Masukตอนที่ 4
บรรยากาศภายในห้อง ม.6/1 ของเช้าวันใหม่คึกคักกว่าปกติห้องเรียนของเหล่าเด็กกิฟต์ระดับหัวกะทิเต็มไปด้วยเสียงซุบซิบเกี่ยวกับ “ครูคนใหม่” ที่กำลังจะเข้ามาประจำชั้น
“ได้ยินว่าเป็นผู้หญิงนะเว้ย”
“สวยปะวะ?”
“สวยดิ ไม่งั้นเขาจะส่งมาห้องเราเหรอวะ”
“แล้วจะโหดมั้ยวะ หรือจะสายใจดีแบบที่พวกกูชอบ”
เสียงพูดคุยดังระงมไปทั่วห้องแต่กฤษตินกลับไม่สนใจแม้แต่น้อยเขานั่งกอดอกอยู่โต๊ะหลังสุด มองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอย
รอยช้ำบริเวณมุมปากและโหนกแก้มจากเหตุการณ์เมื่อวานยังคงปรากฏให้เห็นชัดเจน..บาสที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เหลือบมองเพื่อน ก่อนยกยิ้มมุมปากอย่างคนรู้ทัน
“เฮ้ย... กฤษ..วันนี้มึงแม่งดูแปลก ๆ ว่ะ”
กฤษตินไม่ตอบ
“ปกติมึงมีเรื่องกับชาวบ้านเขาไปทั่ว กูก็ไม่เคยเห็นมึงทำหน้าเหมือนหมาโดนน้ำร้อนลวกแบบเสียทรงขนาดนี้เลยว่ะ”
มุมปากบาสกระตุกขึ้นอีกนิด
“หรือมึงแม่งรู้สึกผิดเรื่องไอ้เจวะ?”
กฤษตินขบกรามแน่น
“กูโอเค มึงหุบปากแล้วไปไกล ๆ ได้ไหม”
บาสหัวเราะในลำคอ
“ถ้าไม่ใช่ไอ้เจ...”
เขาเว้นจังหวะอย่างจงใจ
“งั้นก็คงเป็นพี่สาวคนนั้นสินะ”
กฤษตินหันมามองทันที
“มึงจะพูดเหี้ยอะไร”
“ก็เจ้าของโทรศัพท์ที่มึงทุ่มลงพื้นแล้วเหยียบซ้ำจนพังเละไง”
บาสยักคิ้ว
“หรือมึงกลัวเขาเอาเรื่องวะ?”
“หุบปาก”
กฤษตินสวนกลับเสียงต่ำ
“เธอไม่ทำแบบนั้นหรอก”
“โอ้โห...”
บาสลากเสียงยาว
“ตอบเร็วชิบหาย..กูยังพูดไม่ทันจบเลยนะ”
ภีมหัวเราะออกมาทันที
“เออว่ะ..ถ้าไม่ได้คิดอะไร แล้วมึงจะรีบออกตัวแทนเขาทำไมวะ”
เต้เสริมต่อทันที
“แล้วเมื่อวานตอนมึงมองเขาอะ...สายตามึงแม่งโคตรแปลก..กูรู้จักมึงมาตั้งหลายปี ยังไม่เคยเห็นมึงมองผู้หญิงคนไหนแบบนั้นเลยว่ะ”
“พวกมึงนี่ว่างกันมากหรือไงวะ”
กฤษตินตัดบททันที
“ก็แค่คนแปลกหน้า..กูไม่จำเป็นต้องใส่ใจ”
คำตอบสั้น ๆ ทำให้ทั้งสามคนมองหน้ากันก่อนที่ภีมจะหัวเราะลั่น
“คนไม่ใส่ใจที่ไหน..จำหน้าเขาได้ละเอียดขนาดนั้นวะ”
“จริง”
เต้รีบผสมโรง
“โคตรไม่แคร์เลยเนอะ นั่งเหม่อซะขนาดนั้น”
กฤษตินกำมือแน่นใต้โต๊ะ..เส้นเลือดบริเวณหลังมือปูดขึ้นเล็กน้อย
“พวกมึงหุบปากกันเลยนะ”
บาสยักไหล่
“เออ ๆ ไม่แซวก็ได้..แต่กูว่ามึงแม่งกำลังคิดถึงเขาอยู่แน่ ๆ”
“ไอ้บาส”
น้ำเสียงของกฤษตินเริ่มอันตรายขึ้น
“มึงลองพูดอีกคำดิ”
บาสหัวเราะอย่างชอบใจ ก่อนยอมยกมือเป็นเชิงยอมแพ้
กฤษตินหันกลับไปมองนอกหน้าต่างอีกครั้งแต่ต่อให้ปฏิเสธแค่ไหน
ภาพของผู้หญิงคนนั้นก็ยังไม่ยอมเลือนหายไปจากความทรงจำ..ใบหน้าซีดเผือดดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและแววตาแข็งกร้าวที่กล้าสบตาเขา..โดยไม่ยอมหลบทั้งที่ควรจะกลัวจนตัวสั่นแต่เธอกลับไม่ยอมก้มหัวให้เขา
‘ก็แค่คนแปลกหน้า...’
เขาบอกตัวเองซ้ำ ๆทว่าความรู้สึกผิดบางอย่างยังคงเกาะกินอยู่ลึก ๆ ในใจ..ยิ่งพยายามผลักไสมันออกไปมากเท่าไรมันกลับยิ่งชัดเจนขึ้นทุกทีราวกับมีบางสิ่งกำลังคืบคลานเข้ามาอย่างเงียบงันและเขาไม่อาจขับไล่มันออกไปได้..ทันใดนั้นเองเสียงตะโกนจากหน้าห้องก็ดังขึ้น
“มาแล้ว!”
“ครูใหม่มาแล้วเว้ย!”
บรรยากาศทั้งห้องเงียบลงในพริบตา
หนึ่งชั่วโมงก่อนหน้านั้น..
ณ ห้องพักครูสำรอง...ณัทณิชานั่งตัวลีบอยู่ท่ามกลางกลุ่มครูที่พึ่งอสบเข้ามาทำงานใหม่และมารายงานตัววันแรก..บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความตื่นเต้นปนประหม่า เสียงพูดคุยดังระงมไปทั่วห้อง และหัวข้อที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงมากที่สุดก็คือกิตติศัพท์ของเหล่านักเรียนห้องต่าง ๆ
“พวกเธอได้ยินเรื่องแก๊งหัวโจก ม.6 ปีนี้หรือยัง?”
ครูสาวคนหนึ่งกระซิบพลางทำตาโต
“ได้ยินว่ารวยระดับมหาเศรษฐี ขับรถสปอร์ตมาเรียน แถมไม่เห็นหัวครูคนไหนเลยนะ”
“จริง!”
อีกคนรีบเสริม
“ฉันได้ยินมาว่าเพิ่งไปซัดกันหลังโรงเรียนมาหยก ๆ แต่
ไม่มีใครกล้ายุ่ง เพราะบ้านเด็กพวกนั้นบริจาคเงินให้โรงเรียนปี
ละหลายล้านเลยนะ”
ครูผู้ชายอีกคนหัวเราะแห้ง ๆ
“แต่ก็ใช่ว่าจะมีแค่กลุ่มเดียวนะ เด็กแสบโรงเรียนนี้มีแทบทุกห้อง ไม่รู้ใครเป็นใครบ้าง”
“ครูรุ่นพี่บางคนแอบเรียกพวกนั้นว่า ‘เด็กเปรต’ ด้วยนะ”
“พูดเหมือนขำ ๆ แต่คนฟังอย่างฉันนี่ขนลุกเลย”
ณัทณิชาที่นั่งฟังเงียบ ๆ ขมวดคิ้วเล็กน้อย..สายตาเหลือบมองโทรศัพท์หน้าจอแตกที่วางอยู่บนตัก ก่อนพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
“เด็กเปรต... หรือเด็กปีศาจกันแน่นะ”
“นั่นแหละณิชา”
เพื่อนครูหันมายิ้มเจื่อน ๆ
“จะเปรตหรือปีศาจก็ขออย่าให้พวกเราได้เจอเลย..ฉัน
สวดมนต์ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ขอให้ได้ห้องสายศิลป์ สายภาษา
หรือห้องเด็กเรียบร้อย ๆ ก็พอ”
“อย่าให้หลุดไปอยู่ห้องพวกตัวตึงเลย สาธุ”
ณัทณิชายิ้มแห้ง ๆ
“คงไม่โชคร้ายขนาดนั้นหรอกมั๊ง”
“โรงเรียนตั้งใหญ่ นักเรียนตั้งเยอะ..โอกาสเจอแจ็กพอตคงไม่มากหรอก”
แต่ดูเหมือนโชคชะตาจะไม่คิดแบบนั้น..
ไม่นานนัก ครูฝ่ายวิชาการก็เดินเข้ามาพร้อมกล่องจับฉลากสำหรับสุ่มห้องประจำชั้นให้ครูใหม่ทั้งห้าคน
“เพื่อความยุติธรรม”
ประโยคสั้น ๆ ทำให้ทุกคนลุ้นจนแทบหยุดหายใจ..ครูคนแรกจับได้ ม.6/7..คนที่สองได้ ม.6/10..คนที่สามได้ ม.6/5..จนกระทั่งถึงคิวของณัทณิชา..เธอล้วงมือเข้าไปในกล่องก่อนหยิบกระดาษแผ่นเล็กออกมาคลี่ดู
“ม.6/1”
รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าหวานทันที
“ฉันได้ห้องหนึ่งแหละ..ห้องเด็กกิฟต์ด้วยนะ..น่าจะเป็นเด็กเรียนกันหมดเลยมั้ง..น่าจะสบายหน่อย”
ขณะที่เธอกำลังยิ้มกว้างอย่างดีใจ เพื่อนครูอีกคนกลับทำหน้าเหมือนจะร้องไห้
“ณิชา... ฉันได้ ม.6/12..ขอให้รอดนะ..ภาวนาอย่าให้เจอพวกเด็กนรกนั้นก็พอ”
เสียงหัวเราะดังขึ้นรอบห้องแต่ยังไม่ทันที่ใครจะพูดอะไรต่อครูเพ็ญวดี ครูอาวุโสของโรงเรียนก็เอ่ยขึ้น
“ใครได้ประจำชั้น ม.6/1?”
ครูเพ็ญวดี ครูอาวุโสเอ่ยถามเสียงเข้ม..เมื่อณัทณิชายกมือตอบรับ อีกฝ่ายกลับมองเธอด้วยสายตาเต็มไปด้วยความห่วงใยเพราะณัทณิชาดูอ่อนหวานและบอบบางเกินกว่าจะรับมือกับ “ความร้ายกาจที่ฉลาดหลักแหลม” ของเด็กห้องนี้
“ตามฉันมา..!!”
ณัทณิชาเดินตามไปด้วยหัวใจพองโต เธอวาดฝันถึงการสอนเด็กกิฟต์จะได้ใช้ความรู้ที่เรียนมาได้อย่างเต็มที่ แต่ทันทีที่ประตูห้อง ม.6/1 ถูกผลักเปิดออก... ภาพตรงหน้ากลับไม่ใช่เด็กนักเรียนนั่งอ่านหนังสืออย่างที่จินตนาการไว้เลยสักนิด “นักเรียนทุกคน ฟังทางนี้... นี่คือ ครูณัทณิชา วุฒิไพศาล หรือ ครูณิชา จะมาเป็นครูที่ปรึกษาอีกคนที่จะมาดูแลพวกเธอตั้งแต่วันนี้ ทำตัวให้น่ารักกันหน่อยล่ะ”
ณัทณิชาก้าวเข้าไปพร้อมรอยยิ้มละมุน ร่างเล็กเอวบางในชุดปฏิบัติการครูที่เรียบร้อยดูน่าถนอม ผิวพรรณผุดผ่องและดวงตากลมโตที่มองโลกในแง่ดี ทำให้ห้องที่เคยร้อนระอุด้วยฮอร์โมนวัยรุ่นดูเย็นสบายขึ้นมาทันตาณัทณิชาก้าวเข้ามา
พร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน
ร่างเล็กในชุดครูเรียบร้อยดูบอบบางและน่าทะนุถนอมผิวขาวผ่อง ดวงตากลมใส และท่าทางมองโลกในแง่ดีของเธอ ทำให้บรรยากาศวุ่นวายภายในห้องเงียบลงไปชั่วขณะและใน วินาทีนั้นเอง..กฤษตินถึงกับชะงัก..ดวงตาคมเบิกกว้างอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนหัวใจเต้นแรงจนแทบได้ยินเสียงของตัวเอง
ส่วนเพื่อนทั้งสามคนก็อึ้งไม่แพ้กันก่อนจะพร้อมใจกันหันไปมองเจ้าของเรื่อง
“ฉิบหายแล้ว...”
ภีมพึมพำเบา ๆ
“ครูที่ปรึกษาซะด้วย”
กฤษตินจ้องมองร่างเล็กหน้าห้องไม่วางตา..ก่อนสบถออกมาในลำคอ
“...พี่สาวคนนั้นนี่”
ขณะเดียวกัน ณัทณิชาก็กวาดตามองนักเรียนทั้งห้องด้วยความประหม่า..แต่เมื่อสายตาเลื่อนไปถึงโต๊ะหลังสุด
รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอก็แทบแข็งค้าง..เด็กหนุ่มร่างสูงเจ้าของรอยช้ำที่มุมปากกำลังนั่งมองเธออยู่..และเธอจำเขาได้ทันที
“กฤษติน”
หัวใจของครูสาวร่วงวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่มมือที่ประสานกันอยู่สั่นเล็กน้อยจนต้องกำแน่น..เด็กนักเรียนที่ทุบโทรศัพท์ของเธอจนพัง..เด็กนักเรียนที่เธอหวังว่าจะไม่ต้องพบกันอีก
กลับกลายเป็นลูกศิษย์ในห้องที่เธอต้องดูแลไปจนจบการศึกษา..ราวกับโชคชะตากำลังเล่นตลกอย่างเลือดเย็น
กฤษตินยกมุมปากขึ้นช้า ๆ..เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ทำให้ใครรู้สึกสบายใจแม้แต่น้อย..เสียงโห่ฮิ้วจากกลุ่มหัวโจกดังขึ้นทันที
ส่วนเจ้าตัวเพียงค่อย ๆ ลดขาที่พาดอยู่บนโต๊ะลงอย่าง
เนิบช้า..แต่ท่าทางนั้นกลับกดดันเสียจนบรรยากาศทั้งห้องหนักอึ้ง
‘ห้องเด็กกิฟต์งั้นเหรอ...’
ณัทณิชากลืนน้ำลายฝืด ๆ
‘นี่มันรังปีศาจชัด ๆ’
เต้ที่เพิ่งเดินเข้ามาในห้องมองภาพตรงหน้าแล้วถอนหายใจยาว “โห... พวกมึงทำอะไรกันวะเนี่ย” สายตาเขากวาดมองขวดเหล้าที่เกลื่อนพื้น ควันบุหรี่ที่ยังลอยอ้อยอิ่ง และกฤษตินที่นั่งกองอยู่มุมห้อง “บรรยากาศอย่างกับงานศพ” เขาส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนหัวเราะในลำคออย่างเหนื่อยใจ “มึงเลิกทำตัวโง่ ๆ ได้แล้วกฤษ..คนอย่างมึงเนี่ยนะ... จะมานั่งกอดขวดเหล้าเหมือนคนหมดอนาคต” “แม่งน่าขยะแขยงชิบหาย” กฤษตินไม่ตอบเขาเพียงยกขวดเหล้าขึ้นดื่มอีกอึกใหญ่ ราวกับไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้นบาสถอนหายใจ ก่อนนั่งยองลงตรงหน้าเพื่อน “เฮ้ย... ไอ้คุณกฤษ” น้ำเสียงของเขาเบาลง แต่จริงจังกว่าเดิม “มึงมีดีตั้งเยอะ..ทั้งเรียนเก่ง ทั้งกีฬาเด่น อนาคตแม่งเปิดรอมึงอยู่ทั้งแถบ..แล้วมึงจะมานั่งพังเพราะผู้หญิงคนเดียวจริง ๆ เหรอวะ” เขาหัวเราะในลำคอพลางยิ้มเยาะ “อกหักครั้งแรกหรือไง ไอ้สัส” เต้เดินเข้ามาสมทบ ยืนกอดอกมองเพื่อนนิ่ง ๆ “อายุแค่สิบแปดเองนะเว้ย..มึงยังเหลือเวลาอีกเป็นสิบ ๆ ปี..จะนั่งทำหน้าเหมือนชีวิตจบแล้วทำ
บาสผลักประตูห้องเข้าไปเต็มแรงจนเกิดเสียงดังปังกลิ่นบุหรี่และแอลกอฮอล์อันเข้มข้นปะทะเข้าที่ใบหน้าทันที จนเขาต้องขมวดคิ้วแน่น “ไอ้สัส... มึงสองคนทำเหี้ยอะไรกันวะเนี่ย? ห้องแม่งเหมือนบาร์เถื่อนมากกว่าห้องคนอยู่แล้ว” ภีมยืนพิงขอบหน้าต่าง สูบบุหรี่มวนใหม่ด้วยสีหน้าอ่อนล้าราวกับหมดแรงจะห้ามใครอีก “กูเปิดหน้าต่างตั้งนานแล้ว มันก็ยังไม่ยอมดับบุหรี่สักที” เขาพ่นควันออกช้า ๆ ก่อนส่ายหน้า “กูพูดจนปากจะฉีกแล้ว มันไม่ฟัง” บาสหันไปมองมุมห้องทันทีกฤษตินนั่งกองอยู่กับพื้น หลังพิงผนังอย่างคนไร้เรี่ยวแรง ขวดเหล้าวางกระจัดกระจายรอบตัว มือข้างหนึ่งยังคีบบุหรี่ที่ควันลอยกรุ่นไม่ขาดสาย ใบหน้าหล่อเหลาคมคายที่เคยดึงดูดทุกสายตา บัดนี้กลับหม่นซีดและอิดโรยราวกับถูกชีวิตสูบวิญญาณออกไปจนแทบไม่เหลือ “กฤษ!” บาสเดินตรงเข้าไป เตะขวดเหล้าที่ขวางทางจนกลิ้งกระแทกกำแพง ก่อนคว้าคอเสื้อเพื่อนกระชากขึ้นมากระแทกกับผนังเต็มแรง ตุ้ม! “เรื่องที่สนามวันนั้น มึงยอมรับผิดคนเดียวทำไมวะ!” เขาตะคอกใส่หน้าเพื่อนอย่าง
ณ ห้องผู้อำนวยการโรงเรียน หลังจาก ผอ.เกรียงศักดิ์รับชมคลิปการแข่งขันนัดสำคัญจนจบ เขาได้แต่ทอดถอนหายใจยาว แววตาครุ่นคิดสะท้อนถึงพายุลูกใหญ่ที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ร่างสูงเดินไปหยุดยืนริมหน้าต่าง ปล่อยสายตาออกไปไกลราวกับกำลังชั่งน้ำหนักสิ่งที่ต้องเผชิญในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า ไม่นานนัก รอง ผอ.ก็เคาะประตูเบา ๆ ก่อนก้าวเข้ามาภายในห้อง พร้อมรายงานเหตุการณ์วุ่นวายที่เพิ่งเกิดขึ้นในสนาม “ผมเห็นคลิปนั่นแล้ว ท่านรอง...” ผอ. เอ่ยขึ้นก่อนด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่แฝงความหนักแน่น “ค่ะ... ตอนนี้ทางคณะกรรมการจัดการแข่งขันเชิญท่าน ผอ. ไปร่วมหารือที่ริมสนามบาสด่วนเลยค่ะ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องรออยู่ตรงนั้นหมดแล้ว” “เชิญทุกคนมาคุยกันที่ห้องประชุมเล็กข้างห้องผมเถอะ” เขาตอบอย่างสุขุม “ให้ทุกคนได้นั่งในห้องแอร์เย็น ๆ จิบน้ำเย็นสักแก้ว อารมณ์ที่กำลังคุกรุ่นจะได้คลายลงบ้าง แล้วค่อยพูดคุยกัน..ไปเชิญพวกเขามาที่นี่เถอะ” “ได้ค่ะ...” รอง ผอ.รับคำ ก่อนจะเอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงกังวล “แต่ท่าน ผอ. คะ... เหตุการ
ในที่สุด วันแห่งการตัดสินที่ทุกคนเฝ้ารอก็มาถึง... การแข่งขันบาสเกตบอลประเพณีนัดสำคัญเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางเสียงเชียร์ที่ดังกระหึ่ม เต้ ยืนเบียดเสียดอยู่บนอัฒจันทร์พลางตะโกนเชียร์เพื่อนทั้งสามอย่างสุดกำลัง แม้เขาจะถนัดฟุตบอลมากกว่า แต่ในยามนี้เขากลับรู้สึกได้ถึงมวลความกดดันที่หนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก ท่ามกลางเกมที่เดือดพล่านราวกับสงครามกลางสนามไม้ปาร์เกต์ ทีมของกฤษตินที่ใครต่อใครต่างยกให้เป็นต่อ กลับตกเป็นรองอย่างน่าใจหาย ทุกย่างก้าวของพวกเขามันดูติดขัดและเต็มไปด้วยความผิดพลาด โดยเฉพาะกัปตันทีมตัวจริงอย่างกฤษติน... เขาวิ่งไปตามสนามราวกับหุ่นยนต์ที่ไร้ชีวิต แววตาว่างเปล่าและปฏิกิริยาที่เชื่องช้าทำให้เขาเล่นผิดฟอร์มไปอย่างกู่ไม่กลับ จนบาสต้องกัดฟันแบกรับภาระคุมเกมแทนอย่างเลี่ยงไม่ได้ บาสพยายามตะโกนสั่งการ แต่ดูเหมือนความพ่ายแพ้กำลังคืบคลานเข้ามาปกคลุมทีมของพวกเขา... เพียงเพราะหัวใจของกัปตันทีมคนสำคัญไม่ได้อยู่กับตัวอีกต่อไปแล้ว เสียงลูกบาสกระทบพื้นไม้ปาร์เกต์ดังสนั่นพอๆ กับเสียงเชียร์ที่กระหึ่มยิมเนเซียม แต้มเบียดกันชนิดหายใจรดต้นคอ กฤษตินถูกประกบติดจนขยับไม่
"เขาทำเพื่อมึงนะเว้ย... ถ้าเรื่องไม่จบแบบนี้ มึงจะเอาหน้าที่ไหนไปเรียนต่อ" กฤษตินกระแทกขวดเหล้าลงบนโต๊ะจนเกิดเสียงดังสนั่น "กูไม่เคยขอ! กูยอมแลกทุกอย่าง ยอมทิ้งอนาคต ยอมถูกประณาม แค่ให้มีเขาอยู่ข้างๆ... แต่เขากลับเลือก 'อนาคต' ของกู มากกว่า 'ตัวกู' ...มึงว่ามันตลกไหมล่ะ สุดท้ายกูก็เป็นแค่เด็กโง่คนหนึ่ง..ที่ถูกผู้ใหญ่ปั่นหัวเล่นจนพังไม่เป็นท่า" “กฤษ… มึงเมามากแล้ว นอนเถอะ พรุ่งนี้มีแข่งบาส มึงรู้ใช่ไหม…” ภีมกดเสียงให้ต่ำ แต่แฝงแรงกดเอาไว้แน่น เขามองเพื่อนตรงหน้าตาแดงก่ำ เหม่อลอย เหมือนคนที่ไม่ได้หลับมาหลายคืน กฤษตินไม่ตอบ คว้าขวดเหล้าขึ้นมาดิ่งยาวอีกอึก “กูไม่ได้เมา…” เขาหัวเราะแห้ง เสียงพร่าเหมือนแตกเป็นเสี่ยง “กูแค่เพิ่งตื่น…ตื่นมาเห็นว่าโลกนี้แม่ง ไม่มีที่ให้ความรักปัญญาอ่อนของกูเลย” ภีมขยับเข้าใกล้ขึ้น “กฤษ..พอเหอะ” “พรุ่งนี้แข่งบาสใช่ไหม?” กฤษตินแทรกขึ้นทันที ดวงตาวาววับแบบอันตราย “เออ… กูจะเล่นให้แม่งพังกันไปข้างหนึ่งเลย” ปึ้ก!.. ภีมกระชากขวดออกจากมือเ
บรรยากาศในกลุ่มเพื่อนสนิทเงียบจนน่าอึดอัด ภาพหลุดพวกนั้นเหมือนระเบิดที่โยนลงมากลางวง ทุกคนเห็นพยานหลักฐานคาตา แต่กลับไม่มีใครกล้าอ้าปากถาม... เพราะภาพกฤษตินที่เหมือนคนตายทั้งเป็นมันค้ำคอทุกคนอยู่ “มันไม่ได้นอนมาสามวันแล้วนะบาส…” เสียงของภีมดังลอดปลายสายมาเบา ๆ แต่หนักอึ้งจนปลายประโยคเหมือนจะหายไปในลมหายใจ บาสนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจยาว มือยกขึ้นกดขมับเหมือนพยายามเรียบเรียงความคิด “ตอนนี้มันอยู่ไหน…” “ยังวนหาอยู่…ที่เดิม ๆ นั่นแหละ” ภีมตอบ “ขอบตาแดง กูว่าแทบไม่รู้แล้วว่ากำลังขับรถไปไหน แค่ขับ…แล้วก็หาไปเรื่อย” ปลายสายเงียบไปอึดใจ เหมือนทั้งคู่ต่างเห็นภาพเดียวกันกฤษตินในสภาพที่ใกล้จะพังเต็มที “ปล่อยมันเถอะ…” บาสพูด เสียงแผ่วลงแต่หนักแน่น “ให้มันหาจนพอใจ ถ้ามันไม่เห็นกับตาว่าทุกที่มันว่างเปล่า…มันไม่ยอมหยุดหรอก” ภีมเม้มปากแน่น มองไปยังร่างสูงที่นั่งเหม่ออยู่หลังพวงมาลัย ดวงตาแดงก่ำเหมือนไม่ได้นอนมาหลายคืน “เออ…แต่กูกลัวมันพังเร็วกว่านั้นว่ะ” บา
ณิชา หรือ ณัทณิชา วุฒิไพศาล บัณฑิตป้ายแดงจากคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยชื่อดัง เธอคือผลิตผลที่งดงามซึ่งเติบโตมาท่ามกลางอ้อมกอดของขุนเขาในแถบภาคตะวันออก ครอบครัวของเธอเป็นเจ้าของสวนผลไม้ผืนใหญ่ที่มีทุเรียนพันธุ์ดีเป็นหัวใจหลัก แม้จะไม่ได้ร่ำรวยระดับมหาเศรษฐีแถวหน้าของเมืองไทย แต่ขุมทรัพย์สีทองจากผืนดิน
เช้าวันจันทร์ที่ควรจะสดใส กลับกลายเป็นเพียงอีกวันที่อึดอัดจนแทบหายใจไม่ออกสำหรับกฤษติน เขายืนจ้องเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกบานใหญ่ เนิ่นนานกว่าที่ควร มือขยับปมเนกไทบนชุดนักเรียนสีขาวเรียบกริบอย่างเชื่องช้า สายตาว่างเปล่าราวกับไร้ชีวิตสำหรับสายตาคนนอก เขาคือ “เจ้าชาย” ผู้เพียบพร้อมไร้ที่ติ แต่สำหรับ
ในรั้วโรงเรียนชายล้วนเอกชนชื่อดัง กฤษติน วรโชติเมธากุล นักเรียน ม.6/1 คือภาพแทนของความสมบูรณ์แบบ นิ่ง เฉียบ และเย็นชาจนใคร ๆ ขนานนามว่า “ปีศาจในคราบชุดนักเรียน”ภายใต้ใบหน้าหล่อเหลาเชื้อสายไทย–จีน เขาซ่อนรอยร้าวเอาไว้ลึกเกินกว่าจะมองเห็น ตั้งแต่อายุสิบขวบ วันที่พ่อศัลยแพทย์ชื่อดัง เลือกหย่าร้างและไ







