บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นและพลังงานเชิงบวกที่ขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า แต่อีกมุมหนึ่งของหัวใจ ความรู้สึกภายในกลับไม่ได้เรียบง่ายและราบรื่นเหมือนดั่งงานที่กำลังไปได้สวยเมื่อประตูกลุ่มผู้บริหารปิดลงจนหมด เหลือเพียงเธอกับรวีที่ยังคงยืนอยู่ภายในห้อง ม่านไหมขยับตัวเล็กน้อย แววตาที่เคยฉายความมั่นใจเมื่อครู่กลับเจือด้วยความลังเลและร่องรอยความอึดอัดที่ซ่อนไว้ภายใต้รอยยิ้มบางเบารวีที่ยืนกอดอกพิงขอบโต๊ะประชุมมองเธอด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความอ่อนโยน เขายังคงจำสัมผัสและคำพูดที่อบอุ่นเมื่อช่วงเช้าได้ดี คิดว่าระยะห่างระหว่างเขากับเธอได้ถูกทลายลงจนหมดสิ้นแล้ว ทว่าบรรยากาศรอบตัวที่เปลี่ยนไปกลับทำให้เขาต้องเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ"เป็นอะไรไปครับม่านไหม ตั้งแต่จบการประชุมแล้ว ดูเธอมีเรื่อง(กังวลในใจ) อะไรอยู่หรือเปล่า" รวีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล พร้อมกับก้าวเข้าไปใกล้เธออีกนิดม่านไหมสูดลมหายใจเข้าลึ
แสงแดดยามสายสาดส่องลอดผ่านกลุ่มเมฆบางเบา ทอประกายระยิบระยับบนผืนน้ำเจ้าพระยา สายลมเย็นพัดโชยเข้ามาปะทะระเบียงห้องทำงานส่วนตัวที่ตั้งอยู่บนชั้นสูงของอาคารพาณิชย์ใจกลางเมือง ซึ่งเวลานี้ถูกใช้เป็นศูนย์บัญชาการชั่วคราวและจุดเริ่มต้นชีวิตใหม่ของม่านไหมบรรยากาศภายในห้องเงียบสงบและผ่อนคลาย ต่างจากความตึงเครียดของค่ำคืนแห่งการชำระแค้นเมื่อวานอย่างสิ้นเชิง บนโต๊ะทำงานไม้เนื้อดีมีแฟ้มเอกสารทางกฎหมายกองโตวางเรียงรายอยู่ ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิ์ในการถือครองทรัพย์สินและกิจการทั้งหมดของตระกูลที่ถูกยึดคืนกลับมาอย่างถูกต้องตามกฎหมายภายใต้คำสั่งศาลม่านไหมในชุดสูทกางเกงเข้ารูปสีครีมดูเรียบหรูและทรงอำนาจ เธอยืนมองทัศนียภาพของเมืองหลวงเบื้องล่างผ่านกระจกใสบานใหญ่ มือเรียวถือแก้วกาแฟอุ่นๆ ไว้พลอมปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับอดีตที่ผ่านพ้น ภาพของความอยุติธรรม คราบน้ำตา และความหวาดกลัวในวันที่ตระกูลอคินทร์พยายามทำลายล้างเธอ ค่อยๆ เลือนหายไป เหลือไว้เพียงความจริงที่ว่าเธอยืนหยัดอยู่ ณ จุดสูงสุดของชัยชนะด้วยลำแข้งของตัวเองเสียงฝีเท้าก้าวเข้ามาเบาๆ พร้อมกับสัมผัสอบอุ่นที่โอบกอดเธอจากทางด้านหลัง วงแขนแกร่งของรวีรวบเอวค
เสียงฮือฮาดังเซ็งแซ่ไปทั่วห้องจัดเลี้ยงหรูหรา แสงแฟลชจากกล้องนับร้อยตัวสาดส่องเข้าใส่ร่างเพรียวระหงของม่านไหมราวกับพายุฝนดาวตก นักข่าวและแขกเหรื่อต่างพากันกระซิบกระซาบด้วยความตื่นตระหนก บ้างก็ตกใจราวกับเห็นผีสาง บ้างก็อยากรู้อยากเห็นจนเนื้อเต้น เพราะการปรากฏตัวของทายาทสาวตระกูลดังที่ถูกประกาศว่าเสียชีวิตไปแล้ว กลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งที่สั่นสะเทือนวงการธุรกิจและสังคมไฮโซในชั่วพริบตาที่โต๊ะประธาน นายใหญ่อคินทร์พยายามควบคุมสติที่กระเจิดกระเจิงของตัวเองให้กลับคืนมาอย่างยากลำบาก ใบหน้าคมเข้มที่เคยหยิ่งผยองบัดนี้ซีดเผือดริมฝีปากสั่นระริกด้วยความโกรธและหวาดกลัวระคนกัน เขากัดฟันกรอดจนสันกรามูนนูน ส่งสัญญาณมือให้บอดี้การ์ดชุดสูทสากลนับสิบคนที่ยืนคุมเชิงอยู่รอบห้องพุ่งเข้ามาจัดการทันที"จับนังนี่ออกไป! อย่าให้มันมาสร้างความวุ่นวายในงาน!" นายใหญ่อคินทร์ตวาดลั่นด้วยเสียงอันกร้าวร้าว พยายามกลบเกลื่อนความตื่นตระหนกของตนเองต่อหน้าธารกำนัลบอดี้การ์ดร่างยักษ์สี่คนก้าวเท้าเข้ามาอย่างรวดเร็ว หมายจะรวบตัวม่านไหมให้ออกไปจากรัศมีสายตาของสื่อมวลชน ทว่าม่านไหมกลับไม่มีทีท่าหวาดกลัวแม้แต่น้อย เธอยังคงยืนหยัดอ







